ทะลุหมื่น17วันติดต่อ ศบค.ยันยังไม่ล็อกดาวน์ จี้คุมเข้มตลาด-ร้านเหล้า เตือนระดับ4ทั่วประเทศ เพิ่ม‘ฟ้าทะลายโจร’รักษา
ศบค.ยืนยันไม่ล็อกดาวน์ แม้ยอดติดเชื้อพุ่งต่อเนื่อง คลัสเตอร์ใหญ่ๆ ผุดทั่วประเทศ ตรวจพบเชื้อย้อนหลัง 7 วัน 19.01% ศบค. จ่อปรับมาตรการเพิ่มลดยอดติดเชื้อพุ่งเกินหมื่น 17 วันรวด ป่วยเพิ่มอีก 33,893 แยกเป็นตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ 18,883 คน กับผลบวกเอทีเคอีก 15,010 คน ชี้ไม่ต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ซ้ำ หากเอทีเคขึ้นสองขีด จี้จังหวัดคุมเข้มพื้นที่กลับมา ระบาด ทั้งคลัสเตอร์ร้านเหล้า ตลาด สถานศึกษา และร.พ. บิ๊กตู่สั่งทุกจังหวัด-เหล่าทัพ เพิ่มร.พ.สนาม ดูแลผู้ป่วยสีเขียว ให้อาการโคม่าเข้ารักษาแทน หมอธีระวัฒน์ชี้โอมิครอน BA.2 ไม่รู้ยอดป่วยที่แน่นอน แพร่เร็ว-ติดซ้ำซ้อน พุ่งสองเท่าทั่วโลก ทุกคนล้วนเสี่ยง เชื้อทะลุวัคซีน ส่งผลให้คนฉีดเข็ม 3 และ 4 ป่วยได้ สธ.ยันมีเตียงพอรองรับป่วยขาขึ้น ชี้ที่เตียงร.พ.เริ่มเต็มเพราะผู้ป่วยกลุ่ม สีเขียวไม่อยากรักษาตัวที่บ้าน หรือร.พ.สนาม จ่อขอเงินกู้อีก 5.1 หมื่นล้าน
โควิดยังพุ่ง 18,883-ดับ 32
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 21 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,883 ราย ส่วนตรวจแอนติเจน เทสต์ คิต เอทีเค พบผลบวก 15,010 ราย ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ ซ้ำ สามารถเข้าแยกกักที่บ้านได้เลย รวมติดเชื้อในประเทศ 18,704 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 18,618 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 86 ราย มาจากเรือนจำ 17 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 162 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 14,914 ราย อยู่ระหว่างรักษา 166,397 ราย อาการหนัก 796 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 202 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 32 ราย เป็นชาย 13 ราย หญิง 19 ราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 25 ราย มีโรคเรื้อรัง 7 ราย โดย 19 รายยังไม่เคยรับวัคซีนเลย ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,731,198 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,542,145 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 22,656 ราย ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 20 ก.พ. 141,661 โดส ยอดฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 จำนวน 121,725,326 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมี ผู้ติดเชื้อสะสม 424,990,285 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 5,906,093 ราย
คลัสเตอร์ร้านเหล้าลามอื้อ
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดได้แก่ กทม. 2,753 ราย นครศรีธรรมราช 960 ราย สมุทรปราการ 926 ราย ชลบุรี 884 ราย นนทบุรี 852 ราย ภูเก็ต 628 ราย นครศรีธรรมราช 563 ราย ระยอง 475 ราย นครปฐม 429 ราย บุรีรัมย์ 421 ราย ปทุมธานี 421 ราย โดยคลัสเตอร์ที่พบในวันนี้ยังพบร้านอาหารที่เปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ จ.สงขลา ขอนแก่น คลัสเตอร์โรงเรียน ที่จ.น่าน หนองคาย เลย สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ ร้อยเอ็ด จันทบุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ พะเยา คลัสเตอร์ตลาดพบที่ จ.นครราชสีมา อุบลราชธานี นครพนม จันทบุรี สุรินทร์ เพชรบุรี คลัสเตอร์พิธีกรรม พบที่ จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองคาย ถ้าดูทิศทางการรายงานการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว 8 จังหวัด และ 18 จังหวัดที่มีพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เน้นย้ำไปที่ฝ่ายปกครอง ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ติดตามเฝ้าระวังพื้นที่ ที่มีการแพร่ระบาดซ้ำ เช่น ตลาด ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ระดับ มหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยม โรงเรียนกีฬา มีรายงาน 6 จังหวัด มีทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และมีการติดเชื้อซ้ำ จึงขอให้เข้าไปเข้มงวดมาตรการ เพราะหลายแห่งมีการติดแล้วติดอีก นอกจากนี้ยังพบการระบาดในสถานพยาบาล อาทิ ร.พ.รามาธิบดี ร.พ.ศิริราช รวมถึงร.พ. ใน จ.สุรินทร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น ยะลา การระบาดในสถานที่พยาบาลจะทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องกักตัวและขาดแคลนบุคลากรในการดูแลประชาชน จึงขอให้เข้มงวดการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พร้อมกันนี้ศบค.อยากให้ประชาชนงดเว้นกิจกรรมรวมกลุ่ม อะไรที่ชะลอได้ขอให้ชะลอไว้ก่อน แต่ถ้าจำเป็นต้องจัดกิจกรรมขอให้เข้มงวดมาตรการ เช่น การตรวจโควิดก่อนทำกิจกรรม
นายกฯสั่งเพิ่มร.พ.สนาม
พญ.อภิสมัยกล่าวถึงการครองเตียงในปัจจุบันว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานว่าอัตราครองเตียงในปัจจุบันยังมีเพียงพอในการรองรับผู้ป่วยหนักและมีโรคประจำตัว ใครป่วยเป็นโควิดแล้วมีอาการสีเขียวขอให้เลือกรักษาตัวที่บ้าน เข้าใจว่าผู้ป่วยที่มีอาการน้อยอยากรักษาตัวที่ร.พ. เพราะอาจจะไม่มั่นใจในระบบการรักษาที่บ้าน เราจึงขอความร่วมมือทุกคนให้ช่วยกันพัฒนาระบบ ติดขัดอะไรก็ขอให้ร้องเรียนเข้ามาเพื่อปรับปรุง เราต้องประคับประคองระบบสาธารณสุขให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจริงๆ เชื่อว่าน่าจะผ่านวิกฤตตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงนี้ไปได้ และหากใครไม่สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ก็ขอให้ประสานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารักษาตัวที่ศูนย์พักคอยในชุมชน ยืนยันจะได้รับความสะดวกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดจัดเตรียมร.พ.สนามรองรับสถานการณ์หากมีความจำเป็น
ไม่ล็อกดาวน์แต่ปรับมาตรการ
สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 23 ก.พ. อาจพิจารณาล็อกดาวน์ และยกเลิกระบบ Test&Go ว่า ในที่ประชุมศบค.ชุดเล็กวันนี้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการล็อกดาวน์ ทั้งนี้ ศบค.ชุดใหญ่คงไม่ได้พิจารณา และประเมินแค่ยอดติดเชื้อใหม่ ยอดผู้ป่วยหนัก หรือยอดผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นบางครั้งในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล จึงอาจไปบริโภคข้อมูลจากนักวิชาการ อาจารย์ และ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความตกอกตกใจว่าจะมีการล็อกดาวน์หรือไม่ โดยต้องยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีทิศทางที่จะประกาศล็อกดาวน์ นอกจากนี้อยากจะขอความร่วมมือจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญว่า ในตอนที่ให้ความเห็นขอให้ระบุด้วยว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของตัวเอง เพื่อไม่ให้ประชาชนและ ผู้ประกอบการเกิดความกังวล
ส่วนระบบ เทสต์แอนด์โก ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จะระงับการเดินทางเข้าประเทศด้วยระบบนี้ แต่เมื่อไปดูในยอดของระบบ เทสต์แอนด์โก นับตั้งแต่วันที่ 1-20 ก.พ.2565 มี ผู้เดินทางเข้าประเทศมาจำนวน 137,090 คน พบรายงานติดเชื้อ 3,495 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.55 คือในจำนวน 100 คนมีติดเชื้อไม่ถึง 3 คน หรือพบเชื้อย้อนหลัง 7 วัน จำนวน 19.01 % ส่วนแซนด์บ็อกซ์ ตรวจพบ 44% จึงไม่ได้ปิดกั้นการเดินทาง แต่ต้องมีมาตรการ ขอให้รอการพิจารณาวันที่ 23 ก.พ. ว่าถ้าไม่มีการล็อกดาวน์ มีการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จะมีมาตรการอะไรอย่างไร ซึ่งถือว่าระบบสาธารณสุข และมาตรการที่ใช้อยู่ยังรองรับได้ ต่อให้เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศแถบยุโรปที่มีการผ่อนคลายมาตรการแล้วแต่ เมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ก็ยังคงต้องทำตามมาตรการของสาธารณสุขไทยอยู่
ข้อมูลผู้ติดเชื้อไม่ชัด
ด้านนพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ระบุว่า จุดสูงสุดของโอมิครอนต้องประกอบไปด้วย จุดยอดของการติดเชื้อและจุดสูงสุดของคนที่ต้องมีอาการที่ต้องเข้าโรงพยาบาล จากนั้นจึงจะค่อยๆ ลดลง สิ่งที่ต้องทราบก่อนคือ ข้อมูลการติดเชื้อตัวเลขจริง ซึ่งในปัจจุบันไม่มีข้อมูลชัดเจน
ทั้งนี้ในประเทศต่างๆ จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มเป็นสองเท่าทุกๆ สองวันไม่เกินสามวัน แต่ในประเทศไทยตัวเลขสูงขึ้นจริง แต่ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ตามประเทศต่างๆ รายงาน ซึ่งแสดงถึงความจำกัดในการตรวจไม่ว่าจะเป็นพีซีอาร์หรือเอทีเคก็ตาม ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะคิดว่าอาการน้อยแล้ว และประกาศของทางการก็ไม่สนับสนุนในการตรวจตามสถานพยาบาลน้อยใหญ่ ยกเว้นคนที่มีความเสี่ยง ซึ่งความจริงทุกคนมีความเสี่ยง การที่สามารถเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า ในเวลาสองถึงสามวัน เนื่องจากโอมิครอนสามารถทะลุทะลวงคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว แม้จะเป็นสามหรือสี่เข็มก็ตาม และแม้แต่คนที่เคยติดเชื้อแล้ว
ตัวแปรของคนที่จะมีอาการหนักที่ต้องเข้าโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของคนในประเทศ ว่าเป็นสัดส่วนเท่าใด เทียบกับคนที่มีโรคประจำตัว คนที่มีภูมิที่ได้จากวัคซีนและจากการติดเชื้อเก่ามีมากเท่าใด และข้อสำคัญประสิทธิภาพคงเหลืออยู่หรือไม่ ทั้งนี้ภูมิความจำไม่ว่าจะเป็นทีหรือบีเซลล์ไม่ได้อยู่ติดคงนานตลอดไป และแม้แต่ภูมิที่ได้จากการติดเชื้อมาก่อนจากโควิดตัวอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โอมิครอนจะจบเมื่อไหร่ เพราะคงไม่นาน แต่ที่จะแทรกมาปัจจุบันทันด่วนก็คือโอมิครอนตัวน้อง BA.2 ซึ่งติดและแพร่เร็วกว่า และน่าจะติดซ้ำซ้อนได้ใหม่และการศึกษาในสัตว์ทดลองมีอาการรุนแรงกว่า และยังขึ้นอยู่กับวาเรียนต์ใหม่ๆ การฉีดวัคซีนขณะนี้ เมื่อถึงเข็มสาม ด้วยการฉีดที่ควรมีความปลอดภัยสูงสุดคือ การฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ต้องเข้าใจว่าไม่กันติดแล้ว แต่น่าจะช่วยกันหนักหรือกันตาย และไปรอเข็มต่อไป ซึ่งต้องเป็นวัคซีนครอบจักรวาลโควิดทั้งเก่าและที่จะมาใหม่
โต้เฟกนิวส์อ้างสธ.
นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการโพสต์และแชร์ข้อความในโซเชี่ยลมีเดีย ถึงอาการเตือนของการติดเชื้อโควิด-19 แบบวันต่อวัน ว่าแต่ละวันจะมีอาการอย่างไร โดยอ้างว่าสรุปจาก สธ.นั้น ขอยืนยันว่า สธ.ไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว และจากการตรวจสอบพบว่า มีการระบุถึงสายพันธุ์ B.1.1.7 ซึ่งก็คือ สายพันธุ์อัลฟาที่เคยระบาดในประเทศไทยเมื่อปี 2564 เป็นการนำข่าวปลอมเดิมกลับมาปรับแต่งแล้วแชร์ใหม่ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก
นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า การระบาดของโรค โควิด-19 ในประเทศไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งผู้ติดเชื้อประมาณ 80-90% ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย ทำให้อาจติดเชื้อและแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเข้มการป้องกันโควิด-19 ตามมาตรการ VUCA คือ 1.ฉีดวัคซีน 2.ป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา 3.มาตรการโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง และ 4.ตรวจ เอทีเค เป็นประจำ จะช่วยให้ยอดผู้ป่วยลงได้
‘หนู’เซ็นโควิดรักษาตามสิทธิ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการปรับโรคโควิด-19 ไปสู่การรักษาตามสิทธิว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ตนได้ลงนามในประกาศ สธ.กำหนดให้โรคโควิด-19 รักษาตามสิทธิ ตามที่นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้นำเสนอขึ้นมา โดยจะมีผลเริ่มวันที่ 1 มี.ค.นี้ และได้กำชับให้อธิบดี สบส.ไปชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิหรือยกเลิก แต่เป็นการกำหนดขั้นตอนและมาตรฐานให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดการใช้งบประมาณได้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่หากมีอาการฉุกเฉินวิกฤตยังสามารถใช้สิทธิ UCEP รักษาทุกที่ได้ ส่วนอาการฉุกเฉินใช้ UCEP Plus ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนออกมา แต่ในทางปฏิบัติคิดว่าไม่มีปัญหาเรื่องการให้บริการ
เมื่อถามว่าตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.โควิดจะไม่ใช่โรคฉุกเฉิน นายอนุทินกล่าวว่า คำจำกัดความคือโรคที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลตามสิทธิหลักประกันสุขภาพของประชาชนแต่ละคน เมื่อถามว่ามีความจำเป็นต้องปรับมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะรายพื้นที่ นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องพื้นที่เป็นเรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเรื่องยาต่างๆ สธ.พร้อมสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเสนอขอให้ตนเห็นชอบว่าขณะนี้มีความจำเป็นต้องเพิ่มยาฟ้าทะลายโจรมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาการไม่ออกเลย ถ้ารับยาฟาวิพิราเวียร์ไปก็เหมือนกับเกินขนาน ซึ่งฟ้าทะลายโจรสร้างภูมิคุ้มกัน ส่วนฟาวิพิราเวียร์เป็นยาฆ่าไวรัส ถ้าผู้ติดเชื้อไม่มีอาการหลายกรณีจะใช้ฟ้าทะลายโจร
ขอเพิ่มฟ้าทะลายโจร
“อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ขอให้สธ.เพิ่มยาฟ้าทะลายโจรเข้ามา ก็เป็นหลักหลายสิบล้านเม็ด ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีอยู่แล้ว ถือเป็นการสนับสนุนยาไทยและผู้ผลิตไทย ซึ่งผมขออย่างเดียวยาฟ้าทะลายโจรไม่ให้นำเข้า เราเน้นสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศไทยให้มากที่สุด ส่วนการนำไปใช้ก็เป็นการจ่ายตามสิทธิในถุงแพ็กเกจของเอชไอ/ซีไอ นี่คือเหตุที่ต้องใช้เทเลเมดิซีน แพทย์ดูอาการอย่างนี้ให้ฟ้าทะลายโจรหรือขนานไหน ถ้าอาการมากหน่อยก็ให้ฟาวิพิราเวียร์ มากกว่านี้ก็เข้าร.พ. ซึ่งก็ปฏิบัติมาอยู่ แต่บางทีเกิดเหตุขลุกขลักขึ้นมา 5-10 เคสจากใน 2 หมื่นเคส จะเอามาบอกว่าทั้งระบบล่มก็ไม่ใช่ แต่เราก็มีการแก้ไข” นายอนุทินกล่าว เมื่อถามว่าการเตือนภัยโควิดยังคงไว้ที่ระดับ 4 หรือต้องยกเป็นระดับ 5 หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยัง ตรงนี้เป็นอำนาจของนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.
เมื่อถามว่าจะมีการเสนอศบค.ปรับมาตรการเทสต์แอนด์โก โดยลดการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ครั้งเดียว นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้มีการพิจารณากันอยู่ ซึ่งมีข้อมูลมาว่าไม่ทำให้เกิดแพร่ระบาดมากขึ้น ไม่ได้มีประโยชน์หรือมีประสิทธิภาพระหว่างการทำหรือไม่ทำก็ไม่ต่างกันเท่าไร การทำอาร์ที-พีซีอาร์ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ เป็นการเพิ่มภาระของผู้เดินทางเกือบพันบาท และมีค่าบวกต่างๆ ของร.พ.และโรงแรม ตอนนี้ที่ได้รับการร้องเรียนมาคือประกันสุขภาพจะกำหนดอย่างไร ยิ่งกำหนดมากเบี้ยประกันก็สูงมาก เป็นภาระ เราก็รับฟังทุกเรื่องและพยายามเร่งแก้ไข
เมื่อถามถึงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสถานการณ์เตียงไอซียูเริ่มเต็ม นายอนุทินกล่าวว่า ตนเช็กกับปลัดสธ.ทุกเช้า ยังยืนยันว่าระบบการสาธารณสุขยังให้การดูแลได้ ต้องไปดูเรื่องประเภทของคนป่วยเอชไอ/ซีไอ HI/CI เรามีกติกากำหนดไว้ว่าจะดูจากอาการของผู้ป่วยว่าระดับไหนจะได้รับการดูแลอย่างไร
เตือนภัยโควิดยังระดับ 4
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. กล่าวถึงกรณีการออกมาย้ำให้ทุกจังหวัดยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำการแจ้งเตือนภัยโควิดระดับ 4 ว่า เดิมที สธ.ได้ประกาศเตือนภัยโควิดระดับที่ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว และยังไม่เคยประกาศลดระดับการแจ้งเตือนลง เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้เราเน้นย้ำแจ้งเตือนในจังหวัดเสี่ยงที่มีรายงานการติดเชื้อโควิดสูง
“ปัจจุบันต้องเน้นย้ำเตือนภัยโควิดระดับ 4 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในระดับคงที่ ที่ออกมาเน้นย้ำ เนื่องจากที่เคยประกาศนานมาแล้ว ประชาชนอาจหลงลืมว่าเรายังอยู่ในการเตือนภัยระดับ 4 อยู่ เหมือนที่หมอให้คนป่วยควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม แต่พอกลับมาติดตามอาการอีกครั้ง พบว่าสุขภาพยังไม่ดีขึ้น เราก็ต้องเน้นย้ำให้ลดหวาน มัน เค็ม เข้าไปอีก เป็นต้น” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
เมื่อถามว่า สธ.มีการเสนอเพิ่มมาตรการควบคุมป้องกันโรคในการประชุม ศบค.วันที่ 23 ก.พ.หรือไม่ นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ไม่ได้ถอยกลับไปใช้มาตรการเดิม เพราะตอนนี้เตียงรักษาผู้ป่วยยังเพียงพอ อยากให้ดูผู้ป่วยอาการรุนแรงที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เตียง ไอซียูทั่วประเทศมีประมาณ 2 พันเตียง ส่วนเตียงที่เห็นว่าใช้เยอะ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอาการน้อย อาการสีเขียวแต่เข้าไปอยู่ในร.พ. จึงทำให้มีอัตราการครองเตียงเยอะ ยืนยันตอนนี้ระบบสาธารณสุขยังรองรับสถานการณ์ได้
เตียงหนักใช้แค่ 14-15%
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. กล่าวถึงกรณีเตียงโควิดเต็มว่า ยืนยันว่าเรามีเตียง อย่างเตียงสีเหลือง สีแดง ใช้เพียงแค่ 14-15% ยังเหลืออยู่มากพอสมควร แต่ปัญหาคือกลุ่มอาการสีเขียวแต่อยากนอน ร.พ. ต้องขอความร่วมมือหากแพทย์ระบุว่าไม่ต้อง นอนร.พ.ให้ทำเอชไอ/ซีไอ ซึ่งจะเห็นว่าตอนนี้มีกลุ่มสีเขียวครองเตียง 2 หมื่นกว่าคน หากทำเอชไอได้ก็จะมีเตียงมากขึ้น และพร้อมปรับให้เป็นเตียงใช้ออกซิเจนได้ทันที ที่บอกเตียงเต็มเพราะอาการสีเขียวแต่อยากนอนร.พ. ถ้าทำตามมาตรการทุกคนจะเซฟและปลอดภัยหมด ไม่ต้องไปจองเตียงไว้ก่อน
ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ข้อมูลวันที่ 21 ก.พ.พบรักษาในร.พ. 166,397 ราย เพิ่มขึ้นสองเท่าจากวันที่ 21 ม.ค. ที่มี 82,720 ราย เตียงในระบบสาธารณสุข 13 เขตสุขภาพ ช่วงพีกปีที่แล้วเคยวางไว้ 2-3 แสนเตียง วันนี้เรามี 1.7 แสนเตียงทั้งรัฐและเอกชน อัตราครองเตียง 49% มีเพียงพอทุกเขตสุขภาพ โดยเฉพาะเตียงระดับหนักใช้ไปเพียง 10-20% ผู้ใช้เตียงส่วนใหญ่เป็นส่วนของเตียงสีเขียว สำหรับ 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด อัตราครองเตียงยังไม่เกิน 50% ส่วน กทม.และปริมณฑล มี 5.5 หมื่นเตียง ใช้เตียง 2.6 หมื่นเตียง โดยพบว่า 2.4 หมื่นราย เป็น กลุ่มสีเขียว คือ ไม่ค่อยมีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเอกชนเกือบ 2 หมื่นคน ซึ่งเรายังขยายศักยภาพได้อีก ขออย่ากังวล การรักษาวันนี้เปลี่ยนจากทุกรายอยู่ร.พ. แต่โอมิครอนสามารถรักษาได้โดยพำนักที่บ้าน โดยกทม.รับผู้ป่วยรายใหม่เข้าเอชไอวันละ 5,540 ราย มีซีไอปีที่แล้วเปิด 69 แห่ง ตอนนี้เปิด 31 แห่งเกือบ 4 พันเตียง นอนแล้ว 1.7 พันคน เหลืออีก 2 พันเตียง และจะเตรียมเปิดอีก 9 แห่ง 970 เตียง รวม 5 พันเตียง ส่วน CI ที่เหลืออยู่ในโหมดสแตนด์บาย สามารถขยายได้
“ผู้ที่ตรวจเอทีเคเป็นบวกแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันอาร์ที-พีซีอาร์ซ้ำ สามารถเข้าระบบบริการภาครัฐและเครือข่ายเอกชนที่ร่วมมือได้ทุกแห่ง เพราะทั้งเสียเวลา เสียเงินทอง กังวล และเสียเวลาเข้ากระบวนการรักษา” นพ.ณัฐพงศ์กล่าวและว่า การรักษา โอมิครอนเป็นแสนรายพบว่า 89.6% ไม่มีอาการหรือเล็กน้อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงมีโรคร่วมหรือสีเหลือง 10% และสีแดง 0.4% ถ้ามีอาการฉุกเฉินโทร. 1669 ไม่ฉุกเฉินเข้าระบบ 1330 เพื่อจัดหาระบบที่เหมาะสม ย้ำว่าระบบสาธารณสุขเรารองรับได้” นพ.ณัฐพงศ์กล่าว
สั่งเหล่าทัพปัดฝุ่นรพ.สนาม
ด้านพล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 เหล่าทัพได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายในช่วงหนึ่งจึงต้องปิดไปบางส่วน แต่เมื่อมีการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจึงต้องมาปัดฝุ่นใหม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับให้ทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมรพ.สนามไว้รับมือกับสถานการณ์ และให้ทุกเหล่าทัพสนับสนุนในระดับพื้นที่ โดยประสานงานกับสธ. มีรพ.สนามของเหล่าทัพกระจายทั่วประเทศถึง 7,000 เตียง และรพ.สนามในส่วนของกองทัพยังดำเนินการอยู่
รพ.เด็กยอดรับรักษาพุ่ง 80%
ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก) นพ.อดิศัย ภัตตาตั้ง ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า สถานการณ์เตียงเด็กภาพรวมหนาแน่น ประมาณ 80% จึงนำนโยบาย โฮม ไอโซเลชั่น มาใช้ในเด็กอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปและไม่มีอาการ เพื่อมารักษาตามระบบ โดยพบว่ามีสัดส่วนของเด็กที่นอนร.พ.มีประมาณ 15-17% ส่วนอีก 50% ไม่มีอาการ และมีอาการหนักประมาณ 2.2% และจากการรักษาเด็กมาแล้วกว่า 1 พันคน พบว่ามีการรุนแรง 1-2% ส่วนสาเหตุการติดเชื้อในเด็กที่เพิ่มมากขึ้น มาจาก 1.เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน และเป็นการติดเชื้อในครอบครัว 2.เด็กบางส่วนก็มีการเปิดเรียนตามปกติ ทำให้การติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเชื้อโอมิครอนติดง่าย การรักษาส่วนใหญ่เน้นตามอาการคล้ายไข้หวัด ส่วนใหญ่มีไข้เพียง 5 วัน ไข้ลด เด็กส่วนใหญ่อาการดีขึ้น และเพียงดูแลรักษาตามเกณฑ์ 10-14 วัน ถือว่าหายขาดจากโควิด หากมีอาการก็จะจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์สูตรน้ำให้รับประทาน
“เดือนก.พ. ร.พ.เด็กรับรักษาเด็กติดเชื้อโควิดเพิ่มมากขึ้น 30% ตอนนี้มีเด็กป่วยนอนร.พ. 150 คน จากเดิมเดือนม.ค. มีประมาณ 200 คน ขณะนี้มีผู้ป่วยครองเตียง 76 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ปกครองที่มาดูแลบุตรหลานด้วย 20 คน และมีอาการป่วยติดเชื้อโควิด ซึ่งทางสถาบันได้ประสานกับ ร.พ.ราชวิถี ดูแลผู้ป่วยกลุ่มผู้ใหญ่เหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพราะเข้าใจว่าการรักษาพยาบาลเด็กเล็กจำเป็นต้องมีผู้ปกครองใกล้ชิด มีผลต่อการรักษาและการดูแลช่วยให้รับประทานอาหารรับประทานยาได้ง่ายมากขึ้น หายเร็วกว่าปกติ” นพ.อดิศัยกล่าว
สธ.จ่อขอเงินกู้อีก 5 หมื่นล.
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สธ.ได้ทำเรื่องขอใช้เงินกู้จากพ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลโควิด-19 ให้กับประชาชนอีกจำนวน 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เป็นค่ารักษาที่จ่ายไปแล้วในช่วงเดือนพ.ย. 2564-ม.ค. 2565 จำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท และเป็นค่ารักษาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนก.พ.-ก.ย.อีก 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อยู่ระหว่างพิจารณา
ทั้งนี้ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทได้มีการอนุมัติไปแล้ว 3.9 แสนล้านบาท เหลือเงินอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาทใช้สำหรับแผน 1 ด้านสาธารณสุข 1.9 แสนล้านบาท แผน 2 เพื่อการเยียวยาผลกระทบจากโควิด 1.6 แสนล้านบาท และแผน 3 เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท
นายดนุชากล่าวว่า การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากโควิด-19 ในภาพรวมในปี 2563 เบิกจ่าย 1.9 แสนล้านบาท ในปี 2564 เบิกจ่าย 2.7 แสนล้านบาท รวมกันประมาณ 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งการรักษาดังกล่าวมีทั้งจากการใช้เงินกู้จากพ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท, พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท, งบกลาง และงบประมาณของหน่วยส่วนอื่นๆ เช่น สปสช. ไม่ได้มาจากเงินกู้พ.ร.ก.ทั้งหมด ในส่วนของการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาทได้สิ้นสุดไปแล้วในปี 2564 มีการอนุมัติเงินกู้แล้ว 9.82 แสนล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 9.44 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ครบในเดือนพ.ค. อาจจะมีล่าช้าไปบ้างจนถึงเดือนก.ย.2565 ซึ่งเป็นส่วนน้อย โดยสรุปการใช้เงินกู้ตามพ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท ใช้ในแผน 1 จำนวน 6.3 หมื่นล้านบาท, แผน 2 ที่ 7.9 แสนล้านบาท และแผน 3 ที่ 2.9 แสนล้านบาท คงเหลือวงเงินกู้ใช้ไม่ทันประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
เมืองคอนให้สอนออนไลน์
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่ จ.พิจิตร นายวิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจิตร กล่าวว่า พบผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่มอีกจำนวน 145 ราย ซึ่งอาการผู้ติดเชื้อโควิดไม่น่าห่วง มีอาการเล็กน้อย ส่วนใหญ่กักตัวอยู่บ้าน ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นติดมาจากคนเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง แล้วกระจายไปติดภายในครอบครัว รับประทานอาหารร่วมกัน
ที่ ร.พ.สนามศูนย์พักคอย ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้เตรียมความพร้อมกลับมาใช้งานอีกครั้งและรับ ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าพักภายในโรงพยาบาลสนามแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง หลังจากพบผู้ป่วยติดเชื้อใน อ.ปากพนัง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภูเก็ตพุ่งอีก 680 คน
ด้าน สสจ.ภูเก็ต รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 680 ราย จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 50 ราย และเทสต์แอนด์โก 42 ราย ส่วนผลตรวจ เอทีเค ที่ อ.เมือง 339 ราย พบ 220 ราย อ.กะทู้ 198 ราย พบ 81 ราย อ.ถลาง 483 ราย พบ 52 ราย ผู้เข้าข่ายกักตัวศูนย์ดูแลโควิดชุมชน ขณะที่สถานการณ์การใช้เตียงจากจำนวนเตียงทั้งหมด 3,549 เตียง ครองเตียง 2,116 เตียง คิดเป็น 59.62% จำนวนเตียงว่าง 1,431 เตียง คิดเป็น 40.38%
อนุบาลพัทลุงป่วย 25 คน
ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ เขตเทศบาลเมืองพัทลุง จ.พัทลุง หลังจากได้เปิดเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์ โดยการสลับวันมาเรียนของนักเรียนในชั้นอนุบาล 1-ชั้นป.6 มาตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.2565 นั้น ล่าสุดมีนักเรียนติดเชื้อจำนวน 23 คน โดยได้รับเชื้อจากทางบ้าน และมีพนักงานครู 1 คน นักการภารโรง 1 คน ติดเชื้อจากทางบ้านเช่นกัน
โคราชวิกฤต-เตียงเต็ม
ด้านสสจ.นครราชสีมา รายงานว่า จากยอดป่วยที่ยังรักษาอยู่ในร.พ. จำนวน 4,763 ราย เป็นผู้ป่วยวิกฤตเคสสีแดง จำนวน 42 ราย สีเหลือง 1,012 ราย และสีเขียวอีก 3,709 ราย โดยกระจายรักษาตัวอยู่ในร.พ. จำนวน 2,001 ราย, อยู่ร.พ.สนาม 274 ราย, อยู่ซีไอ สถานกักตัวชุมชน 1,090 ราย และเอชไอ กักตัวอยู่ที่บ้าน 1,398 ราย ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เตียงรองรับผู้ป่วยโควิดในร.พ.ใกล้เต็ม โดยเฉพาะ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา คงเหลือเตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤตเคสสีแดง แค่ 26 เตียง เท่านั้นจากทั้งหมด 236 เตียง ซึ่งในจำนวนนี้ต้องสงวนไว้รักษา 7 กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ภาวะน้ำหนักเกินพิกัด ผู้สูงวัย และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ รวมทั้งผู้ป่วยสีแดงเชื้อลงปอดที่จะต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดด้วย
ส่วนผู้ป่วยสีเหลือง ใน ร.พ.มหาราชฯ และร.พ.ต่างๆ รวม 41 แห่ง มีเตียงอยู่ 2,398 เตียง ครองเตียงแล้ว 2,001 เตียง เหลือเตียงว่าง 397 เตียง และผู้ป่วยสีเขียว มีกระจายรักษาอยู่ที่ ร.พ.สนาม 2 แห่ง ตอนนี้ครองเตียงอยู่ 274 เตียง จากทั้งหมด 339 เตียง เหลือเตียงว่าง 65 เตียง และที่สถานที่แยกกักในชุมชน จำนวน 139 แห่ง มีผู้ป่วยครองเตียงอยู่ 1,090 เตียง จากทั้งหมด 3,863 เตียง เหลือเตียงว่าง 2,773 เตียง สรุปภาพรวมเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดในจังหวัด มีจำนวนทั้งหมด 6,862 เตียง มีผู้ป่วยครองเตียงแล้ว 3,601 เตียง คงเหลือเตียงว่างแค่ 3,261 เตียงเท่านั้น

เร่งตรวจเชื้อ – เทศบาลเมืองชัยภูมิ เร่งระดมเจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม หลังมีการพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โดยสั่งปิดตลาดสดรวม 2 แห่ง เพื่อตรวจกลุ่มเสี่ยงในตลาดทั้งหมดในวันเดียวกันนี้เพิ่มอีกนับพันคน เพื่อรอผลตรวจยืนยัน เมื่อวันที่ 21 ก.พ.
ชัยภูมิเร่งเพิ่มร.พ.สนาม
ด้านนพ.วชิระ บถพิบูลย์ นพ.สสจ.ชัยภูมิ และโฆษกคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยใหม่พุ่งถึง 293 ราย แยกกระจายอยู่ในพื้นที่หนักสุดในขณะนี้ใน 7 อำเภอ ทำให้ร.พ.สนาม และ ศูนย์ซีไอ รพ.สต.ในทุกตำบลกว่า 123 ตำบล 1 เทศบาลเมืองชัยภูมิ เริ่มมีผู้ป่วยใกล้เต็มทั้งหมดเหลือไม่เกิน 10% แล้ว ในส่วนศูนย์พักคอย ทางเทศบาลเมืองชัยภูมิได้ปรับให้เป็นร.พ.สนาม รองรับผู้ป่วยได้ 190 คน/เตียงแล้ว ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ามาแล้วร่วม 112 ราย
บุรีรัมย์ปิด 1.5 พันร.ร.
ขณะที่ นายสัมมนาการณ์ บุญเรือง ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ มีหนังสือด่วนถึงสถานศึกษาทั้งจังหวัดกว่า 1,500 แห่ง จำนวนนักเรียน นักศึกษากว่า 260,000 คน ขอความร่วมมือให้งดการจัดการเรียนการสอนแบบ ออนไซต์ เป็นระยะเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.-2 มี.ค.2565 โดยให้เรียนออนไลน์, ออนดีมานด์, ออนแอร์ หรือออนแฮนด์ แทน หลังจากพบจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในพื้นที่จำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยจากข้อมูลสสจ.บุรีรัมย์ พบว่าตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.2565 จนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนติดเชื้อสะสมแล้ว 689 ราย แยกเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา 352 ราย มัธยมศึกษา 284 ราย และมหาวิทยาลัย 53 ราย
กีฬาสีร.ร.สุรินทร์ลามอื้อ
ที่โรงเรียนบ้านรุน ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างมีการจัดการแข่งขันกีฬาสีขึ้นภายในโรงเรียน ตรวจพบเชื้อจากเด็กนักเรียนรายหนึ่ง ที่ติดเชื้อมาจากผู้ปกครอง ก่อนจะลามติดเพื่อนนักเรียนด้วยกันภายในโรงเรียนแล้วกว่า 70 ราย ขณะไปร่วมกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสีที่โรงเรียน เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นอกจากนี้ยังคงมีการตรวจหาเชื้อกับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้มีการขอความร่วมมือผู้ปกครองและเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียนจำนวนหลายร้อยคน ให้กักตัวสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องเร่งวางมาตรการตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด
ระยองเพิ่มร.พ.สนาม
ที่จ.ระยอง นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผวจ.ระยอง เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 476 คน ขณะที่มียอดเข้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นปี 2565 จำนวน 2,904 คน กักตัวอยู่ในสถานที่กักตัว 669 คน กักตัวอยู่ที่บ้าน 987 คน เสียชีวิตรวม 9 คน หลังจากที่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทางจังหวัดได้ตั้งร.พ.สนามเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง ที่โรงเรียนเทศบาลเมืองมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมือง เพื่อเตรียมรองรับจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น
ด้านเทศบาลนครรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต ได้ประกาศปิดสำนักงานเทศบาลนครรังสิต งดการบริการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 22-25 ก.พ. หลังตรวจพบบุคลากรในสังกัดติดเชื้อ และยังมีผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ประกอบกับในเขตพื้นที่เทศบาลนครรังสิตมีอัตราการเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อ และจำนวนผู้ป่วยเฝ้าระวังอาการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มต่อเนื่อง ยกเว้นงานบริการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการสาธารณสุข การควบคุมโรค การรักษาความปลอดภัยหรือรักษาความสงบเรียบร้อย งานบริการทะเบียนราษฎร หรืองานที่มีกำหนดเวลาปฏิบัติชัดเจนและได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า โดยให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณากำหนดแนวทางการปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม