เจ้าตัวโวยถูกรัฐประหาร ‘ตู่’ขยับลงพื้นที่อีกครั้งเยี่ยมชาวระยอง-ปากน้ำ ชัชชาติเปิด200นโยบาย
จุฬาฯ ปลดฟ้าผ่า ‘เนติวิทย์’ พ้นเก้าอี้นายกองค์การบริหารสโมสร นิสิตจุฬาฯ เหตุเชิญ ‘เพนกวิน-ปวิน-รุ้ง’ ไลฟ์เซอร์ไพรส์นิสิตใหม่ อ้างขัดระเบียบ ทำลายเกียรติมหาวิทยาลัย ด้านเจ้าตัว ร่อนแถลงการณ์ ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยรัฐประหาร ลั่นไม่ทิ้งหมื่นเสียงที่ไว้วางใจเลือกมา ขณะที่สโมสร นิสิตจุฬาฯ แถลงค้านคำสั่งลงโทษ ชี้ขัดหลักความชอบด้วยกฎหมายร้ายแรง ด้านก้าวไกล อัดรัฐบาลหวงอำนาจ เจตนาคว่ำร่างกม.ลูกฝ่ายค้าน ขวาง ‘ไพบูลย์’ นั่งประธานกมธ. ขณะที่ ‘สมชัย’ ยันเป็นไปได้ยากมาก ย้อนใช้บัตรใบเดียว เว้นแต่กม.ลูกไม่ผ่านวาระ 3 หรือศาลชี้ขัดรธน. โฆษกปชป. ‘ราเมศ ’ประกาศชิงส.ส.เขต 2 พังงา ปัดขัดแย้ง ‘จุรินทร์’ ยันไม่ลาออกจากพรรค

จุฬาฯปลด‘เนติวิทย์’พ้นตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การ บริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำสั่งปลด นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหว และนักกิจกรรมทาง การเมือง พ้นจากตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ กรณีเชิญนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการทางการเมือง ลี้ภัยอยู่ญี่ปุ่น อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และน.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง 2 แกนนำม็อบราษฎร มาจัดกิจกรรมต้อนรับนิสิตใหม่

อบจ.โพสต์อ้างอิงถึงคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0821/2565 เรื่อง ลงโทษ ตัดคะแนนความประพฤตินิสิต สำนักบริหารกิจการนิสิต ระบุว่า เนื่องจากการจัดงานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2564 ที่จัดขึ้น ในรูปแบบไลฟ์สด มีนิสิต 2 ราย ที่กระทำผิดวินัยนิสิต ได้แก่ น.ส.พิชชากร ฤกษ์สมพงษ์ นิสิตปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ ผู้ดำรงตำแหน่ง อุปนายกคนที่ 1 และนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ผู้ดำรง ตำแหน่ง นายกองค์การสโมสรนิสิต

โดยบรรยายความผิดของน.ส.พิชชากร ไว้ว่า มีเจตนากระทำกิจกรรม “เซอไพรส์” โดยขัดต่อ วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมของสำนักบริหารฯ ได้แก่ ให้นิสิตใหม่เกิดความประทับใจ ในมหาวิทยาลัย ด้วยการนำเสนอวีดิทัศน์ ของวิทยากรรับเชิญ 3 ราย คือ นายปวิน น.ส.ปนัสยา และนายพริษฐ์ โดยไม่ได้แจ้งให้สำนักบริหารฯ ทราบก่อน ซึ่งในกิจกรรม ดังกล่าว มีข้อความของนายพริษฐ์ ที่กล่าว เชิญชวนให้นิสิตใหม่ให้ของลับ ทั้งยังมีกิริยาท่าทางและคำพูดที่สำนักบริหารฯ เห็นว่า หยาบคาย

ชี้ทำลายเกียรติมหาวิทยาลัย
สำหรับนายเนติวิทย์ สำนักบริหารฯ บรรยายความผิดไว้ว่า ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานขององค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาฯ และรู้เห็นเป็นใจกับการจัดกิจกรรม ดังกล่าว โดยเป็นผู้ติดต่อนายพริษฐ์ ให้เป็นวิทยากรรับเชิญ และนายเนติวิทย์โพสต์ถึงการมีกิจกรรมเซอร์ไพรส์ในสื่อมัลติมีเดียของตน นอกจากนั้นยังจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบกิจกรรมว่าสอดคล้องกับวัตถุ ประสงค์ของสำนักบริหารฯ หรือไม่ มีความผิด ตามระเบียบจุฬาฯ ว่าด้วยวินัยนิสิต ตามข้อ 6 และ 12 เช่นกัน

สำนักบริหารฯ เห็นว่า การกระทำดังกล่าว ก่อให้เกิดการแตกสามัคคี ขัดต่อวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย และกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง มีความผิดตามวินัยนิสิต ตามข้อ 6 และข้อ 12 จึงตัดคะแนนความประพฤติของทั้ง 2 คน คนละ 10 คะแนน และในส่วนของนายเนติวิทย์ จะมีผลให้พ้นจากการดำรงตำแหน่ง นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ โดยทันที
ทั้งนี้ นายเนติวิทย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนิสิติจุฬาฯ ในการเลือกตั้งเมื่อ 31 มี.ค.2564 โดยได้คะแนน 10,324 คะแนน ทิ้งห่างหมายเลข 2 ที่ได้ 2,030 คะแนน มีผู้มาลงคะแนน 14,691 คน

ออกแถลงการณ์โต้-ถูกรัฐประหาร
ต่อมานายเนติวิทย์ ออกแถลงการณ์ส่วนตัว กรณีถูกปลดจากนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ระบุว่า วันนี้ได้เข้าไปรับทราบคำสั่งของนายชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีจุฬาฯ ที่สั่งตัดคะแนน พฤติกรรม ตนและอุปนายกคนที่ 1 ซึ่งคำสั่งนี้ ทำให้ตนหมดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ โดยทันที หรืออีกนัยคือ ตนถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยก่อรัฐประหารแล้ว พวกเขาไม่สนใจไยดีคะแนนเสียงนิสิตมากกว่าหมื่นคนที่เลือกตนเข้ามาทำหน้าที่นี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรตินี้ ไม่เคารพหลักการเสรีภาพและประชาธิปไตย

เรื่องน่าอัปยศคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย กลับมิได้อยู่ฝ่ายคนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพประชาธิปไตยและมิได้มีจุดยืนอยู่ข้างพุทธิปัญญา หากแต่เชื่อฟังและโอนอ่อนผ่อนตามอำนาจนำของฝ่ายเผด็จการ และเรื่องที่ตน ผิดคาดคือ ปีการศึกษานี้ยากลำบากที่สุด จากโควิดทำให้สังคมแทบทุกด้านย่ำแย่ เศรษฐกิจย่ำแย่ มหาวิทยาลัยกลับลดค่าเทอมให้เพียงร้อยละ 10 กิจกรรมต่างๆ ก็ถูกห้ามจัด แทนที่มหาวิทยาลัยจะใช้ยุทธศาสตร์ แก้ปัญหา เหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ

ลั่นเดินหน้าสู้เพื่อเสรีภาพ
แต่ผู้บริหารกลับใจเท่าหางอึ่ง เดือดร้อนใจอย่างหนักกับการที่นายพริษฐ์ บอกว่านิสิต ก็เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยไม่น้อยไปกว่าผู้บริหาร ชูนิ้วกลางท้าทายขึ้นมาในวีดิทัศน์ปฐมนิเทศ ถึงกับรีบร้อนและจริงจังตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาความผิดตนและอุปนายกคนที่ 1 ที่จัดงานนี้ ตั้งใจทำให้ตน หลุดออกจากนายกสโมสรนิสิตให้ได้

“ตัวผมไม่ได้ติดใจเรื่องตำแหน่ง เพราะไม่ใช่เรื่องหลัก ผมต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ในมหาวิทยาลัยและชุมชนรอบๆ มาตลอด ถึงผมไม่ได้มีตำแหน่งแล้ว แต่จะไม่ทอดทิ้งเสียงหมื่นเสียงที่ไว้วางใจ ผมยังคงสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกอย่างเต็มที่ รวมถึงเสรีภาพในการไม่เห็นด้วย เสียดสี ด่าว่า ชูนิ้วกลางใส่ หรือถือป้ายประท้วง ผู้มีอำนาจไม่ว่ารัฐบาล ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรต้องอดทนยอมรับได้ การกระทำของผู้บริหารในครั้งนี้ ลดคุณค่าเสรีภาพ จำกัดระดับการวิพากษ์วิจารณ์ให้อยู่ในระดับที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น แสดงออกถึงความอ่อนแอทางศีลธรรม ไม่ต่าง กับผู้นำประเทศคนปัจจุบัน” นายเนติวิทย์ ระบุ

นายเนติวิทย์ ระบุด้วยว่า ตนเชื่อเหมือนคนไทยจำนวนมากว่า เรากำลังได้รับความ ไม่เป็นธรรมอยู่ เพียงเพราะเรากล้าพูดความจริง และเรียกร้องเสรีภาพประชาธิปไตย เราต่างทุกข์ ทรมานกันมาไม่น้อย แต่เราเชื่อว่าเราอยู่ ในฝ่ายถูกต้องของประวัติศาสตร์ ในไม่ช้า ความอยุติธรรมที่เราได้รับจะถูกชำระล้าง และบุปผชาติแห่งเสรีประชาธิปไตยจะกลับมา ผลิบานอีกครั้ง

สโมสรนิสิตฯค้านลงโทษ‘เนติวิทย์’
ด้านคณะกรรมการบริหาร อบจ. ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้านการลงโทษตัดคะแนนความประพฤติและปลดนายกสโมสรนิสิตออกจากตำแหน่ง ระบุว่า ตามที่รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนิสิต ลงนามในคำสั่ง จุฬาฯ 0821/2565 ให้ตัดคะแนนความประพฤติของน.ส.พิชชากร และนายเนติวิทย์ คนละ 10 คะแนน เนื่องมาจาก การเชิญนายพริษฐ์ มาในกิจกรรมปฐมนิเทศนิสิตใหม่ในช่วงเดือนก.ค. 2564 จนทำให้นายกสโมสรนิสิตต้องพ้นจากตำแหน่งตามข้อ 101.4 แห่งระเบียบจุฬาฯ ว่าด้วยสโมสรนิสิต พ.ศ. 2529 นั้น

คณะกรรมการบริหาร อบจ. ขอแสดงจุดยืน คัดค้านการลงโทษตัดคะแนนความประพฤติดังกล่าว เนื่องจากการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้นิสิตใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตน และส่งเสริมให้มีส่วนร่วม ตรวจสอบผู้บริหารของมหาวิทยาลัย อีกทั้ง ยังเป็นการใช้เสรีภาพทางวิชาการในฐานะนิสิตนักศึกษา พึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ การลงโทษตัด 10 คะแนนนั้น ยังเป็นการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของพฤติการณ์ เพราะการกระทำดังกล่าว มิได้ทำให้ ผู้ใดหรือบุคคลใดต้องเสียหาย เป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดที่แตกต่างกันเท่านั้น

ชี้ขัดหลักความชอบด้วยกม.ร้ายแรง
การที่รองอธิการบดี ลงนามตัด 10 คะแนน จึงไม่ใช่การลงโทษที่กระทำไปเพื่อตักเตือนนิสิตให้อยู่ในวินัยที่ดี แต่อาจมองได้ว่า ลงโทษ โดยมุ่งหมายปลดนายเนติวิทย์ ออกจากนายกสโมสรนิสิตต่างหาก

สำหรับข้อกล่าวอ้างจากคณะกรรมการ ส่งเสริมวินัยนิสิต ที่ว่า การกระทำของทั้ง 2 คนทำให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น ไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจของคณะกรรมการเช่นนี้เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยในเวทีระดับโลก ลดทอนสถานภาพของมหาวิทยาลัย ในสายตาของนานาอารยประเทศ และกระทบต่อชื่อเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คณะกรรมการบริหาร อบจ. จึงเห็นว่า การลงโทษตัดคะแนนและปลดนายเนติวิทย์ ออกจากนายกสโมสรนิสิตนี้ ไม่มีความชอบธรรม และขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง

ก้าวไกลค้าน‘ไพบูลย์’นั่งประธาน
นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ…. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ…. ให้สัมภาษณ์ถึงรัฐสภาตีตกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องการกุมอำนาจต่อไป และไม่อยากให้พรรคเติบโต เพราะร่างกฎหมายลูกของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ไขในเชิงเทคนิค ความจริงกฎหมายพรรค การเมืองที่ดีจริงๆ จะต้องส่งเสริมและสนับสนุน ให้พรรคเติบโต การให้เกิด ดำรงอยู่และดับไปต้องเป็นไปโดยประชาชน และไม่ถูกแทรกแซง แต่ร่างกฎหมายของรัฐบาล วางหลักการที่ต้องการควบคุมทุกอย่าง เช่น ไม่สามารถหาทุนมาทำพรรคได้ หรือการ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคได้ ทั้งที่ ศาลรัฐธรรมนูญมาจากเครือข่ายของคสช. นอกจากนี้ ยังทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่าง ยุติธรรมและเกิดการแข่งขันจริงๆ

นายธีรัจชัยกล่าวยอมรับว่ามีการล็อบบี้ให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธานกมธ.จริง ทั้งที่ตอนเป็นประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ นายไพบูลย์ก็ไม่ฟังเสียงใครจนเกิดปัญหา ฝ่ายรัฐบาลจะกั๊กและ เอาเปรียบทุกอย่าง ถ้ามีคำสั่งให้นายไพบูลย์จะมาเป็นอีก พรรคร่วมฝ่ายค้านคงต้องแถลงและโต้ในที่ประชุมกมธ.ว่านายไพบูลย์ไม่ควรเป็น

ปูด‘บิ๊กตู่’ใจอ่อนตามภูมิใจไทย
ส่วนกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต้องการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว นายธีรัจชัยกล่าวว่า เป็นไปได้ที่ภท.จะเสนอแนวทางนี้เพราะขณะนี้มีอำนาจต่อรองสูง มี 62 เสียงในมือ อีกประเด็นคือพรรคร่วมรัฐบาลเสียงแตก และอำนาจการต่อรองของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. ภายในพรรคก็ไม่เหมือนเดิม จึงเกิดความเปราะบางในการดำรงอยู่ของรัฐบาล เมื่อพรรค ร่วมฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามมาตรา 151 นายกฯ จะไม่สามารถยุบสภาได้ จึงต้องอาศัยเสียงเหล่านี้ โดยเฉพาะเสียงจากภท.เป็นหลัก รวมถึงร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ก็เป็นอีกกรณี

นายธีรัจชัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ภท.มีจุดยืน ว่าไม่เอาระบบบัตรสองใบแบบคู่ขนานมาตลอด นอกจากนี้ แว่วเสียงว่าพล.อ.ประยุทธ์ก็คล้อยตามภท. เพราะพปชร.ไม่ได้เป็นพรรคใหญ่และได้เปรียบเหมือนเมื่อก่อน โดยพรรคใหญ่ที่จะได้เปรียบจากกติกาบัตรสองใบอยู่คือ พรรคเพื่อไทย

ไพบูลย์ปิดประตูใช้บัตรใบเดียว
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พปชร. ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกประธานกมธ.ว่า เป็นการเลือกโดยเสียงข้างมากของ กมธ. ซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายซีกรัฐบาล ส่วนจะเลือกใครเป็นประธานนั้นต้องรอวันที่ 1 มี.ค.จะมีการประชุมกมธ. ส่วนจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะโหวตคว่ำร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับเพื่อกลับไปใช้บัตรใบเดียวนั้น ไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากในทางกฎหมายไม่ว่ากฎหมายลูก จะเขียนอย่างไร ก็ต้องเป็นระบบการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ เพราะหากเป็นบัตรใบเดียว จะขัดกับรัฐธรรมนูญ

“ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเป็นบัตรใบเดียว หากเป็นเช่นนั้นต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ถามว่าใครจะเริ่ม เพราะต้องมี ส.ส.เข้าชื่อเสนอให้มีบัตรใบเดียว และใช้เสียง 1 ใน 5 ของส.ส.ที่มีคือ 90 กว่าคน พูดได้เลยว่าไม่มีใครจะเริ่มใหม่ และการเลือกตั้งครั้งหน้าถึงอย่างไรก็ใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” นายไพบูลย์กล่าว

สมชัยเชื่อปธ.เป็นคนของรัฐบาล
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายลูก ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสล็อบบี้ให้นายไพบูลย์เป็นประธานกมธ.ว่า การเลือกประธานจะใช้เสียงข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนของรัฐบาล จึงขึ้นอยู่กับ รัฐบาลว่าอยากให้ใครเป็นโดยไม่ต้องล็อบบี้ เพราะโหวตอย่างไรเขาก็ชนะ

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกลับไปใช้ บัตรใบเดียว นายสมชัยกล่าวว่า หากจะกลับไปใช้บัตรใบเดียวจะต้องเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่เข้ามาอีกรอบ ซึ่งเป็นไปได้ยาก ยกเว้นในขั้นตอนพิจารณากฎหมายลูกจะหาทางออกไม่ได้ กระทั่งกฎหมายลูกไม่ผ่านการลงมติในวาระ 2-3 หรือผ่านวาระ 3 แล้ว แต่มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญ และชี้ว่ากฎหมายลูกขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากเป็นเช่นนี้เราไม่สามารถ เดินหน้าต่อได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จะหาทางแก้ไขอย่างไร อาจเสนอแก้รัฐธรรมนูญ เข้ามาใหม่ โดยเสนอแก้ให้ครบทุกมาตรา หรือเสนอแก้รัฐธรรมนูญเ โดยเป็นระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวตามเดิม ส่วนจะเจรจาในชั้นกมธ.ได้หรือไม่นั้น ไม่สามารถทำได้เนื่องจาก กมธ.ต้องเดินหน้าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพียงแต่จะออกแบบกฎหมายลูกในขั้นของการแปรญัตติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแบบที่ยัง ไม่ได้แก้อีก 3 มาตราอย่างไร

ปชป.ขอบคุณรัฐสภาผ่าน 2 กม.ลูก
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกคน ที่ช่วยกันผลักดันให้ร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการ พิจารณาในชั้นรับหลักการไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็น การแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่พรรคเป็นผู้ผลักดัน

นายอัครเดชกล่าวต่อว่า ตนในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ชุดนี้ด้วย คาดหวังว่าการประชุมกมธ.จะราบรื่น ร่วมกันพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับนี้ นำความเห็นของสมาชิกรัฐสภามาพิจารณาให้ครบถ้วนรอบคอบ เพื่อให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นำไปสู่การเลือกตั้งที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ราเมศขออาสาลงสมัครเขต2พังงา
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. แถลงกรณีมีกระแสข่าว จะลาออกจากพรรคว่า ปชป.คือชีวิต แต่การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองย่อมมีปัญหาอุปสรรค ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่เขต 2 จ.พังงา ประกอบด้วย 4 อำเภอ คือ อ.ตะกั่วป่า ท้ายเหมือง คุระบุรี และกะปง ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้น จากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรค ยังไม่มีผู้สมัครในเขตดังกล่าว และตนคลุกคลีกับพื้นที่มาตลอด จึงขออาสาทำงานให้ประชาชน ในบ้านเกิด ตามกระบวนการของพรรค ข้อบังคับพรรค โดยตนได้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ในฐานะรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคใต้ เสนอตัวเป็นผู้สมัครส.ส.เขต 2 พังงา

“ผมมีความชอบธรรมที่จะได้ลงสมัคร รับเลือกตั้งในเขต 2 เพราะเป็นคนของพรรค ทำงานให้พรรคมาตลอด ซึ่งกระบวนการยังไม่เสร็จ แต่มีการปล่อยข่าวว่า ไม่มีใครรู้จักผมในพื้นที่ ผมจึงเปิดแคมเปญตามหาคนรู้จัก และบอกว่าผมไม่มีฐานะร่ำรวย เป็นลูกชาวนา ดังนั้น ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าผมที่เป็นลูกชาวบ้านแล้วสิ้นหวัง แล้วชาวบ้านจะไปหวัง อะไร” นายราเมศกล่าว

ยุติบทบาทมือกม.-ปัดขัดแย้ง‘อู๊ดด้า’
นายราเมศกล่าวว่า จากนี้ไปจะลงพื้นที่ และยุติบททาบการทำงานฝ่ายกฎหมายในพรรค แต่ยังไม่ลาออกจากโฆษกพรรค เพราะได้รับการ แต่งตั้งจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ยกเว้นได้รับคำสั่งจากนายเฉลิมชัย ยืนยันว่าไม่ได้ขัดแย้งกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เพราะเป็นนักการเมืองคนแรกที่ตนรู้จัก จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปขัดแย้ง ไม่มีเหตุ ต้องน้อยใจ ตนอยู่พรรคมา 10 กว่าปี ผ่านอะไร มามากพอสมควร แต่ที่ประกาศจะรับฟังคำสั่งนายเฉลิมชัย คนเดียว เพราะเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการพรรค

นายราเมศกล่าวว่า การมาแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ได้แจ้งต่อนายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาที่ปรึกษาพรรค หรือผู้ใหญ่ในพรรคคนอื่นๆ เพราะเป็นสิทธิ์ของสมาชิกในการแสดงความเห็น และเร็วเกินไปที่จะพูดถึงอนาคตทางการเมือง หากไม่ได้ถูกคัดเลือกเป็นผู้สมัคร เพราะกระบวนการยังไม่เสร็จ ส่วนที่พรรค ทำโพลคัดเลือกผู้สมัครส.ส. ถ้าเป็นธรรม ตนก็พร้อมยอมรับและจะไม่ลาออกจากพรรค

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำภาคใต้พรรคสร้างอนาคตไทยหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า คุยกันปกติ นายนิพิฏฐ์ เป็นคนที่ตนให้ความเคารพ แต่ไม่ได้ ชักชวนให้ไปอยู่ด้วย และหากชวน ตนจะบอก คำตอบเดิมว่าปชป.คือชีวิต

บิ๊กตู่ลุยทริปแรก‘ระยอง-ปากน้ำ’
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม มีกำหนด การลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานให้เกิดผล เป็นรูปธรรมตามข้อสั่งการ ในวันที่ 28 ก.พ. ที่จ.ระยองและสมุทรปราการ โดยช่วงเช้า นายกฯ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ก่อนไปดูงานด้านการทำประมงพื้นบ้าน และการแปรรูปสินค้าประมง กลุ่มประมง พื้นบ้าน ลงพื้นที่โครงการป่าชายเลนในเมืองระยอง ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ

ในช่วงบ่าย นายกฯ เปิดโครงการบ้านเคหะ สุขเกษม (เทพารักษ์) ถ.เทพารักษ์ ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมและช่วยเหลือให้ประชาชน มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มี รายได้น้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ

นายธนกรกล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกในการลงพื้นที่ปฏิบัติราชการต่างจังหวัดของนายกฯ ของปี 2565 หลังจากงดปฏิบัติราชการต่างจังหวัด ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิด-19 นายกฯ เน้นย้ำการลงพื้นที่แต่ละครั้ง ต้องไม่กระทบกับการทำงานของข้าราชการและ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ยืนยันต้องการไปติดตามงาน และรับฟังปัญหาเพื่อนำมาแก้ไขให้ตรงจุด รวมถึงให้กำลังใจประชาชน

ชัชชาติเปิด 200 นโยบายสู้ศึกกทม.
รายงานข่าวแจ้งว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ จะเปิดตัว “200 นโยบาย กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” ในวันที่ 28 ก.พ. เวลา 17.00-20.30 น. โดยพบกับ 200 นโยบายพัฒนากรุงเทพฯ จากกระบวนการมีส่วนร่วม, เปิดตัวเครือข่ายอาสาเบื้องหลังนโยบาย, อาหาร ผลิตภัณฑ์และการแสดงชุมชน ฯลฯ โดยจะมีการถ่ายทอดสดทางแฟนเพจของชัชชาติ ในเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน