โพลจี้รัฐบาลต้องรับผิดสภาล่ม กกต.ชี้วันนี้ปมพปชร.ขับสมาชิก ธรรมนัสโพสต์คลิปเที่ยวสวิส แซะถึงผู้นำไทยขาดวิสัยทัศน์ พรรคใหม่ใช้ชื่อ‘รวมใจไทยชนะ’

‘อนุทิน’ควักโพยโชว์‘บิ๊กตู่’ ยันรวมเสียงฟากรัฐบาลได้ 260 เสียงอยู่ครบเทอม เย้ยฝ่ายค้านโค่นยาก ‘ประภัตร’มั่นใจรัฐบาลอยู่ได้ ดักคอทวงคืนโควตารมต.ต้องคุยกันก่อน ด้านพปชร.-ปชป.ยันไม่ตั้งองครักษ์พิทักษ์‘นายกฯ-รมต.’ มั่นใจชี้แจงได้ กลุ่มธรรมนัสแจงไม่ร่วมวงอภิปราย ขอแค่เก็บข้อมูล จ่อเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็น‘รวมใจไทยชนะ’ กกต.นัดวินิจฉัยวันนี้ มติพปชร.ขับ 21 ส.ส.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนสนธิรัตน์คึกลุยภาคอีสาน เปิดตัวฮีโร่มวยโอลิมปิกชิงส.ส.ขอนแก่น ชู‘สมคิด’แคนดิเดตนายกฯ กมธ.ป.ป.ช.ตั้งธงสอบ‘ดร.เอ้’ ปมเอื้อบริษัทคนใกล้ชิด โพลจี้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรับผิดชอบเหตุสภาล่ม

อนุทินหนุน‘บิ๊กตู่’อยู่ครบเทอม
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการพูดคุยหลังการประชุมศบค. เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมและเลขาธิการพรรค ภท. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายสุชาติ ชุมกลิ่น รมว.แรงงานในฐานะผอ.พรรค พปชร. เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร โดยช่วงหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เปรยว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่นายกฯ มีทางเลือก ไม่มาก

ทำให้นายอนุทินกล่าวแย้งว่า นายกฯ มีทางเลือกเดียวคืออยู่ครบเทอมและไม่ต้องห่วงจำนวนส.ส.ในสภา หากมีการซักฟอก ฝ่ายค้านจะรวมเสียงได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และเสียงสนับสนุนนายกฯ มั่นใจว่าจะหาได้ ไม่น้อยกว่า 260 เสียงแน่นอน

ควักโพยโชว์ที่มา 260 เสียง
รายงานข่าวแจ้งว่านายอนุทินได้หยิบกระดาษที่จดจำนวนของส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แสดงให้นายกฯ ดูว่า 260 เสียงมาจากส่วนใดบ้าง โดยไม่ได้นับรวมกับเสียงของพรรคเศรษฐกิจไทยที่ออกไปจากพปชร. ทั้งนี้ การบริหารเสียงในสภาของ ภท.เคยทำให้เห็นเมื่อครั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจเดือนก.ย. 2564 ที่หาเสียงสนับสนุนให้นายอนุทินและนายศักดิ์สยามได้มากที่สุดถึง 269 เสียงมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจำนวนส.ส.ในสภาปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ขณะนี้มีทั้งหมด 475 คน แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล 267 คน ฝ่ายค้าน 208 เสียง เสียงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมสภาคือ 238 เสียง เมื่อหัก 21 ส.ส. โดยเป็น 18 ส.ส.เศรษฐกิจไทย และ 3 ส.ส.ที่ถูกขับออกจากพปชร.ที่ยังไม่สังกัดพรรคใหม่ออกไปทำให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเหลือเสียงในสภา 246 เสียง เกินองค์ประชุมไม่ถึง 10 เสียง ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมาสภาล่มหลายครั้งเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ

ประภัตรเชื่อรัฐบาลอยู่ได้
นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาลหลังเกิดสภาล่มบ่อยครั้งว่า เรื่องสภาล่ม เรื่องนับประชุม เป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ไม่มีใครอยากให้สภาล่ม แต่ฝ่ายค้านเองอาจจะอยากประลองกำลังจริงๆ ส่วนวันพฤหัสบดีเป็นการตอบกระทู้ ไม่เคยนับองค์ประชุม ส.ส.ส่วนใหญ่จึงซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเพราะคิดว่าไม่มีอะไร ฉะนั้นเสียงที่ขาดไป 10 คนไม่ได้มีเจตนาจะขาด เพราะถ้ามีเจตนาจะเบี้ยวจะขาดมากกว่านี้ ยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหา ไม่มีใครอยากให้ยุบสภา เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ ส่วนการแก้ปัญหาช่วงนี้ต้องช่วยกัน นายกฯ และรัฐบาลมีความตั้งใจจริง พยายามทำทุกวิถีทางโดยเฉพาะเรื่องที่ทุกคนบอกว่าดี นายกฯ รับฟัง ยินดีปรับปรุงแก้ไขให้

เมื่อถามว่าเสียงในสภาจะเป็นปัญหารัฐบาลหรือไม่ นายประภัตรกล่าวว่านายกฯ บอกแล้วว่าเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน ขอให้พูดคุยปรึกษาหารือกัน มีอะไรก็ช่วยกัน ดูแลกัน ตนเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ได้ ส่วนพรรคเศรษฐกิจไทยนั้นเท่าที่ได้สัมผัส เขาบอกว่ายังยินดีสนับสนุนรัฐบาลอยู่ ไม่เห็นมีอะไร อย่างการนับองค์ประชุมคราวก่อนเขาก็สนับสนุนรัฐบาล

ดักคอขอโควตาคืน-ต้องคุยกัน
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวพรรคเศรษฐกิจไทยจะต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีของชทพ. นายประภัตรกล่าวว่า ขณะนี้เราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา แต่การปรับครม.อยู่ที่นายกฯ และเราทำงานก็ไม่แพ้พรรคอื่น ต่อข้อถามว่าหากเขาจะมาขอโควตาคืนจะทำอย่างไร นายประภัตรหัวเราะพร้อมกล่าวว่า ต้องมาคุยกัน แต่คิดว่าทุกคนรู้แล้วว่าเป็นสถานการณ์ที่จะต้องช่วยกัน เรื่องจะมาขัดกันไม่มีใครอยากทำ เพราะอยู่กันปีที่ 3 แล้ว ถ้ามันแตกมันต้องไปนานแล้ว

นายประภัตรกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ในวันที่ 17-18 ก.พ.นี้ว่า เป็นธรรมดาที่ฝ่ายค้านจำเป็นจะต้องรุกไล่ หาจุดอ่อนของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง แต่เชื่อว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านจะพูดนั้นนายกฯ และรัฐมนตรีทุกคนเต็มใจตอบ จะได้ชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบอย่างทั่วถึง อย่างกรณีตนจะถูกอภิปรายเรื่องโรคลัมปีสกินที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการจ่ายเงินเยียวยาจึงล่าช้านั้น จะได้ชี้ให้เห็นว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ติดขัดและได้แก้ปัญหาอย่างไร

ธนกรเหน็บ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวกรณีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุระดับความเป็นเอกภาพของรัฐบาลแย่มาก ถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ ออกปากขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาล ช่วยรักษาองค์ประชุมสภาว่า ไม่อยากให้นายสุทินคิดแบบคนใจแคบ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทำงานร่วมกัน ต้องปรึกษาหารือและขอความร่วมมือ เป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เหมือนพรรคเพื่อไทย คนเดียวสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจ ที่ ผ่านมา นายกฯ ขอความร่วมมือจากครม. ในเรื่องสำคัญหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ฝ่ายค้านคงเห็นว่าเอาเรื่องนี้มาขยายผล สร้างประเด็นได้ จึงหยิบยกขึ้นมาหวังดิสเครดิตรัฐบาล

นายธนกรกล่าวว่า ส่วนที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ เป็นแดนประหารของรัฐบาล เพราะขณะนี้รัฐบาลรักษาอำนาจได้แต่บริหารงานไม่ได้นั้น หากนายพิธาคิดแบบหลอกตัวเอง เข้าข้างตัวเองเพื่อให้สบายใจ ก็ไม่ว่ากัน แต่ความเป็นจริงพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น การทำงานร่วมกันบางเรื่องอาจมีความเห็นต่างเป็นธรรมดา เมื่อพูดคุย อธิบาย ทำความเข้าใจทุกอย่างก็จบ

เย้ยฝ่ายค้านระวังถูกเชือดในสภา
โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หากนายพิธาคิดว่าวิธีนี้จะช่วยโหมโรงศึกอภิปรายได้ ถือว่า คิดผิด และให้เอาเวลาไปหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมาอภิปรายให้ได้อย่างที่โม้ไว้จะดีกว่า หรือทำให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านทำงานในสภาอย่างจริงจัง ไม่ใช่หวังยืมมือม็อบบนถนนล้มรัฐบาล ถ้ายังคิดแบบเดิม สุดท้ายสภาจะกลายเป็นลานประหารฝ่ายค้านเสียเอง

“วันนี้ประชาชนเห็นไส้เห็นพุงนายพิธาหมดแล้ว วันๆ ไม่ได้สนใจงานสภา จ้องแต่จะหาโอกาสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง ให้น้ำหนักกับเนื้อหาการทำงาน น้อยกว่าการเล่นเทคนิคทางการเมือง ไม่สนว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศขนาดไหน คนแบบนี้หรือที่อยากจะเข้ามาบริหารประเทศ หวังให้ประชาชนฝากอนาคต” นายธนกรกล่าว

พปชร.ไม่ตั้งองครักษ์พิทักษ์‘บิ๊กตู่’
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ของฝ่ายค้านในวันที่ 17-18 ก.พ.ว่า ครั้งนี้เป็นการอภิปรายปัญหาและข้อเสนอแนะ ไม่ได้ลงมติ จึงไม่ต้องห่วงอะไร ทุกอย่างไม่มีปัญหา เพราะฝ่ายค้านไม่มีราคา ไม่มีประเด็นที่มีราคาพอต้องห่วง และเชื่อว่าครม.สามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่อง และการตอบคำถาม ก็จะทำให้เคลียร์และชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าพรรคไม่ได้หารือเรื่องตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์ และครม. นายไพบูลย์กล่าวว่า ใช่ ไม่จำเป็นเพราะไม่ได้ให้ราคากับฝ่ายค้าน

ปชป.ไม่มีวอร์รูม-เชื่อรมต.แจงได้
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการอภิปรายตามมาตรา 152 ของฝ่ายค้านว่า ปชป.ได้ปรึกษาหารือกันตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าไม่กังวล และยินดีให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ปชป.จะไม่มีการตั้งทีมองครักษ์หรือนัดวอร์รูม เพราะเป็นเรื่องซักถามปัญหาและเสนอแนะ และในญัตติของฝ่ายค้านก็เขียนไว้ชัดเจนว่า เพื่อให้รัฐบาลได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น ตรงนี้ไม่ใช่อภิปรายตามมาตรา 151 ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะต้องลงมติ ฉะนั้น เข้าใจว่าฝ่ายค้านจะต้องอภิปรายตามญัตติ ซึ่งมีแค่ 5 ประเด็นและจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับด้วย

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. กล่าวว่า พรรคจะไม่ตั้งวอร์รูม เชื่อว่ารัฐมนตรีของพรรคจะชี้แจงได้ โดยแต่ละกระทรวงมีคณะทำงานเพื่อเตรียมข้อมูล และติดตามการอภิปรายอยู่แล้ว ในส่วนของพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ตนทำหน้าที่ประสานกับคณะทำงานของแต่ละกระทรวง เพื่อชี้แจงในฐานะโฆษกพรรค หากมีการพาดพิงให้พรรคเสียหายจากข้อมูลที่เป็นเท็จ ทั้งนี้ เชื่อมั่นรัฐมนตรีของพรรคชี้แจงได้ทุกประเด็น การตรวจสอบของฝ่ายค้านคือหลักการในระบบประชาธิปไตยที่สวยงาม แต่หลักการสำคัญคือจะต้องเอาความจริงมาพูดกัน หากเอาความเท็จมาพูด ก็ต้องรับผิดชอบเพราะประชาชนจับตามองอยู่เช่นกัน

กลุ่มธรรมนัสไม่ร่วมวงอภิปราย
นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจไทยไม่ได้ร่วมยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ดังนั้น ในพรรคจะเก็บข้อมูลและติดตามข้อมูลต่างๆ ไว้ แต่ไม่ร่วมวงอภิปรายด้วย

นายบุญสิงห์กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างพรรคว่า มีการคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นระยะ เช่น ชื่อพรรค จะเปลี่ยนหรือไม่ โลโก้พรรคจะเปลี่ยนอย่างไร ทั้งนี้ ต้องรอประชุมใหญ่ก่อน ส่วนการหาสมาชิกพรรค ตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดกำลังทยอยดำเนินการ ส่วนที่ทำการพรรค ตอนนี้ยัง ไม่ได้ย้าย แต่เตรียมที่ทำการพรรคใหม่ไว้ที่อาคารยูทาวเวอร์ ถนนศรีนครินทร์

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคจะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ นายบุญสิงห์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน รอให้พรรคเข้าที่เข้าทางก่อน เรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา จะให้รายละเอียดเอง

จ่อใช้ชื่อ‘รวมใจไทยชนะ’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพรรคเศรษฐกิจไทย ที่เตรียมการเปลี่ยนแปลงชื่อและโลโก้พรรคนั้น ขณะนี้ได้ชื่อพรรคที่เหมาะสมแล้ว โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ พรรครวมใจไทยชนะ ต่อไป

‘ธรรมนัส’โพสต์เหน็บผู้นำไทย
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย โพสต์เฟซบุ๊กเป็นคลิปท่องเที่ยวที่สวิตเซอร์แลนด์พร้อมระบุว่า “สวิตเซอร์แลนด์ ฟื้นตัวและเติบโตได้ เพราะมีผู้นำที่มีความพร้อมและมีวิสัยทัศน์ดี ผมมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้งานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศไทย ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่สวยที่สุด ว่าเค้าฟื้นตัวอย่างไร และพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของเค้าอย่างไรให้เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผมเชื่อว่าประเทศไทยนั้นสามารถพัฒนาได้เท่าเทียมกับสวิตเซอร์แลนด์ หากเรามีผู้นำที่มีความพร้อมและมีวิสัยทัศน์ดี”

โพลชี้ส.ส.รัฐรับผิดชอบสภาล่ม
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่องสภาล่ม โดยสำรวจวันที่ 8-10 ก.พ. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับบุคคล กลุ่มที่ควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สภาล่ม ช่วงต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 43.44 ระบุว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 42.37 ระบุว่า รัฐบาล ร้อยละ 37.94 ระบุว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้อยละ 32.60 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ร้อยละ 14.66 ระบุว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ร้อยละ 12.60 ระบุว่า นายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาล ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ควรมีใครต้องรับผิดชอบ และร้อยละ 7.10 ระบุเฉยๆ ไม่ตอบ ไม่สนใจ

แนะตัดเงินเดือน-ไล่ออก
สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาล่ม ร้อยละ 49.85 ระบุเป็นเกมการเมืองของกลุ่มที่ต้องการล้มรัฐบาล ร้อยละ 31.98 ระบุมี ส.ส.จำนวนหนึ่ง ไร้สามัญสำนึกในการทำหน้าที่ภายในรัฐสภา ร้อยละ 16.03 ระบุวิปรัฐบาล ไม่มีประสิทธิ ภาพ ร้อยละ 11.91 ระบุมี ส.ส.จำนวนหนึ่ง ขี้เกียจสันหลังยาว ร้อยละ 8.17 ระบุรัฐบาลต้องการเตะถ่วงกฎหมาย ร้อยละ 4.89 ระบุวาระการประชุมไม่ดึงดูดใจให้เข้าประชุม ร้อยละ 4.35 ระบุวิปฝ่ายค้านไม่มีประสิทธิ ภาพ ร้อยละ 2.82 ระบุสภาล่มเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิด และร้อยละ 2.29 ระบุส.ส.จำนวนหนึ่งมีภาระหน้าที่อื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ

ส่วนวิธีแก้ไขปัญหาสภาล่ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 30.15 ระบุลงโทษตัดเงินเดือน สวัสดิการ ส.ส.ที่ขาดประชุมสภาเกินกว่าที่กำหนดโดยไม่มีเหตุจำเป็น ร้อยละ 22.82 ระบุลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง ส.ส.ที่ขาดประชุมสภาเกินกว่าที่กำหนดโดยไม่มีเหตุจำเป็น ร้อยละ 22.29 ระบุลงโทษไล่ออกจากตำแหน่งส.ส. กรณีที่ขาดประชุมสภาเกินกว่าที่กำหนดโดยไม่มีเหตุจำเป็น ร้อยละ 17.71 ระบุลงโทษปรับเงิน ส.ส.ทุกครั้งที่ ไม่เข้าร่วมประชุม ร้อยละ 16.03 ระบุลงโทษประจานชื่อผู้ขาดประชุมสภาต่อสาธารณะ ร้อยละ 14.20 ระบุลงโทษยุบพรรค ที่มี ส.ส.ขาดประชุมสภาเกินกว่าที่กำหนด ร้อยละ 12.60 ระบุไม่มีวิธีใดแก้ไขปัญหาได้ และร้อยละ 2.98 ระบุ เฉยๆ ไม่ตอบ ไม่สนใจ

พิเชษฐโต้กลุ่ม16กำมะลอ
นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร. ในฐานะหัวหน้าทีมกลุ่ม 16 กล่าวว่า กลุ่ม 16 จะมีส.ส.มากกว่าหรือน้อยกว่า 16 คน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ควรให้ความสำคัญเรื่องเป้าหมายการทำงานมากกว่า แม้มีส.ส.ไม่กี่คน ก็ยังมั่นใจจะสร้างความกดดันให้รัฐบาลได้ บางคนไม่ได้เป็นสมาชิก แต่พร้อมเป็นแนวร่วมสนับสนุนกลุ่ม 16 ตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะการต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว จะตรวจสอบต่อต้านถึงที่สุด ยืนยันการเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่มีข้อต่อรองผลประโยชน์ใดๆ หรือเรียกร้องกล้วย แต่ต้องการตรวจสอบการทำงานรัฐบาลในเรื่องไม่ถูกต้อง ส่วนที่ระบุก่อนหน้านี้มีส.ส.มาร่วมงานด้วยจำนวนมาก ก็ไม่ใช่การเคลมตัวเลข หรือตั้งกลุ่มกำมะลอ เพื่อต่อรองใดๆ เมื่อใครไม่อยากมาก็ไม่บังคับ อย่าเอาจำนวนคนเป็นตัวตั้ง

ส่วนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในเดือนพ.ค.นั้น นายพิเชษฐกล่าวว่า การจะโหวตอย่างไร ต้องรอฟังคำชี้แจงก่อน ถ้าฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจนถึงการทำให้ประเทศเสียหาย รัฐบาลตอบไม่ได้ กลุ่ม 16 ก็คงยกมือไว้วางใจให้ไม่ได้ แม้ตนจะเป็นส.ส.บัญชี รายชื่อ พปชร. ก็พร้อมสวนมติพรรค จะ ไม่ยกมือให้ ถ้ารัฐมนตรีตอบคำถามไม่ได้ ถ้าไปตะแบงยกมือไว้วางใจ ก็ไม่ควรมาเป็น ผู้แทน

เปิดตัว – นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แกนนำและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย พบปะพูดคุยเครือข่ายภาคอีสาน พร้อมเปิดตัว น.อ.วิชัย ราชานนท์ เป็นว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ที่โรงแรมพูลแมน จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

สนธิรัตน์เปิดตัว‘วิชัย’ชิงขอนแก่น
ที่โรงแรมพูลแมน อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แกนนำและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมด้วย นายสุพล ฟองงาม ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ กรรมการประสานงานพรรค รวมถึงว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภาคอีสานบางส่วน ประกอบด้วย นายจำลอง ภูนวนทา, นายวิริยะ ทองผา อดีตผู้สมัครส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ นายชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร ได้มาพบปะกับเครือข่ายสมาชิกกลุ่มสร้างอนาคตไทย โดยนายสนธิรัตน์ ได้เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในเขต 7 (อ.หนองเรือ บางส่วน อ.บ้านฝาง) จ.ขอนแก่น คือ น.อ.วิชัย ราชานนท์ อดีต นักชกเหรียญทองแดง โอลิมปิกเกมส์ 1996 ที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า พรรคเร่งทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อสรรหาผู้สมัครส.ส.ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยทาบทาม นายจำลอง ภูนวนทา เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.กาฬสินธุ์ ส่วนการวางตัวผู้สมัครส.ส.ในภาคอีสาน พรรคมองถึงศักยภาพของภูมิภาค เพราะหากขับเคลื่อนให้เกิดการพลิกฟื้นด้านเศรษฐกิจได้ จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ จึงตั้งใจสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุด พร้อมเปลี่ยนแปลงและร่วมพัฒนาภาคอีสานไปด้วยกัน

ย้ำ‘สร้างอนาคตไทย’ไม่มีขั้ว
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องกลับมาตั้งพรรค เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง เพราะต้องการเห็นประเทศมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ทุกวันนี้ประเทศมีปัญหาหลายด้านรุมเร้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง ซ้ำยังต้องเจอกับภาวะโรคระบาดโควิดอีก จึงต้องการสร้างพรรคน้ำดี ที่จะนำประเทศก้าวข้ามผ่านปัญหาเหล่านี้ไปให้ได้ ยืนยันว่าพรรคสร้างอนาคตไทยไม่มีขั้ว ไม่ซ้ายสุด ไม่ขวาสุด ไม่ทะเลาะกับใคร

“พรรคอาสาเข้ามาประสานรอยร้าวของประเทศ ความพร้อมของทีมงานที่ถนัดด้านเศรษฐกิจ จะช่วยนำประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาปากท้องไปได้ ที่จะลืมไม่ได้คือ จะดึงคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานให้มากขึ้น นอกจากเศรษฐกิจภายในประเทศจะต้องเข้มแข็งแล้ว ด้านการค้าการลงทุนก็ต้องสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ด้วย” นายสนธิรัตน์กล่าว

‘สมคิด’หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ
ต่อข้อถามถึงตัวบุคคลที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ผู้ที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไป ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความประนีประนอม ประสานงานได้ดีกับทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนต่อประเทศชาติ ไม่ทุจริตคดโกง เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ ใช่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นายสมคิดเป็นบุคคลหนึ่งที่มีคุณสมบัติตามที่พรรคต้องการ ซึ่งนายสมคิดรับทราบแนวทางการทำงานการเมืองของพวกตน แต่ยังไม่ได้ตอบรับในเรื่องแคนดิดเดตนายกฯ

ด้านน.อ.วิชัยกล่าวว่า มั่นใจในทีมเศรษฐกิจและแกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ทั้งนายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์รวมถึงนายสมคิด ว่าจะร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประเทศได้ จึงตัดสินใจหวนคืนสู่วงการเมืองอีกครั้ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้บ้านเกิด ซึ่งก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะไม่เล่นการเมืองอีกแล้ว และมั่นใจว่าครั้งนี้จะต้องทำได้

สร้างทัดเทียม – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พบปะพูดคุยกับกลุ่มมนุษย์ล้อ ลั่นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ-คนพิการให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ที่งานมหกรรมอารยสถาปัตย์ และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนไทยทั้งมวล ศูนย์ประชุมไบเทคบางนา เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

‘หน่อย’ลุยนโยบายบำนาญปชช.
ที่ศูนย์ประชุมไบเทคบางนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยกลุ่ม Builder ร่วมงาน Thailand Friendly Design Expo 2022 : มหกรรมอารยสถาปัตย์ และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนไทยทั้งมวลครั้งที่ 5 โดยมีกลุ่มมนุษย์ล้อ wheelchair นำโดยนายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ให้การต้อนรับพร้อมลั่นระฆังเชิงสัญลักษณ์ และเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยมีหลักแนวนโยบายดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่ ให้ความสำคัญประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมได้อย่างเท่าเทียม เป็นการสร้างโอกาสกลับมาดำรงชีวิตปกติได้อย่างมีศักดิ์ศรี ย้ำว่าพรรคพร้อมผลักดันสภาพแวดล้อมทางสังคมให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างเท่าเทียมกัน

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคมีนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท เพื่อให้ผู้สูงอายุ ดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้ใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่ เป็นการลดภาระลูกหลานวัยทำงาน อีกทั้งยังสร้างกำลังซื้อ เกิดการหมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

กมธ.สอบ‘ดร.เอ้’เอื้อคนใกล้ชิด
นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.สัปดาห์ที่ผ่านมามอบให้ตน เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติและการทุจริตของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งแนวทางหลังจากนี้กมธ.จะเน้นตรวจสอบประเด็นหลักคือ ข้อร้องเรียนกรณีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของบุคคลใกล้ชิดนาย สุชัชวีร์ได้รับงานในสจล. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่นายสุชัชวีร์เป็นบอร์ดกฟผ.ในเวลานั้น มีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทคนใกล้ชิดได้รับงานจริงหรือไม่ ขณะนี้มีผู้ส่งข้อมูลทั้งผู้ประสงค์และไม่ประสงค์ออกนามมาให้กมธ.จำนวนมาก โดยจะนำมารวบรวม และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลต่อไป

นายประเดิมชัยกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รอข้อมูลจากกรมสรรพากรและสจล. ที่กมธ. ขอไปก่อนหน้านี้ ยังบอกไม่ได้ว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักแน่นหนาเพียงใด เพราะกมธ.เพิ่งสอบไปไม่กี่นัด ยังมีประเด็นที่กมธ.ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ส่วนประเด็นร่ำรวยผิดปกตินั้นให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบโดยตรง ไม่น่าจะเกี่ยวกับอำนาจของกมธ. ทั้งนี้ เมื่อกมธ.ได้ข้อสรุปอย่างไรจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการ ต่อไป

21 ส.ส.ลุ้นคำวินิจฉัยกกต.วันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ก.พ. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาหนังสือแจ้งมติพรรคพปชร.ขับ 21 ส.ส.พ้นจากสมาชิกพรรค เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2565 ควบไปกับคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา และนายสมัย รามัญอุดม ที่ยื่นกกต.พิจารณาว่า มติของพปชร.ขัดพ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือกฎหมายอื่น เพื่อให้กกต.มีคำสั่งเพิกถอนมติการขับส.ส. 21 ราย

ทั้งนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.เคยโพสต์แนวทางการวินิจฉัยของกกต.ว่า ออกได้ 2 ทางคือ ทางแรก มติของพรรคที่ให้ส.ส.ทั้ง 21 คนออกจากพรรคเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ในกรณีนี้ไม่เป็นปัญหา โดยส.ส.ทั้ง 21 คนต้องหาพรรคใหม่สังกัดใน 30 วันหรือภายในวันที่ 18 ก.พ. และ 18 คนที่สมัครเข้าพรรคเศรษฐกิจไทยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. มีผลทำให้ชื่อไปอยู่พรรคใหม่โดยสมบูรณ์

ทางที่สอง ในกรณีกกต.วินิจฉัยว่าการลงมติไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 42 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง หากพบว่ามติของพรรคขัดต่อกฎหมาย ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนมติดังกล่าวได้ โดยการเพิกถอนมติหมายถึงมติดังกล่าวไม่มีผลบังคับ นั่นหมายความถึง 21 คนยังมีสถานะเป็นสมาชิกพปชร.อยู่ แต่จะมีผลให้ 18 ส.ส.มีสถานะการเป็นสมาชิกพร้อมกัน 2 พรรค ซึ่งมาตรา 26 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดว่าหากนายทะเบียน (เลขาธิการกกต.) พบว่ามีการซ้ำซ้อนของสมาชิกพรรค ให้แจ้งกับหัวหน้าพรรคให้ลบชื่อผู้นั้นออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยแจ้งเมื่อพบ ซึ่งหมายความว่าต้องแจ้งในวันที่ 14 ก.พ. หาก 18 คนนั้นมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยด้วย

การลบชื่อสมาชิกที่ซ้ำซ้อนทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. มิใช่การลงมติขับที่เปิดโอกาสให้หาพรรคใหม่ใน 30 วัน แปลว่า 18 คนอาจหลุดจากส.ส.โดยไม่เข้าเงื่อนไขถูกขับตามมาตรา 101 (9) ของรัฐธรรมนูญ เป็นหลุดจากการเป็นสมาชิก ซ้ำซ้อน 2 พรรค

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน