55จังหวัดหนัก-เกินร้อยโคม่าปอดอักเสบนับพันกทม.เพิ่มศูนย์พักคอยคนบันเทิงป่วยเพิ่มอื้อ
โควิดนิวไฮอีก ติดเชื้อพุ่งพรวด 45,797คน จากผลตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ 23,557 คน บวกเอทีเคอีก 22,240 คน เกินหมื่น 20 วันซ้อน ตาย 38 ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุไม่ได้รับวัคซีน มีเด็ก 7 ขวบด้วย สธ.บูรณาการมหาดไทย เร่งนำ ผู้สูงวัย 2.2 ล้านคนมาฉีดวัคซีน 55 จังหวัดยอดติดเชื้อพุ่งเกิน 100 คน จี้ฉีดบูสเตอร์ แจงสองสัปดาห์ป่วยเพิ่มขึ้น 70% เร่งลดปอดอักเสบ-ใส่ท่อ พุ่งเพิ่มสองเท่า ดันแผนปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่น คาดเริ่มได้ใน 4 เดือน สัปดาห์หน้าเห็นแนวทาง ย้ำโอมิครอนป่วย 90% ไม่มีอาการ กทม.เปิดเพิ่มศูนย์พักคอยอีก 9 แห่ง วงการบันเทิงติดโควิดเพิ่มอื้อ ทั้งมอส ปฏิภาณ ป่วยยกบ้าน, พระเอกหนุ่ม แชป วรากร, นางเอกเปรี้ยว ทัศนียา, มิ้นท์ ณัฐวรา ขณะที่ หยาดทิพย์ ป่วยซ้ำรอบสอง
โควิดนิวไฮอีก 23,557 คน
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึงหลักหมื่นรายเป็นวันที่ 20 นับจากการระบาดระลอก 1 ม.ค.2565 โดยรายงานติดเชื้อ 23,557 ราย
ขณะที่ผู้ติดเชื้อเข้าข่ายจากผลแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) อีก 22,240 ราย รวมเป็น 45,797 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 2,794,350 ราย หายป่วย 16,131 ราย สะสม 2,590,589 ราย เสียชีวิต 38 ราย สะสม 22,768 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 180,993 ราย อยู่ในร.พ. 73,770 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอซีไอ 107,223 ราย มีอาการหนัก 905 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 240 ราย
ผู้เสียชีวิต 38 ราย มาจาก 21 จังหวัด ได้แก่ กทม.สูงสุด 10 ราย, พิษณุโลก 3 ราย, นครปฐม สมุทรปราการ พิจิตร ภูเก็ต ลพบุรี จันทบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนครพนม บุรีรัมย์ เชียงใหม่ ตาก กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง สตูล ระยอง สมุทรสงคราม และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 17 ราย หญิง 21 ราย อายุ 7-97 ปี เฉลี่ย 76 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100% ส่วนเด็กอายุ 7 ขวบ มีโรคประจำตัวมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเบาหวาน ไม่ได้รับวัคซีน
55 จังหวัดป่วยเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 3,236 ราย 2.ชลบุรี 1,250 ราย 3.สมุทรปราการ 994 ราย 4.นครศรีธรรมราช 899 ราย 5.นนทบุรี 875 ราย 6.สมุทรสาคร 790 ราย 7.ราชบุรี 666 ราย 8.ภูเก็ต 645 ราย 9.ระยอง 642 ราย และ 10.นครราชสีมา 629 ราย
จังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 45 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ 465 ราย, ปทุมธานี 443 ราย, ชัยภูมิ 434 ราย, ฉะเชิงเทรา 397 ราย, สุรินทร์ 389 ราย, เชียงใหม่ 375 ราย, ขอนแก่น 356 ราย, พระนครศรีอยุธยา 349 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 343 ราย, สุพรรณบุรี 342 ราย, สงขลา 325 ราย, ปราจีนบุรี 322 ราย, กำแพงเพชร 319 ราย, ร้อยเอ็ด 252 ราย, สุราษฎร์ธานี 251 ราย, สระบุรี 237 ราย, กาฬสินธุ์ 225 ราย, เพชรบุรี 219 ราย, ชุมพร 218 ราย, อุบลราชธานี 216 ราย, นครสวรรค์ 215 ราย, หนองคาย 211 ราย, กาญจนบุรี 210 ราย, อุดรธานี 209 ราย, สุโขทัย 206 ราย, ยะลา 194 ราย, มหาสารคาม 187 ราย, พัทลุง 185 ราย, พิษณุโลก 185 ราย, กระบี่ 170 ราย, เพชรบูรณ์ 167 ราย, ปัตตานี 159 ราย, ลพบุรี 157 ราย, จันทบุรี 153 ราย, อ่างทอง 149 ราย, สมุทรสงคราม 139 ราย, ตาก 127 ราย, สระแก้ว 121 ราย, หนองบัวลำภู 120 ราย, ยโสธร 118 ราย, สตูล 117 ราย, ศรีสะเกษ 109 ราย, นราธิวาส 105 ราย, ลำปาง 105 ราย และชัยนาท 100 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วยมี 1 จังหวัดคือ ลำพูน 9 ราย
ฉีดเข็มแรกแล้ว 53.2 ล.โดส
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 96 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 228 ราย ใน 39 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 58 ราย, กัมพูชา 26 ราย, เยอรมนี 20 ราย, อังกฤษ 13 ราย, สิงคโปร์ 11 ราย, คาซัคสถาน 10 ราย, เมียนมา ฝรั่งเศส ประเทศละ 8 ราย, เดนมาร์ก 6 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 115 ราย แซนด์บ็อกซ์ 78 ราย ระบบกักตัว 29 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 6 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-23 ก.พ. 2565 จำนวน 153,690 ราย รายงานติดเชื้อ 3,955 ราย คิดเป็น 2.57% แบ่งเป็นระบบ เทสต์แอนด์โก 95,458 ราย ติดเชื้อ 1,135 ราย คิดเป็น 1.19% แซนด์บ็อกซ์ 50,338 ราย ติดเชื้อ 2,583 ราย คิดเป็น 5.13% และกักตัว 7,894 ราย ติดเชื้อ 237 ราย คิดเป็น 3%
ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. ฉีดได้ 287,899 โดส สะสมรวม 122,473,371 โดส เป็นเข็มแรก 53,282,587 ราย คิดเป็น 76.6% ของประชากร เข็มสอง 49,582,984 ราย คิดเป็น 71.3% ของประชากร และเข็มสาม 19,607,800 ราย คิดเป็น 28.2% ของประชากร
2 สัปดาห์ติดเชื้อ-ตายพรวด
ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (คร.) แถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า สถานการณ์โรคโควิดของไทยและหลายประเทศรอบบ้านอยู่ในช่วงขาขึ้น จากสายพันธุ์โอมิครอน แต่ไม่ได้สูงเท่าฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ไทยฉีดวัคซีนมากกว่า 120 ล้านโดส จึงพอป้องกันการป่วยรุนแรงได้ แต่โอมิครอนแพร่เร็ว และอาการไม่รุนแรง หากแพร่มาสู่คนที่มีโรคประจำตัว หรือไม่ได้ฉีดวัคซีน อาจทำ ให้อาการรุนแรงได้ ดังนั้น การดูสถานการณ์ต่อจากนี้จะดูที่ผู้ป่วยอาการหนัก ปอดอักเสบ ใส่เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิตเป็นหลัก
“วันนี้มีผู้ป่วยปอดอักเสบ 905 ราย ซึ่งเพิ่มจาก 2 สัปดาห์ที่แล้วที่พบ 569 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 เท่า ใส่ท่อช่วยหายใจ 240 ราย จาก 113 ราย ถือว่า 2 เท่าเช่นกัน ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ มาจากการมีการติดเชื้อจำนวนมาก แม้โอมิครอนจะรุนแรงน้อย แต่อาจมีการแพร่ระบาดจำนวนมากจนไปเจอกับกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการหนักได้ ส่วนเสียชีวิต 38 รายก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าเช่นกัน เมื่อเทียบอัตราการเสียชีวิตรายสัปดาห์ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อสูงใกล้เคียงกัน พบว่าช่วงเดลตาเสียชีวิตสูง 1,823 ราย ส่วนโอมิครอน 188 ราย ต่างกัน 10 เท่า แต่หากปล่อยให้การติดเชื้อสูงกว่านี้อย่างรวดเร็วประมาณ 10 เท่า ก็อาจจะมีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าเช่นกัน” นพ.จักรรัฐกล่าว
เร่งลดปอดอักเสบ-ใส่ท่อ
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สำหรับการติดเชื้อค่าเฉลี่ย 14 วันที่ผ่านมา ถือว่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 70% จาก 2 สัปดาห์ที่แล้ว ดังนั้นต้องดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ และกลุ่มเสี่ยง 608 ต้องรับวัคซีนโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงปอดอักเสบ นอกจากนี้ จึงยังต้องคงระดับการเตือนภัยโควิดระดับ 4 ต่อเนื่อง ขอให้ช่วยกันป้องกันตนเอง งดเข้าสถานที่เสี่ยงทั้งหมด เลี่ยงการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หนาแน่น ชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะขนส่งสาธารณะที่หนาแน่นในทุกจังหวัดช่วงนี้ ส่วนสถานการณ์การครองเตียง ผู้ป่วยอาการหนักและวิกฤต การครองเตียงยังไม่มาก ประมาณ 18-20% ส่วนอาการน้อย หรือไม่มีอาการมีการครองเตียงประมาณ 55.7% ดังนั้น กลุ่มนี้หากติดเชื้อไม่มีอาการขอให้อยู่ในระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน (เอชไอ/ซีไอ) จะสะดวกมากขึ้น
“คาดว่าถ้าเรายังผ่อนคลายมาก ตัวเลขอาจเพิ่มไปเรื่อยๆ ซึ่งจะดูแนวโน้มจากค่าเฉลี่ย 14 วัน และติดตามตัวเลขปอดอักเสบ ซึ่งปีที่แล้วสูงสุด 5,600 ราย มีการติดเชื้อ 2.3 หมื่นราย ซึ่งวันนี้ยอดติดเชื้อถึง 2.3 หมื่นรายแล้ว แต่ปอดอักเสบอยู่ที่ 900 คน แต่หากติดเชื้อยังสูงปอดอักเสบก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก จึงต้องช่วยกันไม่ให้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มมากจนเกินศักยภาพเตียงที่เรารองรับได้” นพ.จักรรัฐกล่าว
ย้ำผลเอทีเคบวกไม่ต้องเช็กซ้ำ
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า โดยหลักการผู้ที่ตรวจเอทีเคแล้วมีผลบวกไม่ต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ซ้ำ โดยเฉพาะคนที่มีอาการป่วย เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ถือว่าน่าจะเป็นเข้ารับการรักษาได้ทันที ความจำเป็นตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ซ้ำมีบางกรณีคือ รับยาเฉพาะ รับการรักษาในร.พ. อาการหนัก รับยาเฉพาะบางอย่าง ดูการติดเชื้อรุนแรงแค่ไหน ต้องตรวจเพิ่มเติม ดูเป็นรายกรณีไป” นพ.จักรรัฐกล่าว
ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ แถลงแนวทางการดูแลรักษาโควิด-19 ว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีเตียงรักษา โควิด 1.8 แสนเตียง ครองเตียง 50% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาการสีเขียว จึงยังมีเตียงรองรับกลุ่มอาการหนักอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจการเข้าสู่ระบบรักษาพยาบาลหลังติดเชื้อ โดยผู้ที่มีอาการแล้วไปตรวจที่ร.พ. หรือเป็นโรคอื่นไปตรวจ ร.พ.แล้วเจอโควิด ร.พ.จะตรวจด้วยเอทีเค หรืออาร์ที-พีซีอาร์ หากผลบวกจะจัดระบบเข้าเอชไอหรือ ร.พ.ตามระดับอาการ ถ้าตรวจเอทีเคแล้วผลบวก ซึ่งกลุ่มนี้มีมาก ยืนยันว่าไม่จำเป็นตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ซ้ำ ให้โทร.สายด่วน 1330 เข้าระบบได้เลย หากไม่มีอาการจะจัดเข้าเอชไอก่อน ถ้าทำไม่ได้จะจัดเข้าสู่ซีไอ หากมีอาการหนักมากขึ้น ระบบของร.พ.ที่ดูแลอยู่จะส่งไปศูนย์จัดหาเตียง และเข้าร.พ.หลักต่อไป หรืออาการฉุกเฉินให้ติดต่อ 1669 นอกจากนี้ควรบอกทางเว็บไซต์หรือไลน์ สปสช. หรือแจ้งแพทย์ที่ติดตามอาการทุกวันแทน
เร่งคลอดแผนโรคประจำถิ่น
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า วันนี้มีการติดตามผลการดำเนินงานและการขับเคลื่อนงานประจำของสธ. ซึ่งมีทั้งเรื่องของโควิด งบลงทุน โครงการต่างๆ พื้นที่ไบรต์สปอต ที่มีจุดเด่นในการดำเนินงาน เช่น พังงา ที่ทำเรื่องศูนย์ฉุกเฉินทางน้ำ (ฮับ) หรือการเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่ดำเนินการได้ดี ส่วนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ สธ.ทบทวนเรื่องรักษาโควิดฟรีตามสิทธิ และ UCEP Plus เรื่องนี้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำไปทบทวน แต่โดยหลักการประชาชนทุกคนได้รับการรักษาตามสิทธิอยู่แล้ว แต่เราเพิ่มสิทธิให้คือ UCEP COVID จริงๆ ก็ไม่มีใครเสียสิทธิ
ส่วนเรื่องของงบประมาณดูแลรักษาโควิด มีการใช้จ่ายในส่วนของคนไทยไปแล้ว 1 แสนกว่าล้านบาท โดย 7 หมื่นกว่าล้านบาท หรือ 74% อยู่ที่ภาครัฐ และอีก 2.7 หมื่นกว่าล้านบาท หรือ 26% อยู่ที่ภาคเอกชน ซึ่งใน 2.7 หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนใหญ่ 88% เป็น กลุ่มอาการสีเขียว ซึ่งขณะนี้เรามีความเข้าใจอาการสีเขียวมากขึ้น โดยการระบาดของ โอมิครอนประมาณ 90 % ไม่มีอาการหรือ มีอาการน้อย โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ที่จะปอดอักเสบหรืออาการหนักน้อยมาก ในทางการแพทย์จึงไม่ได้แนะนำว่าต้องถ่ายเอกซเรย์แล้ว ก็มีการปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ ตอนนี้เราใช้ความรู้ในการบริหารมากขึ้น จากประสบการณ์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมยั่งยืนต่อไป โดยกลุ่มสีเขียวพยายามให้อยู่ระบบเอชไอ/ซีไอ ซึ่งขณะนี้อยู่มากกว่าใน ร.พ.แล้ว คือประมาณ 60% แต่อยากให้ได้ถึง 90% เพื่อให้ ร.พ.มีพื้นที่ดูแลคนไข้โรคอื่นได้ ไม่ใช่โควิดอย่างเดียว
สัปดาห์หน้าเห็นรูปแบบ
“การที่ให้กลุ่มอาการสีเขียวอยู่เอชไอ/ ซีไอ ช่วยให้ไม่ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นเรื่องแนวคิดและทัศนคติเพื่อให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น เหมือนโรคหวัด บางทีอาการน้อย ก็กินยาลดไข้ นอนพักผ่อน 2-3 วันก็ฟื้นดีขึ้น แต่หากมีไข้สูง ไอมาก ก็อาจไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.พ. มีการประชุมแผนออกจาก Pandemic เพื่อเข้าสู่ Endemic โดยวางแผนไว้ 4 เดือน ซึ่งรายละเอียดจะออกมาในสัปดาห์หน้า ว่าจะออกจาก Pandemic มีขั้นตอนอะไรบ้าง ซึ่งจะไม่ใช่การระบาดใหญ่แล้ว ผมสอบถามผู้เชี่ยวชาญว่า โรคโควิดจะลดความรุนแรงลงใช่หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า การรุนแรงของโรคลดลง เพียงแต่การระบาดอาจจะมากขึ้น ซึ่งจะเริ่มคล้ายกับโรคติดต่อทั่วไปที่ไม่รุนแรง เพียงแต่การที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก อาจทำให้พบ ผู้ป่วยปอดอักเสบมากขึ้น แต่สัดส่วนผู้เสียชีวิตลดลง ทั้งนี้ เราพบว่าผู้ป่วยปอดอักเสบในช่วงโอมิครอน พบปอดอักเสบจริงแต่ไม่ต้องการออกซิเจน เราไปถ่ายเอกซเรย์ปอดอักเสบ หากสมัยก่อนพบก็ต้องแอดมิต ทำให้จำนวนปอดอักเสบเยอะ แต่ไม่อันตรายอะไร” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
ส่วนผู้เสียชีวิตพบว่าวันนี้ 100% อยู่ในกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง กลุ่มนี้น่าเป็นห่วง สมัยตอนเดลตา อัลฟาระบาด กลุ่มเสียชีวิตเป็น 608 ประมาณ 50-60% ดังนั้นจะประชุมเทเลคอนเฟอเรนซ์กับทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ให้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ไปค้นกลุ่ม 608 ตามทะเบียนบ้าน เพื่อให้เข้าถึงการรับบริการวัคซีน ซึ่งภาพรวมกลุ่ม 608 ได้รับวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 ถึง 80% ส่วนเข็ม 3 ประมาณ 30% ก็พยายามให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ลดการเสียชีวิต
แจงไม่รวมผลตรวจ‘เอทีเค’
นพ.เกียรติภูมิกล่าวถึงการไม่รวมตัวเลข ผู้ติดเชื้อจากการตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์กับเอทีเคว่า หากนำตัวเลขมาบวกกันอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากคนที่มีผลบวกจากอาร์ที- พีซีอาร์ มักมีผลบวกจากเอทีเคมาแล้ว อย่าง เอทีเค บวก 100 คน อาจเป็น อาร์ที-พีซีอาร์ 10 คน ซึ่งเอทีเคเป็นบวกหากไม่มีอาการ สธ.มีระบบจัดการเข้าสู่การดูแลที่บ้านหรือชุมชน ยกเว้นกลุ่มเสี่ยง 608 ที่ต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ ซ้ำ ก่อนเข้า ร.พ.
การที่เรามีตัวเลขติดเชื้อรายงานเพราะกลัวว่าจะรักษาไม่ไหว แต่ถ้าดูผู้ป่วยที่ควรรับการดูแลใน ร.พ.อย่างปอดอักเสบ 700 กว่าคน ใส่ท่อหายใจอีก 200 คน รวมประมาณพันคน เราต้องโฟกัสตรงนี้ให้มีประสิทธิภาพ ให้อัตราตายต่ำ และดูแลผู้ป่วยหนักให้ดี ส่วนที่ป่วยไม่หนักก็ดูแลตามระบบรักษาไม่ให้ป่วยหนัก เราไม่ได้กลัวเคส เมื่อเข้าสู่โอมิครอน การรายงานผู้ติดเชื้อไม่ได้มีผลดีที่จะควบคุมโรค แต่ที่รายงานผลเพราะกลัวระบาด ก็จะรายงานในจังหวัดที่มีการระบาดสูง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลี่ยงไปในพื้นที่นั้น
ขณะที่ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกสธ. กล่าวว่า การฉีดวัคซีนโควิดในผู้สูงอายุ หากฉีดเข็ม 3 ในกลุ่มเสี่ยงได้ถึง 60-70% จะลดจำนวน ผู้เสียชีวิตจากตอนนี้ลงไปอีก 50%
จี้ฉีดเข็มกระตุ้นลดสูงวัยดับ
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดี คร. แถลงข่าวการรับวัคซีนโควิด -19 เข็มกระตุ้น ว่า ขณะนี้การติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ไปสถานบันเทิง สถานที่เสี่ยง และมาแพร่ต่อในชุมชนและครัวเรือน ซึ่งการระบาดของโอมิครอนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 กลุ่มที่ติดเชื้อสูงสุด คือ 20-29 ปี ตามด้วย 30-39 ปี แต่ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นช่วงนี้ คือ อายุน้อยกว่า 19 ปีลงมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนผู้สูงอายุมีการติดเชื้อต่ำที่สุดในช่วงนี้เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น แต่มีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิต ซึ่งพบว่าแม้มีการติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด คือ อายุ 70 ปีขึ้นไป 2.86% รองลงมาคือ 60-69 ปี 0.62% และ 50-59 ปี 0.21% และอัตราการเสียชีวิตจะลดลงตามช่วงอายุลงไป โดยผู้สูงอายุที่เสียชีวิตสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งข้อมูลผู้เสียชีวิตอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 ก.พ. 2565 จำนวน 666 ราย พบว่าไม่ได้ฉีดวัคซีน 387 ราย หรือ 58% รับเข็มเดียว 66 ราย คิดเป็น 10% รับ 2 เข็ม 197 ราย คิดเป็น 30% และรับ 3 เข็มขึ้นไป 16 ราย คิดเป็น 2% จึงจำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ โดยเฉพาะที่ยังไม่ได้รับวัคซีน และให้วัคซีนเข็มกระตุ้น” นพ.โสภณกล่าว
นพ.โสภณกล่าวว่า ผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมีประมาณ 2.2 ล้านคน พบเสียชีวิต 387 ราย อัตราเสียชีวิตถือว่าสูง 178 รายต่อ 1 ล้านราย ผู้สูงอายุรับวัคซีน 1 เข็ม มี 6 แสนราย เสียชีวิต 66 ราย คิดเป็น 112 รายต่อ 1 ล้านราย ถือว่าลดลงแต่ไม่มาก เพราะการรับวัคซีนต้องอย่างน้อย 2 เข็มขึ้นไป ส่วนสูงอายุรับ 2 เข็ม 6.2 ล้านราย เสียชีวิต 197 ราย อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือ 32 รายต่อ 1 ล้านราย หรือเสียชีวิตลดลง 6 เท่า จากผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน และกลุ่มสูงอายุที่รับเข็มกระตุ้น 3.7 ล้านราย เสียชีวิต 16 ราย อัตราเสียชีวิต 4 ต่อล้านคน ถือว่าต่ำมาก ลดลงถึง 41 เท่าเทียบกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน วัคซีนจึงได้ผลดีมากในผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยสำคัญควบคุมโควิดไม่ให้เสียหายและทำให้เสียชีวิตสูงขึ้น
“การค้นหาผู้ยังไม่ได้รับวัคซีนจึงสำคัญ 12.7 ล้านคน เราฉีดแล้ว 10.5 ล้านคน คิดเป็น 82.8% แต่อยากให้ได้เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นอีก 2.2 ล้านคนจึงต้องเร่งรัดดำเนินการ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องมีทะเบียนผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หาให้พบทุกหมู่บ้านตำบล ใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ บูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความรู้ สร้างแรงจูงใจ กระตุ้นนำผู้สูงอายุ ที่ยินยอมมารับวัควีนทันที หากทำเต็มที่ 1-2 เดือนข้างหน้านี้จะทำให้ผู้สูงอายุรับวัคซีนในเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงสงกรานต์ที่จะปิดเทอม ลูกหลาน กลับไปเยี่ยมจะได้ปลอดภัยมากขึ้น” นพ. โสภณกล่าว
‘บิ๊กตู่’จี้ยกระดับเอชไอ/ซีไอ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯ สั่งการให้เตรียมแผนรองรับ โดยเฉพาะการยกระดับ ระบบการรักษาตัวที่บ้าน และศูนย์พักคอยในชุมชน ส่วนฮอสพิเทล และร.พ.สนาม ที่มีข้อขัดข้องบ้างเราก็แก้ไข เมื่อถามว่าพื้นที่ สีฟ้ายังลักลอบเปิดสถานบันเทิง เช่น ที่จ.ชลบุรี จะมีมาตรการเข้มข้นขึ้นหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่านายกฯ สั่งทุกหน่วยงานว่านอกเหนือจากการดำเนินการทุกมาตรการแล้ว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อขาขึ้น ที่เป็นอยู่นี้จะยืดเยื้อไปถึงช่วงสงกรานต์หรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า คาดหวังว่าเดือนมี.ค. ผู้ป่วยจะค่อยๆ ลดลง และหวังว่าช่วงสงกรานต์ จะได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงกับสงกรานต์ปกติมากที่สุด แต่คงเป็นปกติเหมือนช่วงก่อนมีโควิดไม่ได้ คงต้องเป็นสงกรานต์แบบโควิด ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังพิจารณาเรื่องนี้ คาดว่า 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะหยิบยกมาหารือกัน

ติดโควิด – เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 หน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมา ไปรับตัวผัวเมียชาวโคราช 2 คนที่ไปหางานทำ ที่ จ.ระยองแล้วป่วยติดเชื้อโควิด กลับมารักษาตัวที่จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 ก.พ.
โคราชป่วยพุ่งพรวด 866 คน
ด้านสสจ.นครราชสีมา รายงานว่า พบ ผู้ติดเชื้อใหม่ทุบสถิติสูงสุดในรอบปี โดยอยู่ที่ 866 ราย เป็นการติดเชื้อนอกพื้นที่ 833 ราย และในพื้นที่ 33 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 เป็นต้นมา อยู่ที่ 14,309 ราย รักษาหาย 8,651 ราย ยังรักษาอยู่ 5,624 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายอายุ 65 ปี ต.ในเมือง อ.เมือง รวมเสียชีวิตสะสมที่ 34 ราย ทั้งนี้ ยังมีผู้ที่มีผลตรวจเอทีเค เป็นบวกอีก 85 ราย ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเรื่องลดภาระการครองเตียงในร.พ.หลัก เพื่อไว้รองรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและอาการสีแดง และเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน
กทม.เปิดอีก 9 ศูนย์พักคอย
ที่ศูนย์สร้างสุขทุกวัยทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพ มหานคร ตรวจเยี่ยมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อทวีวัฒนา โดยมีคณะผู้บริหารสำนักการแพทย์ (สนพ.) สำนักงานเขตทวีวัฒนา ร.พ.ราชพิพัฒน์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่
นายขจิตกล่าวว่า กทม.จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ตรวจเอทีเคและอาร์ที-พีซีอาร์ แล้วแสดงผลว่าติดเชื้อโควิด ในพื้นที่ 6 กลุ่มเขต รวม 31 แห่ง รองรับผู้ป่วยได้ 3,981 เตียง อัตราการครองเตียงขณะนี้ 1,932 เตียง เตียงว่าง 1,849 เตียง โดยมีการ คัดกรองอาการและดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น เพื่อรอการส่งต่อไปรักษาที่ร.พ.ตามการประเมินจากแพทย์ ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อเพิ่มเติมอีก 9 แห่ง เตียง 970 เตียงด้วย ขณะที่ร.พ.ในสังกัดกทม. ร.พ.สนาม และฮอสพิเทล ในความดูแลของกทม. รองรับผู้ป่วยได้ 3,460 เตียง อัตราการครองเตียง 3,116 เตียง เตียงว่าง 377 เตียง คิดเป็นร้อยละ 90.06
ทั้งนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อ หากประสงค์ทำการรักษาแบบกักตัวที่บ้าน โทร.แจ้งได้ที่สายด่วน สปสช.1330 กด 14 หรือประสานรับการรักษาผ่านศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินสำนักงานเขต (EOC) 50 เขต นอกจากนี้ ศูนย์เอราวัณ (1669) สนพ. ได้ยกระดับการนำส่งผู้ป่วยเข้าระบบการรักษาของร.พ. โดยศูนย์เอราวัณ 1669 ได้เพิ่มจำนวนคู่สายด่วนจากเดิม 30 คู่สาย เป็น 100 คู่สาย พร้อมเจ้าหน้าที่บริการรับสายตลอด 24 ชั่วโมง
หยาดทิพย์ติดโควิดรอบ 2
ด้านวงการบันเทิง มีดารานักร้องติดเชื้อกันต่อเนื่อง ล่าสุด มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ก็ติดโควิดยกบ้าน ทั้งตนเอง ภรรยา และลูกสาว ด้านนางเอกเปรี้ยว ทัศนียา การสมนุช และพระเอกหนุ่ม แชป วรากร ศวัสกร รวมทั้ง มิ้นท์ ณัฐวรา วงศ์วาสนา ก็โพสต์แจ้งติดโควิดเช่นกัน ขณะที่ หยาดทิพย์ ราชปาล คุณแม่ลูกหนึ่ง ก็โพสต์ว่า หลังจากการตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ ผลออกมาว่า พบเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นการติดเชื้อครั้งที่สอง ส่วนครอบครัวและน้องเมย่า ลูกสาววัย 6 เดือน ตรวจไม่พบเชื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ หยาดทิพย์ เคยป่วยโควิดมาแล้วเมื่อเดือนเม.ย.2564

ตรวจเอทีเค – เจ้าหน้าที่สำนักการแพทย์ รัฐสภา ระดมตรวจเอทีเคให้ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, ผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีทั้งสมาชิก เจ้าหน้าที่ ติดเชื้อโควิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคน เมื่อวันที่ 24 ก.พ.