ครม.เบรกสธ.เลิกยูเซ็ป ย้ำโรคฉุกเฉิน-รักษาฟรี ศบค.ถกวันนี้-มาตรการ ป่วยเกินหมื่น 18 วันรวด
โควิดยังเป็นโรคฉุกเฉิน รักษาฟรีต่อไปทุกสิทธิ์ ครม.เบรกกระทรวงสธ. ที่ชงเลิก ‘ยูเซ็ป’ ตั้งแต่ 1 มี.ค. ยังให้รักษาฟรีทุกสิทธิ์ต่อไป สั่งทบทวนทำความเข้าใจประชาชนก่อน อนุทินถกเอกชน แจงชงศบค.ปรับมาตรการเข้าไทยผ่านระบบเทสต์แอนด์โก ยกเลิกตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ วันที่ 5 ให้ตรวจ เอทีเคแทน ลดเงินประกันและวงเงินรักษา ดึงเที่ยวกลับ ปลัดสธ. ออกหนังสือด่วนที่สุดจี้ร.พ.ทั่วประเทศ รับรักษาผู้ป่วยโควิดอาการรุนแรง เร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เน้นผู้สูงอายุ- ผู้มีโรคเรื้อรัง สปสช.ยันตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ยังเบิกจ่ายทุกกรณี ช่วยตามเงินคืนถูกร.พ. เอกชนเรียกเก็บเว่อร์ ลดค่าตรวจเหลือ 900-1,100 บาท ยอดป่วยเพิ่มอีก 18,363 ราย พุ่งทะลุหมื่น 18 วันติด ตาย 35 วงการบันเทิงป่วน พระเอกดัง ‘เจมส์ จิ-แอน ทองประสม’ ติดโควิด

เร่งฉีดเด็ก – เด็กนักเรียนชั้นประถม อายุระหว่าง 5-11 ขวบ รอรับฉีดวัคซีนเด็ก ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) โดยผู้ปกครองยินยอม หลังเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงของโควิด สายพันธุ์โอมิครอน ที่โรงเรียนแจ้งวิทยาสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

โควิดยังพุ่ง 18,363-ตาย 35
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึงหลักหมื่นรายเป็นวันที่ 18 นับจากการระบาดระลอก 1 ม.ค.2565 โดยรายงานติดเชื้อ 18,363 ราย ผลบวกเอทีเค 14,605 ราย ป่วยสะสม 2,749,561 ราย หายป่วย 15,651 ราย สะสม 2,557,796 ราย เสียชีวิต 35 ราย สะสม 22,691 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 169,074 ราย มีอาการหนัก 827 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 214 ราย

ผู้เสียชีวิต 35 ราย มาจาก 18 จังหวัด ได้แก่ กทม.สูงสุด 8 ราย, เชียงใหม่ 4 ราย, ร้อยเอ็ด ระยอง จังหวัดละ 3 ราย, บึงกาฬ กระบี่ ภูเก็ต จังหวัดละ 2 ราย และปทุมธานี สมุทรปราการ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร แม่ฮ่องสอน สุโขทัย พังงา ลพบุรี สระบุรี และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 25 ราย หญิง 10 ราย อายุ 14-93 ปี เฉลี่ย 77 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัว รวม 100%

ป่วยเกินร้อยเพิ่ม 47 จว.
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 2,638 ราย 2.ชลบุรี 929 ราย 3.สมุทรปราการ 887 ราย 4.นนทบุรี 792 ราย 5.นครศรีธรรมราช 741 ราย 6.นครราชสีมา 716 ราย 7.ภูเก็ต 660 ราย 8.สมุทรสาคร 593 ราย 9.นครปฐม 479 ราย และ 10.สุรินทร์ 425 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 37 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ 414 ราย, ปทุมธานี 414 ราย, พระนครศรีอยุธยา 402 ราย, ร้อยเอ็ด 350 ราย, เชียงใหม่ 315 ราย, ชัยภูมิ 309 ราย, ราชบุรี 307 ราย, สุราษฎร์ธานี 287 ราย, ขอนแก่น 282 ราย, สุพรรณบุรี 238 ราย, ระยอง 231 ราย, กำแพงเพชร 220 ราย, ฉะเชิงเทรา 218 ราย, สระบุรี 218 ราย, สงขลา 212 ราย, อุบลราชธานี 209 ราย, อุตรดิตถ์ 180 ราย, กาญจนบุรี 179 ราย, เพชรบุรี 178 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 167 ราย, กระบี่ 162 ราย, กาฬสินธุ์ 157 ราย, ปัตตานี 156 ราย, ชุมพร 149 ราย, นครสวรรค์ 147 ราย, ปราจีนบุรี 143 ราย, สมุทรสงคราม 136 ราย, เพชรบูรณ์ 135 ราย, มหาสารคาม 132 ราย, ลพบุรี 132 ราย, พิษณุโลก 127 ราย, จันทบุรี 124 ราย, นครพนม 123 ราย, ศรีสะเกษ 112 ราย, สุโขทัย 111 ราย, หนองบัวลำภู 106 ราย โดยวันนี้ไม่มีจังหวัดใดติดเชื้อหลักหน่วย

ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 31 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 127 ราย ใน 33 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการ ติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 49 ราย, อังกฤษ ยูเครน ประเทศละ 8 ราย, เยอรมนี 7 ราย, สิงคโปร์ 5 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 64 ราย แซนด์บ็อกซ์ 57 ราย ระบบกักตัว 3 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 3 ราย

สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-21 ก.พ.2565 จำนวน 144,610 ราย รายงานติดเชื้อ 3,619 ราย คิดเป็น 2.5% แบ่งเป็นระบบ เทสต์แอนด์โก 88,755 ราย ติดเชื้อ 933 ราย คิดเป็น 1.05% แซนด์บ็อกซ์ 48,156 ราย ติดเชื้อ 2,454 ราย คิดเป็น 5.1% และกักตัว 7,699 ราย ติดเชื้อ 232 ราย คิดเป็น 3.01%

ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 21 ก.พ. ฉีดได้ 190,673 โดส สะสมรวม 121,915,999 โดส เป็นเข็มแรก 53,163,555 ราย คิดเป็น 76.4% ของประชากร เข็มสอง 49,496,871 ราย คิดเป็น 71.2% ของประชากร และเข็มสาม 19,255,573 ราย คิดเป็น 27.7% ของประชากร

ศบค.ถกปรับมาตรการ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ วันที่ 23 ก.พ. เวลา 09.30 น. ที่ภักดีบดินทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. จะเป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีวาระการรายงานให้ที่ประชุมทราบถึงสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาด และจำนวนผู้ติดเชื้อ รวมถึงมาตรการเปิดเรียนแบบออนไซต์ อยู่ได้กับโควิดในสถานศึกษา โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดต่อโควิด-19 (ศปก.ศธ.) และยังมีวาระเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับมาตรการป้องกันโรค สำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (ศปก.กก.) และพิจารณาแผนการให้บริการวัคซีน โดย ศปก.ศธ. นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการฉุกเฉินด้านความมั่นคง จะรายงานเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการด้านต่างๆ ก็จะรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ต่อที่ประชุม

สั่งร.พ.รับรักษาป่วยโคม่า
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด เรื่องการเตรียมการสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)/ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป หลังจากตรวจพบการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อให้การดูแลผู้ติดเชื้อโควิดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1.เตรียมความพร้อมด้านทรัพยากร เตียง บุคลากรทางการแพทย์ และระบบการดูแลรักษาแบบ Home Isolation (HI) หรือ Community Isolation (CI) รวมทั้งการรับ ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในกรณีที่มีอาการมากและรุนแรง 2.ประชาสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ของจังหวัด และร.พ. ทุกแห่ง เพื่อให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจที่จะเข้าถึงระบบบริการ เมื่อติดเชื้อ 3.เร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ในประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ตลอดจนลดความรุนแรงจากการติดโควิด และ 4.สื่อสารให้ประชาชนป้องกันตนเองและครอบครัวด้วยมาตรการ Universal Prevention และ VUCA และสร้างการรับรู้การดูแลรักษาผู้ป่วยจากการติดโควิด เพื่อให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้

‘หนู’โต้ข่าวป่วยนอนข้างถนน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ โดยปรากฏภาพ ผู้ที่ออกมานอนรอรับการรักษานอกบ้านว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น ยืนยันว่าไม่มีตามภาพที่ออกมา ตนตรวจสอบกับปลัดสธ. ทุกวัน และจำนวนเตียงที่มีอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ยังมีความพร้อม ที่มาถามว่ามีคนมานอนอยู่ข้างถนน ตนเห็นข่าวก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ทั้งปลัดสธ. อธิบดี เช็กแล้วเช็กอีกก็ไม่มี เพราะเตียงยังพอมีอยู่ ยังครองไม่ถึงครึ่ง ส่วนยา ก็มีเต็มที่ และเวลานี้เราเน้นการรักษาตัวที่บ้านเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความชัดเจนการประกาศยกระดับ แจ้งเตือนของสธ. เป็นระดับ 4 นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้ยกระดับ อยู่ระดับนี้มาตั้งนานแล้ว และเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมาประกาศลดระดับจาก 5 เหลือ 4 โดยการแจ้งเตือนระดับ 4 เป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติ หากเว้นระยะห่าง ทำงานจากที่บ้าน ลดการสังสรรค์ ก็จะเป็นเรื่องดี เปรียบเหมือนเป็นการเตือนว่าเริ่มมีอาการความดัน แล้วให้ลดอาหารเค็ม แต่ถ้ายังกินต่อ ก็จะออกอาการเป็นโรคไต หรือความดันสูง นำไปสู่การห้ามหรือควบคุมอาหาร

เมื่อถามย้ำว่า เริ่มมีข้อสงสัยว่าอาจจะต้องล็อกดาวน์หรือต้องเพิ่มมาตรการอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ใจเย็นๆ ประเทศอื่น ทั่วโลก กราฟผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงกว่าประเทศเรา แต่เขาผ่อนคลาย ส่วนเราก็ต้องหาทางที่ดีที่สุด เดินทางสายกลาง ซึ่งเชื้อโอมิครอน ติดง่าย หายเร็ว ความรุนแรงของโรคไม่เหมือน สายพันธุ์อื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ทางสธ.จะเสนอเพิ่ม หรือปรับมาตรการอย่างไร หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องมาตรการต่างๆ ทางศูนย์ปฏิบัติการสธ. จะเป็นผู้นำเสนอ โดยพิจารณาให้เกิดความสะดวกกับประชาชนทุกคน เป็นการเสนอตามวาระปกติ และอาจจะมีการเสนอเรื่องมาตรการการเข้าประเทศ ที่ต้องตรวจ RT-PCR ในวันที่ 5 ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยแนวโน้มอาจจะลดการตรวจ เพราะดูแล้วอาจจะไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่การควบคุมโรคยังดีอยู่และการติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศไม่ได้มาจาก ต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์ที่ไม่สามารถติดต่อร.พ.ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างอาจขลุกขลักไปบ้าง แต่เป็นจำนวนที่น้อย ขณะนี้มีจำนวนผู้ที่รักษาตัวอยู่ในร.พ.กว่า 3 หมื่นคน แต่การทำงานเรื่องความเจ็บป่วย ไม่ควรมีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จึงได้เร่งให้ผอ.ร.พ. ไปกำชับว่าไม่ว่าวันเสาร์ หรืออาทิตย์ ต้องจัดเวรการรักษาโควิด-19 ต้องให้เหมือนวันปกติ ยืนยันว่าจะไม่มีเหตุการณ์ว่าตรงวันเสาร์ อาทิตย์ แล้วไม่ได้เข้าโรงพยาบาล ส่วนการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลสนาม ได้เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว หากมีความจำเป็นจัดตั้งได้ทันที สิ่งของที่อยู่ในร.พ.สนามบุษราคัม 4-5 พันเตียง ยังอยู่ในลักษณะเตรียมพร้อม ไว้ในกรณีฉุกเฉินตลอดเวลา ไม่ได้หายไปไหน หรือขายทิ้ง

ถกเอกชนปรับมาตรการ
ต่อมา ที่ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี นายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดสธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้บริหาร สธ. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม ร่วมหารือแนวทางการปรับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับการเดินทางเข้า ราชอาณาจักรประเภทเทสต์แอนด์โก

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในช่วงขาขึ้น ประเทศไทยมีอัตราการติดเชื้อ ป่วยหนัก และเสียชีวิตสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ พบการติดเชื้อในระบบแซนด์บ็อกซ์สูงกว่าระบบอื่น ซึ่งการหารือเพื่อนำความเห็นของภาคเอกชน ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาและหาจุดสมดุลในการปรับมาตรการเข้าประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งมาตรการก่อนการเดินทางเข้าประเทศ อาทิ การลงทะเบียน Thailand Pass, การตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ 72 ชั่วโมงก่อน การเดินทาง, การยกเลิกตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ในวันที่ 5 และใช้การตรวจ เซลฟ์ เอทีเค แทน, การปรับลดวงเงินประกันการเดินทาง รวมถึงมาตรการเมื่อถึงประเทศไทยและขณะอยู่ในประเทศ อาทิ การปรับลดวันการแยกกักรักษาผู้ติดเชื้อ, การกักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ก่อนจะนำ ข้อคิดเห็นเข้าที่ประชุม ศบค. พิจารณา ทั้งนี้ เพื่อให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยวเตรียมรับการเปิดประเทศ ควบคู่ไปกับการป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุมโรค

เร่งฉีดบูสต์กลุ่มเสี่ยง
ด้านนพ.โอภาสกล่าวถึงกรณีผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจมีจำนวนเพิ่มขึ้น จำเป็นจะต้องมีมาตรการเพิ่มหรือไม่ ว่า สธ. จะนำเสนอสถานการณ์โควิด 19 ให้ที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่ รับทราบเพื่อร่วมพิจารณามาตรการ โดย.จะเสนอให้เน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด โดยเฉพาะเข็มกระตุ้นให้กับกลุ่มเสี่ยง 608 เพราะขณะนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม ผู้สูงอายุ ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้น และจะเน้นย้ำในพื้นที่ คือ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. ตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้ ผรับเข็มกระตุ้น ให้เร่งมารับวัคซีน และเน้นย้ำมาตรการเดิมให้เข้มข้น เช่น เลี่ยง รับประทานอาหารร่วมกัน และใช้มาตรการ โควิด ฟรี เซ็ตติ้ง

ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 จะปรับราคาการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ แบบ 2 ยีนจาก 1,300 บาท เป็น 900 บาท และแบบ 3 ยีนจาก 1,500 บาท เหลือ 1,100 บาท หากร.พ.เอกชนใดคิดเกินราคา สบส.ต้องไปดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเรามีราคากลางควบคุมอยู่ แต่มีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไปตรวจเพื่อขอยืนยันตรวจและกลับถูกเรียกเก็บสูงเกิน อัตราจริง ซึ่งได้ร้องมายัง สปสช.จะติดตามขอคืนเงินให้ประชาชน ซึ่งบางส่วนเบิกคืนได้

ป่วยอยู่บ้าน 4.9 หมื่นโทร.ร้อง
ส่วนกรณีผู้ติดเชื้อบางส่วนติดต่อเพื่อ เข้าระบบการดูแลผ่านสายด่วน 1330 ไม่ได้ นพ.จเด็จกล่าวว่า การติดต่อเข้าระบบการดูแลที่บ้าน (เอชไอ) ผ่านสายด่วน 1330 จากข้อมูลเมื่อวันที่ 21 ก.พ. มีจำนวนสายติดต่อเข้ามาสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 49,005 สายในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าช่วงเดือนส.ค.2564 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ขณะนั้นมีโทร.เข้ามาประมาณ 2 หมื่นกว่าสาย ดังนั้น จึงมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์อีก 150 คน และแนะนำให้ติดต่อผ่านไลน์ สปสช. @nhso หรือเว็บไซต์ของ สปสช. เจ้าหน้าที่รับเรื่องและติดต่อกลับ หรือแม้แต่ติดต่อผ่านสายด่วน 1330 ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนเรื่องไม่ได้อาหาร หรืออุปกรณ์ไม่ดี แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับก็ให้แอดไลน์ สปสช.เพื่อแจ้งข้อมูลได้ ขณะนี้มีคนแอดไลน์มาแล้วกว่า 2 ล้านคน

“ในสายทุกวินาทีมีการรอสายประมาณ 50 สายตลอดเวลา เพราะมีคนแย่งกันโทร.เข้ามา โดยสายเข้ามีประมาณ 3 พันสาย ขณะที่ คนรับ 300 ราย หากโทร.มา 350 ราย ดังนั้น อีก 50 รายก็ต้องรอ ส่วน 300 คนกำลังคุยกันอยู่ ซึ่งใช้เวลาคุยวางสายไม่เท่ากัน พอวางสายก็จะดึงเอาคนที่รออยู่เข้าไป บางครั้งไม่รอ ก็วางเลย แล้วโทร.ใหม่ ซึ่งเราเชื่อว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงอยากให้ติดต่อผ่านไลน์ ซึ่งติดต่อเจ้าหน้าที่ได้เลย ซึ่งตอนนี้ที่รอแน่นที่สุด คือ คันนายาว 330 ราย บางกะปิ 101 ราย และลาดกระบัง 93 ราย อย่างไรก็ตาม เราจะประกาศรับเพิ่มหน่วยบริการที่จะร่วมเอชไอ

เมื่อถามถึงเหตุผลที่คนปฏิเสธเข้าเอชไอ และปฏิเสธระบบซีไอด้วย ยืนยันจะเข้า ฮอสพิเทลอย่างเดียว นพ.จเด็จกล่าวว่า คงมีเหตุผลหลายอย่าง อาจเป็นค่านิยม หรือการรับข้อมูลข่าวสารจากคนใกล้ชิด หรืออาจมีเจตนาส่วนอื่น จากที่ทราบและสอบถาม ก็มีเรื่องของการเคลมประกันด้วย แต่ระหว่างรออยากให้เข้าสู่ระบบเอชไอ หรือซีไอก่อน จะทำให้ระบบไม่เกิดความวุ่นวายมาก

ครม.เบรกชงรักษาตามสิทธิ์
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีความเป็มห่วงต่อประชาชน จึงให้ สธ.กลับไปทบทวนและชะลอการประกาศเรื่องให้โรค โควิดรักษาตามสิทธิ์ออกไปก่อน เพราะต้องไปทำความเข้าใจและซักซ้อมการให้บริการและปรับบริการเพื่อที่จะรับผู้ป่วยสีเขียว เนื่องจากขณะนี้ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนทำให้มีผู้ป่วยสีเขียวค่อนข้างมาก และมีปัญหาในเรื่องการรับโทรศัพท์ เช่น 1330 ไม่มีผู้รับสาย ไม่สามารถติดต่อได้ จึงให้ไปเพิ่มบริการ ให้ดีก่อน และยืนยันว่าขณะนี้ผู้ป่วยโควิด-19

สำหรับยูเซ็ปเป็นสิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ตามเกณฑ์ของ สปสช. ผู้ป่วยที่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิยูเซ็ปคือผู้ป่วยที่มีอาการ 6 ประเภทที่เข้าข่าย เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่ 1.หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2.หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง 3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น 4.เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง 5.แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วนหรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
และ 6.อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมอง ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

โควิดยังเป็นโรคฉุกเฉิน
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แถลงแนวทางการรักษาและเบิกจ่ายโรคโควิด-19 ว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดปรับระบบบริการการรักษาโควิดเป็นการรักษาตามสิทธิเริ่มวันที่ 1 มี.ค. และจะมีการประกาศใช้ UCEP Plus สำหรับผู้ป่วยโควิดอาการสีเหลืองและสีแดง เข้ารับบริการได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ์ในสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน อย่างไรก็ตาม การประชุมครม. ให้ความเห็นว่า เพื่อให้เกิดการบริการที่ดี มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ของประชาชน ประกอบกับประกาศกำหนดให้โควิดรักษาตามสิทธิ ซึ่งลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สธ. ยังไม่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษา จึงมอบให้ สธ.ทบทวนเรื่องนี้

ห้ามร.พ.เก็บเงินมัดจำ
“สรุปขณะนี้โควิดยังเป็นโรคฉุกเฉินรักษาทุกที่ได้ ระบบการดูแลยังเป็นยูเซ็ป โควิด ดูแลภาคประชาชนตามเดิม ดังนั้น ร.พ.เอกชนที่ปฏิเสธการรับผู้ป่วย กลไก ยูเซ็ป โควิด ยังมีผลอยู่ ผู้ป่วยโควิดถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาลต้องรับดูแล ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถ้าพบผู้ป่วยแล้วไม่มีศักยภาพในการดูแลหรือเตียงจะต้องส่งต่อ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินมัดจำได้ มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามพ.ร.บ. สถานพยาบาล” นพ.ธเรศกล่าว

นพ.ธเรศกล่าวว่า ส่วนการทบทวนนั้น จะเน้นทำความเข้าใจอธิบายประชาชน หากติดเชื้อจะเข้าสู่ระบบอย่างไร ช่องทางติดต่อ การเข้าตามสิทธิแต่ละสิทธิเป็นอย่างไร เรื่องอาการแต่ละระดับดูแลอย่างไร อย่างอาการปานกลางไปได้ทุกที่ เกณฑ์คืออะไร เช่น มีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียส ออกซิเจนในเลือดต่ำ หรืออาการหนักคืออะไร การส่งต่อ เพื่อประชาชนจะได้ไปใช้บริการถูกช่องทาง รวมถึงทำความเข้าใจเตรียมการฝั่งสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน ส่วนเรื่องของยูเซ็ป พลัส ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีการเตรียมการรองรับการปรับระบบเป็นการรักษาตามสิทธิ ซึ่งเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์จากยูเซ็ป ธรรมดารักษา 72 ชั่วโมง เป็นจนกว่าจะรักษาหายไม่ต้องเคลื่อนย้าย ก็มีไปเตรียมการทำระบบคัดแยกมาแล้ว แต่เมื่อต้องทบทวนเรื่องการรักษาตามสิทธิ ก็จะทบทวนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน และเมื่อพร้อมก็จะเสนอไปพร้อมกันทีเดียว ซึ่งกรอบระยะเวลา การทบทวนไม่ได้กำหนดไว้ ไม่จำเป็นต้อง รอให้การติดเชื้อลดลง เพราะหากเตรียมกระบวนการบริการ การสื่อสารครบถ้วน ก็สามารถนำเสนอ ครม.ได้เมื่อพร้อม

ใบรับรองป่วยเบิกประกันได้
นพ.ธเรศกล่าวถึงการหารือแก้ปัญหา เบิกจ่ายประกันของผู้ป่วยโควิดว่า สธ.ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยโควิด 19 เป็นผู้ป่วยโควิดจริงไม่ว่าจะพักรักษาที่บ้าน (เอชไอ) หรือในชุมชน (ซีไอ) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลชั่วคราว โดยได้ออกแบบให้รับผู้ป่วยค้างคืน มีเตียง จึงยืนยันเจตนาความเป็นผู้ป่วยใน เป็นผู้ป่วยจริง ซึ่งจะติดตามทาง คปภ.เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป

เมื่อถามว่ากรณีตรวจเอทีเคเป็นบวก แต่ต้องการยืนยันตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ เพราะไปเบิกประกัน แต่ร.พ.เอกชนที่ตรวจคิดราคาต่างกัน นพ.ธเรศกล่าวว่า การตรวจอาร์ที- พีซีอาร์ มีอัตราราคากลางอยู่ ซึ่งจะหารือกับภาคเอกชนเรื่องนี้เช่นกัน จริงๆ สิ่งที่ต้องการคือมีการรับรองจากสถานพยาบาลหรือแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยโควิดจริง ดังนั้นแค่ใบรับรองป่วยโควิดก็น่าจะใช้เคลมได้ ซึ่ง คปภ.ยืนยันอย่างนี้ การตั้งเงื่อนไขว่าต้องเป็น อาร์ที-พีซีอาร์ ก็ต้องคุยกับ คปภ.เหมือนกันว่าต้องไปกำกับบริษัทว่าเป็นเงื่อนไขที่เกินกว่ากรมธรรม์กำหนด หรือไม่

ครม.ผวาถูกด่าโละยูเซ็ป
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมครม. นายธเรศ อธิบดีสบส. ได้เสนอหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) ซึ่งที่ประชุมบางส่วนไม่เห็นด้วย โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ คนแตกตื่น เพราะมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้น จึงอยากให้เลื่อนไปก่อน และอยากให้อธิบายให้ประชาชน เข้าใจ อย่างอังกฤษ เยอรมนีก็ยังมีปัญหาเรื่องการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ

ขณะที่นายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พยายามอธิบายว่า ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องเงิน การเสนอเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความเป็นห่วงผู้ป่วยสีเขียวที่เข้าไปครองเตียง อยากเก็บเตียงให้ผู้ป่วยสีเหลือง สีแดง และผู้ป่วยโรคอื่นๆ เรื่องนี้หมอและคนหน้างานคิดมาแล้ว เพื่อให้ผู้ป่วยไปรักษาที่บ้าน หรือศูนย์แยกกักในชุมชน ยืนยันผู้ป่วยสีเขียวยังได้รับการดูแล ยังได้รับการรักษาฟรีตามสิทธิ์

ตู่บอกหนู‘เข้าใจนะ’
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่หลายคน เข้าไม่ถึง โทร. 1330 ก็ไม่มีคนรับสาย กว่าจะติดต่อกลับใช้เวลานาน ทำให้อธิบดี สบส. แจ้งว่า กำลังจะเพิ่มคู่สาย ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า ต่อไปอาจเสนอให้เพิ่ม ร.พ.สนาม และให้ภาครัฐไปทำฮอสพิเทล เพื่อดูแลประชาชนด้วย

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวต่อที่ประชุม ว่า ตนได้ทดลองโทร.ไปที่ 1330 พบว่า เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการอยู่ในอาการที่เหนื่อยล้า ทำให้เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ 1330 จึงอยากให้ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อน ไปสร้างความเชื่อมั่น แล้วกระทรวงสาธารณสุขค่อยนำกลับเข้าพิจารณาใหม่ เพื่อความสบายใจของประชาชนขอให้ชะลอประกาศไปก่อน และหันไปพูดกับนายอนุทินว่า “โอเคนะ หนูเข้าใจนะ” ขณะที่นายอนุทินยิ้มให้ก่อนบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ”

สพฉ.พร้อมหนุนทั้ง 2 ยูเซ็ป
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า สพฉ.พร้อมสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาลและ สธ. ซึ่งตอนแรกเตรียมการเรื่อง ยูเซ็ป พลัส แต่ ครม.มีมติให้ทบทวนกระบวนการโดยให้ใช้ ยูเซ็ป โควิด ตามเดิมไปก่อนนั้น ก็ยินดีให้การสนับสนุนนโยบายทั้ง 2 ด้าน ทั้งยูเซ็ป โควิด และยูเซ็ป พลัส ในอนาคต ส่วนประชาชนที่กังวลเรื่องการติดเชื้อและเข้าสู่ระบบการรักษานั้น ย้ำว่าให้ติดต่อผ่าน 1330 หรือไลน์ @nsho แต่ระหว่างการรอประสานเข้ารับการรักษา หากมีอาการแย่ลง เช่น เหนื่อย หายใจไม่สะดวก ไข้สูง หรือรู้สึกว่าเป็นอันตรายต่อชีวิต ให้โทร. 1669 ทั่วประเทศ จะประสานพิจารณาส่งทีมหรือรถไปรับผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่จะต้องไปรักษาตามคำแนะนำของ สปสช. โดยสถานพยาบาลที่ไปส่งต้องสอดคล้องกับกองทุน ที่ต้องตามจ่าย ช่วงนี้จำนวนเคสยังไม่มาก ใน กทม. ศูนย์เอราวัณจัดทีมดูแล หากเกินศักยภาพ กทม. สพฉ.พร้อมระดมทรัพยากรจัดทีมเข้าไปช่วยดูแล ซึ่งได้เตรียมระดมทรัพยากรแล้ว

สธ.เพิ่มฟังก์ชันคัดกรอง
นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้น สธ.จึงพัฒนาฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 (Self-assessment) บนระบบ “หมอพร้อม Chatbot” เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยคัดกรอง ผู้ที่มีผลการตรวจเป็นบวก ให้ได้รับคำแนะนำในการเข้ารับการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ได้ โดยการประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.คัดกรองภาวะวิกฤต และ 2.คัดกรองความเร่งด่วน โดยประเมินให้ตนเองหรือบุคคลในครอบครัวที่ติดเชื้อได้ โดยเครื่องมือการประเมินมีค่าความแม่นยำร้อยละ 85 โดยช่องทางการประเมินความเสี่ยงบนหมอพร้อม Chatbot ใช้งานได้แล้ววันนี้ ทั้งไลน์ ออฟฟิเชี่ยล แอ๊กเคาต์, แอพพลิเคชั่น และช่องทางแช็ต บนเฟจบุ๊ก แฟนเพจ ของหมอพร้อม

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หมอพร้อม Chatbot จะมีเมนู “ติดโควิด คลิกที่นี่” จากนั้นระบบจะถามคำถาม เพื่อประเมินและคัดกรองภาวะวิกฤต ได้แก่ 1.มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจไม่ทัน หายใจ เหนื่อยจนซี่โครงบาน หายใจเร็วกว่า 20 ครั้งต่อนาที หายใจมีเสียงดัง 2.อาการซึมลง ไม่รู้สึกตัว 3.อาการตัวซีด เย็น 4.อาการเหงื่อท่วมตัว หากมีอาการจะแนะนำว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินให้ติดต่อ 1669 เพื่อเรียกรถพยาบาลหรือเข้ารับการรักษาในร.พ.

แนะมุ่งลดป่วยโคม่า-ตาย
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ระบุว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นการลดจำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตหลังการติดเชื้อ การป้องกันการติดเชื้อทำได้ยาก เพราะเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 และ BA.2 ติดกันง่ายมาก แพร่ทางอากาศ อย่างเก่งทำได้แค่ชะลอเวลาติดเชื้อออกไปสักพัก เพื่อใช้เวลานี้รีบฉีดวัคซีนให้กับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว และฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับคนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแล้ว

สำหรับคนกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อโควิด-19 และยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือยังฉีดไม่ครบ ควรได้รับยาต้านไวรัสชนิดกิน Paxlovid ไม่ใช่ยาฟาวิพิราเวียร์ รีบให้ทันทีภายใน 5 วันที่เริ่มมีอาการ จะลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ร้อยละ 90 ปัญหาคือยานี้ยังไม่เข้าประเทศไทย ต้องรออย่างน้อยอีก 2-3 เดือนข้างหน้ากว่าบริษัทยาจะผลิตยาได้มากเพียงพอ สำหรับความต้องการของทุกประเทศ

ย้ำโควิดใช้สิทธิ์ยูเซ็ปได้
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ประชุม ศบค.จะพิจารณาการปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการ เดินทางเข้าราชอาณาจักร แผนการให้บริการวัคซีน โดยจะเน้นเรื่องความปลอดภัยของคนไทย เป็นสำคัญ รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ยกระดับการเตือนภัยโควิด-19 เป็นระดับ 4 ทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดเข้าสถานที่เสี่ยง เลี่ยงการรวมกลุ่ม ชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด ดังนั้นหากมีความเสี่ยงขอให้กักตัวเอง โดยมาตรการ ในการควบคุมโรคยังมีความสำคัญ

นายธนกรกล่าวว่า นายกฯ ยังยืนยัน ถึงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ หรือบัตรทอง สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์สวัสดิการข้าราชการ หากผู้ป่วย โควิด-19 มีอาการปอดบวม มีไข้สูง อยู่ในเกณฑ์ สีแดงหรือภาวะการเข้าข่ายฉุกเฉิน เข้ารักษายังหน่วยบริการนอกระบบตามหลักเดิมของ UCEP ที่มีอยู่เดิมได้ แต่หากไม่มีอาการก็เข้ารักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ์

“สิทธิ์การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือ UCEP คือ สิทธิ์การรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครอง ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต และสามารถคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง” นายธนกรกล่าว

นายธนกรกล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณการแก้ไขปัญหาการระบาดโรคโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานวงเงินรวม 150.69 ล้านบาท เพื่อให้กรมราชทัณฑ์นำไปจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็น ต้องจำนวน 19 รายการ ให้กับเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ได้แก่ ชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (พีพีอี) จำนวน 162,000 ตัว หน้ากากอนามัย N95 162,000 ชิ้น ถุงมือยาง 540,000 คู่ ชุดตรวจเอทีเค จำนวน 454,674 ชุด นอกจากนี้ ยังมี แอลกอฮอล์น้ำ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว น้ำยาตรวจหาเชื้อไวรัส (น้ำยาพีซีอาร์)

โคราชเร่งปัดฝุ่นรพ.สนาม
ด้านนายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาตรการเร่งด่วนที่ทางจังหวัดต้องดำเนินการคือต้องเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาล และขยาย ซีไอ หรือสถานที่กักตัวในชุมชน ตามมาตรการ ดูแลผู้ป่วยโควิดด้วยระบบชุมชน เนื่องจาก ร.พ.มหาราชนครราชสีมาเหลือเตียงรองรับ ผู้ป่วยโควิด กลุ่มผู้ป่วยสีเหลืองถึงขั้นสีแดง ประมาณ 30 เตียงเท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้อง ดำเนินการแยกผู้ป่วยที่อาการไม่หนักไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่น ร.พ.เทพรัตน์นครราชสีมา รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และร.พ.ค่าย สุรนารี เพื่อให้มีเตียงสำรองไว้รองรับผู้ป่วย สีเหลืองและสีแดงไว้มากขึ้น พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เปิดซีไอทั้ง 32 อำเภอขึ้นมา อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดและปิด ไปแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่อ.เมือง พบผู้ป่วย มากขึ้น จำเป็นต้องขยายซีไอเพิ่มอีก โดยจะเปิดเพิ่มที่หอประชุมอำเภอเมือง ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา คาดว่าวันที่ 25 ก.พ.น่าจะเรียบร้อย รวมทั้งที่วัดป่าสาลวัน และที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีจะขอให้เปิดซีไอเพิ่มเพื่อใช้สำหรับนักเรียนนักศึกษา ขณะที่ตามโรงเรียนและโรงงานต่างๆ หากเป็นไปได้ต้องเปิดซีไอ หากพบนักเรียนหรือพนักงานติดเชื้อต้องไม่ปล่อยกลับบ้านเพื่อป้องกันเชื้อแพร่ระบาดสู่ชุมชน

ชลบุรีป่วยพุ่งอีก 929 คน
ด้านสสจ.ชลบุรี รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อใหม่ จำนวน 929 ราย โดยพบผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจรายใหม่ 1 ราย ไม่พบประวัติการรับวัคซีน, ผู้ป่วยปอดอับเสบรายใหม่ 3 ราย ส่วนการระบาดที่พัทยา อ.บางละมุงและอ.เมือง มีอุบัติการณ์สูงที่บริเวณตลาดทรีทาวน์ ซอยบัวขาวพัทยา อ.บางละมุง และร้านอาหารจำหน่ายสุราถนนลงหาดบางแสน หาดวอนนภา อ.เมือง และเริ่มกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น ต้องคัดกรองลูกค้าด้วยเอทีเคทุกคน

โบกผ้าอ้อม – น.ส.นภัสสร แสงเงิน โบกผ้าอ้อมขอความช่วยเหลือจากห้องพักคอนโดฯ ย่านบางศรีเมือง จ.นนทบุรี หลังตรวจพบติดโควิดพร้อมลูกสาววัยขวบเศษตั้งแต่ 18 ก.พ. แต่ไม่มีร.พ.รับตัวไปรักษา ล่าสุดสสจ.นนทบุรีส่งจนท.ไปรับตัวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

ช่วยแม่ลูกป่วยรพ.ไม่รับ
ที่ จ.นนทบุรี มีหญิงสาวอายุ 26 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่คอนโดฯ แห่งหนึ่ง ย่านบางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือว่าตนเองกับลูกสาววัย 1 ขวบกับ 7 เดือน ป่วยโควิดทั้งสองคน จากผลการตรวจอาร์ที- พีซีอาร์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แต่ทางรพ.สั่งให้กลับไปรอที่บ้าน ต่อมาลูกสาว ตนเกิดมีอาการไอ ไข้ขึ้นสูงถึง 38-39 องศาในตอนกลางคืน และอาเจียนนม เมื่อติดต่อกลับไปที่ร.พ.ดังกล่าว เจ้าหน้าที่บอกว่าเตียงเต็ม ให้ไปหาที่รักษาเอง ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ประสาน ไปยังสสจ.นนทบุรี ได้ส่งเจ้าหน้าที่มารับตัวสองแม่ลูกเดินทางไปรักษาตัวต่อที่ร.พ.สนามวัดโบสถ์ดอนพรหมแล้ว

เจมส์ จิ-แอน ทองประสมติดโควิด
หลังจากคนในแวดวงการบันเทิงออกมาประกาศว่าติดเชื้อโควิดกันอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดพระเอกหนุ่มชื่อดัง ‘เจมส์ จิ’ จิรายุ ตั้งศรีสุข ได้ออกมาโพสต์ไอจีแจ้งว่าตรวจพบติดโควิด-19 โดยระบุว่าหลังจากได้รับแจ้งมาว่า เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดโควิด จึงเดินทางไปตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ผลออกมาพบว่าติดโควิด

“วันนี้ผมเริ่มมีอาการเจ็บคอ มีไข้สูง ตอนนี้ ได้รับการรักษาตามขั้นตอนที่ร.พ.แล้ว ผมต้องขอโทษงานทุกงาน หลังจากนี้ที่ต้องถูกเลื่อนไปก่อนจนกว่าจะรักษาหายดี และขออภัยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้รับผลกระทบมา ณ ที่นี้ด้วย ครับ และขอให้ทุกคนปลอดภัยครับ” เจมส์ จิ ระบุ

วันเดียวกัน แอน ทองประสม ผู้จัด ละครชื่อดัง ได้ประกาศผ่านอินสตาแกรม @annethong ว่า หลังจากทราบว่าเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 แอนได้เข้ารับการ ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ผลออกมาว่าพบเชื้อโควิด และได้เข้ารักษาและปฏิบัติตามมาตรการที่ ถูกต้องภายใต้คำแนะนำของแพทย์แล้ว แอนได้แจ้งทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องเรียบร้อย และต้องขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบ มา ณ ที่นี้ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน