จุฬาฯผลิตได้ใช้แน่ปีนี้ เริ่มวันนี้-วอล์กอินรพ.
เริ่มวันนี้ ป่วยโควิดวอล์ก อินเข้าร.พ. รักษาแบบผู้ป่วยนอก กรมแพทย์แผนไทยส่งยา ฟ้าทะลายโจร 7 แสนชุดให้ทั่วประเทศ ศึกษาหยุดโอมิครอน ยอดโควิดเกินหมื่น 24 วันติด ป่วยเพิ่ม 22,311 ราย เอทีเคผลบวกอีก 21,497 ราย ตาย 42 รักษาอยู่ร.พ.กว่า 98% ไม่มีอาการ ศบค.ยันเตียงยังพอรักษา ถ้าไม่มีอาการ วอนเข้าศูนย์พักคอยหรือกักตัวอยู่บ้าน เก็บเตียงไว้รับผู้ป่วยหนัก ห่วง 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวระบาดหนัก สธ.จับตา 2-6 สัปดาห์ยอดป่วยพุ่งสูง คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ต่อยอดนวัตกรรม สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูก ยับยั้งเชื้อโควิด ทดลองใช้ในคลินิกอาสาสมัคร คาดออกสู่ตลาดไตรมาส 3 ปีนี้

ป่วยอีก 2.2 หมื่น-ตาย 42
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 28 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์โควิดว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 22,311 ราย จากพบผลตรวจแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) เป็นบวกอีก 21,497 ราย ติดเชื้อในประเทศ 22,148 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 21,958 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 190 ราย มาจากเรือนจำ 27 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 136 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 17,470 ราย อยู่ระหว่างรักษา 213,645 ราย อาการหนัก 980 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 280 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 42 ราย เป็นชาย 23 ราย หญิง 19 ราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 29 ราย ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 2 ราย มีกลุ่มเสี่ยงโรคประจำตัวมะเร็ง 6 ราย อ้วน 4 ราย ไต 11 ราย ติดเตียง 1 ราย โดยอยู่ใน กทม. 9 ราย โดย 3 ใน 9 รายไม่มีประวัติรับวัคซีนแม้สักเข็ม และภาพรวมมีถึง 26 รายทั้งประเทศไม่ได้รับวัคซีนเลย การฉีดกระตุ้นเข็มสามยังต่ำ จึงขอความร่วมมือไปรับวัคซีน เข็มสาม

เกิน 90% เชื้อโอมิครอน
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,891,927 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,655,349 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 22,933 ราย ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 27 ก.พ. 106,340 โดส ยอดฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 จำนวน 123,568,670 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมี ผู้ติดเชื้อสะสม 435,984,567 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 5,697,986 ราย ในจำนวนผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษา เป็นการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลถึง 38,479 ราย และจำนวนกว่า 98% เป็นผู้ป่วยอาการสีเขียว ปัจจุบันผู้ป่วยเกิน 90% เป็นการติดเชื้อโอมิครอน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงเน้นย้ำให้ผู้มีอาการน้อยรักษาตัวที่บ้าน สงวนเตียงให้ผู้ป่วยอาการ สีเหลืองและแดง หรือที่มีความจำเป็นจริงๆ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่ต้องทานยากดภูมิ คนกลุ่มนี้แม้อาการจะน้อยแต่ก็อาจกระทบกับโรคหลักได้ ทางโรงพยาบาลจึงจะพิจารณาให้อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เรามีเตียงเพียงพอ จึงให้ผู้ป่วยสีเขียวรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่เมื่อมีผู้ติดเชื้อมากจึงอยากขอสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ป่วยสีเหลืองสีแดง ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการออกมาคาดการณ์ตัวเลขรายวันจะสูงมากขึ้น ยืนยันศบค.ติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด อยากให้นักวิชาการเหล่านั้นให้ข้อมูลด้วยว่าภาครัฐรวมถึงแต่ละภาคส่วนควรมีบทบาทอย่างไร อย่าให้ข้อมูลเพียงแค่ตัวเลข และจากการติดเชื้อตอนนี้จะเห็นว่าติดเชื้อเยอะในจังหวัดสีฟ้าที่มีการผ่อนคลายกิจกรรม ดังนั้นอยากขอให้งดการเดินทางและการรวมกลุ่มไปก่อน เราไม่สามารถล็อกดาวน์ได้อีก แต่ต้องปรับตัว

8 จว.นำร่องเที่ยวระบาดหนัก
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดได้แก่ กทม. 2,779 ราย ชลบุรี 1,275 ราย นนทบุรี 1,0951 ราย สมุทรปราการ 1,068 ราย นครศรีธรรมราช 957 ราย นครราชสีมา 717 ราย ภูเก็ต 652 ราย นครปฐม 605 ราย สมุทรปราการ 585 ราย ปทุมธานี 577 ราย ส่วนขณะที่คลัสเตอร์ต่างจังหวัด พบคลัสเตอร์ร้านอาหารที่ จ.มหาสารคาม ขอนแก่น สงขลา คลัสเตอร์บุคลากรทางการแพทย์พบที่ชลบุรี ปัตตานี คลัสเตอร์โรงเรียนพบที่ร้อยเอ็ด สกลนคร คลัสเตอร์ตลาดพบที่ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู คลัสเตอร์พิธีกรรมพบที่อำนาจเจริญ สระแก้ว กาฬสินธุ์ สกลนคร เลย ศรีสะเกษ ขณะที่ใน กทม.พบคลัสเตอร์โรงเรียนถึง 18 คลัสเตอร์ ติดเชื้อสูงที่เขตหลักสี่ จอมทอง ห้วยขวาง บางซื่อ หนองแขม บางแค ประเวศ สายไหม ทุ่งครุ และราษฎร์บูรณะ ซึ่ง กทม.รายงานศักยภาพดูแลผู้ป่วย มีการเปิดซีไอเพิ่มขึ้น โดยมีอยู่จำนวน 31 แห่ง เตรียมเปิด 9 แห่ง จะเพิ่มอีก 970 เตียง หากเตียงเต็มจะมีการนำไปซีไอ พื้นที่เขตข้างเคียง

“จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดสูงจะอยู่ใน 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว มีการเปิดกิจการกิจกรรม มีการรวมกลุ่มทำให้มีปัจจัยเสี่ยงสูง สำหรับ กทม.เริ่มปักหัวลงในสัปดาห์นี้ แต่ยังต้องจับตาต่อไป คงต้องให้ประชาชนร่วมกันชะลอการเดินทางและงดการรวมกลุ่ม เราไม่ล็อกดาวน์ แต่ต้องป้องกันเข็มทุกคนช่วยกัน” พญ.อภิสมัยกล่าว

เร่งแผนโรคประจำถิ่น
พญ.อภิสมัยกล่าวว่า เร็วๆ นี้ สธ.เตรียมแผนรับมือบริหารแนวทางกำหนดให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นระยะต่อไป สัปดาห์ที่แล้วปลัด สธ.เสนอ ศบค.ไว้ก่อนแล้ว เรื่องการรักษาทางเลือกแบบโอพีดีผู้ป่วยนอก ร่วมกับประชาชนมีการกักตัว มาตรการส่วนบุคคล ให้ยาตามกลุ่มอาการ มีการติดตามการรักษาใน 2 วัน ซึ่งจะมีการแถลงข่าวต่อไป

ทั้งนี้ ในที่ประชุมศปก.ศบค. กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ยูเครนมีคนไทยติดค้างและต้องการกลับประเทศประมาณ 250-260 คน สถานทูตในพื้นที่หรือพื้นที่ใกล้เคียงพยายามติดต่อเคลื่อนย้ายคนไทยดังกล่าวกลับประเทศด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งจะเร่งดำเนินการและจะเสนอนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก ซึ่งจะหามาตรการช่วยเหลือคนไทยต่อไป

เตียงพอรักษาป่วยพุ่ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดลงกลางเดือนมี.ค.นี้ว่า เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ โดยคณะแพทย์ทั้งหลายทั้งแพทย์จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ของสธ.ได้ประชุมร่วมกันตลอดเวลา โดยมาตรการและวิธีการที่ออกมาจากความเห็นร่วมกันที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าการรักษาพยาบาลและมีทรัพยากรเพียงพอ ทั้งยา เตียง แพทย์ เจ้าหน้าที่และบุคลากร สำหรับการปรับวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด ไม่มี เรื่องใดที่จะถอดสิทธิที่ประชาชนเคยได้ แต่เป็นการปรับวิธีให้เกิดความมั่นคง และเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสที่จะปรับให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้เร็วขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องทางวิชาการ การแพทย์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนฝ่ายนโยบายคือรัฐบาล รัฐมนตรี และสธ.พร้อมให้การสนับสนุนข้อเสนอที่บุคลากรการแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขขอรับการสนับสนุนทุกรูปแบบอยู่แล้ว เพื่อดูแลประชาชนให้เข้าถึงยา วัคซีน รวมทั้งการบริหารจัดการสถานพยาบาล รองรับกับสถานการณ์ติดเชื้อปัจจุบันได้

นายอนุทินกล่าวกรณีที่ชมรมแพทย์ชนบทระบุยาฟาวิพิราเวียร์ขาดแคลนว่า “เขาเป็นชมรมแพทย์ชนบท เป็นเพียงตัวแพทย์ แต่ละคนถือว่าเป็นข้าราชการของสธ. ต้องรับนโยบายของกระทรวง ถ้าออกมาเป็นความเห็นชมรมก็ต้องไปพิสูจน์กันว่าที่ออกมาบอกว่ายาไม่เพียงพอ ไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นความจริงในทุกวันนี้ ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเชื่อคนที่ทำงาน คนที่อยู่หน้างาน” นายอนุทินกล่าว

ใช้เตียงไปแล้ว 59%
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์โควิดและการรักษาว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกพบติดเชื้อเพิ่มขึ้นแถบเอเชีย ขณะนี้ยังพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจและการควบคุมโรค ส่วนประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค ทำให้พบผู้ปอดอักเสบ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยตามปริมาณ โดยวันนี้พบปอดอักเสบ 980 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 280 ราย และเสียชีวิต 42 ราย แต่สัดส่วนถือว่ายังลดลง ซึ่งอัตราเสียชีวิตของการระบาดช่วง โอมิครอนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 อยู่ที่ 0.18% สำหรับกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตคือผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน ความดัน เบาหวาน ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและเข็มบูสเตอร์ ดังนั้น ทุกคนยังต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา โดย สธ. จะเน้นการตรวจจับลักษณะคลัสเตอร์ในกลุ่มเสี่ยงเจ็บป่วยรุนแรง และสถานที่เสี่ยงต่างๆ ต่อการแพร่ระบาด เช่น ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ กิจกรรมการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า กรมควบคุมโรคมีการคาดการณ์สถานการณ์ใหม่ของเดือนถัดๆ ไป โดยในส่วนของผู้ติดเชื้อรายใหม่คิดว่าช่วงมี.ค.จะเป็นระดับระนาบและค่อยๆ ลดลง ส่วนผู้ป่วยปอดอักเสบอาจขึ้นบ้างเล็กน้อย ระดับ 1 พันกว่าราย ซึ่งดูแลได้ เนื่องจากตอนเดลตาเคยขึ้นไปประมาณ 6-7 พันราย สำหรับผู้ป่วยใส่ท่อหายใจคาดว่าจะมีประมาณ 400-500 ราย ซึ่งช่วงเดลตาเคยมีประมาณวันละ 1,300 ราย ก็คิดว่าไม่น่าสูงไปกว่า 500 ราย จะดูแลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการเสียชีวิต 500 ราย และผู้เสียชีวิตอาจจะขึ้นตามสัดส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อและค่อยๆ ลดลง คิดว่าประมาณวันละ 50 ราย ไม่มากไปกว่านี้และลดลง

สำหรับสถานการณ์เตียงทั่วประเทศ เราใช้เตียง 59% เพราะเราจัดเข้าระบบเอชไอ ซีไอ จำนวนหนึ่ง ซึ่งมากกว่าอยู่ในร.พ. โดยเตียงระดับ 3 ใช้ 21.6% เตียงระดับ 2.2 ใช้ประมาณ 12% เตียงระดับ 2.1 ใช้ประมาณ 23% และเตียงระดับ 1 ใช้ประมาณ 67.1% ซึ่งระดับ 2 และ 3 เราใช้ประมาณ 20% เท่านั้น จึงยังมีเพียงพอรองรับ ส่วนเตียงเขียวเราพยายามปรับหรือเพิ่มบริการเพื่อให้คนอยู่บ้าน เนื่องจากเชื้อมีความรุนแรงลดลง ตามแนวทางการทำให้เป็นโรคประจำถิ่น สำหรับ 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุดก็คล้ายกัน ใช้เตียงประมาณ 10-40% ยกเว้นภูเก็ตที่เป็นแซนด์ บ็อกซ์ มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามามาก การครองเตียงจึงสูงในส่วนของเตียงสีเขียว จึงให้เขตสุขภาพเข้าช่วยดูแล แต่เตียงระดับ 2-3 ยังมีมากพอรองรับ

ยันมียาฟาวิพิราเวียร์พอ
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีการเสาะหาและผลิตยามาสนับสนุน ซึ่ง อภ.เร่งจัดหาและผลิตได้ เพื่อให้สธ.ใช้ทันท่วงที ข่าวที่ขาดยาฟาวิพิราเวียร์จึงไม่เป็นความจริง เพราะมีการเตรียมยาอยู่ในแผนงานและพื้นที่จำนวนมาก โดยเราสำรองยาในพื้นที่ 12 เขตสุขภาพ 13,343,882 เม็ด ในกทม. 3,495,636 เม็ด และ อภ. 65,200 หมื่นเม็ด รวมพร้อมใช้ 16.9 ล้านเม็ด และมีแผนการจัดหาและผลิตยาเพิ่มอีก เราสามารถผลิตได้ 63.8 ล้านเม็ดภายใน 2 เดือนนี้คือมี.ค.และเม.ย. และจะจัดหาเข้ามาอีก โดยซื้อยาเม็ดสำเร็จเข้ามาอีกรวม 87.6 ล้านเม็ด คิดว่าพอเพียงดูแลผู้ป่วยทั้งหมด ปัจจุบันมีการกระจายยาเข้าสู่ภูมิภาคอีกวันที่ 28 ก.พ.จำนวน 5 ล้านเม็ด และวันที่ 1 มี.ค.อีก 15 ล้านเม็ด

“โควิดยังขาขึ้นระบาดวงกว้าง แต่ส่วนใหญ่ติดเชื้อไม่มีอาการหรืออาการน้อย สธ.จะเน้นดูแลผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตในทุกจังหวัด ขอสร้างความมั่นใจว่าเรามียาและเตียงอย่างพอเพียง และปรับรูปแบบบริการให้เหมาะสมสถานการณ์โรค เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่อไป โดยใช้เอทีเค และเอชไอ ซีไอ เฟิร์สต์ สนับสนุนดูแลประชาชนเข้าถึงบริการ ใช้บริการได้ และเพื่อเข้าใจว่าโรคกำลังเปลี่ยนไปเป็นโรคประจำถิ่นที่มีลักษณะรุนแรงน้อย และขอความร่วมมือกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรัง และยังไม่ได้รับวัคซีนหรือรับไม่ครบ 3 เข็ม ให้รีบมารับวัคซีนสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบด้วย” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ส่งฟ้าทะลายโจร 7 แสนชุด
นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า ทางกรมมีการจัดส่งยาฟ้าทะลายโจรสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโควิดอาการไม่มาก ที่รักษา โควิดแบบเอชไอ หรือแยกกักรักษาตามแนวทางใหม่ผู้ป่วยนอก เริ่มวันที่ 1 มี.ค. โดยรัฐบาลจัดสรรงบกลางผ่านสธ. และปลัดสธ.ได้มอบหมายให้กรมพิจารณาการจัดสรรการส่งฟ้าทะลายโจรให้ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ ซึ่งกรมเตรียมการไว้สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มากอย่างน้อย 7 แสนราย โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ. กรมสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรให้สำนักอนามัย กทม.รวมแล้ว 6 หมื่นชุด และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 1 หมื่นชุด ส่วน 10 จังหวัดแรกที่มีอัตราผู้ป่วยสูง ภายในวันที่ 1 มี.ค.กรมจะจัดส่งยาฟ้าทะลายโจรให้ถึงทุกจังหวัด และภายในสัปดาห์นี้จะส่งถึงครบทั้ง 77 จังหวัด

นพ.ยงยศกล่าวว่า กรมยืนยันและมีข้อมูลเพิ่มขึ้นทุกวันว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่มาก ให้อาการดีขึ้นในเวลารวดเร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับยา และเมื่อเปรียบเทียบผู้ที่ไม่รับยา อัตราการป่วยลงปอดหรืออาการมากขึ้นนั้นมีน้อยกว่ามาก นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ป่วยโควิดและลองโควิด กรมยังเตรียมการออกไปให้ความรู้แพทย์แผนไทยในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ อบรมออนไลน์และออนไซต์ หากผู้ติดเชื้อมากกว่า 7 แสนรายจะเสนอรมว.สธ.สนับสนุนให้มีการดูแลด้วยศาสตร์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำลังร่วมกับกรมการแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นำเชื้อโอมิครอนมาทดลองกับฟ้าทะลายโจรว่าจะได้ผลมากน้อยอย่างไร

2-6 สัปดาห์ยังป่วยขาขึ้น
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น กระจายเป็นวงกว้าง เกือบทั้งหมดคือสายพันธุ์โอมิครอน หากดูจากทวีปยุโรปและอเมริกาพบช่วงการระบาดมากในช่วง 1-2 เดือน จากนั้นจะเริ่มลดลง ดังนั้น ไทยเข้าสู่การมีผู้ป่วยสูงขึ้นช่วง 2 สัปดาห์ คาดว่าการระบาดจะยังสูงอยู่ใน 2-6 สัปดาห์ ขึ้นกับมาตรการที่มี ทั้งนี้ สายพันธุ์โอมิครอนมักติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน ผู้ติดเชื้อจะมีอาการทางจมูกและคอมาก เที่ยวนี้จึงพบอาการเจ็บคอจำนวนมาก โดยผู้ป่วยในร.พ. 2 แสนกว่าราย พบ 0.45% ที่มีอาการปอดอักเสบ และ 0.13% ที่มีการใส่ท่อช่วยหายใจ

ส่วนเรื่องพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 นั้น สายพันธุ์ BA.2 แพร่กระจายเร็วกว่าเล็กน้อย แต่ความรุนแรงไม่ต่างกัน อัตราการเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง ระยะนี้เห็นชัดเจนคือผู้ป่วยติดเตียง ไตวายระยะสุดท้าย มะเร็งระยะสุดท้าย มีอัตราเสียชีวิตมากในแต่ละวัน และประมาณ 70-80% จะมีปอดอักเสบ ที่เหลือไม่มีอาการทางปอด อาจเสียชีวิตจากโรคของเขาเอง

ขณะที่มาตรการป้องกันขณะนี้มี 3 อย่างที่จะช่วยควบคุมเชื้อโอมิครอนคือ 1.วัคซีน เราฉีดแล้ว 123 ล้านโดส การฉีดเข็มกระตุ้นจึงสำคัญ รวมถึงการติดเชื้อในกลุ่มเด็กเพิ่ม มากขึ้นกว่า 10% จึงต้องเร่งฉีดในเด็กด้วย 2.มาตรการส่วนบุคคล โดยเฉพาะมาตรการ VUCA และ 3.เมื่อเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง แนะนำว่าให้กักตัว 7+3 คือ กักตัวที่บ้าน 7 วัน หลีกเลี่ยงพบคนให้มากที่สุด ตรวจเอทีเควันที่ 5-6 หากเป็นลบออกจากบ้านได้ แต่หลีกเลี่ยงพบผู้อื่น ไปที่สาธารณะ การใช้ขนส่งสาธารณะอีก 3 วัน เพื่อป้องกันนำเชื้อไปติดผู้อื่น

สู้โควิด – คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โชว์พัฒนานวัตกรรม ‘สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19’ ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และภาคเอกชน คาดว่าจะนำออกสู่ตลาดได้ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.

จุฬาฯ วิจัยสเปรย์พ่นจมูก
ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผศ.ชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ น.ท.พญ.ภาพร ประสิทธิ์ดำรง กรรมการบริษัท ไฮไบโอไซ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม “สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19” เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวว่า ทีมนักวิจัยได้บ่มเพาะและพัฒนาแอนติบอดีที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการระบาด โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาคประชาชนและภาครัฐคือ สวรส. กระทั่งสามารถพัฒนาแอนติบอดีต้นแบบได้และได้ยื่นจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย มีความพร้อมที่จะถ่ายทอดไปสู่ภาคเอกชนเพื่อนำไปต่อยอดในการทำการวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่น่าจะมีส่วนช่วยป้องกันหรือรักษาโควิด-19 โดยหน่วยงานที่มาร่วมมือในครั้งนี้จะทำการวิจัยทางคลินิกและผลิตให้ได้ตามมาตรฐานเพื่อขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประมาณเดือนมิถุนายน 2565 คาดออกสู่ตลาดเพื่อให้ประชาชนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันเชื้อโควิด-19 ประมาณไตรมาส 3 ของปี 2565 และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะมาช่วยรับมือกับสถานการณ์ โรคระบาดโควิด-19 ต่อไป

ผศ.ชัยชาญกล่าวอีกว่า คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร ได้ร่วมศึกษาวิจัยกับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์แอนติบอดีสำหรับพ่นจมูกเพื่อป้องกันโควิด-19 ซึ่งจากผลการทดลองเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการและการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง แอนติบอดีพ่นจมูกที่พัฒนาขึ้นมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทดลองในคลินิกอาสา
นพ.นพพรกล่าวว่า สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19 ที่กำลังจะถูกพัฒนาขึ้นมาและมีการศึกษาประสิทธิภาพในมนุษย์นั้น เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยที่ สวรส.ได้ให้การสนับสนุนในโครงการพัฒนา Monoclonal antibody cocktail ต่อเชื้อ SAR-CoV-2 จากผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายจากโรค พร้อมกันนี้ สวรส.ยังได้สนับสนุนทุนวิจัยในด้านนวัตกรรม เพื่อเป้าหมายในการเติมเต็มความมั่นคงด้านสุขภาพ รวมทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยอย่างเท่าเทียม และนวัตกรรมด้านสุขภาพจะช่วยให้คนไทยเกิดการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น

นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า อภ.ได้เข้ามามีบทบาทในการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรม “สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19” สำหรับนำไปใช้ในการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัคร เพื่อศึกษาถึงประสิทธิผลและความปลอดภัย เป็นข้อมูลในการยื่นขอขึ้นทะเบียนต่ออย.ต่อไป ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้ง 5 หน่วยงานครั้งนี้นับเป็นแพลตฟอร์มใหม่ของความร่วมมือที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมสุขภาพในการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพคนไทย พร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

น.ท.พญ.ภาพรกล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะผลักดันนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นจมูกที่มีแอนติบอดีจากมนุษย์ที่จำเพาะต่อเชื้อโควิด-19 ที่คิดค้นโดยแพทย์ไทย ซึ่งตอบโจทย์เรื่องการเสริมภูมิคุ้มกันที่โพรงจมูกซึ่งเป็นด่านหน้าที่จะดักจับเชื้อโควิด-19 ไม่ให้เข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยมุ่งที่จะพัฒนานวัตกรรมนี้จนเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมของคนไทย เพื่อคนไทย โดยจะเตรียมความพร้อมในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ภายในไตรมาสแรก และขยายผลในการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงคนไทยภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในระบบสุขภาพของประเทศ นอกจากนั้นบริษัทยังมีแผนในการขยายผลสู่ตลาดในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้นวัตกรรมไทยสู่เวทีโลกอีกด้วย

ส่วนนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ยืนยันรัฐบาลบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเพียงพอ โดยกำชับไปยังอภ.ได้มีการบริหารจัดการสำรอง ยาฟาวิพิราเวียร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โควิด-19 โดยสำรองไว้จำนวน 24 ล้านเม็ด และผลิตเพิ่มจำนวน 60 ล้านเม็ด รวมการสำรองทั้งสิ้น 84 ล้านเม็ด

ภูเก็ตป่วยอีก 787 คน
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ภูเก็ต รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 787 ราย เสียชีวิต 1 ราย จากแซนด์ บ็อกซ์ 23 ราย เทสต์แอนด์โก 38 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนสถานการณ์การใช้เตียงจากจำนวนเตียงทั้งหมด 3,473 เตียง ครองเตียง 1,840 เตียง คิดเป็น 52.98% จำนวนเตียงว่าง 1,633 เตียง คิดเป็น 47.02%

กทม.ยันมีศูนย์ซีไอพอ
ที่ท่าเรือตลาดมีนบุรี เขตมีนบุรี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า จำนวนยอดผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพฯ มีเมื่อวานนี้ที่ยอดผู้ติดเชื้อนั้นลดลง โดยก่อนหน้านั้น 8 วัน ยอดผู้ติดเชื้ออยู่ประมาณ 3,000 กว่า แต่การเสียชีวิตนั้นน้อยลง

ส่วนศูนย์พักคอยนั้น ปัจจุบันยังเหลืออีกร้อยละ 50 จากเดิมที่มีเตียงรอรองรับอยู่ประมาณ 4,000 เตียง ได้ใช้ไปแล้วประมาณ 2,000 และได้สั่งขยายเตียงเพิ่มมาอีก 970 เตียง จึงฝากไปยังประชาชนว่า ในกรณีที่เริ่มพบว่าติดเชื้อ ทุกคนมุ่งหวังที่จะไปรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่บางทีมันยังเป็นไม่มาก ให้ตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจเอทีเคก่อน แล้วก็ตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ ซึ่งจะมีศูนย์สาธารณสุข โรงพยาบาล สำนักแพทย์ (สนพ.) สำนักอนามัย (สนอ.) คอยดูให้ และยังมีสธ. ดูแลอยู่ ขอให้ประชาชนไม่ต้องตระหนกตกใจ ยืนยันว่าศูนย์พักคอยของเรามีเพียงพอแน่นอน ส่วนการจัดเตรียมยาฟาวิพิราเวียร์นั้น ได้รับการสนับสนุนจากสธ. เพียงพอ และก่อนหน้านั้นกทม.จัดซื้อไว้เองด้วย จากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งมีพอเพียงกับประชาชน จึงไม่ต้องกังวล
ส่วนนโยบาย “เจอ แจก จบ” ของสธ. เริ่มวันที่ 1 มี.ค.นั้น กำลังหารืออยู่ทั้งทาง สนพ. สนอ. ศูนย์สาธารณสุขกทม. เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

9 ร.ร.พาเด็กฉีดไฟเซอร์
จากนั้น ที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เขตสายไหม พล.ต.อ.อัศวินลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมการให้บริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ฝาสีส้ม ให้แก่เด็กอายุ 5-11 ขวบ ชั้นป.5 และป.6 ในโรงเรียนสังกัดกทม. 9 แห่ง ได้แก่ ร.ร.สายไหม, ร.ร.วัดหนองใหญ่, ร.ร.วัดเกาะสุวรรณาราม, ร.ร.ซอยแอนเนกซ์, ร.ร.วัดราษฎร์นิยมธรรม, ร.ร.ประชานุกูล, ร.ร.ออเงินฯ, ร.ร.พรพระร่วงฯ และร.ร.ฤทธิยะวรรณาลัย รวมจำนวน 843 คน โดยมีคณะผู้บริหาร กทม. สำนักการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่และผู้บริหารโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ร่วมลงพื้นที่

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า กทม. ร่วมกับสำนักงานเขต และโรงเรียนทั้งหมด 9 โรงเรียน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ให้บริการวัคซีน โดยวันนี้ได้สำรวจจำนวนนักเรียนไว้ทั้งหมด 1,229 ราย มีสมัครใจมาฉีดราวๆ 800 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 แต่หลังจากนี้อาจมีคนมาฉีดเพิ่มเติม คนที่ไม่มาส่วนใหญ่อาจเป็นกลุ่มเสี่ยง หาก ผู้ปกครองยังเกรงกลัวอยู่ว่าจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ อาจต้องสอบถามอาการจากเพื่อน หากไม่มีก็มาลงทะเบียนฉีดกัน ส่วนเข็มที่ 2 อาจฉีดตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ซึ่งถัดจากนี้ไปอีก 8 สัปดาห์ ปัญหาอื่นใดไม่มีแน่นอน วันนี้ ป.5-6 ต่อไปก็อาจจะมาฉีดเพิ่มเติมและวนลงไป ป.4-3 ไปเรื่อยๆ กทม.จะดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิดโดยจากการสำรวจพบว่าสมัครใจ ทั้งหมดประมาณ 120,000 ราย ทั้งนี้ยังมีผู้ที่ยังรอดูผล อาการข้างเคียง หรือไม่สะดวกมาในวันนัดดังกล่าว แต่ยืนยันว่าจะต้องมีสมัครใจฉีดเพิ่มอีก และขอรับเข็มอื่นอีกต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน