บิ๊กตู่หงุดหงิดอีกสื่อไม่ให้เกียรติ

ผลโหวตตามคาด รัฐสภารับหลักการวาระแรกร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง 3 ร่างของครม. รัฐบาล และพรรคพลังประชารัฐ พร้อมตีตกร่างของพรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 ฉบับ ใช้กรรมาธิการวิสามัญชุดเดียวกับร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. เพื่อไทย-ก้าวไกล-ภูมิใจไทยประสานเสียงจี้เลิก ‘ยุบพรรค’ ชงหั่นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนกรรมการบริหารพรรค-ตัดสิทธิ์ส.ส. ‘วิษณุ’ ย้ำสูตรคำนวณส.ส. ต้องยึดหลักบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ‘บิ๊กตู่’ ว้ากสื่อพาดหัวข่าวไม่ให้เกียรติผู้นำ ลั่นไม่ชอบให้ใช้คำว่า ‘โว’

‘บิ๊กตู่’ฉะคนพูดให้ไทยเลวร้าย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เขตบางนา กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ผู้บริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน พร้อมมอบโล่รางวัลให้ศูนย์ไกล่เกลี่ย 9 หน่วยงาน และมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ส่งเสริม สนับสนุนและขับเคลื่อนงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกระทรวงยุติธรรม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่วันนี้เจอโควิด-19 ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่พบปัญหานี้ เป็นช่วงที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ตนพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ปัญหาโควิด-19 สถานการณ์ขยะในประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายไปกว่าประเทศอื่น ขอความร่วมมืออย่าพูดให้ประเทศเกิดความ เลวร้าย ไม่ทราบว่าทำไปเพื่ออะไร

การแก้ไขปัญหาความยากจนตนให้นโยบายว่าต้องแก้จากต้นทาง กลางทางและปลายทาง ต้องดูว่าจะแก้ได้อย่างไร นำไปสู่ความยั่งยืนได้ ตนต้องการให้ประเทศไทยยั่งยืน ไม่ใช่ประเทศที่แตกแยก ไม่ใช่ประเทศแห่งความทะเลาะเบาะแว้ง ถ้าเป็นแบบนั้นจะแก้ไขอะไรไม่ได้สักอย่าง เมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาด มีผลกระทบบางส่วนถูกเลิกจ้าง ถูกหักเงินเดือน ต้องใช้เงินชดเชยอีกเท่าไร ไม่มีเงินก็ต้องหาให้จนมี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือบอกว่ารัฐบาลไม่ดูแล ตนไม่เข้าใจหลักคิดของคนบางคนคืออะไร การกู้เงิน กยศ.ที่มีคนไม่คืนเงิน ต้องไปดูว่ายืมมากี่ปี เพราะอะไรไม่ชำระ มีปัญหาก็ต้องช่วยเหลือแก้ปัญหาให้

โวยสื่อ‘ไม่ชอบคำพูดว่าโว’
“คนบางคนพูดแต่ปากและประชาชนก็เชื่อ อย่าไปเชื่อเขานัก ถ้าง่ายอย่างนั้นคงทำไปนานแล้ว ทำได้ไปนานแล้ว คงไม่มีต้องหนีคดีติดคุก วันนี้เป็นมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อลดการฟ้องร้อง ไอ้ประเภทฟ้องแล้วฟ้องอีกอยู่เนี่ย กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ฟ้องแล้วฟ้องอีก ประกันแล้วประกันอีก มันอะไรกัน ฟังกันอยู่ทำไม เจ้าหน้าที่เขาทำงานกันแทบตาย ไม่ทราบว่าสาเหตุคืออะไร ต้องการกลับไปอยู่ในวังวนเดิมๆ หรือเปล่า เพราะง่ายต่อการสร้างความชื่นชอบส่วนตัวทางการเมืองหรือเปล่า อย่าทำร้ายประชาชนอีกต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมื่อพูดถึงช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ หันไปหานายสมศักดิ์ พร้อมกล่าวว่า “เครียดเหมือนผมหรือไม่ ไม่ต้องมาเครียดกับผมเพราะผมเครียดทุกเช้า ต้องพูดเสียบ้าง ถึงแม้ว่าใครจะให้เกียรติหรือไม่ให้เกียรติ ผมไม่ชอบคำพูดว่าโว อะไรที่ดีก็ชี้แจงออกมา แต่ก็หาว่าโว แล้วโวคืออะไร คือขี้โม้ขี้คุยหรือไง เขาพูดเขาชี้แจงก็ฟังเสียงบ้าง ไม่เคยมีประเทศไหนที่สื่อไม่ให้เกียรติผู้นำอย่างประเทศนี้”

เป็นที่น่าสังเกตว่าการกล่าวปาฐกถา ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างมีอารมณ์และใช้เสียงดังเป็นระยะๆ อีกทั้งกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์อยู่ด้านนอก หลังเยี่ยมชมนิทรรศการและถ่ายภาพร่วมกับรมว.ยุติธรรม ว่า “ไม่มีสัมภาษณ์” ด้วยเสียงเข้ม และเอามือจับที่คอก่อนพูดว่าเจ็บคอๆ จากนั้น เดินทางกลับทำเนียบรัฐบาลทันทีด้วยสีหน้าหงุดหงิด

‘โรม’จี้กมธ.เรียกสอบ‘3 ป.’
เวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า วันนี้ตนนำเรื่องการค้ามนุษย์เข้าสู่กมธ. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในประเด็นการค้ามนุษย์และเรื่องการลี้ภัย จึงน่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะส่งผลกระทบในแง่ระบบกฎหมายและความเชื่อมั่นของข้าราชการจำนวนมากที่เริ่มรู้สึกว่าการทำดีอาจไม่ได้ดี และการทำชั่วอาจไม่ได้ชั่ว

เมื่อยื่นเรื่องไปแล้วหวังว่าสัปดาห์หน้าอยากให้มีการพิจารณาว่าจะสามารถเชิญใครได้บ้าง โดยบุคคลหลักๆ ที่คิดไว้ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 4.ผบ.ทร. และ 5.ผบ.ตร. ยอมรับว่าอาจยากที่บุคคลดังกล่าวจะมาตามคำเชิญกมธ. แต่เราเชิญในฐานะที่เขาเป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนจะส่งใครที่เป็นผู้ชี้แจงหรือไม่ก็มาคุยกัน นอกจากนี้ ตนจะเสนอให้กมธ.ทำหนังสือเพื่อขอให้รัฐบาลช่วยตรวจสอบสิ่งที่ตนอภิปรายด้วย เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคน เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นผลดีของรัฐบาลด้วยซ้ำในเรื่องการค้ามนุษย์และการลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผบช.ภ.8

ต่อมา นายรังสิมันต์ยื่นหนังสือถึงกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สืบเนื่องจากวันที่ 18 ก.พ.ได้อภิปรายเรื่องการค้ามนุษย์และการลี้ภัยของพล.ต.ต.ปวีณ ปรากฏว่าวันที่ 23 ก.พ. ซึ่งยังอยู่ในสมัยประชุมสภา เจ้าหน้าที่สน.บางขุนนนท์ ได้ออกหมายเรียก แต่ต่อมาได้ทำหนังสือมาอีกฉบับ ให้ไปพบวันที่ 4 มี.ค.ที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่การออกหมายเรียกนี้ไม่ได้อยู่นอกสมัยประชุมตั้งแต่แรก จึงได้ยื่นต่อมกมธ.ป.ปช.ตรวจสอบการออกหมายเรียกนี้ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และให้เชิญผู้กำกับสน.บางขุนนนท์ และพนักงานสอบสวนเรื่องนี้มาชี้แจง

‘วิษณุ’ย้ำสูตรคำนวณยึด2บัตร
จากกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ลงมติผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ในวาระแรกทั้ง 4 ฉบับ เป็นร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.), นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคร่วมรัฐบาล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและคณะ และตั้งกมธ.วิสามัญ 49 คน พิจารณา โดยใช้ร่างของครม.เป็นหลัก แปรญัตติภายใน 15 วัน ประชุมนัดแรกวันที่ 1 มี.ค. 10.00 น. ที่รัฐสภา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่การแปรญัตติในชั้นกมธ. หากให้วิธีคำนวณคะแนนกลับมาเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMP) ได้หรือไม่ว่า ได้ทั้งนั้น อย่าให้ขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญ เพราะหลักการของบางร่างที่รับไปเปิดกว้าง ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแก้การคำนวณแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่คล้ายกับคำนวณบัตรเลือกตั้งใบเดียวก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้รัฐธรรมนูญกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อย่างไรก็ต้องยืนบนพื้นฐานบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะแก้หัวหกก้นขวิดอย่างไร ต้องอย่าลืมว่ายังมีด่านที่ต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบด้วย ถ้ากกต.ไม่เห็นชอบเขาก็ส่งคืนกลับให้แก้ใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มั่นใจว่ากฎหมายลูกจะผ่าน และจะไม่มีผลกระทบกับการเลือกตั้งในอนาคต นายวิษณุกล่าวว่า มั่นใจว่าผ่าน ส่วนจะกระทบกับการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะไม่รู้ว่าในชั้นกมธ. จะแก้กันอย่างไร ข้อสำคัญขอให้ทำให้เสร็จโดยเร็ว หากชั้นกมธ.เสร็จเร็ว รัฐบาลก็พร้อมเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้พิจารณาวาระ 2 และ 3 แต่เท่าที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ประเมิน คงเสร็จใกล้เปิดสมัยประชุมสภา 22 พ.ค.นี้ ก็รอเปิดสมัยประชุมใหม่ แต่ย้ำว่าเรายินดีเปิดสมัยวิสามัญให้ แต่หากเปิดสมัยวิสามัญแล้วองค์ประชุมไม่ครบ สภาล่มอีกจะขายหน้าเขา

รัฐสภาถกกม.พรรคการเมือง
เมื่อเวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม วาระพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ… ในวาระแรก จำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ ร่างที่เสนอโดยครม., นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะ, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และคณะ, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉบับพรรคร่วมรัฐบาล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ, นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ และคณะ โดยพิจารณารวมกันทั้ง 6 ฉบับ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

ก่อนเริ่มเข้าสู่วาระการประชุม นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หารือว่าเมื่อคืนวันที่ 24 ก.พ. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายเปรียบเทียบร่างทั้ง 6 ร่าง ทำให้เกิดการประท้วงและมีวิวาทะกันว่าสามารถอภิปรายเปรียบเทียบร่างอื่นได้หรือไม่ ตนตรวจดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ 87 บัญญัติว่าการพิจารณา พ.ร.ป.วาระที่ 1 เขียนไว้กว้างมากว่าสามารถพิจารณาได้ทุกร่าง ไม่เฉพาะร่างที่ฝ่ายตนเองเสนอ หรือร่างของกฎหมายเดิมที่จะเปลี่ยนแปลง ประธาน ที่ประชุมจะมีแนวทางการพิจารณาอย่างไร เพราะยังไม่เคยมีประเพณีใด

พปชร.-ก้าวไกลซัดกันนัว
ทำให้นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ พยายามประท้วง แต่นายพรเพชร ขอดำเนินการตามระเบียบวาระ จากนั้นเริ่มเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ซึ่งนายอรรถกรอภิปรายว่า ไม่คิดว่าสมาชิกจะนำประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ตนเห็นด้วยที่ว่าสมาชิก ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ แต่การนำร่างของพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล เพียง 2 ร่างมาเปรียบเทียบ มองว่ามารยาททางการเมืองดู ไม่ดีสักเท่าไร และมารยาทถือเป็นสิ่งสำคัญ

นายธีรัจชัยลุกตอบโต้และขอให้ถอนเรื่องมารยาททางการเมือง และต้องให้เหตุผลว่าไม่มีมารยาทอย่างไร นายอรรถกร จึงแย้งว่า ไม่ได้บอกว่าเสียมารยาทแต่ดูเป็นมารยาทที่ไม่ดี

จากนั้นนายพรเพชรวินิจฉัยว่าการไปว่าไม่มีมารยาทเป็นคำพูดที่ไม่รุนแรงมาก ส่วนที่นายพิจารณ์กล่าวถึงร่างของพรรคร่วมรัฐบาลก็มีสิทธิ์พูดได้ แต่เมื่อไปพาดพิงอีกฝ่าย เขาก็ย่อมมีสิทธิ์โต้แย้ง ทางออกคือไปโต้แย้งกันในชั้นกมธ.ไม่ดีกว่าหรือ และนำเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

ภท.ชงหั่นอำนาจศาลรธน.
เวลา 11.00 น. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า วันนี้มีคำถามว่าใครอยากเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพราะโทษที่ได้รับหากลูกพรรคทำผิดคือ การตัดสิทธิทางการเมือง เท่ากับเป็นการประหารชีวิตกก.บห. วันนี้ประเทศเรามี 3 อำนาจ คือ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจทุกสถาบัน สั่งนายกฯ ให้หลุดจากตำแหน่งได้ สั่งเพื่อนส.ส.หลุดไปก็เยอะ สั่งให้องค์กรตุลาการหลุดไปก็มาก และทุกครั้งที่พรรคถูกยุบและทุกครั้งที่ศาลตัดสิทธิเพื่อนสมาชิก ตนรู้สึกเศร้าใจ จึงฝากไปยังกมธ.ที่จะตั้งขึ้นไปดูกฎหมายข้อนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมนักการเมืองด้วย เพราะเขาไม่ได้ชั่วโดยสันดาน วันนี้ถ้าจะสร้างการเมืองใหม่จริงๆ ขอให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เป็นสถาบันในการแก้กฎหมายมากกว่าใช้กระบอกปืนในการแก้กฎหมาย

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายว่า การบัญญัติให้มี พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เจตนารมณ์สำคัญคือต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง เป็นอิสระ ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองมีปัญหา เป็นพรรคนายทุน ไม่ใช่พรรคของประชาชน เป็นที่มาของข้อเสนอการทำไพรมารีโหวต เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ที่ทำไม่สำเร็จเพราะพวกเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมแก้ไข

การเสนอแนวคิดดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอคติไม่ชอบนักการเมือง ถ้าเราอยากเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง ควรทำการเมืองให้สร้างสรรค์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐสภาว่าจะแก้หรือไม่ ทั้ง 6 ร่างที่เสนอมา ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ยังกลับไปสู่ปัญหาเก่าๆ เราก็คงรับแค่บางร่างเท่านั้น

ก.ก.เหน็บส.ว.-ปชป.เล็งรื้อกม.กกต.
นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า อย่าอคตินักการเมืองจนไม่เห็นหัวประชาชน อำนาจยุบพรรคควรเป็นของประชาชนไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ การจะยุบพรรคการเมืองได้นั้น ต้องล้มล้างการปกครองเท่านั้น ขอฝากไปยังส.ว.หลายท่านที่ใช้การอภิปรายครั้งนี้เหมือนมาอบรมสั่งสอนกัน อย่าใช้เวทีนี้มาด้อยค่านักการเมือง ตนอาบน้ำร้อนมาก่อนท่านอีก เพราะลงสมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว 1 ครั้ง ขณะที่ท่านยังไม่เคยลงเลือกตั้ง แต่อภิปรายเหมือนด้อยค่าพรรคการเมือง และอย่าเหมารวมว่านักการเมืองมักง่ายซื้อเสียงทุกคน ประชาชนเองก็ ไม่ได้โง่

ส่วนที่ไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน ก็ขอให้ไปดูโต๊ะจีนว่านายทุนกี่เจ้า สุดท้ายการจะพัฒนาประชาธิปไตยได้ พรรคการเมืองต้องเกิดขึ้นง่ายแต่ยุบให้ยาก และอย่าไปตัดสิทธิ์หรือยุบพรรคที่ประชาชนเลือก แต่ให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ไม่ใช่เพราะเราไม่เคยถูกยุบพรรคจึงเห็นด้วยกับไพรมารีโหวต เราเห็นด้วยเพราะการเมืองต้องเป็นเรื่องอุดมการณ์ของบุคคล ออกแบบให้เป็นพรรคเชิงอุดมการณ์ สมาชิกพรรคมีบทบาท แต่ปรับลดจำนวนขั้นต่ำลง ขณะเดียวกัน บทบาทของ กกต.ในปัจจุบัน เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองไม่ชัดเจน แม้แต่การต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนั้น อาจถึงจุดต้องรื้อพ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และกลับมาพิจารณาเรื่องการส่งเสริมพรรคการเมืองผ่านกกต.

พท.ขอเลิกยุบพรรค-ฆ่าตัดตอน
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า หลายคนพูดตรงกันว่าเราต้องสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มีฐานประชาชนที่กว้างขวางและพรรคต้องไม่เป็นของนายทุน พวกตนเห็นด้วย และปรารถนาอยากให้เป็นมานานแล้ว แต่วันนี้ขอให้ชาวบ้านสมัครสมาชิกพรรค ชาวบ้านหันข้างให้เลย ยิ่งต้องเสียค่าสมัครยิ่งไปกันใหญ่ ชาวบ้านบอกรักพรรค แต่ไปไหว้วานขอให้สมัครบอกเบื่อ แถมยังถามกลับด้วยว่าจะอยู่ได้ยาวแค่ไหน เพราะไม่รู้กี่รอบแล้วทั้งยึดอำนาจ ทั้งยุบพรรค อยากให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ต้องเลิกยึดอำนาจ เลิกยุบพรรค สมาชิกไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปตัดสิทธิ์เขาไม่ได้ ใครผิดก็ตัดสินคนนั้น

“ส่วนการทำไพรมารีโหวต พรรคเพื่อไทยไม่ปฏิเสธ เราอยากทำมาก แต่ขอทำแบบระดับจังหวัดก่อนได้หรือไม่ อย่าเพิ่งเขียนลึกลงระดับเขต เพราะจะเป็นการฆ่าตัดตอนพรรคการเมือง เรื่องนี้ต้องทำ แต่ต้องให้เวลากับพัฒนาการทางการเมืองให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อน” นายสุทินกล่าว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า การกำหนดเรื่องการยินยอมให้บุคคลภายนอกครอบงำมีความผิดถึงขั้นยุบพรรค ต้องระบุให้ชัดเจนว่าห้ามใคร นาย ก. นาย ข. นาย ค. ไปเลย เพราะบางครั้งเราอยากได้คำปรึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าสั่งให้ซ้ายหันขวาหันได้ พรรคยังเป็นอิสระในการตัดสินใจ เราเป็นพรรคที่ถูกยุบมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นพรรคที่ต่ำต้อยถูกกระทำมัดมือ มัดแขนมาตลอด วันนี้การเสนอแก้เรื่องยุบพรรค เพื่อให้ท่านเห็นหัวประชาชนบ้าง

ลงมติรับ 3 ร่าง-ตีตกฉบับฝ่ายค้าน
เวลา 17.35 น. หลังสมาชิกอภิปรายเนื้อหาเสร็จสิ้น ได้เปิดให้เจ้าของร่างทั้ง 6 ร่างได้อภิปรายสรุปเนื้อหาอีกครั้ง กระทั่งเวลา 19.22 น. นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธาน ได้แจ้งสมาชิกถึงการลงมติในชั้นรับหลักการ ว่าจะลงมติรวมทีเดียว หรือลงทีละฉบับ โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เสนอให้ลงมติรวมกัน ขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้ลงมติแยก นายชวนจึงขอมติจากที่ประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้ลงมติแยกทีละฉบับ

ฉบับแรก ร่างของ ครม. มีมติรับหลักการด้วยคะแนน 598 ต่อ 11 งดออกเสียง 14

ฉบับที่สอง ร่างของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และคณะ มีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนน 207 ต่อ 375 งดออกเสียง 37

ฉบับที่สาม ร่างของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะ มีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนน 221 ต่อ 371 งดออกเสียง 30 ไม่ลงคะแนน 1

ฉบับที่สี่ ร่างของนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉบับพรรคร่วมรัฐบาล มีมติรับหลักการด้วยคะแนน 578 ต่อ 19 งดออกเสียง 26

ฉบับที่ห้า ร่างของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ มีมติไม่รับหลักการด้วยคะแนน 204 ต่อ 381 งดออกเสียง 34 ไม่ลงคะแนน 1

ฉบับที่หก ร่างของนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ และคณะ มีมติรับหลักการด้วยคะแนน 408 ต่อ 184 งดออกเสียง 28 ไม่ลงคะแนน 1

จากนั้นที่ประชุมมีมติใช้กมธ.วิสามัญชุดเดียวกับกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แปรญัตติใน 15 วัน และได้ขอมติว่าจะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณา ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติใช้ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา

หลังจากนั้นเลขาธิการสภา ได้อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมสภา และนายชวนได้สั่งปิดการประชุมรัฐสภาในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2/2564 ในเวลา 19.51 น.

กกต.ชงฟันซ้ำ ‘เอกภาพ พลซื่อ’
วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ คำวินิจฉัยของกกต.ให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายเอกภาพ พลซื่อ และสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ร้อยเอ็ดใหม่ แทนนายเอกภาพ ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 มาตรา 108 วรรคสอง และให้นายเอกภาพรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้ศาลมี คำสั่ง รวมทั้งดำเนินคดีอาญานายเอกภาพตามมาตรา 65 วงเล็บ 5 ประกอบมาตรา 126 ของกฎหมายเดียวกัน

เนื่องจากกกต.เห็นว่า ข้อความที่นายเอกภาพปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งนายกอบจ.เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2563 ที่โรงเรียนชุมชน บ้านผำ ต.เมืองสรวง อ.เมืองสรวง จ.ร้อยเอ็ด และวันที่ 17 ธ.ค. 2563 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด พาดพิงนายมังกร ยนต์ตระกูล อดีตนายกอบจ.และเป็นผู้สมัครนายกอบจ. รวม 3 ประเด็น เข้าข่ายปราศรัยหาเสียงโดยมีเจตนาหลอกลวงใส่ร้ายด้วยความเท็จจงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตน

ก่อนหน้านี้กกต. ได้มีคำวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาคเพื่อให้เพิกถอนสิทธิสมัครและสิทธิรับเลือกตั้งของนายเอกภาพ มาแล้ว จากกรณีปราศรัยในการเลือกตั้งอบจ. กล่าวหาว่าการนับคะแนนเลือกตั้งนายกอบจ.ปี 2555 เกิดไฟดับ 2 ชั่วโมงทำให้คะแนนของนางรัชนี พลซื่อ ภรรยา ซึ่งเป็นผู้สมัครนายกอบจ.ในขณะนั้นหายและพลาดเป็นนายกอบจ.ปี 2555 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการยื่นต่อศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

มาใส่กำไล – เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำม็อบคณะราษฎร เดินทางมาศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. เพื่อติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลข้อเท้าอีเอ็ม ตามเงื่อนไขศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน