ก้าวไกลลุยยื่นปปช.เช็กบิลสว.ปัดจ่อล้มโต๊ะบัตร2ใบสภาฉลุย-ร่างพรบ.อุ้มหาย

ก้าวไกลเปิดยุทธศาสตร์โรยเกลือ ขยายแผลอภิปรายมาตรา 152 เดินหน้ายื่นป.ป.ช.เอาผิด 5 รัฐมนตรี ‘เฉลิมชัย-ประภัตร-อนุทิน-ศักดิ์สยาม-วราวุธ’ ประเด็นอหิวาต์หมู รถไฟฟ้าสายสีเขียว กับน้ำมันรั่ว ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มวันนี้ พิจารณาร่างพ.ร.ป.เกี่ยวกับเลือกตั้ง ‘อนุทิน’ โต้ข่าวภูมิใจไทย เสนอกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ลั่นเป็นข่าวเท็จ ด้านส.ว.ปัดเตรียมล้มกระดานบัตร 2 ใบ เพื่อไทยยื่นอีก 3 ร่างแก้ไขรธน. ไม่ปิดสวิตช์ส.ว. แต่กำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากส.ส. สภาลงมติฉลุย ผ่านวาระ 3 ร่างพ.ร.บ.อุ้มหาย

‘บิ๊กตู่’งดจ้อหวนใช้บัตรลต.ใบเดียว
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 24-25 ก.พ. มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 4 ฉบับ และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 6 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ เสนอโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.) พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ในวาระแรก และลงมติทีละฉบับ หากรับหลักการในวาระที่ 1 จะตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย เบื้องต้นใช้เวลาช่วงปิดสมัยประชุมดำเนินการให้เสร็จ เมื่อเปิดสมัย ประชุมเดือนพ.ค.ก็นำเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.ค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เป็นประธานการประชุมศบค.ชุดใหญ่ จากนั้นปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ โดย ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณาร่างพ.ร.ป. หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)จะผลักดันให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พล.อ.ประยุทธ์ โบกมือปฏิเสธ พร้อมทักผู้สื่อข่าวว่า “สวัสดีจ๊ะ”

‘อนุทิน’โต้ปมภท.สนับสนุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเคารพและดำเนินการตามรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยพรรคมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ เขตเลือกตั้ง 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน

“พรรคภูมิใจไทยไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อให้มีการย้อนกลับไปใช้กติกาแบบเดิม หรือแบบบัตรใบเดียวซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้น รายงานข่าวที่ออกมาทำนองว่าพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันให้กลับไปใช้บัตรใบเดียวจึงเป็นเรื่องเท็จ” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ให้นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นผู้ตอบ เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสข่าวว่า ส.ว.บางส่วน จะโหวตคว่ำร่างกฎหมายลูกฉบับใดฉบับหนึ่ง นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ภูมิใจไทยอย่างไรก็ได้

‘วิษณุ’ชี้ช่องกลับไปแก้ไขได้
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบข่าว ถามว่าถ้าพูดถึงความเป็นไปได้ในทางกฎหมาย ตอบว่าเป็นไปได้ แต่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือไม่ ตน ไม่ทราบ ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางปฏิบัติยากหรือไม่ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญกลับมาเป็นบัตรเลือกตั้งใบเดียว นายวิษณุกล่าวว่า “มันก็ ผูกติดกับเรื่องของเวลา เรื่องสมัยประชุม ที่สำคัญผูกติดกับความต้องการของ ส.ส.” ต่อข้อถามว่าหากจะแก้กลับไปเป็นบัตรใบเดียว ห้วงเวลาอย่างน้อยต้องใช้เท่าใด นายวิษณุกล่าวว่า ปกติประมาณ 1-2 เดือน อยู่ที่ว่าจะแก้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว ส.ว.จะไม่สนับสนุนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับใดฉบับหนึ่ง นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่ได้ยิน ต่อข้อถามว่าหากกฎหมายลูกไม่ผ่านจะจัดการเลือกตั้งอย่างไรภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายวิษณุกล่าวว่า เอาให้แน่ว่าไม่ผ่านแล้วค่อยบอก และเชื่อว่าทุกคนแอบคิด ฝ่ายค้านก็คิด รัฐบาลก็ต้องคิด ทุกคนคิด ทั้งนั้น

เมื่อถามว่าไม่ว่ากฎหมายลูกจะผ่านหรือไม่ แต่จะมีวิธีการเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ แต่จะทำได้หลายวิธี หากเลือกใช้วิธีใดก็จะมีคนเถียงว่าทำไมไม่ใช้วิธีอื่น ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญจะเสี่ยง ที่พูดทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าไม่มีทาง มันทำได้ แต่จะไม่เป็นที่ยอมรับกัน และมีคนค้านไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นด้วยการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ซึ่งไม่ใช่ไม่มีทางออก มีทางแต่รู้ได้อย่างไรว่าทางนั้นถูก แต่หากมีกฎหมายลูกออกมาก็จัดเลือกตั้งตามกฎหมาย ไม่มีผิด ตนมั่นใจว่ากฎหมายลูกจะผ่านไปได้

ฟ้อง 5 รมต. – ส.ส.พรรคก้าวไกล นำโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรค นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเตรียมยื่นคณะกรรมการป.ป.ช. ตรวจสอบรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 5 คน ภายหลังอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ก.พ.

2 ส.ว.ปัดเตรียมล้มกระดาน
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวว่า เท่าที่ฟังเสียงส.ว.เห็นตรงกันร่างพ.ร.ป.ว่สด้วยการเลือกตั้งส.ส. 4 ฉบับ น่าจะได้รับความเห็นชอบทุกฉบับ เพราะเนื้อหาในหลักการแก้ไขแต่ละฉบับคล้ายคลึงกัน แต่จะยึดร่างฉบับของรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 6 ฉบับ ส.ว.เห็นตรงกันจะให้ผ่านเฉพาะร่างที่มีเนื้อหาสอดรับการแก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เช่น จำนวนส.ส. การทำไพรมารีโหวตเท่านั้น แต่ร่างที่แก้ไขเนื้อหาเกินลงกา โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 28-29 เปิดช่องให้คนนอกแทรกแซงครอบงำพรรค ที่ไม่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเลือกตั้งนั้น ส.ว.คงไม่ให้ผ่าน เพราะเร็วเกินไปที่จะแก้ไขในตอนนี้

“พรรคการเมืองไม่ควรใจร้อน ประเด็นใดที่สร้างความขัดแย้งอย่าเพิ่งนำมาแก้ไขในตอนนี้ ควรทำเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งส.ส.และพรรคการเมืองให้เรียบร้อยก่อน ขอให้แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ส.ว.พร้อมจะไปด้วย” นายวันชัยกล่าว

ส่วนกระแสข่าวส.ว.จะโหวตล้มร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เพื่อกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น นายวันชัยกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะการแก้ไขต้องสอดรับกับรัฐธรรมนูญคือ ให้เป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เท่านั้น

ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวว่า กระแสข่าวที่ว่าส.ว. จะปัดตกร่างกฎหมายลูกทุกฉบับ เพื่อกลับไปใช้บัตร เลือกตั้งใบเดียวนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงหนึ่งหมื่นเปอร์เซ็นต์ เพราะเวลานี้ประเด็น อยู่ที่ว่า ส.ว.จะรับหลักการกี่ฉบับมากกว่า

พท.ยันรับหลักการทุกฉบับ
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งธงว่าร่างกฎหมายลูกของฝ่ายค้านอาจถูกตีตกว่า ทราบว่าสมาชิกรัฐสภาบางท่านจะไม่รับหลักการ แต่ตนเชื่อว่าหากส.ส. และส.ว. ได้ฟังหลักการอย่างลึกซึ้ง ท่านจะเปลี่ยนใจ ยืนยันว่าในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เราไม่ได้แตะต้องบทบัญญัติเดิมของมาตรา 28 และ 29 แต่สิ่งที่มีปัญหามาจากการตีความเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่องจากคำว่า “ชี้นำ” ถูกนำไปตีความอย่างกว้าง เราจึง เขียนเป็นว่าการเสนอแนะ ให้คำปรึกษา ชี้แนะ การให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งหากเป็นลักษณะนี้ไม่เข้ากรณีครอบงำชี้นำ ย้ำว่าเราเขียนให้ชัดเท่านั้น จึงมั่นใจว่าถ้าฟังสมาชิกรัฐสภาได้ฟังการอภิปรายอาจจะรับทั้ง 6 ฉบับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากร่างของฝ่ายค้านถูก ตีตก มีการวางแนวทางในการเข้าร่วมเป็น กมธ. อย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติรับหลักการทุกร่างไม่ว่าเสนอโดยใคร เราจะร่วมในกมธ. เพราะเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งเราต้องเข้าไปต่อสู้ในการเขียนบทบัญญัติแต่ละมาตรา จึงไม่มีประเด็นที่ต้องปฏิเสธการเข้าร่วม

เตรียม 20 ขุนพลชำแหละ
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมผู้อภิปรายร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับไว้ 20 คน ส่วนกระแสข่าวที่ส.ส.รัฐบาลและส.ว.จะคว่ำร่างกฎหมายลูกของพรรคเพื่อไทยนั้น ตนไม่ทราบ แต่จุดยืนของเราจะโหวตผ่านให้กฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ แล้วค่อยนำไปถกกันอีกครั้งในชั้นแปรญัตติ ที่จะมุ่งเน้นไปยังเรื่องบัตรเลือกตั้ง ระบบเขตเลือกตั้งและบัญชี รายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ให้เป็นเบอร์เดียวกัน ทั่วประเทศ ซึ่งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 90 และการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กลับไปยึดแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก

ส่วนข้อกังวลของพรรคการเมืองขนาดเล็กกรณีกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับผ่าน จะทำให้เสียเปรียบ ไม่อยากให้คิดอย่างนั้น หากกฎหมายผ่านก็ต้องใช้กฎหมายฉบับใหม่ อยากให้มองที่การชี้วัดการเลือกตั้งให้ไปถึงความนิยม หากคนนิยมมากก็จะได้คะแนนมาก แม้แต่พรรคเพื่อไทย หากมีการแก้เป็นระบบบัตร 2 ใบที่มองว่าจะทำให้ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความนิยมของประชาชน และเรื่องนโยบาย มากกว่า

ฝ่ายค้านจัด 5 กลุ่ม-คนละ 10 นาที
ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย วิปฝ่ายค้าน แถลงว่า วันที่ 24-25 ก.พ. เป็นการประชุมร่วมรัฐสภา ฝ่ายค้านได้เตรียมการอภิปรายไว้แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งจะอภิปรายอย่างน้อยคนละ 7-10 นาที เพื่อสนับสนุนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ของฝ่ายค้านที่ยื่นเข้าไปประกบร่างของครม. และพรรคร่วมรัฐบาล โดยจะชี้ให้เห็นถึงการ เลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าจะเป็นแบบไหนอย่างไร

ส่วนวันที่ 25 ก.พ.จะเป็นวันสุดท้ายของการประชุมรัฐสภาและจะปิดสมัยประชุม โดยจะเปิดสมัยประชุมหน้าวันที่ 22 พ.ค. จะมีการพูดคุยถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งตนเตรียมข้อมูลไว้พอสมควร ได้ข่าวว่ามีการสั่งการให้จัดทำงบประมาณ ซึ่งขณะนี้สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ซึ่งเป็นการทำงบแบบเผื่อต่อรอง ซึ่งไม่ต้องห่วงเมื่อเข้ามาในกมธ.งบ จำเป็นต้องตัดลดงบ เนื่องจากจะมีการกู้ตามเพดานเงินกู้เพิ่มมากขึ้น

กกต.เปิดผล-ไร้คนแสดงความเห็น
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ตามที่ กกต.ได้ จัดทำร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 เพื่อเสนอข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 131 (1) ของรัฐธรรมนูญ และได้นำร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของสำนักงานกกต. (www.ect.go.th) เพื่อจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน โดยขอให้ส่ง ความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.-3 ก.พ.2565 แล้วนั้น

ล่าสุดสำนักงาน กกต.ได้เผยแพร่รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยพบว่า จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของสำนักงานกกต. และผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลใดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ

เพื่อไทยยื่น 3 ร่างแก้ไขรธน.
เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. จำนวน 3 ฉบับโดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบ

นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 256 เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 3 ฉบับ โดยฉบับแรกร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง เกี่ยวกับคุณสมบัติและความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว มีหลักการว่าที่มาของนายกฯ ให้มาจากส.ส.เท่านั้น และดำเนินการตามมาตรา 88 คือให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อได้แต่ต้องเป็นส.ส. และเมื่อแก้ไขที่มาของนายกฯ ให้มาจากส.ส. ดังนั้น มาตรา 170 ว่าด้วยการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งของนายกฯ เป็นเฉพาะตัว จึงให้สิ้นสุดลงเพราะเหตุการณ์สิ้นสมาชิกภาพส.ส.ด้วย

ฉบับที่ 2 ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลและชุมชน ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้ครอบคลุมสิทธิการคุ้มครอง การส่งเสริมสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และยังได้เพิ่มเติมด้วยว่าโครงการใดๆ โดยเฉพาะโครงการรัฐ ที่ดำเนินการและมีผลกระทบต่อสิทธิชุมชน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน และผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ไม่แตะสวิตช์ส.ว.-ยันทำเพื่อปชช.
ฉบับที่ 3 ร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยเพิ่มความเป็นวรรคห้าของมาตรา 25 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29 เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรา 29/1 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34,44,45,47 และ 48 เราเขียนเน้นเรื่องสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม เพิ่มเติมเรื่องสิทธิประกันตน สิทธิการดำเนินการตามกฎหมายอาญา สิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นธรรมและทั่วถึง และสิทธิการแสดงความคิดเห็นต้องได้รับการคุ้มครอง ส่วนสิทธิเรื่องการชุมนุมสาธารณะ แก้ไขเพิ่มเติมให้คำนึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการได้รับความคุ้มครอง

นพ.ชลน่านกล่าวว่า ทั้ง 3 ร่าง ไม่มีเงื่อนไขที่จะเป็นปัญหาให้ไม่รับหลักการ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมือง แต่ทำเพื่อประชาชน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภา ที่มานายกฯ ต้องชัดเจนและยึดโยงกับประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่ไม่เสนอแก้ไขมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ เพราะเห็นว่าร่างของภาคประชาชนที่เสนอเข้ามานั้นมีความสมบูรณ์ที่รัฐสภาจะรับได้ หากพรรคการเมืองมาเสนออาจเป็นประเด็นได้ จึงจะสนับสนุนร่างของภาคประชาชนอย่างเต็มที่ทั้งรับหลักการและการพิจารณาวาระ 2 และ วาระ 3

ด้านนายชวนกล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบองค์ประกอบว่าจำนวนสมาชิกครบถ้วนหรือไม่ และตรวจสอบลายเซ็นว่าตรงกับที่ให้ไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติทั่วไป จากนั้นจะเสนอประธานเพื่อพิจารณาบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมต่อไป ส่วนจะบรรจุช่วงสมัยประชุมหรือไม่ต้องดูต่อไปว่าจะมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญก่อนหรือไม่

ก้าวไกลลุยยุทธศาสตร์โรยเกลือ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ส.ส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นำโดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงกรณีการเตรียมยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 5 คน ภายหลังมีการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เมื่อวันที่ 17-18 ก.พ.

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า พรรคพบข้อมูล ข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่มากกว่าการซักถามและเสนอแนะการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ได้แก่ 1.เรื่องการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการลี้ภัยของชาวโรฮิงยา 2.โรค อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงนำไปสู่ราคาสินค้าแพง 3.การใช้สถานีรถไฟฟ้ากลางบางซื่อ ที่เชื่อได้ว่ามีการทุจริต และ4.สถานการณ์น้ำมันรั่วใน ท้องทะเลภาคตะวันออก ทั้ง 4 ประการเป็นยุทธการโรยเกลือภาคต่อเนื่อง มั่นใจว่ามีคนผิด ทั้งหน่วยงานราชการ ครม.ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรับผิดชอบของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกฯ

ด้านนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก กล่าวว่า การอภิปรายเรื่อง ASF หลักฐานที่มีอยู่เพียงพอที่จะฟ้องนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ต่อป.ป.ช. นอกจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.ป.ป.ช. และจะดำเนินการฟ้องแพ่งแบบหมู่หรือคลาสแอ๊กชั่น

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เรื่องสถานีกลางบางซื่อที่ใช้ฉีดวัคซีนให้ประชาชน ประกอบกับค้างค่าก่อสร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทผู้รับเหมา ทั้งบริษัทซิโนไทยและบริษัทยูนีคฟ้องเรียก ค่าเสียหาย มูลค่า 7,200 ล้านบาท ซึ่งพรรคมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และนาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

จ่อฟ้องป.ป.ช.เอาผิด 5 รมต.
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า เรื่องการค้ามนุษย์ พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหลายภาคส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ ตำรวจที่ควบคุมดูแลไม่ให้กระทำผิดในเรื่องนี้ก็จับได้น้อย รวมถึงฝ่ายปกครองซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องการลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผบช.ภ.8 และอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี ค้ามนุษย์โรฮิงยา ที่โดนย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการบีบบังคับ ขัดขวาง จนเจ้าตัวต้องลาออกจากราชการ

ทั้งหมดนี้ตนจะนำเรื่องเข้าสู่ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงต่อไป เพราะตั้งแต่ที่มีการอภิปรายยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจาก พล.อ.อนุพงษ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถใช้ความเงียบเพื่อกลบฝังปัญหาหรือคำถามของประชาชนได้อีกต่อไป ตนไม่เชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้ การจะแก้ปัญหาได้ต้องมีรัฐบาลใหม่ มีผู้นำใหม่ แล้วการแก้ปัญหาเหล่านี้จะดีขึ้น

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ตนจะฟ้อง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อป.ป.ช. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากเหตุน้ำมันรั่วกลางทะเลภาคตะวันออก

สภาฉลุยกฎหมายอุ้มหาย
เวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ…. ทั้งหมด 4 ร่าง คือร่างที่เสนอโดยครม. ร่างที่เสนอโดยกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่างของส.ส.พรรคประชาชาติ และร่างของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้ร่างของครม.เป็นหลัก ซึ่งกมธ.วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาในวาระสอง ตามรายมาตรา มีทั้งหมด 5 หมวด 34 มาตรา และบทเฉพาะกาล

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ประธานกมธ.วิสามัญฯ เสนอรายงานว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีไว้ 2 ฉบับคือ 1.อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ และ 2.อนุสัญญาการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. มุ่งป้องกันและปราบปรามเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ให้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ขณะเดียวกันก็มุ่งคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นร่างกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรม ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

นายชวลิตกล่าวว่า กมธ.ได้สรุปสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.บางส่วนดังนี้ 1.มีการเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2.กำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงในการตรวจค้นในคดีอาญา และการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับกุมตรวจค้นในคดีอาญา 3.องค์ประกอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีความครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกฎหมาย แพทย์ทางนิติเวชและทางจิตเวชศาสตร์ 4.กระบวนการสรรหาคณะกรรมการดังกล่าว กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา และ5.ให้คดีตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นคดีพิเศษ และกำหนดให้หลายหน่วยงานเข้ามาร่วมสอบสวน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการดำเนินคดี และรวบรวมพยานหลักฐานให้ทันกับสถานการณ์และป้องกันการทำลายพยานหลักฐานสำคัญในคดี

กระทั่งเวลา 17.20 น.หลังสมาชิกอภิปรายเป็นรายมาตราเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมลงมติในวาระสาม เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนน 359 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง

จากนี้จะส่งร่างพ.ร.บ.ให้วุฒิสภาพิจารณา หากวุฒิสภาเห็นชอบก็เสนอนายกฯเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้

เห็นชอบกม.ความผิดทางเพศ
เวลา 17.30 น. ที่ประชุมสภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ… ซึ่งกมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 7 หมวด 43 มาตรา

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ประธานกมธ.วิสามัญฯ เสนอรายงานว่า กมธ.ได้ประชุมพิจารณารวม 5 ครั้ง ได้รับฟังข้อมูล เหตุผลและความจำเป็นจากผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ได้รับฟังวาระสำคัญจากคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งได้รับฟังกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการภายหลังร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับจากหน่วยปฏิบัติ เช่น สำนักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ ตลอดจนนำข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับผลการศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดซ้ำของต่างประเทศมาประกอบการพิจารณา และได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจาก กมธ. นอกจากนี้กมธ. ได้นำฟังผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพ.ร.บ. โดย ครม.ได้ส่งให้สภาใช้ประกอบการพิจารณาของ กมธ.ครบถ้วนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้ว

จากนั้นมีการอภิปราย และลงมติเป็นรายมาตรา จนเวลา 20.10 น. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระ 3 ด้วยคะแนน 320 เสียง ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง เสร็จแล้วนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 ประธานในที่ประชุม สั่งปิดประชุมสภาในเวลา 20.14 น.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน