กม.เลือกตั้งฉลุยโหวตผ่านทั้ง4ร่างลุ้นต่อพรป.พรรค

จับตารัฐสภาโหวตร่างกฎหมายลูกพรรคการเมือง 6 ฉบับวันนี้ ส่วนร่างพ.ร.ป. เลือกตั้งส.ส.ทั้ง 4 ฉบับ ฉลุยวาระแรก ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 49 คน ถกนัดแรก 1 มี.ค. ใช้ร่าง ครม.เป็นหลัก ฝ่ายค้าน-ปชป.หนุนใช้บัตร 2 ใบเบอร์เดียว ป้องกันสับสน พปชร.แย้ง เชื่อ คนกาบัตรใช้ดุลพินิจได้ ‘ส.ว.เสรี’ แนะแก้ ซื้อเสียงไม่ได้ ก็ปลดล็อกกฎหมายให้แจกเงินได้ ปล่อยผู้สมัครมีจิตสำนึกเอง ‘บิ๊กป้อม’ ย้ำไม่เคยคิดอยากเป็นนายกฯ ฉุนสื่อจี้ถามสัมพันธ์ ‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่มีวันแยกจากกัน ‘สมศักดิ์’ ฟันธง รัฐบาลอยู่ครบเทอม

‘บิ๊กป้อม’ย้ำ‘ก๊วนธรรมนัส’อยู่กับรบ.
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ ลาออกไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เป็นแกนนำ ว่า เขา ลาออกไปแล้ว ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราตั้งใหม่ เบื้องต้นกำหนดการประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐปลายเดือนมี.ค. ส่วนโครงสร้างพรรค ไม่มีอะไรมาก แค่เอาคนใส่ไปเท่านั้นเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันสนับสนุนรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า สนับสนุนรัฐบาลแน่นอน การเมืองในพรรคพลังประชารัฐตนไม่หนักใจอะไรเลย ต่อข้อถามว่าแสดงว่าแก้ปัญหาแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี เมื่อก่อนก็ไม่มี พวกสื่อไปว่ากันเอง ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องปรับครม.หรือไม่ หลังกลุ่มร.อ.ธรรมนัสแยกตัวไป พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องปรับครม.ไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องของนายกฯ ไปถาม นายกฯ โน่น

ลั่นไม่มีวันแยกวง‘บิ๊กตู่’-โต้คั่วนายก
ต่อข้อถามว่าจนถึงขณะนี้ไม่ถอดใจใช่หรือไม่กับการคุมพรรคพลังประชารัฐ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า “ถอดใจเรื่องอะไรล่ะ ผมน่ะถอดใจหรือถอดกายมากกว่า ถ้ากายผมไม่ไหวผมก็ไม่สู้ ถ้าใจยังไหวอยู่ก็สู้ไป แต่ถ้ากายหมดก็หมด ก็จบไป” ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าตอนนี้ทั้งกายทั้งใจพร้อมแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “กายน่ะไม่พร้อม” ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นลงพื้นที่ 4 จังหวัดรวด พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “แข็งแรงบ้าอะไร ป่วยอยู่ 2 วันเนี่ย”

เมื่อถามว่ายังยืนยันยืนเคียงข้าง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตรกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่านายกฯ กับผมไม่แยกจากกัน” เมื่อถามถึงกรณีที่นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) พล.อ.ประวิตร มีแผนจะเป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า “ถ้าอยากเป็นก็มีชื่อใส่ไปแล้ว นี่ไม่อยากเป็น ปัดโธ่! ถ้าอยากเป็นก็เอาชื่อใส่ไปแล้ว”

‘สมศักดิ์’เชื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากรัฐสภา โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า เชื่อว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี เพราะยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไขให้สำเร็จ ก่อนหน้านี้อาจจะมีข่าวปัญหาระหองระแหงในรัฐสภาบ้าง แต่เวลานี้ไม่มีอะไรแล้ว เพราะทุกคนต้องช่วยกันเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญให้ลุล่วง และกฎหมายฉบับสุดท้ายที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ คือ ร่างพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า JSOC ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และคนที่ทำงานมีอะไรจะเสนอขอให้เร่งดำเนินการ

“คนที่มีไฟอยู่ก็เร่งเดินหน้าทำงานเต็มที่ ส่วนคนที่ทำงานเฉื่อยชาและคิดว่าการเมืองจะไปแล้ว ขอให้คิดใหม่ กลับมาตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ตนยังเหลือ เวลาทำงานอีกประมาณ 1 ปีก็จะเร่งทำงานให้ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมเช่นกัน” นายสมศักดิ์กล่าว

รัฐสภาถกกม.ลูกเลือกตั้งวันแรก
เมื่อเวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นวันแรก ซึ่งกำหนดประชุมวันที่ 24-25 ก.พ. โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มด้วยการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….จำนวน 4 ฉบับ เป็นร่างที่เสนอโดยครม., นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และคณะ

เมื่อเข้าสู่วาระการประชุม นายชวนให้ ผู้เสนอร่างแต่ละฉบับ ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. โดยนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนัก นายกฯ เป็นตัวแทนครม. ชี้แจงว่า ร่างที่เสนอแก้ไขปรับปรุงมาจากพ.ร.ป.ว่าด้วยการ เลือกตั้งส.ส. 2561 เพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พ.ศ.2564 มาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 และให้สอดคล้องหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยกกต. 2560

พท.-กก.ขอพรรคเดียวเบอร์เดียว
ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทย มี 31 ประเด็น เช่น มาตรา 7 การแบ่งเขต เลือกตั้ง เนื่องจากปี 2562 ไม่มีความเป็นธรรม ขณะที่เจตจำนงที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของระบบการเมือง แต่บัตร 2 ใบ แต่คนละเบอร์เหมือนทำลายระบอบประชาธิปไตย สร้างความสับสนให้ประชาชน

ส่วนการคำนวณคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) เสนอให้เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนคะแนนรวม เป็นเรื่องยากที่ร่างกฎหมายของฝ่ายค้านจะได้รับความ เห็นชอบ แต่ถ้าสมาชิกรัฐสภาจะรับหลักการโดยรวมก็เป็นเหตุให้รับหลักการได้ จึงอยากขอความกรุณาให้สมาชิกรัฐสภาโปรดรับร่างของพรรคเพื่อไทย เพื่อนำไปพิจารณาร่วมกับร่างของรัฐบาล ซึ่งไม่ขัดต่อหลักการที่จะมีการปรับแก้ให้สอดคล้องกับร่างหลักมากที่สุด

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า พรรคเห็นด้วยกับวิธี คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อของฝ่ายรัฐบาล ส่วนประเด็นของพรรคก้าวไกลที่นำเสนอ คือ 1.ต้องเรียบง่าย โดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกันต้องเบอร์เดียวกัน ทำไมบางฝ่ายจึงอยากได้เป็นแบบคนละเบอร์ 2.ต้องโปร่งใส โดยกกต.เปิดเผยผลคะแนนดิบรายหน่วยสู่สาธารณะโดยไม่ต้องร้องขอ และให้มีการสังเกตการณ์เลือกตั้งได้

3.ต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาบัตรเขย่ง แก้เรื่องคะแนนนอกราชอาณาจักร ข้อผิดพลาดเรื่องการขนส่งหีบบัตร เหมือนเลือกตั้งปี 2562 ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้คะแนนของประชาชนตกหล่น และ4.สภาต้องเข้มแข็งด้วยการแก้ไขปัญหา ส.ส.ปัดเศษ โดยกำหนดให้มีคะแนนขั้นต่ำ เนื่องจากสภาชุดปัจจุบันมีส.ส.ปัดเศษที่รวมตัวกันเพื่อต่อรองทางการเมือง อีกทั้งมีอำนาจในการต่อรองทำให้สภาล่มได้

พปชร.แย้ง-ซีกรัฐชงสูตรปาร์ตี้ลิสต์
นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงว่า แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. คือการแก้ไขมาตรา 83 ที่รัฐธรรมนูญแก้ไขจำนวน ส.ส.เขตจาก 350 เป็น 400 และส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 เป็น 100 คน การแก้ไขมาตรา 86 จากส.ส.เขต 350 คนเป็น 400 คน ต้องเปลี่ยนการคำนวนส.ส.เขตในแต่ละจังหวัด และมาตรา 91 ที่แก้ไขเพิ่มเติมคือต้องเปลี่ยนการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวม

ส่วนมาตรา 90 ที่หลายคนกังวลอาจทำให้ประชาชนสับสน เนื่องจากหมายเลขต่างกัน ยืนยันบัตรใบที่หนึ่งไม่มีข้อกังขาใด ใครเป็นคนดี เหมาะสม เชื่อในวิจารณญาณของประชาชน ส่วนบัตรใบที่สองคือเลือกพรรค การกล่าวอ้างว่าจะสับสนหมายเลขต่างๆ นั้นเรากำลังมองประชาชนว่าไม่มีความสามารถในการวินิจฉัย ตนเชื่อว่าประชาชนสามารถใช้ดุลพินิจและใช้สิทธิ์ได้อย่างอิสระ

จากนั้น เวลา 11.25 น. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า หลายคนได้ซักถามว่า หากร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ตนได้ย้ำว่า ผ่านแน่นอน เพราะถ้าไม่ผ่านจะมีปัญหา แม้กกต.จะเสนอให้ ครม.ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้ แต่กฎหมายที่ออกเป็นพ.ร.ก.โดยฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว จะมีความชอบธรรม และสุจริต เที่ยงธรรมหรือไม่ จึงควรรับหลักการทุกฉบับ เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ต่อไป

ส่วนความพยายามที่จะกลับไปสู่บัตรใบเดียวเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัด ให้ใช้กติกาบัตร 2 ใบ จึงต้องทำให้การ เลือกตั้งบัตร 2 ใบ เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม โดยเฉพาะความชัดเจนเรื่องการแบ่งเขต เลือกตั้ง ขณะที่การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ให้รวมผลคะแนน บัญชีรายชื่อทั่วประเทศ แล้วหาร 100 ถือเป็นคะแนนเฉลี่ยต่อคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คนของแต่ละพรรค

‘หมอระวี’ดิ้น-ทุกคะแนนไม่ตกน้ำ
ขณะที่นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) กล่าวว่า ในนามตัวแทนของกลุ่มพรรคเล็กขอเสนอประเด็นวิธีคิดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ คงหลักการคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ และหลักการ ส.ส.พึงมี ซึ่งการหารคะแนนจะต้องหารด้วย 500 ไม่ใช่ 100 และใช้แนวทางเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือการนำคะแนนบัตรส.ส.เขตของทุกพรรครวมกัน บวกด้วยคะแนนบัตรเลือกพรรคของทุกพรรครวมกัน แล้วหารด้วย 500 จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน จากนั้นนำคะแนนเขตของแต่ละพรรคบวกด้วยคะแนนพรรคของแต่ละพรรค แล้วหารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. จะได้เป็นส.ส.พึงมีของพรรคนั้นๆ

ส่วนการคิดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้นำจำนวนส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค ลบด้วย จำนวนส.ส.เขตของแต่ละพรรค จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค การคิดส.ส.บัญชีรายชื่อ จะไม่มีการบังคับว่าจะต้องได้ส.ส.ขั้นต่ำ 1% หลังจากคิด ส.ส.บัญชี รายชื่อเต็มตามคะแนนเต็มแล้ว ถ้ามี ส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ครบ 100 คน เหลือจำนวนเท่าใด ให้ใช้การปัดเศษคะแนนพรรคการเมือง ตามลำดับมากน้อย จนกว่าจะได้ส.ส.บัญชี รายชื่อครบ 100 คน

“สภาพการเมืองปัจจุบันเข้าสู่วงจรอุบาทว์ การเลือกตั้งท้องถิ่นใช้เงินตั้งแต่ 1-20 ล้านบาท การเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคการเมืองใหญ่ใช้เงิน 20-50 ล้านบาท บางเขตเป็นกรณีพิเศษถึง 100 ล้านบาท พรรคใหญ่ๆ หลายพรรคทุ่มเงินถึงหมื่นล้าน เพื่อซื้อส.ส.เข้าสภา สร้างวัฏจักรความชั่วร้ายให้การเมืองไทย ส.ส.ที่ได้มา ก็ยกมือตามนายทุนพรรค ใครไม่ยกมือตามก็จะถูกบังคับตามมติพรรค ถูกขับออกจากพรรค” นพ.ระวีกล่าว

ส.ว.แนะให้ซื้อเสียงเสรี-มีมหรสพ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า การทำหน้าที่ของส.ว.มีเจตนาดี อยากเห็นการเมืองดี เห็นระบบการได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่เราน่าจะต้องพิจารณาคือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าแบ่งเขตตามประชากรที่ใกล้เคียงกัน บางทีพื้นที่อำเภอหนึ่งไปอยู่อีกพื้นที่หนึ่งเพื่อให้จำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะพิจารณาสภาพตามความเป็นจริง ส.ส.จะได้ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่เดียวกัน

ส่วนการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมนั้น เป็นหัวใจสำคัญที่เราพูดถึงมาตลอด แต่ไม่กล้าที่จะพูดความจริงกันว่าส่วนใหญ่มีการซื้อเสียง ซึ่งกฎหมายบัญญัติทั้งผู้ให้และผู้รับ มีความผิด แต่จับไม่ได้ เพราะคนรับจะไปเป็นพยานก็ ไม่ได้ คนให้ไม่กล้าพูด หากจะให้ดีผู้รับต้องไม่ผิด ถ้ากล้าพูดความจริงว่าแก้ปัญหาซื้อเสียง ไม่ได้ ก็ยกเลิกเสียเลย โดยให้แต่ละคนมีจิตสำนึกเอา อยากจะลงทุนเท่าไหร่ อยากจะเลี้ยงใคร จะแจกเงินใครทำเลย

นอกจากนี้ ควรต้องเลิกห้ามมีมหรสพ เพราะในยุคก่อนก็มี รวมถึงการจัดเลี้ยงด้วย อย่าไปสร้างเงื่อนไขมาก ถ้ากล้าหาญแก้ปัญหาบนพื้นฐานความเป็นจริง ทำบ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ประชาชนตัดสินใจเองว่าจะเลือกใครที่เป็นคนดี จะสามารถได้ผู้แทนที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่ในสภา

‘บัญญัติ’ชี้ข้อดีบัตร 2 ใบ
ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า วันนี้ ผู้ที่จะต้องใช้สิทธิเลือกตั้งกำลังได้รับข่าวดีเรื่องการใช้บัตร 2 ใบ และยังจะทำให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง เพราะมีการแข่งขันกันในเชิงอุดมการณ์ และนโยบาย พรรคการเมืองมีความเป็นปึกแผ่น เข้มแข็งมากขึ้น

ส่วนหมายเลขของผู้สมัครกับพรรค การเมืองควรเป็นเลขเดียวกันหรือไม่นั้น หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่ามีการนำตรงนี้มาใช้เมื่อการเลือกตั้งปี 2554 ทำให้เห็นความคึกคักในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นี่คือบรรยากาศทางการเมืองที่พึงประสงค์

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าการแบ่งเขตสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเขียนให้ชัดเจนเพราะจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เลือกตั้งที่ผ่านมาการแบ่งเขตสับสน เป็นที่มาของบัตรเสียเพิ่มมากขึ้น ขณะที่หมายเลขระบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ถ้าเป็นคนละเบอร์ประชาชนจะสับสนมาก จะทำให้ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อสอบตกเยอะ เพราะเวลาส.ส.เขตหาเสียงจะบอกเบอร์ตัวเอง ไม่บอกเบอร์พรรค จึงอยากให้กมธ.นำเรื่องเบอร์เดียวกันไปพิจารณาด้วย

ขณะที่การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่างของพรรคเพื่อไทยให้เอาคะแนนรวมทั้งประเทศหารด้วย 100 คน พรรคไหนได้คะแนนมากจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อมาก แบบนี้ถือว่ายุติธรรม

กฤษฎีกาแจง-เบอร์เดียวส่อขัดรธน.
ด้านนางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ ตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงว่า ในการพิจารณาเกี่ยวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อ มีการพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 90 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 48 ของพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เนื่องจากมาตรา 90 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า พรรค การเมืองใดส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งการพิจารณาว่ากรณีใดเป็นกรณีที่ได้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อแล้ว จำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 48 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่กำหนดว่าในการสมัครรับเลือกตั้งให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เรียงตามลำดับเลขที่ของหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้ง ที่ผอ. การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งออกให้

ดังนั้น เมื่อพิจารณา 2 มาตรานี้ประกอบกัน สรุปว่าการจะถือว่าได้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว ผู้สมัครผู้นั้นจึงจะต้องมีหลักฐานการรับสมัคร และมีหมายเลข ผู้สมัครตามมาตรา 48 ของของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.แล้ว

โหวตฉลุยทั้ง4ฉบับ
เวลา 17.10 น. หลังสมาชิกอภิปรายเนื้อหาเสร็จสิ้น ได้เปิดให้เจ้าของร่างทั้ง 4 ร่างอภิปรายสรุปเนื้อหาอีกครั้ง กระทั่งเวลา 17.30 น. นายชวนได้แจ้งสมาชิกถึงการลงมติว่าจะลงมติรวมทีเดียว หรือลงทีละฉบับ โดยนาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค เพื่อไทย เสนอให้รวมลงการลงมติ ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. เสนอให้แยกลงมติ ทีละฉบับ นายชวนจึงขอมติที่ประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้ลงมติแยกทีละฉบับ

ฉบับแรก ร่างของ ครม. ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 609 ต่อ 16 งดออกเสียง 10 ไม่ลงคะแนน 1

ฉบับที่สอง ร่างของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะ ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 420 ต่อ 205 งดออกเสียง 14 ไม่ลงคะแนน 1

ฉบับที่สาม ร่างของนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 598 ต่อ 26 งดออกเสียง 12

ฉบับที่สี่ ร่างของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ ที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 418 ต่อ 202 งดออกเสียง 15

ถือว่าสมาชิกรัฐสภารับหลักการทั้ง 4 ร่าง จากนั้น ตั้งกมธ.วิสามัญ 49 คน เป็นสัดส่วนของครม. 8 คน วุฒิสภา 14 คน สภาผู้แทนราษฎร 27 คน โดยใช้ร่างของครม.เป็นหลัก แปรญัตติภายใน 15 วัน นัดประชุมนัดแรกวันที่ 1 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยรวมเวลาการพิจารณากว่า 7 ชั่วโมง

ถึงคิวร่างกม.พรรคการเมือง
เวลา 18.10 น. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับที่ พ.ศ. … จำนวน 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างที่เสนอโดยครม., นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะ, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และคณะ, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉบับพรรคร่วมรัฐบาล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ, นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ และคณะ โดยพิจารณารวมกันทั้ง 6 ฉบับ เพราะมีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน ซึ่งครม.ยังได้เสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรากฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญด้วย

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนัก นายกฯ เสนอญัตติร่างพ.ร.ป.ฉบับครม.เกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการแก้ไข พ.ร.ป.ฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

ประชาชาติขอลดค่าสมาชิก
จากนั้นนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ นำเสนอร่าง พ.ร.ป.ฉบับพรรคประชาชาติ อาทิ ยกเลิกการจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมของพรรค การเมือง, ลดค่าสมัครสมาชิกพรรค เดิมต้องจ่าย 100 บาทเป็น 50 บาท, ยกเลิกการกำหนดข้อบังคับพรรคการเมืองในลักษณะให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการ เมืองหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ, แก้ไขเพิ่มเติมการกระทำที่เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำเสนอร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อภิปรายว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มีอุปสรรคบางประการ พรรคเพื่อไทยจึงขอเสนอสาระสำคัญที่ควรแก้ไขทั้งสิ้น 29 มาตรา เช่น เรื่องการกำหนดคุณสมบัติสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ควรใช้คุณสมบัติเดียวกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จึงขอให้มีการยกเลิก เรื่องการเก็บค่าบำรุงพรรคการเมือง เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน สุ่มเสี่ยงใช้เงื่อนไขนี้ทำให้เกิดการกระทำผิด จึงขอยกเลิกบทบัญญัติมาตรานี้ แล้วไปเขียนไว้ในข้อบังคับพรรคแทนว่าจะมีการเก็บค่าสมาชิกพรรคอย่างไร

กม.เลือกตั้ง – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปราย นำเสนอสาระสำคัญว่า ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ…. มี 31 ประเด็น และมีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อ 24 ก.พ.ที่รัฐสภา

พท.ปัดยัดไส้-อ้างกันยุบพรรค
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ส่วนการแก้ไขมาตรา 28-29 ที่มีการพูดถึงกันมาก พรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหามีการยัดไส้ เปิดโอกาสให้คนภายนอกมาครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมือง แต่สิ่งที่พรรคเห็นและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง คือมีการใช้มาตรานี้กลั่นแกล้งทางการเมือง จึงขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา โดยขยายความให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าบรรดาการให้คำปรึกษา แนะนำ ชี้แนะ ให้ข้อมูลเสนอแนะ แล้วพรรคนำไปประกอบการทำกิจกรรมในพรรคการเมือง ไม่ถือเป็นการชี้นำ

เรื่องนี้ไม่ได้มีการสอดไส้ใดๆ แต่ป้องกันการตีความเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นที่จะมีส่วนร่วมได้ บุคคลทั่วไปก็สามารถทำได้ กลไกการมีส่วนร่วมเป็นกลไกทางสาธารณะ เพราะถ้าตีความเพื่อเอาผิด หากเราไปรับฟังความเห็น ทำประชาพิจารณ์แล้วมาตีความว่าบุคคลภายนอกครอบงำ หาเหตุให้ยุบพรรคได้ จึงต้องเขียนป้องกันไว้

ประเด็นการยุบพรรคการเมือง หลายพรรคหวั่นไหวมาก เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เราจึงเขียนให้ชัด เหตุการณ์ยุบพรรคได้จะมีเพียงกรณีเดียวคือการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น และคำวินิจฉัยศาลต้องมีหลักฐาน โดยปราศจากข้อสงสัย ไม่ใช่เพียงมีเหตุอันเชื่อได้ว่า แล้วยุบพรรคการเมือง ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชน และพรรค การเมืองหายไป ที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทยที่มีสมาชิกพรรค 19 ล้านเสียงต้องหายไป ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น นอกจากนี้พรรคได้เขียนบทเฉพาะกาลให้นำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย

ก.ก.เสนอยกเลิกโทษยุบพรรค
ด้านนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับพรรคร่วมรัฐบาลว่า แก้ไขเพิ่มเติม อาทิ อัตราค่าธรรมเนียมและค่าปรับปรุงพรรคการเมืองที่เรียกเก็บจากสมาชิกพรรคการเมือง, ตัวแทนพรรคการมืองประจำจังหวัด, เงื่อนไขของพรรคการเมืองที่จะส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง, การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง, การสรรหาผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ, ข้อห้ามในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบ แบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เป็นต้น

นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.ป.ที่พรรคก้าวไกลเสนอนั้นยืนบนหลักการว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง ซึ่งพรรคการเมืองจะเข้มแข็งได้พรรคต้องตั้งง่าย แต่ยุบยาก ต้องไม่บังคับการเก็บค่าสมาชิก ต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์การอุดหนุนเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองมาเป็นตามสัดส่วนจำนวนสมาชิกพรรค ยกเลิกการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีเงินทุนประเดิม 1 ล้านบาท เป็นต้น

เมื่อจุดเริ่มต้นของพรรคการเมืองมาจากประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน จึงไม่ควรมีอำนาจใดที่จะมีสิทธิตัดสินยุบพรรคการเมืองได้ เพราะคือการทำลายหลักการประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ โดยโทษยุบพรรค ถูกกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้บ่อนทำลายพรรค ทำให้พรรคตั้งยากแต่ยุบง่าย และอ่อนแอ ดังนั้น การยุติและยกเลิกการใช้อำนาจที่นอกเหนือจากประชาชนอย่างศาลรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประชาธิปไตยไทย ด้วยเหตุนี้ จึงขอเสนอยกเลิกโทษยุบพรรคการเมือง

พปชร.ชงเด็ก18ร่วมตั้งพรรคได้
นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เสนอร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับพรรคพลังประชารัฐ เช่น แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้าม ของผู้อาจร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง, แก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงพรรคการเมืองที่เรียกเก็บจากสมาชิกพรรคการเมือง

แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติต้องห้ามของผู้อาจร่วมดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง จากเดิมกำหนดให้ผู้มีอายุไม่ต่ำว่า 20 ปีบริบูรณ์ ขอแก้ไขให้เป็นมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมบำรุงพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมืองแบบตลอดชีพ จากเดิมกำหนดว่าไม่น้อยกว่า 2 พันบาท ขอแก้ไขให้เป็นไม่น้อยกว่า 200 บาท

ส.ส.เพื่อไทยจี้ตัดม.28-29
จากนั้น นายสมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. อภิปรายว่า มีเพียงร่างของครม.เพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่แก้ไขร่าง พ.ร.ป.ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีมาก่อนหน้านี้

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สืบทอดอำนาจมาจาก คสช. ไม่แปลกที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ตัดตอนให้ประชาธิปไตยเดินลำบาก เช่น มาตรา 15 (15) เป็นการคุมกำเนิดพรรค การเมือง การเสียเงินค่าสมาชิก 100 บาทถือเป็นเรื่องใหญ่ มีคุณค่ากับหลายคน แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นใครรักพรรคไหนก็อยากให้เป็นสมาชิกพรรคนั้นโดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่ชอบก็ลาออก

ส่วนมาตรา 28 และมาตรา 29 เขียนเพื่อทำลายล้างคนไม่กี่คน ถามว่าพรรคการเมืองจะไปหานโยบายจากไหน ก็ต้องไปถามประชาชน จากสาขาอาชีพต่างๆ พรรคต้องการองค์ความรู้จากทุกฝ่าย จากคนเก่งๆ เพื่อระดมสมอง จึงต้องตัดมาตราดังกล่าวออก วันนี้ประเทศต้องการความสามัคคี รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่จะชี้นำประเทศว่าจะไปสู่หายนะหรือแดนศิวิไลซ์

เวลา 21.35 น. ประธานสั่งพักการประชุม และนัดประชุมพร้อมลงมติ ในวันที่ 25 ก.พ.

‘ป้อม’ท้าโชว์หลักฐานค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นำปัญหาการค้ามนุษย์มาเป็นประเด็นโจมตี ว่า เรื่องค้ามนุษย์ตนทำมาตั้งแต่เทียร์ 3 คือประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ จนขยับขึ้นมาเทียร์ 2 ปราบปรามมาตลอด หากมีหลักฐานหรือมีเรื่องอะไรก็ให้บอกมา ตนจะไปติดตามสอบถามให้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์มีผู้ใกล้ชิดพล.อ.ประวิตร เข้าไปเกี่ยวข้อง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็บอกแล้วไง ถ้าพบว่ามีทีมหรือมีใครเข้าไปเกี่ยวข้องขอให้บอกมา ผมจะตามให้ถึงที่สุด” ต่อข้อถามว่าการโจมตีแบบไม่มีใบเสร็จอย่างนี้จะฟ้องกลับหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ดูเอา ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ามีแนวความคิดอยู่เหมือนกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็เดี๋ยวดูก่อน เมื่อถามว่าอาจเป็นประเด็นที่นำมาดิสเครดิตเนื่องจากเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็โจมตีไปอย่างนั้นก็ว่าไป ไม่เป็นอะไร

ที่รัฐสภา นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในนามผู้แทน 5 องค์กรภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตประพฤติมิชอบและหามาตรการและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์

นายเมธากล่าวว่า สืบเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 กรณีปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ทำให้พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผบช.ภ.8 หัวหน้าชุดทำคดี ต้องลี้ภัยไปประเทศออสเตรเลีย พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่เสียชีวิตในเรือนจำ จึงขอให้กมธ.ป.ป.ช.เรียกสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธาน ที่ประชุมข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และพยานบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ได้พูดคุยกับพล.ท.มนัส ในเรือนจำ ด้วย

เข้าหารือ – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมดร.ยุ้ย-เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ เข้าพบนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและจัดทำนโยบายเพื่อเด็กและสตรี ที่มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 ก.พ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน