แบบเดียวคนไข้นอก ดีเดย์1มีค.ทั่วประเทศย้ำฟรีทั้ง‘รัฐ-เอกชน’ ติดเชื้อ-ตายนิวไฮอีกคร่า3เดือน-ทวด104ปี
โควิดนิวไฮรายวัน ป่วยพุ่งอีก 24,932 ราย บวกเอทีเค 22,509 คน รวม 47,441 คน ยอดสะสม 2,819,282 ราย เสียชีวิตนิวไฮ41 ราย เศร้าคร่าเด็ก 3 เดือนกับทวด 104 ปี 57 จังหวัดยังวิกฤต ติดเชื้อเกินร้อย กทม. 3,285 ราย นนทบุรี 775 ราย นครปฐม 649 ราย สมุทรปราการ 1,128 ราย ‘บิ๊กตู่’ ย้ำป่วยโควิดรักษาฟรีทั้งร.พ.รัฐและเอกชน สธ.ประเดิม 1 มี.ค.รักษาโควิดฟรีแบบผู้ป่วยนอก ‘เจอจ่ายจบ’ คู่ยูเซ็ป แพทย์ให้ยาตามอาการ 3 สูตร ทั้ง ฟาวิพิราเวียร์ ฟ้าทะลายโจร ยาแก้ไข้ ไอ ลดน้ำมูก วิตามิน มีอาการน้อยไม่ต้องนอนร.พ. ถก 3 ราชวิทยาลัย ปรับแนวดูแลไม่แนะนำให้ฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ในเด็ก
ป่วยนิวไฮรายวัน 24,932-ตาย 41
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึงหลักหมื่นรายเป็นวันที่ 21 นับจากการระบาดระลอก 1 ม.ค.2565 โดยรายงานติดเชื้อ 24,932 ราย ATK จำนวน 22,509 คน รวม 47,441 คน ยอดป่วยสะสม 2,819,282 ราย รักษาหายแล้ว 15,774 ราย สะสม 2,606,363 ราย เสียชีวิต 41 ราย สะสม 22,809 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 190,110 ราย อยู่ใน ร.พ. 77,600 ราย อยู่ ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 112,510 ราย มีอาการหนัก 931 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 254 ราย
ผู้เสียชีวิต 41 ราย มาจาก 26 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 5 ราย, สิงห์บุรี 3 ราย, ปทุมธานี สมุทรปราการ ขอนแก่น เชียงใหม่ ลำปาง พัทลุง ชลบุรี สระแก้ว สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย และกทม. นครปฐม สมุรสาคร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ตาก นครสวรรค์ ยะลา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ลพบุรี และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 20 ราย หญิง 21 ราย อายุ 3 เดือน-104 ปี เฉลี่ย 75 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97% ส่วนเด็กอายุ 3 เดือน ไม่มีโรคประจำตัว
เกินร้อยพุ่ง 57 จังหวัด
ส่วน 10 จังหวัดที่ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 3,285 ราย 2.ชลบุรี 1,419 ราย 3.สมุทรปราการ 1,128 ราย 4.นครศรีธรรมราช 911 ราย 5.นนทบุรี 775 ราย 6.ราชบุรี 738 ราย 7.สมุทรสาคร 716 ราย 8.ภูเก็ต 684 ราย 9.นครปฐม 649 ราย และ 10.นครราชสีมา 644 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 47 จังหวัด คือ ระยอง 600 ราย, ปทุมธานี 586 ราย, พระนครศรีอยุธยา 493 ราย, บุรีรัมย์ 465 ราย, ชัยภูมิ 461 ราย, สุพรรณบุรี 454 ราย, ฉะเชิงเทรา 449 ราย, ขอนแก่น 418 ราย, สุราษฎร์ธานี 344 ราย, สุรินทร์ 326 ราย, สงขลา 316 ราย, ปราจีนบุรี 293 ราย, เชียงใหม่ 284 ราย, มหาสารคาม 282 ราย, ร้อยเอ็ด 282 ราย, เพชรบุรี 274 ราย, สระบุรี 266 ราย, นครสวรรค์ 257 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 257 ราย, อุบลราชธานี 249 ราย, กาญจนบุรี 245 ราย, กำแพงเพชร 238 ราย, ชุมพร 230 ราย, ยะลา 218 ราย, พัทลุง 217 ราย, กาฬสินธุ์ 210 ราย, เพชรบูรณ์ 207 ราย, สุโขทัย 201 ราย, จันทบุรี 198 ราย, อุตรดิตถ์ 192 ราย, กระบี่ 190 ราย, ปัตตานี 189 ราย
ฉีดเข็มแรกแล้ว 53.3 ล.คน
ลพบุรี 189 ราย, สมุทรสงคราม 188 ราย, สตูล 182 ราย, พิษณุโลก 180 ราย, อุดรธานี 169 ราย, หนองคาย 168 ราย, อ่างทอง 164 ราย, นครพนม 159 ราย, นครนายก 150 ราย, ตาก 143 ราย, ศรีสะเกษ 125 ราย, หนองบัวลำภู 125 ราย, ยโสธร 118 ราย, น่าน 109 ราย และตรัง 107 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วยมี 1 จังหวัดคือ ลำพูน 8 ราย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 201 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 167 ราย ใน 33 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 30 ราย, ซาอุดีอาระเบีย 29 ราย, กัมพูชา เมียนมา ไม่ระบุประเทศ อย่างละ 11 ราย, เยอรมนี 8 ราย, เอสโตเนีย 6 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 98 ราย แซนด์บ็อกซ์ 46 ราย ระบบกักตัว 12 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 11 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-24 ก.พ. 2565 จำนวน 165,753 ราย รายงานติดเชื้อ 4,013 ราย คิดเป็น 2.48% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 105,803 ราย ติดเชื้อ 1,233 ราย คิดเป็น 1.17% แซนด์บ็อกซ์ 51,788 ราย ติดเชื้อ 2,629 ราย คิดเป็น 5.08% และกักตัว 8,162 ราย ติดเชื้อ 241 ราย คิดเป็น 2.95%
ขณะที่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. ฉีดได้ 305,763 โดส สะสมรวม 122,779,134 โดส เป็นเข็มแรก 53,357,481 ราย คิดเป็น 76.7% ของประชากร เข็มสอง 49,622,858 ราย คิดเป็น 71.3% ของประชากร และเข็มสาม 19,798,795 ราย คิดเป็น 28.5% ของประชากร
‘บิ๊กตู่’แจงผ่อนตรวจเข้าไทย
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า จากการประชุมศบค. มีหลายประเด็นที่เห็นว่ามีความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ เข้าใจ และร่วมไม้ร่วมมือกัน ฟันฝ่ามหาวิกฤตนี้ ไปพร้อมๆ กับชาวโลก เพื่อให้ประเทศไทยและชาวไทยเอาชนะได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยโควิดของไทยได้รับการรักษาจนหายกลับบ้านได้ เป็นอัตรา 92% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่มีอัตรา 83%
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการเปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีมาตรการควบคุมโรคที่สมดุล และปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลก ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาเยี่ยมเยือน โดย “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” สามารถสร้างรายได้กว่า 18,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 300,000 คน กระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของไทย รวมมูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท และล่าสุดกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเรา ก็ได้รับการจัดอันดับที่ 6 ของเมืองจุดหมายจัดการประชุมนานาชาติระดับโลก ประจำปี 2564 จากทั้งหมด 101 เมืองทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้น ศบค. จึงได้พิจารณาปรับมาตรการตามสถานการณ์โรค โดยเฉพาะในประเทศฝั่งตะวันตกที่ลดความรุนแรงลง เพื่อลดภาระและจูงใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยไม่ลดประสิทธิภาพการควบคุมโรค อาทิ เปลี่ยนจากการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ ครั้งที่ 2 ในวันที่ห้าของการพำนักในประเทศ ไทย เป็นการตรวจด้วยแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) แล้วแจ้งผลผ่านแอพพลิเคชั่น “หมอชนะ” ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อของนักท่องเที่ยวในภายหลัง ก็ติดตามและสอบสวนโรคจากแอพฯ ได้ รวมทั้งปรับลดวงเงินคุ้มครองการประกันสุขภาพลง จากเดิมไม่น้อยกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ เป็นไม่น้อยกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ
ย้ำโควิดรักษาฟรีทุกร.พ.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอการปรับระบบการรักษาโรคโควิด-19 ให้เป็นการรักษาตามสิทธินั้น ครม.ได้ให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนและสร้างการรับรู้ให้ทั่วถึงก่อน ทั้งสถานพยาบาลของ รัฐและเอกชนที่เป็นผู้ให้บริการ และผู้ป่วย ที่จะเข้ารับบริการ โดยจะต้องไม่สร้างความสับสน ทุกอย่างต้องชัดเจนก่อนปฏิบัติจริง
“ผมขอย้ำว่าปัจจุบันโควิดยังคงเป็นโรคที่สามารถเข้ารับการรักษาในระบบ UCEP ได้เหมือนเดิม โดยร.พ.รัฐ หรือเอกชน ปฏิเสธการรักษาไม่ได้ เป็นไปตามหลักกฎหมาย และหลักมนุษยธรรม หากเตียงเต็มจะต้องมีการประสานงานเพื่อส่งต่อในระบบให้เร็วที่สุด โดยล่าสุด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เพิ่ม คู่สาย สายด่วน 1330 รวมเป็น 3,000 คู่สาย เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงนี้ อีกทั้งเพิ่มช่องทางติดต่อผ่านไลน์ @NHSO โดยผู้ป่วย/ญาติกรอกข้อมูลในทันที และคอยเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับในโอกาสแรกๆ ซึ่งผมได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและความพร้อมในการขยายศักยภาพโรงพยาบาลสนามได้ทันทีที่จำเป็น อีกทั้งกำชับให้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ ไม่ให้มีกิจกรรมการรวมกลุ่มคนจำนวนมากที่ไม่เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรค” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปรับมาตรการต่างๆ ของ ศบค. ทุกครั้ง ทุกมาตรการ ล้วนมาจากหลักวิชาการ สถิติ แนวโน้ม และคำแนะนำของคณะแพทย์ที่ปรึกษา รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคและบริบทของสังคมไทย ที่ย่อมมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ซึ่งตนเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าของไทย รวมทั้งเชื่อว่าความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องชาวไทย จะทำให้ประเทศ ไทยของเราเอาชนะสงครามโควิดในรอบนี้ ที่เชื่อว่าใกล้จะจบลงได้อีกครั้ง
จัดยา 3 สูตร ‘เจอแจกจบ’
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดบริการดูแลรักษาโรคโควิด-19 ว่า สธ.ต้องการให้มีการจัดการโรคโควิด-19 จากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) คือโรคลดความรุนแรงลง มีระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนมีภูมิต้านทานที่เพียงพอ โรคไม่ได้มีภาวะอันตราย ดังนั้น สธ.จึงจะจัดระบบบริการเพิ่มขึ้นแบบผู้ป่วยนอก คือ ตรวจผู้ที่สงสัยหรือมีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อด้วยชุดตรวจเอทีเค หากผลเป็นบวกจะให้การรักษาด้วยยา 3 สูตรคือ 1.ยารักษาไวรัสโดยตรงคือฟาวิพิราเวียร์ 2.ฟ้าทะลายโจร และ 3.ยารักษาตามอาการ เช่น วิตามินซี ยาลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ไอ ตามอาการที่มี เรียกว่า “เจอแจกจบ” ทั้งนี้ การให้ยาขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์พิจารณาว่าจะให้ยาแบบใด ต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับคนไข้ โดยระบบนี้เป็นการเชื่อมโยงเข้าไปสู่โรคที่ดูแลได้ด้วยตนเองและมารับบริการ ผู้ป่วยนอกได้ เริ่มวันที่ 1 มี.ค.นี้ ซึ่งบางจังหวัดมีการนำร่องดำเนินการไปแล้ว รวมถึง ร.พ.ศิริราช โดยผู้ติดเชื้อไม่ต้องนอนร.พ. แต่ได้รับการดูแลให้การรักษาที่บ้าน ซึ่งอาจไม่ต้องกักตัวตลอดเวลาก็ได้ แต่ต้องดูแลตนเอง สังเกตอาการ ไม่พบคนหมู่มาก พยายามอยู่ในห้อง อยู่บ้าน ลดการเดินทาง เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ ซึ่งทั่วไปเมื่อทราบว่าติดเชื้อก็จะดูแลตัวเองอย่างดี
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สำหรับกรณีผู้มีความเสี่ยงสูง ผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว ก็ใช้ระบบการดูแลเพิ่มตรงนี้ได้ แต่อยู่ที่การพิจารณาของแพทย์ หากมีความเสี่ยงมากก็พิจารณารับเป็นผู้ป่วยในได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าระบบเดิมยังมี แต่จัดบริการแบบผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นมา เพื่อสะดวกต่อการมารับบริการ
ร.พ. 92% มีสภาพคล่องขึ้น
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ที่ผ่านมา ร.พ.สังกัดสำนักงานปลัดสธ. มีภาวะวิกฤตทางการเงินในส่วนของเงินบำรุง โดยจัดอยู่ในภาวะวิกฤตระดับ 7 จำนวนมาก โดยเฉพาะ ร.พ.ขนาดเล็กและอยู่ในสถานที่ห่างไกล เนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณตามฐานประชากร แต่ใน 2 ปีที่ผ่านม มีการจัดบริการดูแลผู้ป่วยโควิด ทำให้มีงบประมาณไหลเข้าไปได้บ้าง สถานการณ์ต่างๆ จึงดีขึ้น โดยปี 2564 และ 2565 ไม่มี ร.พ.ที่มีวิกฤตการเงินระดับ 7 หรือสีแดงเลย ขณะที่ ร.พ.วิกฤตการเงินระดับ 6 หรือสีส้ม ปี 2563 มีจำนวน 39 แห่ง ปี 2564 ลดลงเหลือ 8 แห่ง และไตรมาสแรกปี 2565 ไม่มีแล้ว ส่วน ร.พ.ที่มีสถานะการเงินที่เรียกว่าค่อนข้างดีหรือมีสภาพคล่องดี ระดับ 0 ไตรมาสแรก ปี 2565 จำนวน 829 แห่ง คิดเป็นประมาณ 92% จากร.พ.สธ.จำนวน 900 แห่ง
ส่วนระดับวิกฤตทางการเงินระดับ 1-5 พบว่า ระดับ 1 ปี 2564 จำนวน 129 แห่ง ปี 2565 จำนวน 54 แห่ง, ระดับ 2 ปี 2564 จำนวน 48 แห่ง ปี 2565 จำนวน 13 แห่ง, ระดับ 3 ปี 2564 จำนวน 17 แห่ง ปี 2565 จำนวน 1 แห่ง, ระดับ 4 ปี 2564 จำนวน 8 แห่ง ปี 2565 จำนวน 3 แห่ง, ระดับ 5 ปี 2564 จำนวน 4 แห่ง ปี 2565 ไม่มี
จัดคำแนะนำดูแลเด็ก
ด้านราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ออกคำแนะนำฉบับเบื้องต้นการดูแลรักษาโควิด-19 ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ฉบับที่ 1/2565 ลงวันที่ 22 ก.พ.2565 โดยระบุว่า การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การติดเชื้อสะสมในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2564-16 ก.พ.2565 สูงถึง 77,635 ราย คิดเป็นร้อยละ 21 ของผู้ติดเชื้อในทุกกลุ่มอายุ แต่เชื้อโอมิครอนพบอาการรุนแรงและเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่ผ่านมา และจากการติดตามผู้ป่วยเด็ก ส่วนใหญ่ติดเชื้อแบบไม่มีอาการหรืออาการน้อย สามารถให้การดูแลที่บ้านได้ โดยให้การรักษาแบบประคับประคอง ส่วนน้อยมากที่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือต้องนอนร.พ.
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จึงพิจารณาร่างแนวทางการรักษาโควิด-19 ในเด็กให้เหมาะกับการระบาดในขณะนี้ ซึ่งแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่รักษาโดยพักอยู่ที่บ้านได้ ซึ่งจะเหมาะกับ ผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็ก โดยคำแนะนำนี้เป็นฉบับเบื้องต้น ซึ่งจะมีการออกคำแนะนำฉบับสมบูรณ์ต่อไป โดยผู้ติดเชื้อเข้าข่ายที่มีผลตรวจเอทีเค เป็นบวก และผู้ติดเชื้อยืนยัน ทั้งที่มีอาการและไม่แสดงอาการให้ใช้ยาในการรักษาจำเพาะดังนี้
ไม่มีอาการไม่ต้องกินยาต้าน
1.ผู้ที่ไม่มีอาการ ไม่แนะนำยาต้านไวรัส สามารถดูแลแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้านได้ อาจไม่จำเป็นต้องเข้าระบบบริการ โฮม ไอโซเลชั่น (เอชไอ) หรือรับการรักษาในร.พ. 2.ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แนะนำให้ดูแลรักษาตามอาการ รักษาแบบผู้ป่วยนอก และแยกกักตัวที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าระบบบริการ เอชไอ หรือรับการรักษาในร.พ. แต่อาจพิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5 วัน ตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น กรณีที่ไข้สูง 39 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันมากกว่า 1 วัน อ่อนเพลีย ซึม อาเจียน ท้องเสีย รับประทานอาหารได้น้อย 3.ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย ปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ได้แก่ อายุน้อยกว่า 1 ขวบ และมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง แนะนำให้ยา ฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5 วัน อาจให้นาน กว่านี้ได้ หากอาการยังมาก โดยแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม รักษาแบบ ผู้ป่วยนอกได้ ตามดุลพินิจของแพทย์ โดยจัดให้มีช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถติดต่อเข้ารับการประเมิน หรือรับการรักษาในร.พ.หากอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลง
4.ผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการปอดอักเสบ ปานกลางหรือรุนแรง ได้แก่ หายใจเร็วกว่าอัตราการหายใจตามกำหนดอายุ (60 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน, 50 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 2-12 เดือน, 40 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุ 1-5 ปี และ 30 ครั้ง/นาที ในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี) แนะนำให้เข้ารับการรักษาใน ร.พ. แนะนำให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5-10 วัน พิจารณาให้เรมเดซิเวียร์หากเป็นมาไม่เกิน 10 วัน และมีปอดอักเสบที่ต้องการการรักษาด้วยออกซิเจน หรือมีอาการรุนแรง แนะนำให้ยาที่ใช้ลดอาการบวมและอักเสบของทางเดินหายใจ และ 5.ผู้ป่วยยืนยันที่มีข้อบ่งชี้ในการนอนร.พ.อื่นๆ เช่น ท้องเสีย อาเจียน ทานอาหารไม่ได้ แนะนำให้เข้ารับการรักษาในร.พ. แนะนำให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5-10 วัน เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น หรือไม่มีข้อบ่งชี้ในการนอน ร.พ.สามารถรักษาต่อแบบ ผู้ป่วยนอก โดยการกักตัวที่บ้านตามคำแนะนำของแพทย์ในระหว่างที่รักษาแบบผู้ป่วยนอก ขอให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการกักตัวอยู่ที่บ้านตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันการ กระจายเชื้อ
7 โรคเสี่ยงติดโควิด
ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแนะนำการใช้ฟ้าทะลายโจร, Ivermectin, Molnupiravir, และ Paxlovid เพื่อการรักษาโควิดในเด็ก
สำหรับกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กที่มีโรคร่วม หรือความผิดปกติ ดังต่อไปนี้ 1.โรคอ้วน 2.โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง 3.โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตวายเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ 6.โรคเบาหวาน และ 7.กลุ่มโรคพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า
สธ.ถก 3 ราชวิทยาลัยแนวดูแล
ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเพิ่มแนวทางการดูแลรักษาโควิด-19 แบบผู้ป่วยนอก หรือโอพีดีเคส ว่า ขณะนี้ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้ออกคำแนะนำการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ จึงเป็นที่มาของการปรับแนวทางการดูแล ผู้ติดเชื้อโควิด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นลักษณะของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดกับทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยภายในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อร่างหลักเกณฑ์การดูแลโควิดแบบผู้ป่วยนอก
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า การดูแลรักษาโควิดต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดไปตามสถานการณ์ โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์และการแพทย์มานำ ซึ่งในเรื่องของการทำโอพีดีโควิด เราต้องดูธรรมชาติของโรคว่าทำโอพีดีได้หรือไม่ ถ้าโควิดยังเป็นแบบเดลตาคงไม่ให้โอพีดี เพราะป่วยมีอาการหนักพอสมควร แต่สายพันธุ์ โอมิครอนธรรมชาติของโรคเอื้ออำนวย
เด็กอาการน้อยไม่ต้องนอนร.พ.
“เนื่องจาก 90% ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ไม่จำเป็นต้องแอดมิต และฟอลโลว์อัพได้ ประกอบกับ สธ.กำลังจะเปลี่ยนโควิดให้เป็นโรคประจำถิ่นก็ต้องเตรียมปรับวิธีทำงาน เราก็ใช้ไอเดียของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ดูแลแบบโอพีดี เพราะขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเข้าเอชไอ โทร.1330 บางส่วนโทร. ไม่ติด หรือยังไม่ได้รับการดูแล ยังไม่มีการตอบกลับ ก็พยายามจัดบริการให้ครอบคลุมก็คือให้มาโอพีดีได้ เราจะตรวจดูให้ ทำ เอทีเค แล้วบวก ไม่มีอาการอะไรอย่างอื่น ไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือเด็กไม่เข้าข่ายมีภาวะการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ก็จะได้รับการตรวจและกลับไปอยู่บ้าน โดยแนะนำให้แยกกัก เพียงแต่อาจไม่ได้เข้มมากเท่าการทำเอชไอ โดยอาจมาเจอคนในบ้านโดยใส่หน้ากากตลอดเวลาได้ และเว้นระยะห่าง แต่โดยหลักยังไม่อยากให้ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดยังไม่จบ ต้องหารืออีกที ถ้ามีอาการโทร.มาก่อนได้ มีเจ้าของไข้แน่นอน ทำให้ช่องทางที่เข้าไม่ถึงเอชไอเข้าถึงตรงนี้ดีขึ้น” นพ.สมศักดิ์กล่าว
นพ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงบุคลากรหน้างานด้วย เพราะแทนที่จะให้บุคลากรมาดูเคสที่ไม่หนักแบบต้องตามตลอด อย่าง ร.พ.ราชวิถีต้องลดบริการปกติลง 20% เพื่อเอาบุคลากรและสถานที่มาดูโควิด
ไม่เคยแนะให้ฉีดเข็ม 3 เด็ก
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีบางโรงเรียนมีการให้ผู้ปกครองลงชื่อยินยอมการรับวัคซีนในเด็กเข็มสาม ว่า เรายังไม่เคยแนะนำฉีดวัคซีนเข็มสามในเด็ก ซึ่งการฉีดเข็มสามในเด็ก มีที่เริ่มฉีดคือสหรัฐอเมริกา เรากำลังตามดูข้อมูลอยู่ว่าจำเป็นต้องฉีดแค่ไหนอย่างไร ซึ่งอเมริกาแนะนำฉีดครึ่งโดส ส่วนของไทยยังไม่มีคำแนะนำ ซึ่งย้ำว่าไม่ใช่ฉีดเร็วจะดี ต้องมีเวลาที่เหมาะสม เพราะฉีดเร็วภูมิขึ้นไม่ดี ฉีดช้าภูมิขึ้นดีกว่า แต่ช้าไปจะติดเชื้อก่อน เวลาเหมาะสมจึงสำคัญที่สุด ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นการให้ความยินยอมก่อนหรือไม่ แต่ยืนยันว่าการฉีดเข็มสามไม่ใช่คำแนะนำของสธ. แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ฉีด หากส่วนบุคคลอยากฉีดก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล
เมื่อถามถึงกรณีการติดเชื้อโอมิครอนซ้ำใน 1 เดือน อาจเป็นสายพันธุ์ย่อยหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แต่ไม่ได้เจอบ่อย ซึ่งจริงๆ อาจติดพร้อมกันทั้ง BA.1 BA.2 ตั้งแต่ต้น เพียงแต่เชื้ออยู่ในร่างกายได้นานจึงยังตรวจเจอ แต่ไม่กระจายแล้ว โอกาสติดซ้ำต่างสายพันธุ์มี แต่สายพันธุ์เดียวกันต่างสายพันธุ์ย่อยมีโอกาสน้อยกว่า แต่เป็นไปได้ แต่โอกาสน้อยมากๆ เช่น 1 ในล้านหรือสิบล้าน และขึ้นกับร่างกายคน บางคนร่างกายสร้างภูมิไม่ดีก็อาจเกิดติดซ้ำได้
เชียงใหม่ผลบวก 2,799 คน
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อ 2,799 ราย แบ่งเป็นจากการตรวจแบบอาร์ที-พีซีอาร์ จำนวน 270 ราย และการตรวจเอทีเคพบผลบวก จำนวน 2,529 ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้ง 1 ม.ค.2565 เป็นต้นมาถึงปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 62,187 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการรักษาปัจจุบันมีจำนวน 17,825 ราย แบ่งเป็นอยู่ร.พ. 2,572 ราย, ซีไอ 1,871 ราย และเอชไอ 13,382 ราย ซึ่งมีอาการหนัก (สีแดง) 33 ราย จากที่มีเตียงรับผู้ป่วยหนักได้ 112 เตียง
แม่ฮ่องสอนปิด 3 หมู่บ้าน
ด้านนายพงษ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอเมือง จ.แม่ฮ่องสอน แจ้งว่า พบคลัสเตอร์งานศพ จึงได้สั่งปิดหมู่บ้านไปแล้ว 3 หมู่บ้าน 2 ตำบล ได้แก่ บ้านแก่นฟ้า หมู่ 2, บ้านไม้ฮุง หมู่ 5 ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง และบ้านห้วยสลอบ หมู่บ้านบริวารบ้านห้วยผา หมู่ 2 ต.ห้วยผา อ.เมือง ถึงวันที่ 4 มี.ค. และมีประชาชนในหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านห้วยโป่ง, บ้านป่าลาน, บ้านไม้ซางหนาม, บ้านกลาง และบ้านทุ่งมะกอก ที่ไปร่วมงานศพติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกหมู่บ้านละ 1-2 ราย ส่วนที่บ้านห้วยสลอบ ต.ห้วยผา ซึ่งปิดหมู่บ้านด้วยเช่นกัน เนื่องจากตรวจพบเด็กนักเรียนในหมู่บ้านที่เดินทางไปเรียนนอกพื้นที่ติดเชื้อโควิดแพร่กระจายในหมู่บ้านจำนวนมากเช่นกัน
นายเชิดศักดิ์ เพียรวิชา ผอ.รพ.ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) บ้านไม้ฮุง ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า คลัสเตอร์งานศพที่บ้านแก่นฟ้า หมู่ 2 ต.ห้วยโป่ง มีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปร่วมงานศพระหว่างวันที่ 14-18 ก.พ. ต่อมาเมื่อ วันที่ 21 ก.พ. มีชาวบ้าน ป่วย 2 คน ทำให้ประชาชนบ้านแก่นฟ้าติดเชื้อรวม 38 ราย บ้านไม้ฮุง 28 ราย รวม 2 หมู่บ้านพบผู้ติดเชื้อแล้ว 66 ราย เบื้องต้นทุกคนที่ไปร่วมงานศพก็จะถูกคัดกรองหาเชื้อ
โคราชเพิ่มศูนย์พักคอย
ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา รายงานว่า พบผู้ตรวจโควิดผลบวก จำนวน 918 ราย แต่ผลยืนยัน 882 ราย เป็นการติดเชื้อนอกพื้นที่ 845 ราย และในพื้นที่ 37 ราย ป่วยสะสม 15,191 ราย รักษาหาย 8,759 ราย ยังรักษาอยู่ 6,395 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 3 ราย เป็นหญิงอายุ 86 ปี ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง มีโรคประจำตัวเบาหวานและความดันโลหิตสูง หญิงอายุ 79 ปี ต.หมูสี อ.ปากช่อง มีโรคประจำตัวเบาหวานและความดันโลหิตสูง และชายอายุ 55 ปี ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง มีโรคประจำตัว เนื้องอกต่อมใต้สมอง รวมเสียชีวิตสะสม 37 ราย
จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 พบ อ.เมืองมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด จำนวน 237 ราย หลังจากเปิดศูนย์ซีไอไปแล้ว 3 แห่ง มีจำนวนเตียง 110 เตียง ครองเตียง 50 เตียง เหลือเตียงว่างเพียง 60 เตียง ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการรองรับผู้ป่วย ทำให้ทางจังหวัดต้องมีการเปิดเพิ่มขึ้น โดยที่เทศบาลตำบลเมืองใหม่โคกกรวด ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เตรียมใช้หอประชุมอเนกประสงค์เป็นสถานที่กักตัวอีกครั้งหลังเคยเปิดรับผู้ป่วยโควิดมาแล้วเมื่อมีการระบาดระลอก 2 โดยรองรับได้ 94 เตียง เป็นสถานที่รองรับผู้ป่วยจากร.พ.เทพรัตน์นครราชสีมา
ปรับให้ดื่มในร้าน 4 ทุ่ม
นพ.วิญญู จันทร์เนตร รองนพ.สสจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สอบสวนโรคพบสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะการเลี้ยงสังสรรค์และได้ขยายวงลุกลามสู่ครอบครัวและชุมชน คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา จึงขอมติปรับมาตรการให้ดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ไม่เกินเวลา 22.00 น. และการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มเป็นจำนวนมากต้องขออนุญาต เจ้าพนักงานในพื้นที่และดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ขอชวนชาวโคราชประเมินตนเองหากพบความเสี่ยงและสงสัยอาจติดเชื้อ เข้าตรวจเอทีเคฟรี ที่บริเวณใต้ต้นโพธิ์ หน้าศาลากลางจังหวัด ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่วงเวลา 10.00-15.30 น.
ที่โรงเรียนบ้านหนองหิน ต.สระตะเคียน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา นางบังอร นาเรือง ผอ.รพ.สต.โคกไม้ตาย เปิดเผยว่า ได้นำ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 20 คนลงพื้นที่โรงเรียนบ้านหนองหินอีกครั้ง เพราะยังพบจำนวน ผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวม 111 รายแล้ว ซึ่งคลัสเตอร์โรงเรียนบ้านหนองหิน ถือเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ที่มีผู้ติดเชื้อในคลัสเตอร์นี้ 66 ราย โดยผู้ป่วยกระจายเข้ารับการรักษาตัวที่ ร.พ.เสิงสาง, ศูนย์ซีไอวัดสว่างวนาราม และศูนย์ซีไอฉุกเฉินที่โรงเรียนบ้านหนองหิน และจะตรวจปูพรมทั้งหมู่บ้าน จำนวน 260 รายด้วย

ถึงหัวบันได – เจ้าหน้าที่นำโดยนายอำเภอผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รพ.สต.ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ผู้สูงอายุถึงหัวบันไดบ้านในต.ลำตะเคียน เมื่อวันที่ 25 ก.พ.
อยุธยานิวไฮ 573-งดกิจกรรม
นพ.ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นพ.สสจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า พบผู้ป่วยใหม่จำนวน 573 ราย โดยสถานการณ์ในจังหวัดพบการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดกิจกรรม ซึ่งมีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก รวมถึงการติดเชื้อในกลุ่มของครอบครัว ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกคำสั่งให้ชะลอหรือเลื่อนการจัดกิจกรรม งานบุญประเพณี งานมงคลสมรส ยกเว้นงานศพ หากมีความจำเป็นต้องจัดให้ขออนุญาตนายอำเภอในท้องที่ที่จัดกิจกรรมทุกกรณี ทั้งนี้ หากได้รับอนุญาต ผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม ต้องมีผลการตรวจเอทีเค ที่ยืนยันว่าไม่พบเชื้อโควิด ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม ควรงดจัดให้มีการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ขบวนแห่และมหรสพทุกชนิด ให้งดหรือชะลอการจัดกิจกรรม กิจการ ที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมาก และจำเป็นต้องถอดหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน หรือที่มีการใช้อุปกรณ์และวัสดุสัมผัสร่วมกัน เช่น งานสังสรรค์ งานเลี้ยง ที่ต้องรับประทานอาหารร่วมกัน งานกีฬา สนามเด็กเล่น บ้านลม บ้านบอล หรือสถานที่ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่จัดนิทรรศการ คาราวานสินค้า หรือสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายกัน
ทั้งนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ได้เร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มที่ 3 และประชาชนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่ม 608 พร้อมกันนี้ได้ให้ทุกอำเภอ จัดทำศูนย์พักคอยประจำทุกอำเภอเพื่อรองรับสถาณการณ์การพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นอีก