ปิดแคมป์หลักสี่ป่วยพุ่ง300คน
สธ.ยืนยัน 1 มี.ค. รักษาผู้ป่วย โควิดตามสิทธิ อาการสีเขียวให้รักษาที่บ้านชุมชน ผุด ยูเซ็ป พลัส รองรับกลุ่มผู้ป่วย สีเหลือง-แดง ให้เข้าร.พ.ได้ทุกแห่ง ช่วงยังไม่ปลดพ้นโรคฉุกเฉิน ร.พ.เอกชนปฏิเสธรักษาไม่ได้ ติดเชื้อพุ่งเกินหมื่น 14 วันซ้อน ป่วยเพิ่มอีก 18,066 คน ตาย 27 ราย เศร้ามีสูงวัย 90 ปี และด.ญ.10 ขวบ ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ได้ฉีดวัคซีน เร่งคุม 35 จังหวัดกลับมาพุ่งเกินร้อย สธ.ยันร.พ.มีเตียงรับป่วยขาขึ้น แจงเด็กชาย 12 ขวบดับหลังฉีดไม่เกี่ยวกับวัคซีน แต่เป็นเหตุการณ์ร่วมที่เกิดช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ผอ.เขตหลักสี่ สั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง 10 วัน คนงานป่วยพุ่ง 288 คน
ป่วยนิวไฮอีก 18,066 คน
เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ จำนวน 18,066 ราย เป็นหลักหมื่นรายวันที่ 14 นับจากการระบาดระลอก 1 ม.ค.2565 ผู้ป่วยสะสม 2,674,477 ราย หายป่วย 12,511 ราย สะสม 2,502,323 ราย เสียชีวิต 27 ราย สะสม 22,565 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 149,589 ราย มีอาการหนัก 755 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 182 ราย ผู้เสียชีวิตมาจาก 18 จังหวัด ได้แก่ กทม. 8 ราย, ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย และปทุมธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ เพชรบูรณ์ แพร่ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลำปาง ชุมพร ยะลา สตูล สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี ชลบุรี และระยอง จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 18 ราย หญิง 9 ราย อายุ 10-90 ปี เฉลี่ย 73 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100% สำหรับเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีโรคประจำตัวกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอส
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 3,458 ราย 2.สมุทรปราการ 957 ราย 3.ชลบุรี 811 ราย 4.นครศรีธรรมราช 750 ราย 5.นนทบุรี 596 ราย 6.ภูเก็ต 534 ราย 7.นครปฐม 479 ราย 8.นครราชสีมา 479 ราย 9.สมุทรสาคร 478 ราย และ10.ปทุมธานี 397 ราย ขณะที่ผู้มีผลตรวจเอทีเคเป็นบวกอีกกว่าหมื่นราย เมื่อรวมกับผู้ป่วยใหม่วันเดียวกันส่งผลให้มียอดผู้ติดเชื้อรวม 30,000 กว่าราย
ติดเชื้อเกินร้อยพุ่ง 35 จว.
จังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 35 จังหวัด คือ ราชบุรี 393 ราย, บุรีรัมย์ 337 ราย, ระยอง 331 ราย, ฉะเชิงเทรา 302 ราย, ชัยภูมิ 292 ราย, เชียงใหม่ 291 ราย, พระนครศรีอยุธยา 276 ราย, สุราษฎร์ธานี 267 ราย, กาฬสินธุ์ 257 ราย, ร้อยเอ็ด 257 ราย, ขอนแก่น 245 ราย, สระบุรี 241 ราย, กาญจนบุรี 240 ราย, สุรินทร์ 233 ราย, สุพรรณบุรี 230 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 193 ราย, ลพบุรี 176 ราย, สงขลา 168 ราย, อุบลราชธานี 165 ราย, พิษณุโลก 154 ราย, มหาสารคาม 154 ราย, พัทลุง 153 ราย, ปราจีนบุรี 143 ราย, เพชรบุรี 129 ราย, อุดรธานี 127 ราย, หนองบัวลำภู 125 ราย, กระบี่ 123 ราย, กำแพงเพชร 118 ราย, นครสวรรค์ 118 ราย, ศรีสะเกษ 116 ราย, หนองคาย 114 ราย, นราธิวาส 112 ราย, เพชรบูรณ์ 105 ราย, สกลนคร 103 ราย และชุมพร 101 ราย โดยวันนี้ไม่มีจังหวัดใดที่ติดเชื้อหลักหน่วย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 83 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 168 ราย ใน 39 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 42 ราย, กัมพูชา 21 ราย, เยอรมนี 10 ราย, สิงคโปร์ 9 ราย, เดนมาร์ก อิสราเอล ประเทศละ 6 ราย อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน คาซัคสถาน ประเทศละ 5 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 80 ราย แซนด์บ็อกซ์ 57 ราย ระบบกักตัว 30 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 1 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-17 ก.พ.2565 จำนวน 111,920 ราย รายงานติดเชื้อ 3,042 ราย คิดเป็น 1.01% แบ่งเป็นระบบ เทสต์แอนด์โก 63,202 ราย ติดเชื้อ 636 ราย คิดเป็น 5.26% แซนด์บ็อกซ์ 41,783 ราย ติดเชื้อ 2,197 ราย คิดเป็น 3.01% และกักตัว 6,935 ราย ติดเชื้อ 209 ราย คิดเป็น 2.72%
ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.พ. ฉีดได้ 221,920 โดส สะสมรวม 120,924,813 โดส เป็นเข็มแรก 52,956,901 ราย คิดเป็น 76.1% ของประชากร เข็มสอง 49,357,630 ราย คิดเป็น 71% ของประชากร และเข็มสาม 18,610,282 ราย คิดเป็น 26.8% ของประชากร
สธ.ยันเตียงพอรับป่วยพุ่ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิค-19 ที่เพิ่มขึ้น เป็นห่วงว่าระบบสาธารณสุขจะไม่สามารถรองรับได้หรือไม่ว่า ยืนยันระบบสาธารณสุขรองรับได้ เตียงมีพอ แม้ว่าผู้ติดเชื้อมีเปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยอาการหนักลดลง ส่วนข่าวที่ว่าจะมีการขยายศูนย์พักคอยเพิ่มขึ้นนั้น ส่วนนี้เป็นในส่วนของกทม.ที่กำลังปรับระบบ แต่ในต่างจังหวัดไม่มีปัญหาอะไร เตียงยังมีว่างเยอะ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับในกทม. สธ.เป็นผู้สนับสนุน แต่ไม่มีอำนาจในทางกฎหมายที่จะไปดูเเล ส่วนในต่างจังหวัด พื้นที่นอกกทม.ถือเป็นความรับผิดชอบของสธ. ซึ่งที่ผ่านมาสธ.ได้สนับสนุนและประสานงานให้กทม.ทุกเรื่อง ตอนนี้เราเน้นเรื่องอย่าให้มีการขาดเตียงหรือเวชภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันเรื่องยาอย่างไรก็พอ เราเตรียมการทุกอย่างไว้อยู่แล้ว หากมีความจำเป็นพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามได้ แต่ช่วงนี้เน้นในเรื่องโฮมไอโซเลชั่น ส่วนเตียงและโรงพยาบาลใช้เฉพาะคนที่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้หากจะให้ยอดการติดเชื้อลดลงก็ต้องเพิ่มมาตรการ ซึ่งยังไม่ใช่ทางเลือกตอนนี้ เราต้องอยู่กับมันให้ได้ โดยเฉพาะต้องเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 เข็ม 4 และติดเชื้อก็จะไม่รุนแรง
1 มี.ค.ดีเดย์รักษาตามสิทธิ์
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษรัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า วันที่ 1 มี.ค. สธ.จะปรับการรักษาโควิดเป็นไปตามสิทธิ โดยหลักคือ ผู้ป่วยสีเขียวเข้ารับการรักษาที่บ้านหรือชุมชนเป็นหลัก (เอชไอ/ซีไอ เฟิร์สต์) ส่วนผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงที่เราเป็นห่วงจึงยังให้เข้าสู่การรักษาด้วยสิทธิ ยูเซ็ป เดิมไปรักษาทุกที่ทั้งร.พ.รัฐและเอกชนได้ คือ ยูเซ็ป พลัส ซึ่งการใช้สิทธิมีทั้งกรณีที่อยู่ เอชไอและซีไอ แล้ว เมื่อติดตามประเมินอาการพบอาการเปลี่ยนแปลงเป็นเหลืองและแดง ซึ่งจะมีร.พ.คู่สัญญาหรือคลินิกชุมชนอบอุ่นดูแล ก็จะส่งต่อเข้าสู่การรักษาใน ร.พ.ทันที ส่วนกรณีที่มีอาการหนักขึ้นมาฉับพลันก็ใช้สิทธิเข้าไปรักษาได้ทุกที่ทันที โดยประสาน 1669 ในการส่งต่อ
เมื่อถามถึงหลักเกณฑ์นิยามผู้ป่วย สีเหลืองและสีแดง นพ.ธเรศกล่าวว่า นิยาม ผู้ป่วย สีเหลืองและแดงมีอยู่แล้ว โดยผู้ป่วย สีเหลืองคือเริ่มมีอาการปอดอักเสบมี 2 ระดับ คือ 2.1 ที่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนแคนนูลา และ 2.2 ที่ต้องใช้ออกซิเจนไฮโฟลว์ ส่วน สีแดงคือใช้เตียงระดับ 3 ต้องนอนในไอซียู หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งบุคลากรจะมีเกณฑ์ในการประเมินอาการเพื่อนำเข้าร.พ.อยู่แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องของอัตราการจ่ายเงินและให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ดำเนินการปรับขั้นตอนในการประเมินกลุ่มอาการสีเหลืองสีแดง เหมือนกับยูเส็ปทั่วไป ที่มีการประเมินอาการฉุกเฉิน 6 กลุ่มอาการ ถ้าหากสีเหลืองแดงก็นำเข้าสู่การรักษาเลย ซึ่งเรากังวลว่ากลุ่มเหลืองแดงจะไม่ได้รับการดูแลเลยเปิด ยูเซ็ปพลัสให้
ตอนนี้รพ.เอกชนต้องรับเคส
เมื่อถามถึงกรณีมีประชาชนระบุว่า ติด โควิด เข้ารับการรักษาในร.พ.เอกชนแต่เตียงเต็ม หากจะเข้ามารักษาต้องเสียเงินเองในหลักแสนกว่าบาท นพ.ธเรศกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ปรับโรคโควิดพ้นโรคฉุกเฉิน ดังนั้นสถานพยาบาลต้องดูแลประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการสื่อสารเนื่องจาก ขณะนี้ ศบต. ประกาศกลุ่มผู้ไม่มีอาการรักษาที่บ้านก่อน หรือ เอชไอ เฟิร์สต์ ดังนั้นสิ่งที่โรงพยาบาลจะต้องสื่อสารกับประชาชนคือ เมื่อตรวจและประเมินอาการแล้ว พบว่ารักษาตัวที่บ้านได้ ก็ต้องให้คำแนะนำและชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องรักษาในร.พ. แต่หากประชาชนเข้าใจแล้วแต่ยังยืนยันที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาลในร.พ. ตรงนี้ต้องจ่าย เงินเอง เนื่องจากร.พ.ก็ไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ เพราะไม่ถือว่าเข้าเกณฑ์
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมเปิด UCEP PLUS รองรับผู้ติดเชื้อโควิดอาการสีเหลือง สีแดง ที่ใช้สิทธิ ยูเซ็ป รักษาทุกที่ได้ว่า การปรับให้ โควิดไปรักษาตามสิทธิ โดยผู้มีอาการสีเหลืองสีแดงยังเข้าใช้ ยูเซ็ป พลัส ได้นั้น เป็นหลักการที่ดี ที่จะเตรียมปรับโควิดไปสู่โรคประจำถิ่น แต่ยังกังวลว่ายังผิดเวลา ถ้าผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ขณะนี้ผู้ติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้น ตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ และแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) ก็รวมกว่า 3 หมื่นรายต่อวัน ขณะที่ความรู้สึกของประชาชนบางส่วนยังอยากเข้า ร.พ. ซึ่งจะทำให้ศักยภาพเตียงลดลง และเพิ่มภาระบุคลากรหน้างานในการประเมินอาการ ดังนั้น จึงยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะปรับในวันที่ 1 มี.ค. โดยอยากให้มีการสื่อสารให้เข้าใจในประชาชนตรงกันก่อน
แนะ 6 วิธีรถร.ร.สกัดเชื้อ
ด้านนพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาบางแห่งที่เปิดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ ซึ่งนักเรียนบางกลุ่มจะเดินทางโดยรถรับส่งของโรงเรียน จึงต้องคุมเข้มการทำความสะอาดพร้อมปฏิบัติตาม 6 ข้อแนะนำในการป้องกันโควิด-19 ดังนี้ 1.จัดที่นั่งบนรถ เว้นระยะห่างมีสัญลักษณ์แสดงจุดตำแหน่งชัดเจน 2.สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่บนรถ ลดการพูดคุยหรือหยอกล้อเล่นกันบนรถ 3.มีและใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือบ่อยๆ บนรถ อย่างเพียงพอ 4.ตรวจวัดไข้นักเรียนก่อนขึ้นรถ 5.เปิดประตู-หน้าต่างรถ ระบายอากาศ ก่อน-หลังใช้บริการทุกครั้ง และ 6.ทำความสะอาดรถทั้งภายในและภายนอก บริเวณจุดสัมผัสเสี่ยง ที่มีการสัมผัสบ่อย ได้แก่ ราวจับที่เปิดประตู เบาะนั่ง ที่วางแขน ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70%
สธ.แจงเด็ก 12 ปีดับหลังฉีด
ด้านนพ.เฉวตรสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า กรณีเด็กชายอายุ 12 ปี ที่เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 1 วันที่ 25 ม.ค. หลังฉีดปกติ พอกลับบ้านมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการปวดขาข้างซ้ายในวันเดียวกับที่ฉีด จากนั้นวันที่ 28 ม.ค. มีอาการปวดเข่า ไปรักษาที่คลินิก อาการไม่ดีขึ้น มีอาการอ่อนแรงและปวดขามากขึ้นทั้งสองข้าง วันที่ 2 ก.พ.ไป ร.พ.เอกชนด้วยอาการอ่อนแรง ยกขาไม่ขึ้น ขาลายมีรอยจ้ำเขียว ยกไม่ขึ้น ปัสสาวะน้อย แพทย์สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งต่อ ร.พ.กระบี่ ได้ให้ยาปฏิชีวนะและน้ำเกลือ อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตในวันที่ 3 ก.พ.
นพ.เฉวตรสรรกล่าวว่า ผลตรวจในห้องปฏิบัติการพบเม็ดเลือดขาวสูง เพาะเชื้อจากเลือดพบเชื้อแบคทีเรีย คณะผู้เชี่ยวชาญสรุป ผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะเข่าอักเสบจากการ ติดเชื้อ ร่วมกับมีการติดเชื้ดในกระแสเลือด ไม่พบการติดเชื้อบริเวณที่ฉีดวัคซีน ข้อมูลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ สรุปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่เป็นเหตุการณ์ร่วมที่เกิดช่วงเวลาใกล้เคียง
ส่วนผู้เสียชีวิตภายหลังรับวัคซีนที่ได้รับรายงาน 2,081 ราย คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้ว 1,464 ราย สรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน 4 ราย
เชียงใหม่งดพบปะ 1 สัปดาห์
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค โควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่ลานอาคารอำนวยการ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.เชียงใหม่ มอบหมายให้ นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผวจ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้รับผิดชอบ ดูแลงานการแก้ปัญหาโควิดจังหวัด เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ “สัปดาห์ คนเชียงใหม่ รักกัน แยกกันสักพัก เพื่อลด COVID-19” ด้วยการใช้ชีวิตแบบ นิวนอร์มัล อย่างเคร่งครัดในช่วง 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 21-27 ก.พ. โดยมี นายวรญาณ บุญณราช นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผวจ. พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ราชการ ร่วมกันหิ้วปิ่นโต เข้าร่วมกิจกรรม
ขณะที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการควบคุมโรคโดยเร็ว เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลง โดยขอให้งดงานเลี้ยงสังสรรค์, นักเรียน-นักศึกษางดการทำงานกลุ่มหรือการติวเรียน และงดการเล่นกีฬาที่ต้องปะทะกันหรือใกล้ชิดกันก่อน ในช่วงเวลา 1 สัปดาห์เช่นกัน

รับผิดชอบ – เจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันเข้าช่วยเหลือหญิงวัย 54 ปีที่นั่งพักอยู่หน้าห้างใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ หลังไปเยี่ยมญาติแล้วตรวจพบติดเชื้อโควิด ตัดสินใจเดินเท้ากลับบ้านจ.ลพบุรีโดยไม่ขึ้นรถโดยสารเพราะกลัวแพร่เชื้อให้คนอื่น
รับหญิงป่วยถูกทิ้งกลับลพบุรี
ด้านจ.เพชรบูรณ์ จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “ช่างเบีย ศรีเทพ รถยก รถสไลด์ อยู่ที่จุดบริการประชาชนมูลนิธิพ้งไล้ 16 ศรีเทพ” ได้โพสต์รูปภาพหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด พร้อมระบุข้อความว่า “ผู้ป่วยโควิดหารถกลับลพบุรี #ผู้ป่วยถูกญาติทิ้งกลางทาง_ผู้ป่วยไม่ได้เข้าไปเดินในโลตัสน่ะครับ #มาถึงจุดนี้แล้วหรือ จากนั้นได้มีคนเข้ามากดไลก์ กดแชร์ พร้อมทั้งได้แสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก
ต่อมา นายณัฐชกิจนันท์ ยอดไสว เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว และเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิพ้งไล้ 16 จุดศรีเทพ ในพื้นที่เกิดขึ้น เปิดเผยว่า เมื่อคืนได้รับประสานงานจากมูลนิธิร่วมกตัญญูจุดศรีเทพ ว่ามีหญิงอายุ 54 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ทราบว่าถูกญาติ ซึ่งเป็นพี่สาวกับหลานสาว ทิ้งไว้ที่คลินิกแห่งหนึ่งในอ.ศรีเทพ หลังทราบว่าติดโควิด ให้หาทางกลับบ้านเอง จากนั้นก็เดินเท้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 1 กิโลเมตร จนถึงหน้าห้างโลตัส ซึ่งระหว่างที่เดินผู้ป่วยไม่ได้แวะที่ไหนเลย ใครเข้าใกล้ก็จะตะโกนบอกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด เวลาปวดปัสสาวะก็จะทำบริเวณข้างทางที่ลับตาคน โดยต้องการเดินทางกลับบ้านที่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี จึงได้ประสานหารถยนต์กระบะขับไปส่งที่บ้าน
จว.ชายแดนใต้ป่วย-ตายพุ่ง
ที่จ.สงขลา ผู้ปกครองต่างทยอยนำบุตรหลาน อายุ 6-17 ปี ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนโควิดเข้ารับวัคซีน ที่หน่วยฉีดวัคซีน ร.พ.หาดใหญ่ สนามกีฬาจิระนคร อ.หาดใหญ่ ที่เปิดให้ วอล์กอินฉีดวัคซีน เฉพาะเด็กที่ประสงค์ฉีดวัคซีน ซิโนแวค หรือ ซิโนฟาร์ม ในเด็กอายุมากกว่า 6 ขวบ ซึ่งเปิดบริการในวันอังคาร วันพุธและวันศุกร์ เพื่อร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน เพื่อให้สามารถเดินทางไปเรียนแบบ ออนไซต์ได้ตามปกติ
ด้านสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหาดใหญ่ ได้ประชาสัมพันธ์ ขอให้ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมงานเปิดบ้านวิชาการ โอเพ่น เฮาส์ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 ก.พ. สังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการผิดปกติให้มาตรวจเอทีเค ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดมาร่วมกิจกรรมนี้
ขณะที่สถานการณ์การติดเชื้อโควิดใน จ.สงขลานั้นยังเป็นช่วงขาขึ้น เนื่องจากมีหลายคลัสเตอร์ที่ยังพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยพบผู้ป่วยใหม่ ตรวจด้วยอาร์ที-พีซีอาร์ จำนวน 168 ราย และผู้ป่วยสงสัย ตรวจด้วย เอทีเค จำนวน 662 ราย รวม 830 ราย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 97.03 เป็นผู้ป่วยสีเขียว ซึ่งไม่แสดง อาการ
โอมิครอนลามนราฯ 73%
รายงานข่าวจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสงขลา ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดชายแดนใต้เพิ่มขึ้นทุกจังหวัด เช่น จ.สตูล 76 คน เสียชีวิต 1 คน จ.ยะลา 39 คน เสียชีวิต 1 คน จ.ปัตตานี 99 คน จ.นราธิวาส 112 คน และจ.สงขลา 168 คน โดยเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธรับวัคซีนร้อยละ 90 และคาดการณ์ว่าเมื่อมีการเปิดด่านชายแดนใต้ทั้ง 7 ด่าน ในต้นเดือนมี.ค. จะมีผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น
โคราชเร่งคุม 17 คลัสเตอร์
ที่ห้องประชุมการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 414 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อภายในจังหวัด 399 ราย และนอกจังหวัดที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง 15 ราย เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย โดยการระบาดขยายเป็นวงกว้างทำให้เกิดคลัสเตอร์แล้ว 17 แห่ง
ขณะที่สถานการณ์เตียงผู้ป่วยโควิด ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ขณะนี้มีเตียงว่างเหลือเพียง 36 เตียง จากทั้งหมด 262 เตียง ส่วนร.พ.สนามในพื้นที่อำเภอเมือง ทั้งที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา และค่ายสุรนารี ที่มีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด รวมกัน 339 เตียง ขณะนี้เหลือเตียงว่างเพียง 69 เตียง สรุปภาพรวมมีทั้งหมด 6,422 เตียง มีผู้ป่วยครองเตียง 2,934 เตียง คงเหลือ 3,488 เตียง ส่วนใหญ่เป็นเตียงของสถานที่แยกกักในชุมชน หรือซีไอ ที่เหลือ 2,852 เตียง
ร.ร.อุบลฯ เด็กป่วยพุ่งกว่า 100
ที่จ.อุบลราชธานี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงเรียนกีฬาประจำจังหวัดอุบล ราชธานี นำเชือกมากั้นแบ่งพื้นที่นักเรียนประจำที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำนวน 36 คน หลังก่อนหน้ามีนักเรียนติดเชื้อแล้ว 52 คน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด
ขณะที่สสจ.อุบลราชธานี รายงานว่า พบ ผู้ป่วยใหม่ 165 คน ขณะที่การติดเชื้อในโรงเรียน ตั้งแต่เดือนก.พ. มีโรงเรียนใน อ.เขมราฐ อ.น้ำยืน อ.เดชอุดม และอ.เหล่าเสื้อโก้ก มีนักเรียนติดเชื้อจำนวน 155 คน กลุ่มเสี่ยงอีก 608 คน โดยเป็นการติดเชื้อจากนอกโรงเรียนแล้วนำไปแพร่สู่ครูและนักเรียนด้วยกัน สอบสวนโรค พบปัจจัยเสี่ยงมาจากงานบุญ งานศพ การเล่นพนันในหมู่บ้าน และจากคนในครอบครัว ก่อนแพร่เชื้อเข้าสู่โรงเรียน และตามตลาดสดในพื้นที่ต่างๆ