จ่อคิกออฟ‘ครอบครัวพท.’ ปชป.ติวเข้ม-สู้สนามกทม.
‘บิ๊กตู่’ ผวาโควิด เปลี่ยนแผนกะทันหันยกเลิกไประยอง-สมุทรปราการปรับเป็นเปิดงานแบบออนไลน์จากทำเนียบ ซีกรัฐบาลยังอุบชื่อประธานกมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายลูกเลือกตั้ง ให้รอเลือกในวงประชุมนัดแรก 1 มี.ค. ‘ชลน่าน’ ลั่นถ้าไม่ใช่ระดับรมต. ฝ่ายค้านอาจเสนอชื่อแข่ง ‘เสี่ยโจ้’ แฉรัฐบาล-กองทัพเรือ โดนจีนหลอก ส่งครูสอนภาษามาคุมก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำในไทย พท.เตรียมคิกออฟ ‘ครอบครัวเพื่อไทย’ 19 มี.ค. ที่อุดรธานี ปชป.คึกวางตัวผู้สมัคร ส.ส. 3 จังหวัดใต้ครบ ติวเข้มผู้สมัคร ส.ก. 50 เขต พร้อมสู้ศึกสนามกทม.
‘บิ๊กตู่’ปรับแผนเปิดงานออนไลน์
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อเดินหน้าสร้างความ เชื่อมั่นต่อนักลงทุน โดยในวันที่ 28 ก.พ. เวลา 09.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานเปิดโครงการ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ที่สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ผ่านระบบออนไลน์
จากนั้นเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเปิดโครงการบ้านเคหะสุขเกษม อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยคนวัยเกษียณ ดำเนินการในรูปแบบเช่าระยะยาว ภายใต้หลักอารยสถาปัตย์ ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก สภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมส่งเสริมสุขภาพควบคู่กันไป ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิต เน้นย้ำคนไทยต้องมีบ้าน มีที่อยู่อาศัย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมพล.อ.ประยุทธ์จะไปเปิดงานในพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัด แต่ช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งสื่อมวลชนเปลี่ยนแปลงเป็นดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากทำเนียบรัฐบาลแทน เนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19 ไม่เอื้ออำนวย ทั้ง 2 จังหวัดพบว่ามียอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้น อีกทั้งตามกำหนดการมีวาระพบปะกับประชาชนด้วย
‘ชินวรณ์’อุบชื่อปธ.กมธ.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานสภา ผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีการเสนอชื่อประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในการประชุมนัดแรกวันที่ 1 มี.ค.ว่า ต้องเลือกกันในที่ประชุม ภายในก็มีการคุยกันบ้างแล้ว แต่เอามาพูดก่อนไม่ได้ หลักคือการเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ในกมธ.นั้น ทั้ง 49 รายต้องเป็นคนเลือกเองว่าควรจะเป็นใคร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเสนอว่าประธานกมธ.ควรเป็นรัฐมนตรี นายชินวรณ์กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐมนตรี เป็นเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐสภา ก็ต้องไปตกลงด้วยกันใน กมธ.ว่า ใครมีความเหมาะสมที่จะเป็นประธาน รองประธาน และตำแหน่งอื่นๆ เป็นเรื่องของ กมธ.ที่จะต้องดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ เมื่อถามถึงการแปรญัติร่างกฎหมายลูก นาย ชินวรณ์กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่สามารถจะแปรญัตติได้ และเป็นสิทธิของกมธ.ที่จะขอแก้ไข แต่ต้องไม่ขัดกับ หลักการที่รับมา
ฝ่ายค้านหลีก-ถ้ารมต.มาเป็น
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลเสนอรัฐมนตรีมาเป็นประธานกมธ.เราอาจไม่คัดค้าน เพราะเป็นกติกามารยาททางการเมือง เราค่อยมาดูว่าจะเอาใครนั่งเป็นรองประธานเพราะรัฐมนตรีน่าจะมีเวลาไม่มาก เราจะใช้รองประธานในการขับเคลื่อนเป็นหลัก แต่หากรัฐมนตรีไม่รับแล้วจะเสนอชื่อบุคคลอื่น ตรงนี้อาจจะเป็นข้อพิจารณาที่เราจะเสนอแข่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่รัฐสภาตีตกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองของฝ่ายค้านทั้ง 3 ฉบับ ทางฝ่ายค้านเตรียมแก้เกมตรงนี้ในชั้นกมธ. หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า สาระสำคัญที่ถูกตีตกไปคือความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ให้คนนอกมาครอบงำ ชี้นำ และเรื่องการยุบพรรคที่ง่าย ซึ่งตรงนี้ไม่มีในร่างของรัฐบาล เราคงจะเสนออะไรไม่ได้แล้วเพราะไม่มีในหลักการที่รับไว้ แต่ในร่างที่ทางรัฐบาลเสนอมา สิ่งที่เราได้ เราก็ได้ครอบคลุมเกือบหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของพรรคการเมือง ค่าสมาชิก การทำไพรมารีโหวต หรือการจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด บางอย่างที่เห็นไม่ตรงกันในเรื่องรายละเอียดเชื่อว่าจะสามารถปรับกันได้ในชั้นกมธ.
เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะคว่ำกฎหมายลูกเพื่อเป็นเงื่อนไขในการที่จะไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นไปได้เช่น ผ่านการพิจารณาวาระ 2 แล้ววาระ 3 คว่ำเพื่อให้กฎหมายตกไป แต่ถามว่าเป็นทางตันไหม ก็ไม่ตัน เพราะถ้าร่างพ.ร.ป. ตกไป ก็ต้องเสนอพ.ร.ป.ใหม่ โดยมารยาทต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าเขาจะอ้างเหตุเพื่อไปเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เราในฐานะเสียงข้างน้อย ก็ต้องคัดค้านให้ถึงที่สุด เราต้องทำหน้าที่ของเรา
‘นิกร’ชี้คว่ำกม.ลูกคิดได้-ทำไม่ได้
ด้านนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตนเป็นคณะทำงานที่ยกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยเลือกตั้งคงไม่มีนัยยะอะไร เอาตามร่างของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหลัก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไ รเพราะหลักการคือบัตร 2 ใบ แต่คนละเบอร์ ส่วนเรื่องการนับคะแนน คือ นำมารวม แล้วหารด้วย 100 เป็นคะแนนกลางและคิดว่าคงเป็นแบบนี้ไม่สามารถเป็นแบบอื่นได้ จึงคิดว่าพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไม่มีการเพิ่มเติมอะไร
ส่วนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เอาร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งตัวหลักสำคัญคือเรื่องไพรมารีโหวต กับตัวแทนเขต จากที่ได้ฟังการประชุมสภา ตนเห็นด้วยกับการอภิปรายของส.ว. และพรรคฝ่ายค้าน ว่า ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ตัวแทนที่ประจำจังหวัดมีแห่งเดียว ที่ให้บุคคลเพียงคนเดียวทำการแทนได้ เห็นว่าไม่น่าจะเหมาะ เพราะไม่สามารถดูแลได้ทั้งจังหวัด จึงต้องไปแก้ในชั้นกมธ.ว่าให้เป็นคณะบุคคลอาจจะ 5 คน แต่ไม่ถึงขั้นให้เป็นสาขาที่ต้องมีสมาชิก 500 คน
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่จะคว่ำกฎหมายลูกในวาระ 3 และถอยกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ นายนิกร กล่าวว่า ไม่น่าจะทำได้ แต่เป็นเรื่องที่สามารถคิดได้ ที่สำคัญคือทางการเมืองทำไม่ได้ เพราะจะบอกกับประชาชนว่าอย่างไร หากกลับไปกลับมา และถ้าเกิดไปแก้รัฐธรรมนูญ เวลาสภาที่เหลืออยู่ไม่พอแน่ หากจะมีการคว่ำจริงพรรคการเมืองจะให้คว่ำหรือ ซึ่งคำถามคือใครจะเป็นคนยกร่างเสนอแก้รัฐธรรมนูญ หากฝ่ายค้านยกร่างที่เสนอมาโดยประชาชน อาจจะยิ่งวุ่นวาย นั่นหมายความว่าโดยกฎหมายทำได้ แต่โดยการเมือง และเวลาที่เหลืออยู่นั้นทำไม่ได้
เศรษฐกิจไทยยึดตามรธน.
นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กล่าวว่า การพิจารณาของกมธ. ยึด 3 ประเด็นที่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลักไว้ก่อน ส่วนข้อปลีกย่อยอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาต้องดูว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วการเพิ่มเข้ามาเป็นเนื้อหาที่สอดคล้องในประเด็นหลักที่จำเป็นจะต้องแก้หรือไม่ บางทีการแก้ไขที่ไม่ได้เกี่ยวโยงอะไรกับที่รัฐธรรมนูญ ถ้ามันมากเกินไปก็อาจจะไม่ได้เป็นผลดี ตรงนี้ต้องไปดูก่อน
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่กฎหมายลูกจะถูกคว่ำ นายบุญสิงห์กล่าวว่า ไม่น่าจะคว่ำ เพราะกฎหมายลูกออกมาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยากกว่าการแก้ไขกฎหมายลูกและการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน คือ ส.ว.และส.ส.
นายบุญสิงห์กล่าวว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา พรรคเศรษฐกิจไทย เน้นให้ส.ส.ของพรรค ลงพื้นที่ดูแลประชาชน ขณะที่พรรคจะดำเนินการเกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค ตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ในเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด และคาดว่าช่วงเดือนมี.ค.หรือเม.ย.นี้ อาจมีการจัดประชุมใหญ่
ผู้ตรวจฯสอบบัตร 2 ใบยังไม่คืบ
พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) และพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย หลังได้รับผล กระทบจากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และ 9) กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบว่า ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ดำเนินการตรวจสอบว่ามีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาหรือไม่
หากตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีรายละเอียดไม่เพียงพอต่อการพิจารณา อาจมีการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมไปยังผู้ร้อง หรือสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความชำนาญและเชี่ยวชาญโดยตรง เมื่อได้รายละเอียดครบถ้วนและรอบคอบแล้ว ทางสำนักงานจึงจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณาต่อไป
‘โจ้’เย้ย‘พระรามตู่’อย่าชิงยุบสภา
ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศว่าขณะนี้มีผู้ป่วยเกิน 2.4 หมื่นคน รวมกับผลตรวจเอทีเคมีผู้ป่วยเกิน 5 หมื่นคนต่อวัน ถือเป็นนิวไฮ โดยเมื่อ 22 ก.พ. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข จะถอนโควิดออกจากยูเซ็ป (Ucep) แต่ ครม.ค้าน ทั้งนี้ เงินกู้ 5 แสนล้านเหลืออยู่ 9 หมื่นล้านบาท รัฐบาลใช้เงินไปกับสิทธิยูเซ็ปเยอะมาก โดยจ่ายเงินไปแล้ว 70,994 ล้านบาท เอกชนจ่าย 27,160 ล้านบาท รวม 98,154 ล้านบาท ถามว่าเงินกู้เหลือแค่ 9 หมื่นล้านบาท จะทำอย่างไร คนป่วยล้นโรงพยาบาล ส่วนยา ฟาวิพิราเวียร์ก็เริ่มขาดแคลน
“พระรามตู่ถ้าจะกู้เงินต่อต้องเอาเรื่องเข้าสภา เพื่อขอความเห็นชอบ แต่พระรามตู่ก็ไม่มั่นใจว่าสภาจะยกมือให้หรือไม่ เกิดสภาไม่เห็นชอบ พระรามตู่ต้องลาออก วันนี้พระรามตู่เลยไม่รู้จะทำอย่างไร คนป่วยติดอยู่ในบ้านเพราะไม่รู้จะรักษาที่ไหน ที่โอมิครอนระบาดหนักเพราะพระรามตู่เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ทั้งที่ประเทศไม่พร้อม พระรามตู่ต้องรับผิดชอบ ที่พระรามตู่บอกว่าโควิดไม่อันตราย ไม่มีปัญหา แต่ทำไมคนตายทุกวัน วันนี้ ส.ส. ส.ว.ติดโควิดกันไม่รู้เท่าไร บางคนเป็นแล้วไม่แจ้งเพราะไม่อยากบอกไทม์ไลน์ พรรคเพื่อไทยพร้อม หลังเปิดสภาครั้งที่ 1/2565 วันที่ 22 พ.ค. สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 พระรามตู่อย่าเพิ่งหนียุบสภาไปก่อนก็แล้วกัน” นายยุทธพงศ์กล่าว

เรือดำน้ำ – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงตั้งข้อสงสัยโครงการเรือดำน้ำจีน กรณีช่างเทคนิคจีนที่มาดูการก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำ แต่กลับขอใบอนุญาตมาเป็นครูสอนภาษาจีน ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 27 ก.พ.
แฉจีนส่งครูสอนภาษามาต้มไทย
นายยุทธพงศ์กล่าวถึงความไม่โปร่งใส การจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ(ทร.)ว่า เรือดำน้ำมี 3 ลำ มูลค่ารวม 44,222 ล้านบาท ซื้อแล้ว 1 ลำ มูลค่า 12,424 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะซื้อ แต่พรรคเพื่อไทยเบรกเอาไว้ ในส่วนของโครงการก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำและอาคารสนับสนุนบริเวณท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ระยะที่ 1 (2563-2564) งบ 900 ล้านบาท และระยะที่ 2 (2564-2566) งบ 950 ล้านบาท ถือเป็นการก่อสร้างหนี้ก้อนใหญ่ให้กับประเทศ มีการเซ็นสัญญาว่าจ้าง เบิกเงินล่วงหน้าไปแล้ว 15% ตั้งแต่เม.ย.2564 โดยที่ไทยไปจ้าง บ.csoc ซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของทางการจีน และบริษัทอ้างว่าต้องส่งช่างเทคนิคทางทหารเข้ามาดูโครงการ โดยมีผู้จัดการใหญ่คือมิสเตอร์ตง มิสเตอร์หลิว เป็นรองผู้จัดการ มิสเตอร์หลี เป็นรองผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง ส่วนมิสเตอร์เจิน เป็นหัวหน้าฝ่ายควบคุมคุณภาพ
เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องไปขออนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อนเข้ามาทำงานในไทย จากการที่ตนไปตรวจสอบข้อมูล พบว่าทั้งหมดกลับขออนุญาตเข้ามาทำงานเป็นครูสอนภาษาจีน แบบนี้หลอกรัฐบาลไทย หลอกกองทัพเรือหรือไม่ เป็นไปได้อย่างไรเอาครูสอนภาษาจีนมาคุมก่อสร้างงาน และจนถึงขณะนี้เนื้องานยังเป็นศูนย์ แถมครูสอนภาษาจีนพวกนี้ยังมานั่งประชุมกับนายทหารเรา ความมั่นคงของรัฐบาลไทยอยู่ตรงไหน งานนี้ไม่รู้ใครต้มใคร ตนบอกมาตลอดว่า บ.csoc ไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาลจีนจริง เป็นจีทูจีเก๊
จี้‘บิ๊กป้อม’รับผิดชอบปมเรือดำน้ำ
ปี 2566 เรือลำแรกจะส่งมอบให้กองทัพเรือ ปรากฏว่าเรือไม่มีเครื่องยนต์ เพราะจีนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ ต้องไปซื้อจากเยอรมัน ซึ่งตามสัญญาต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลยี่ห้อ mtu เท่านั้น ปรากฏว่าทางเยอรมันไม่ขายเครื่องยนต์ให้จีน ทำให้เรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์ ทราบว่าจะขอเจรจาเปลี่ยนเอาเครื่องยนต์ของจีนมาใส่แทน ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม และ พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผบ.ทร.ว่าห้ามเปลี่ยน เพราะเครื่องยนต์เป็นเรื่องสำคัญ เรืออยู่ใต้น้ำ เกิดเครื่องยนต์เสียขัดข้อง อันตรายอาจตายยกลำได้เหมือนอินโดนีเซียที่เคยมีปัญหาก่อนหน้านี้
“ที่น่าสนใจ คือ บ.csoc มีตัวแทนในประเทศไทยคือ บ.ณัฐพล จำกัด มีนายอาณัติ อำนวยพล เป็นเจ้าของ เคยบริจาคเงิน 2 ล้านบาทให้กับมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2555 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ส่วนเสี่ยบอยสกาย นายวรพจน์ อำนวยพล เป็นลูกชายของนายอาณัติ และเป็นผู้ถือหุ้น บ.ณัฐพล จำกัด รวมทั้งเป็นเจ้าของ บ.สกาย ไอซีที จำกัด ถามว่าทำไมบริษัทนี้ได้งานเยอะ เพราะนายอาณัติแนบแน่นกับลุงป้อม และบ.สกายไอซีที จำกัด เคยบริจาคเงินโต๊ะจีนให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึง 5 ล้านบาท ดังนั้น งานนี้ พล.อ.ประวิตรต้องรับผิดชอบในฐานะบิดาเรือดำน้ำไทย” นายยุทธพงศ์กล่าว
จ่อคิกออฟ‘ครอบครัวพท.’ที่อุดรฯ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกิจกรรมของพรรคเพื่อไทยในช่วงปิดสมัยประชุมสภา ว่า พรรคมีกิจกรรมใหญ่ คือกิจกรรม “ครอบครัวเพื่อไทย” ซึ่งจะเป็นการลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชน และเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค โดยจะเปิดกิจกรรมในวันที่ 19 มี.ค. ที่จ.อุดรธานี เพราะเห็นว่าภาคอีสานเป็นภาคใหญ่ และมีความสำคัญ
นอกจากนี้ จะมีการลิงก์ระบบไปยังภาคต่างๆ ผ่านรูปแบบออนไลน์ด้วย ซึ่งจะเป็นการทำกิจกรรมพร้อมกันในหลายๆ จังหวัด ตนขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนเชื่อว่ากิจกรรมนี้จะสร้างความผูกพันระหว่างพี่น้องประชาชนกับพรรคเพื่อไทยมากยิ่งขึ้น
ปชป.วางตัวผู้สมัคร 3 จว.ใต้ครบ
นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะดูแล และรับผิดชอบพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้วางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี ยะลา และสงขลา ครบ 12 เขตแล้ว จากผู้ที่เสนอตัวลงสมัครไม่น้อยกว่าเขตละ 1 คน มีบางเขตเท่านั้นที่ยังต้องเฟ้นตัวบุคคลที่ดีที่สุดเข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
การเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมามาก และรัฐมนตรีที่อยู่ร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันมีผลงานเป็นรูปธรรมจนประจักษ์ เป็นที่จับต้องได้ของพี่น้องประชาชน ตนมีความมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคจะได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้นจากเดิม
“ในพื้นที่ภาคใต้พรรคได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ไว้ครบทุกเขตแล้ว มีทั้งอดีตผู้สมัคร ส.ส.ปัจจุบัน และเลือดใหม่ เพียงบางเขตเท่านั้นที่ยังต้องมีการทำประชามติเชิงลึก และหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคประชา ธิปัตย์พร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 400 เขต ส่วนบัญชีรายชื่อเกินอยู่ และมีคณะทำงานมีการจัดอันดับเท่านั้น” นายนิพนธ์กล่าว
เตรียมพร้อมเลือกตั้งกทม.
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรองรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ว่า ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ คือ ดร.เอ้-นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยได้ลงไปพบปะพูดคุยกับชาวบ้านตามพื้นที่ต่างๆ รับฟังถึงปัญหาในพื้นที่ซึ่งมีอยู่มากมายหลายปัญหาที่ยังรอการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้บริหาร กทม. หลายยุคหลายสมัยจะพยายามปรับเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ก้าวหน้าขึ้นตามสมควรแล้วก็ตาม แต่ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนอีกมาก
สำหรับผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชา ธิปัตย์ที่แถลงข่าวเปิดตัวไปแล้วทั้ง 50 เขต ได้ทำงานอย่างหนักในพื้นที่ช่วยเหลือดูแล พี่น้องประชาชนในช่วงโควิดระบาดอย่างหนักตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการประสานงานหาเตียง จัดตั้งศูนย์พักคอย แจกหน้ากากอนามัย จัดตรวจ ATK ประสานเรื่องการฉีดวัคซีน รวมถึงการมอบถุงน้ำใจเยียวยาผู้ได้รับผล กระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ พรรคได้จัดประชุมผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการสมัครรับเลือกตั้งช่วงปลายเดือน มี.ค. หรือต้นเดือน เม.ย. และน่าจะมีการเลือกตั้งไม่เกิน พ.ค.นี้ เชื่อมั่นว่า ทั้งนายสุชัชวีร์ และผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องชาว กทม.
‘พี่ศรี’ยื่นป.ป.ช.สอบจริยธรรม‘โรม’
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ ข้อความในเฟซบุ๊ก ชื่อ ศรีสุวรรณ จรรยา ว่า วันจันทร์ที่ 28 ก.พ.เวลา 10.00 น. จะไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวน สอบสวนด้านจริยธรรมร้ายแรง กรณี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นำเอกสาร “สนง.นรป.904” มาเผยแพร่ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจเป็นเอกสารปลอม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การวิจารณ์ดังกล่าว เนื่องจากนายรังสิมันต์ได้กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติเมื่อวันที่ 18 ก.พ. เชื่อมโยงประเด็นการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยา ที่มีการค้นพบค่ายกักกัน และหลุมศพกลางป่าบนเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งได้พาดพิงถึง นายทหาร นายตำรวจ นักธุรกิจ รวมถึงนักการเมือง ว่ามีส่วนร่วมในขบวนการค้ามนุษย์ อีกทั้งยังได้มีการเปิดเอกสาร สมัครเข้าหน่วย สนง.นรป.904 ซึ่งอ้างว่าเป็นของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์ดังกล่าว ต่อมา พล.ต.ต.ปวีณได้อ้างว่าถูกกลั่นแกล้งจนต้องขอลี้ภัยไปอยู่ออสเตรเลีย ซึ่งใบสมัครเข้าหน่วย สนง.นรป.904 ที่นายรังสิมันต์ได้นำมาเป็นหลักฐานในการอภิปรายนั้น ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่