มอบผู้ว่าฯจัดสถานที่แห่ตรวจ‘เจอแจกจบ’
นักเรียนติดโควิด-กลุ่มเสี่ยงได้เข้าสอบ GAT-PAT ศธ. ไฟเขียวให้ผู้ว่าฯ จัดสถานที่โดยเฉพาะหรือที่ศูนย์พักคอย ปลัดสธ.ตรวจร.พ.ราชวิถี เปิดคลินิกโรคทางเดินหายใจ รักษาโควิดแบบผู้ป่วยนอก ‘เจอ แจก จบ’ วันแรกแล้ว ร.พ.ทั่วประเทศขานรับ พบผู้ติดเชื้อ 60-70% ที่มาตรวจจากผู้ป่วยสีเขียวมีอาการรุนแรงเพิ่ม ไม่ถึง 1% แนะตรวจเอทีเคเป็นบวก ไม่อยากมา ร.พ. กลัวแพร่เชื้อ ให้โทร.1330 ได้ ป่วยโควิด ทะลุหมื่น 25 วันรวด ติดเชื้อเพิ่ม 20,420 ราย ผลเอทีเคบวกอีก 25,339 ราย รวม 45,759 ราย ไทยป่วยสะสม 2,912,347 รายแล้ว เกินร้อยลดเหลือ 53 จังหวัด กทม.-จว.ปริมณฑลยังเกินพัน
‘เอทีเค’ผลบวกพุ่ง 25,339
เมื่อวันที่ 1 มี.ค ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึงหลักหมื่นรายเป็นวันที่ 25 นับจากการระบาดระลอก 1 ม.ค. 2565 โดยรายงานติดเชื้อ 20,420 ราย ส่วน แอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) ผลบวกพบ 25,339 คน รวม 45,759 รายสะสม 2,912,347 ราย หายป่วย 18,297 ราย สะสม 2,673,646 ราย เสียชีวิต 43 ราย สะสม 22,976 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 215,725 ราย อยู่ใน ร.พ. 78,684 ราย อยู่ ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 137,041 ราย มีอาการหนัก 990 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 284 ราย
ผู้เสียชีวิต 43 ราย มาจาก 28 จังหวัด ได้แก่ กทม. 5 ราย, ตาก กระบี่ จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรสาคร เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก ระนอง สงขลา สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย และกาฬสินธุ์ มหาสารคาม เชียงราย กำแพงเพชร ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ ชุมพร ปัตตานี พังงา ยะลา สตูล สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา ตราด ปราจีนบุรี ลพบุรี และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 25 ราย หญิง 18 ราย อายุ 1- 94 ปี เฉลี่ย 69 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 93% สำหรับ ด.ช.อายุ 1 ขวบ มีโรคหัวใจแต่กำเนิด
ป่วยเกินร้อยลดเหลือ 53 จว.
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,752 ราย 2.นนทบุรี 1,292 ราย 3.ชลบุรี 1,197 ราย 4.สมุทรปราการ 1,060 ราย 5.นครศรีธรรมราช 719 ราย 6.ภูเก็ต 678 ราย 7.ระยอง 593 ราย 8.นครปฐม 592 ราย 9.พระนครศรีอยุธยา 554 ราย และ10.นครราชสีมา 538 ราย
จังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปมี 43 จังหวัด คือ สมุทรสาคร 496 ราย, ราชบุรี 476 ราย, บุรีรัมย์ 442 ราย, สระบุรี 384 ราย, ปทุมธานี 333 ราย, ฉะเชิงเทรา 324 ราย, ร้อยเอ็ด 274 ราย, เชียงใหม่ 272 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 265 ราย, สุพรรณบุรี 260 ราย, อุบลราชธานี 239 ราย, อุดรธานี 238 ราย, ขอนแก่น 230 ราย, กำแพงเพชร 224 ราย, ปราจีนบุรี 212 ราย, สงขลา 206 ราย, สุรินทร์ 204 ราย, สุราษฎร์ธานี 196 ราย, ตรัง 191 ราย, กาญจนบุรี 189 ราย, ยะลา 170 ราย, สุโขทัย 169 ราย, ชุมพร 166 ราย, ปัตตานี 166 ราย, นครพนม 164 ราย, พิษณุโลก 164 ราย,
เพชรบุรี 155 ราย, เพชรบูรณ์ 154 ราย, ลพบุรี 152 ราย, ศรีสะเกษ 150 ราย, อ่างทอง 150 ราย, นราธิวาส 141 ราย, ยโสธร 140 ราย, พัทลุง 138 ราย, หนองคาย 134 ราย, สระแก้ว 131 ราย, สกลนคร 126 ราย, กาฬสินธุ์ 124 ราย, มหาสารคาม 112 ราย, ชัยภูมิ 108 ราย, สมุทรสงคราม 108 ราย, กระบี่ 100 ราย และนครสวรรค์ 100 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วยมี 2 จังหวัดคือ ลำพูน 6 ราย และแม่ฮ่องสอน 4 ราย
ขณะที่การติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 66 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 171 ราย ใน 38 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการ ติดเชื้อมาก เช่น รัสเซีย 35 ราย, เยอรมนี 15 ราย, อังกฤษ 11 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย ประเทศละ 10 ราย, ฝรั่งเศส 9 ราย, เอสโตเนีย 8 ราย, ฟินแลนด์ 7 ราย, ตุรกี 6 ราย, ออสเตรีย สิงคโปร์ ประเทศละ 5 ราย ภาพรวม เข้าระบบ Test&Go 99 ราย แซนด์บ็อกซ์ 56 ราย ระบบกักตัว 16 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-28 ก.พ.2565 มีจำนวน 203,970 ราย รายงานติดเชื้อ 4,597 ราย คิดเป็น 2.25% แบ่งเป็นระบบ เทสต์แอนด์โก 137,312 ราย ติดเชื้อ 1,542 ราย คิดเป็น 1.12% แซนด์บ็อกซ์ 57,775 ราย ติดเชื้อ 2,798 ราย คิดเป็น 4.84% และกักตัว 8,883 ราย ติดเชื้อ 257 ราย คิดเป็น 2.89%
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด 19 วันที่ 28 ก.พ. ฉีดได้ 241,185 โดส สะสมรวม 123,809,855 โดส เป็นเข็มแรก 53,578,024 ราย คิดเป็น 77% ของประชากร เข็มสอง 49,739,006 ราย คิดเป็น 71.5% ของประชากร และเข็มสาม 20,492,825 ราย คิดเป็น 29.5% ของประชากร
เริ่มวันแรก‘เจอแจกจบ’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดรับรักษา ผู้ป่วยโควิด “เจอ แจก จบ” หากพบมีอาการแจกยา 3 สูตร รักษาแบบผู้ป่วยนอก (โอพีดี) วอล์กอินเข้ามาตรวจรักษาได้เลย ที่เริ่มวันนี้เป็นวันแรกอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศ ว่า ที่ร.พ.ราชวิถี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.ร.พ.ราชวิถี ตรวจเยี่ยมคลินิกโรคทางเดินหายใจ (ARI Clinic)
นพ.เกียรติภูมิให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมว่า ที่ผ่านมาร.พ.หลายแห่งได้ดำเนินการโควิดแบบผู้ป่วยนอกมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้มีลักษณะที่ชัดเจน ดังนั้น อธิบดีกรมการแพทย์จึงพัฒนาการดูแลแบบผู้ป่วยนอกเป็นแพ็กเกจ “เจอ แจก จบ” ซึ่งจากการตรวจการดำเนินงาน ที่ร.พ.ราชวิถี พบว่ามีการวางระบบเป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดความแออัด ทั้งนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจเอทีเคมาจากที่บ้าน หรือหากสงสัยมาตรวจที่ร.พ.ได้ หากพบผลเป็นบวกจะมีแพทย์คอยดูแลผ่านตู้ป้องกัน ซักถามอาการผ่านระบบเครื่องเสียง เพื่อดูความเสี่ยงและอาการว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีโรคประจำตัว หรือไม่ อาจมีการตรวจร่างกายหรือเอกซเรย์ปอด กรณีจำเป็น หากไม่มีความเสี่ยงก็อาจให้ การรักษาแบบผู้ป่วยนอกตามความสมัครใจ ถ้าผู้ติดเชื้อเห็นด้วยก็จะส่งขึ้นไปยังศูนย์เอชไอ ซีไอ เพื่อเข้าระบบการติดตามอาการภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมรับยากลับไป
ส่วนการรับยาจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระดับ อาการ คือ กลุ่มยาตามอาการ เช่น ลดไข้ ไอ เจ็บคอ ขับเสมหะ เป็นต้น ยาฟ้าทะลายโจร และยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งร.พ.ราชวิถีนำยาทั้ง 3 กลุ่มมาจ่ายผู้ป่วยแบ่งเป็น 7 สูตร โดยแพทย์จะให้คิวอาร์โค้ดไปรับยาผ่านตู้ จ่ายยาอัตโนมัติเพื่อลดการสัมผัส จึงเรียกว่า เจอ แจก จบ คือ เมื่อพบเจอติดเชื้อ เราแจกความรู้ แจกยา โดยมีใบความรู้ให้ในการกักตัวเองที่บ้าน (เซลฟ์ ไอโซเลชั่น) ข้อแนะนำการรับประทานยาและผลข้างเคียง ส่วนจบคือลงทะเบียนอยู่ในระบบบริการหรือรับไว้ดูแลเรียบร้อยแล้วแบบครบวงจร
แนะผู้ติดเชื้อสวมแมสก์ 2 ชั้น
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ร.พ.สังกัด สธ. มีคลินิกโรคทางเดินหายใจทุกแห่ง ที่ผ่านมามีการจัดระบบบริการเช่นนี้อยู่แล้ว แต่ก็ได้ให้นโยบายไปว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ให้เตรียมพร้อมการดูแลแบบผู้ป่วยนอก และยืนยันว่าการดูแลไม่ว่ารูปแบบใด ทั้งผู้ป่วยนอก เอชไอ ซีไอ หรือเข้ารักษาในร.พ. ทั้งหมดอยู่ในสิทธิการรักษา และเรื่องของการดูแลแบบผู้ป่วยนอกก็ไม่ได้กระทบกับงบประมาณหรือเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนในการดูแลแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่ติดเชื้อแล้ว จะมารับบริการในคลินิกโรคทางเดินหายใจ ขอให้ยึดหลักป้องกันตนเองตลอดเวลา (Universal Prevention) ใส่หน้ากากตลอดเวลา โดยอาจใส่ 2 ชั้นหากรู้สึกว่าไม่สบายเพื่อป้องกันมากขึ้น รักษาระยะห่างจากคนอื่น ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ อย่าเปิดหน้ากากในที่แออัดเพราะไม่รู้ว่ามีเชื้อหรืออาจไปรับเชื้อ ก็ได้ และเมื่อตรวจเจอเชื้อไม่อยากให้เดินทาง แต่อยากให้ติดต่อบริการสายด่วน 1330 หรือโทรศัพท์มายังร.พ.เพื่อรับการประเมินดูแล
ป่วยสีเขียวมีอาการเพิ่มไม่ถึง1%
“การตรวจรักษาโควิด สธ.พยายามวางแผน ในการจัดการให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งพิจารณาจาก 3 เรื่อง คือ ความรุนแรง ภูมิต้านทาน และกระบวนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันเป็นสายพันธุ์ โอมิครอน ความรุนแรงต่ำมาก 95% ขึ้นไปไม่มีอาการหรืออาการน้อย ต่างจากสมัยอัลฟา เดลตา ที่อยู่บ้านจากสีเขียวแล้วกลายเป็นเหลือง แต่สายพันธุ์โอมิครอนกรมการแพทย์จะสรุปตัวเลขว่าการเปลี่ยนแปลงอาการเป็นรุนแรงมีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ประชาชน สบายใจขึ้น แต่ที่ปรากฏเป็นสีเหลือง สีแดง ไม่ถึง 1% คือ 100 คน จากเขียวกลายเป็นเหลืองน้อยกว่า 1%” แม้จะมีอาการเพิ่มขึ้น ก็ติดต่อกลับมาร.พ.ได้ เพราะมีการลงทะเบียนไว้แล้ว และปรึกษาหรือเข้ามาระบบบริการ ที่สูงขึ้นได้ เป็นเรื่องของทัศนคติและรูปแบบที่จะนำไปสู่เป็นโรคประจำถิ่นที่ไม่รุนแรง ซึ่งสมัยก่อนเราไม่รู้ รู้จักเขาน้อยและมีความรุนแรงจริง จึงต้องรับผู้ติดเชื้อ แม้ไม่มีอาการก็ต้องเข้าร.พ.ถึง 14 วันในช่วงแรก ตอนหลังก็ลดเหลือ 10 วัน” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
นพ.สมศักดิ์ อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ร.พ.ทุกสังกัดในพื้นที่กทม.มีคลินิกโรคทางเดินหายใจรองรับในการดูแล แต่หากทราบว่าผลเอทีเคเป็นบวก อยากให้โทร.สายด่วน 1330 หรือเบอร์ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม.ในเขตที่ตนเองอาศัย ซึ่งจะให้บริการคำปรึกษา ทั้งทางโทรศัพท์ วิดีโอคอล และขึ้นทะเบียนรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้โดยไม่ต้องเดินทางมา ซึ่งได้ประสานกับทางเลขาธิการ สปสช. ในการ นำระบบ Auto Screening หรือ Robot Screening มาช่วยคัดกรองอาการ ทั้งนี้ ย้ำว่าบริการผู้ป่วยนอกไม่ได้มาทดแทนเอชไอ ซีไอ แต่เป็นบริการเสริมหรือทางเลือก สำหรับผู้ติดเชื้อ ที่สบายดี ไม่มีอาการ ไม่มีภาวะเสี่ยง และสมัครใจ ซึ่งจะช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องติดตามอาการทุกวัน
วอล์กอินพบติดโควิด 60-70%
ด้าน นพ.จินดา ผอ.ร.พ.ราชวิถีกล่าวว่า โดยเฉลี่ยมีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการ คลินิกโรคทางเดินหายใจร.พ.ราชวิถี ประมาณวันละ 150-250 ราย โดยวันนี้เข้ามาประมาณ 200 กว่าราย โดยส่วนใหญ่จะมีอาการทางเดินหายใจ และสงสัยโควิด บางคนมีผลตรวจเอทีเคมาแล้ว บางคนยังไม่มีผลตรวจ ซึ่งจากการตรวจสัดส่วน เป็นโควิดประมาณ 60-70% และส่วนใหญ่ ก็เป็นกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรืออาการ เล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่จะให้คำแนะนำและคัดกรองว่ามีความเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อจัดบริการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม สำหรับ ยาที่จ่าย 7 สูตร เป็นยารักษาตามอาการ 4 สูตร ซึ่งจะแตกต่างกันไป ตั้งแต่หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ กลุ่มยาฆ่าเชื้อ กลุ่มที่แพ้ยา อะม็อกซี ส่วนอีก 3 สูตรจะเป็นการให้ ฟ้าทะลายโจร, ยาฟาวิพิราเวียร์กลุ่มที่มีน้ำหนัก ตัวน้อยกว่า 90 กิโลกรัม และฟาวิพิราเวียร์สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม
แจงแบ่งอาการ 4 กลุ่ม
นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันโรค ติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กล่าวถึงแนวทาง เวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ใน ร.พ. แบบ “เจอ แจก จบ” การประเมินอาการแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ไม่มีอาการและสบายดี ไม่มีความเสี่ยง สามารถรักษาตัวที่บ้านแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักรักษา หรือเข้าระบบเอชไอ หรือสถานที่ แยกกักต่างๆ ที่รัฐจัดให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ยาฟาวิพิราเวียร์ 2.กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย และไม่มีความเสี่ยง ให้แพทย์พิจารณาว่าจะให้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือไม่ 3.กลุ่มที่มีอาการน้อย แต่มีความเสี่ยงมีโรคร่วม เราให้แอดมิตเข้าร.พ. และ 4.กลุ่มที่มีอาการรุนแรงรับเข้าไว้รักษาในร.พ.
เมื่อถามว่าแนวทางเวชปฏิบัติล่าสุดนี้คือ พยายามเอาคนที่มีความเสี่ยงเข้าร.พ.ตั้งแต่แรก นพ.ทวีกล่าวว่า ใช่ แม้อาการน้อย แต่มีโอกาสรุนแรงก็ตัดเข้าไป เมื่อถามถึงเหตุผลในการเพิ่มบริการผู้ติดเชื้อโควิดแบบ ผู้ป่วยนอก นพ.ทวีกล่าวว่า หากให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ เข้าระบบร.พ.ทั้งหมด ระบบก็อาจรับไม่ไหว ซึ่งต้องสำรองเตียงไว้ในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง โดยต่างชาติก็มีแนวทางเช่นนี้ หากรับหมดก็แย่ จะไม่มีเตียงมาดูแลคนอาการหนัก จึงเป็นเหตุผลของแนวทางปัจจุบัน เมื่อถามว่าการจัดกลุ่มผู้ติดเชื้อเพื่อแยกการรักษา จะช่วยอย่างไร นพ.ทวีกล่าวว่า อย่างแรก คือช่วยแพทย์และบุคลากรหน้างานตัดสินใจในการรักษาแบบ เอชไอ ซีไอ หรือผู้ป่วยนอก หรือตัดสินใจเอาเข้าร.พ.และช่วยตัดสินใจเรื่องการให้ยาต้านไวรัสเป็นตัวสำคัญที่สุด ซึ่งยาต้านไวรัสเรามีพอ ตอนนี้ก็สั่งซื้อสาร ตั้งต้นเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาผลิตเป็นเม็ด
ชี้ผลข้างเคียงดื้อยาฟาวิพิราเวียร์
“ทุกวันนี้มีการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์วันละ 2 ล้านเม็ด ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการสิ้นเปลือง แต่ต้องให้ยาอย่างเหมาะสม มีการแจกยา ออกไปจำนวนมากจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกังวล มองผลดีผลเสียมีอะไรบ้าง และยาต้านไวรัสทุกตัวเป็นแค่การยับยั้งเท่านั้น ไม่ใช่ยาฆ่าไวรัส แต่ร่างกายจะเป็นตัวฆ่าเชื้อเอง ซึ่งการให้ยาควรดูจากอาการรุนแรงหรือไม่ ถ้าแรงก็ต้องให้ แต่ถ้าไม่มีอาการหรือไม่แรงก็ยับยั้งการให้ยาไว้ก่อน แล้วมาดูว่าเสี่ยงสูงไหม เช่น อายุ 75 ปี มีเบาหวาน หัวใจ แม้จะมีอาการเล็กน้อย เช่น ไอ แต่บางทีแพทย์อาจให้ยาต้าน หรือให้ไปนอนร.พ. แต่ผู้ติดเชื้อก็อาจเลือกได้ว่า จะนอนหรือไม่นอน แต่หากไม่นอนก็จะมีช่องทางติดต่อกลับ หากอาการเปลี่ยนแปลง เช่น หอบ ต้องนอนร.พ.” นพ.ทวีกล่าว
เมื่อถามต่อว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกังวลเรื่องการดื้อยาฟาวิพิราเวียร์ด้วยหรือไม่ นพ.ทวีกล่าวว่า แน่นอน ให้วันละ 2 ล้านเม็ด เดือนละ 60 ล้านเม็ด เชื้อสัมผัสยาบ่อยๆ เรื่องทฤษฎีการดื้อยามีอยู่แล้วก็เป็นไปได้ เราจึงกังวล สมมติมีการดื้อยาขึ้นมาจริงๆ ดื้อมากๆ ที่ให้กินยาก็เท่ากับเป็นแป้ง ไม่มีฤทธิ์เลย จึงมีแนวทางดังกล่าวออกมา เพื่อให้มีการให้ยาอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด เมื่อถามอีกว่าผลข้างเคียงที่กังวลในการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ นพ.ทวีกล่าวว่า พบคลื่นไส้อาเจียนเยอะ และยาต่างๆ หากใช้มากๆ อาจมีผลข้างเคียงออกมาเพิ่มขึ้น และที่เจอแล้วในสัตว์ทดลองคือ มีผลต่อตัวอ่อน อาจทำให้ตัวอ่อนพิการ จึงห้าม ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ต้องไปใช้ยาเรมดิซีเวียร์ ซึ่งยาที่ลงท้ายด้วยเวียร์มีผลต่อตัวอ่อนแทบ ทั้งสิ้น ยกเว้นเรมดิซีเวียร์ที่มีการศึกษาวิจัยแล้ว ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์ไม่สะสมระยะยาว แต่จะกระทบเลย เช่น ตาสีฟ้า คลื่นไส้อาเจียน ส่วนกรณีกินยาฟาวิพิราเวียร์แล้วปัสสาวะเป็นเลือดนั้นต้องไปตรวจก่อน เพราะปัสสาวะเป็นเลือดมาจากหลายสาเหตุ เช่น ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไวรัสบางตัวทำให้เลือดออกในกระเพาะปัสสาวะได้
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มรักษาโควิดแบบผู้ป่วยนอกว่า หมอต้องให้คำยืนยันให้ชัด และให้ข้อมูลที่เพียงพอว่าถ้าเป็นโอมิครอนแล้วอยู่ในเกณฑ์แบบนี้ไม่ต้องถึงกับไปกักตัวและได้รับยา แต่ว่าเป็นการไปพบหมอและได้คำแนะนำกลับไปดูอาการตัวเอง และพร้อมให้เขากลับมาเมื่อมีอาการรุนแรง แต่ระหว่างนี้ต้องให้ความ มั่นใจกับเขา ให้เขามีความเชื่อมั่น เมื่อถามว่ามีการหารือเกี่ยวกับการป้องกันความซ้ำซ้อนของการให้บริการอย่างไร นายสาธิตกล่าวว่า ต้องป้องกันการซ้ำซ้อนว่าต้องมีข้อมูลให้เขามั่นใจในทุกช่องทางที่เขาเลือกโดยความสมัครใจ นำไปสู่การเข้าใจมากขึ้นในอนาคต
รับเอทีเคที่ร้านยา 1.5 พันแห่ง
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใน 1 มี.ค.นี้ รัฐบาลเดินหน้านโยบายมาตรการควบคุม ด้านสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียน ตามหลักเกณฑ์การเดินทางเข้าประเทศไทย ในรูปแบบเทสต์แอนด์โก โดยสปสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งกระจายชุดตรวจ เอทีเคผ่าน โครงการกระจายอุปกรณ์ตรวจ ด้วยตนเอง เพื่อคัดกรองการติดเชื้อโควิด ซึ่งเป็นการขยายบริการให้ครอบคลุมการ เข้าถึงสิทธิสร้างเสริมสุขภาพและระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยจะกระจายผ่านหน่วยบริการในระบบสปสช.กว่า 2,000 แห่ง รวมทั้งร้านยาที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 1,500 ร้านทั่วประเทศ ผ่านสมาร์ตโฟน เข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง, กระเป๋าสุขภาพ เลือก “ฟรี ชุดตรวจโควิด” โดยทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนรับชุดตรวจ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคย ดาวน์โหลดแอพฯ เป๋าตัง ดาวน์โหลดและ ลงทะเบียนได้ที่ https://krungthai.com/link/paotang-ktbwallet กรณีไม่มีสมาร์ตโฟนให้โทร. 1330 หรือผ่านเว็บไซต์ สปสช.
นายธนกรกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ย้ำประชาชน ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการร้านอาหาร ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการ แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ตามประกาศของสธ.อย่างเคร่งครัด โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยของสถานประกอบการร้านอาหารต่างๆ หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการให้ดำเนินการ ตามกฎหมายเด็ดขาด
ครม.อนุมัติปรับรักษาโควิด
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ที่ทำเนียบรัฐบาล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบปรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (ฉบับที่ 8) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 เป็นต้นไป ตามที่สธ.เสนอ เพื่อให้ค่าใช้จ่ายรักษาโรคโควิด-19 สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากราคาอุปกรณ์และเวชภัณฑ์บางรายการ มีราคาที่ถูกลง
ทั้งนี้ การปรับอัตราค่าใช้จ่ายจะไม่ส่งผล กระทบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทุกกลุ่มระดับอาการทั้งสีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตัวอย่างการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขมีดังนี้ 1.ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยให้สถานพยาบาลได้รับค่าใช้จ่าย ที่เกิดขึ้นตามระดับกลุ่มอาการของผู้ป่วย นับแต่รับหรือส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ฉบับนี้ และกำหนดให้ผู้ป่วยหรือญาติ ผู้ป่วยที่ปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อ หรือกรณีผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยประสงค์จะไปรับการรักษา ที่สถานพยาบาลอื่น ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง
2.การตรวจคัดกรองด้วยวิธี อาร์ที-พีซีอาร์ แบ่งเป็น 1.กรณี 2 ยีนส์ (เหมาจ่าย) ปรับลดเหลือ 900 บาท จากเดิม 1,300 บาท 2.กรณี 3 ยีนส์ (เหมาจ่าย) ปรับลดเหลือ 1,100 บาท จากเดิม 1,500 บาท 3.การตรวจคัดกรองด้วย เอทีเค แบ่งเป็น 1.วิธี Chromatographic immunoassay จ่ายตามจริงไม่เกิน 250 บาทต่อครั้ง (จากเดิม 300 บาทต่อครั้ง) 2.วิธี FIA จ่ายตามจริงไม่เกิน 350 บาทต่อครั้ง (จากเดิม 400 บาทต่อครั้ง)
4.ปรับปรุงรายการและอัตราค่าบริการเหมาจ่ายสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว กรณี เอชไอ ซีไอ ฮอสพีเทล ร.พ. ร.พ.สนาม ให้เบิกได้เฉพาะค่ายาพื้นฐาน ค่าบริการพยาบาล ทั่วไป ค่าติดตามอาการ ค่าให้คำปรึกษาของแพทย์ ค่า PPE ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าอาหาร 3 มื้อ รวมถึงค่าที่พักเฉพาะกรณี เอชไอ ฮอสพีเทล ร.พ. และร.พ.สนาม หากรักษาตั้งแต่วันที่ 1-6 วัน เหมาจ่าย 6,000 บาท กรณีรักษา 7 วันขึ้นไป เหมาจ่าย 12,000 บาท และ 5.ยาฟาวิพิราเวียร์ และยาเรมดิซีเวียร์ ให้เบิกจ่ายจากสธ.โดยตรง
ติดโควิดสอบแกต-แพตได้
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ร่วมประชุมเตรียมการแนวทางการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ PAT และการสอบวิชาสามัญ ของนักเรียนที่อยู่ระหว่างการรักษาอาการจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เพื่อให้ได้เข้าสอบ ร่วมกับ สธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยที่ประชุมหารือเพื่อเตรียมการและหาแนวทางร่วมกันเพื่อให้นักเรียนได้เข้าสอบ ไม่เสียสิทธิ ไม่ว่าจะเสี่ยงสูงหรืออยู่ระหว่างการรักษาโควิด-19 โดยที่มาสอบได้และได้รับการยินยอมจากแพทย์เพราะเห็นร่วมกันว่าอนาคตและความมุ่งมั่น มุ่งหวังของนักเรียนในการร่วมสร้างโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ
ใช้‘ซีไอ’สถานที่สอบ
นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันวางแผนและกำหนดแนวทางการเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับนักเรียนที่ติดเชื้อและผู้มีความเสี่ยงสูงในการเข้าสอบคัดเลือกระบบทีแคส โดยเห็นควรส่งข้อมูลมาตรการการจัดสอบ แกต & แพต และวิชาสามัญ สำหรับ ผู้ติดเชื้อให้ทุกจังหวัดพิจารณา โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สาธารณสุข ศึกษาธิการ ทปอ.พื้นที่ อำนวยความสะดวกในการจัดสถานที่สอบ อาจใช้ซีไอ หรือสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อขยายศูนย์สอบทั้ง 6 ศูนย์ และให้นักเรียนที่ติดเชื้อประสงค์สอบประสานลงทะเบียนศูนย์สอบได้ระหว่างก่อนการสอบ และให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา การดูแล ที่พัก การเดินทาง ให้เหมาะสมปลอดภัย และระหว่างนี้ผู้ปกครอง นักเรียน ดูแลสุขภาพโดยยกระดับมาตรการส่วนบุคคลขั้นสูงสุดเพื่อลดการติดเชื้อ
ด้านผู้แทน ทปอ.กล่าวว่า ปฏิทินการสอบ แกต & แพต และวิชาสามัญ ปีการศึกษา 2565 กำหนดสอบแกต & แพต ในระหว่างวันที่ 12-15 มี.ค. ประกาศผลสอบวันที่ 18 เม.ย. ส่วนสอบวิชาสามัญ ในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม ประกาศผลสอบวันที่ 20 เมษายน มีจำนวนผู้สมัครแกต & แพต และวิชาสามัญ รวม 183,228 คน แบ่งเป็นการสอบแกต & แพต จำนวน 177,853 คน และสอบวิชาสามัญจำนวน 155,282 คน โดย 5 วิชาที่มีผู้สมัครสูงสุด ได้แก่ 1.วิชาแกต ความถนัดทั่วไป จำนวน 173,125 คน 2.วิชาสามัญ ภาษาอังกฤษ จำนวน 149,712 คน 3.วิชาสามัญ ภาษาไทย จำนวน 139,711 คน 4.วิชาสามัญ สังคมศึกษา จำนวน 137,372 คน และ 5.วิชา แพต 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ จำนวน 121,055 คน
จากสถิติการสมัครในปีนี้ พบว่าวิชาที่มี ผู้สมัครมากที่สุดคือ แกต ความถนัดทั่วไป แต่เมื่อเทียบยอดการสมัครแกต & แพต ในปีก่อนๆ พบว่ามีจำนวนลดลงจำนวนมาก เนื่องจาก การปรับปรุงกระบวนการรับสมัครให้สามารถ สมัครหลังทราบผลการคัดเลือกรอบ 1 หรือรอบแฟ้มสะสมผลงาน จึงทำให้นักเรียนกว่า 80,000 คน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบเผื่อไว้ก่อน นอกจากนี้ ยังปรับปรุงการเลือกสนามสอบให้ผู้สมัครเลือกสนามสอบเองตามลำดับความต้องการ 5 ลำดับผลการจัดสนามสอบ พบว่า 97.2% ได้สนามสอบลำดับ 1 ที่เลือกไว้ 2.4% ได้สนามสอบลำดับที่ 2-5 ที่เลือกไว้ 0.4% ได้สนามสอบที่ไม่ได้เลือกไว้ และมีสนามสอบทั้งหมด 213 สนามสอบทั่วประเทศ
ปรับปฏิทินรับเด็กพิเศษ
ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีเปลี่ยนแปลงปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2565 เฉพาะในส่วนของนักเรียนความสามารถพิเศษ และในส่วนของโรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ เพื่อให้โรงเรียนสามารถเป็นสถานที่จัดสอบรายการต่างๆ และได้ขอให้โรงเรียนให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการเป็นสถานที่จัดสอบตามรายการและวันดังกล่าว โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย
นายอัมพรกล่าวต่อว่า สำหรับนักเรียนที่กำลัง อยู่ในระหว่างการรักษาอาการป่วยนั้นจัดห้องสอบ ให้เป็นการเฉพาะ ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และสร้างความมั่นใจและปลอดภัย ไม่เป็นสถานที่แพร่เชื้อ รวมทั้งต้องเน้นย้ำให้นักเรียนที่ป่วยเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถยนต์ที่จัดให้เป็นการเฉพาะจากหน่วยบริการสาธารณสุขหรือจากสนามสอบจัดให้เช่นกัน เพราะการดำเนินการในครั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้ใช้สิทธิในการสอบเพื่อการศึกษาต่ออย่างไม่มีอุปสรรคใดๆ ซึ่งก่อนวันสอบนั้นต้องมีการรายงานรายชื่อ จำนวน และสถานที่พัก รักษาตัวให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มีสถานศึกษาเป็นสนามสอบได้ทราบ ก่อนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสอบ
ส่ง 300 ทหารรับสายด่วน
พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวง กลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้สั่งการทุกเหล่าทัพ เร่งจัดตั้งและขยายความสามารถของ ร.พ.สนาม รวมทั้ง พื้นที่กักตัวควบคุมโรคชุมชน (ซีไอ) เพิ่มให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้หมุนเวียนจัดกำลังพลจำนวน 300 นาย สนับสนุน สปสช. รับแจ้งสายด่วน 1330 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัดและมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เพื่อให้บริการผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ในระบบได้เร็วและทั่วถึงมากขึ้น และเตรียมความพร้อม “ศูนย์เคลื่อนย้ายและส่งกลับ” ให้พร้อมสนับสนุน ในภาวะวิกฤตทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ โดยให้ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือและรับมือกับ ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่มีจำนวนมากกว่า 2 หมื่นรายต่อวัน ต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์
ปัจจุบันทุกเหล่าทัพได้เร่งจัดตั้ง ร.พ.สนามในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล แล้วกว่า 820 เตียง รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดต่างๆ กว่า 8,000 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อที่มีจำนวนมากขึ้นต่อเนื่อง
ลำปางปิดหมู่บ้าน
ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง รายงานว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 460 ราย แยกเป็นติดเชื้อในจังหวัด 459 ราย และจากต่างจังหวัด 1 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 ถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 8,862 ราย และเสียชีวิตสะสม 9 ราย
นายมานพ ผญบ.บ้านนาไหม้ หมู่ 2 ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ได้ประกาศปิดหมู่บ้านเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. เป็นต้นไปเนื่องจากชาวบ้านกว่า 128 หลังคาเรือน จำนวน 350 ราย ตรวจพบติดเชื้อกว่า 73 ราย มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 80 ราย รวมทั้งผู้นำชุมชน อสม.บางรายก็ติดเชื้อโควิดต้องกักตัวด้วย ทำให้ขาดคนประสานงาน ในหมู่บ้านและขาดแคลนอาหารเครื่องอุปโภค-บริโภค เนื่องจากชาวบ้าน ต้องกักตัวไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านประกอบอาชีพตามปกติได้ จึงขอรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค ข้าวสาร น้ำดื่ม โดยเฉพาะพืช ผัก อาหารสด ที่ใช้ประกอบอาหาร เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย และนมดื่มสำหรับเด็กสามารถบริจาคโดยตรงได้ที่ ทางเข้าหมู่บ้านนาไหม้ หมู่ 2 ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม หรือติดต่อบริจาคที่ อบต.เมืองมาย ได้ทุกเวลา โทร.0-5401-9895 หรือ 08-1885-8680 นายมานพ โทร.09-6392-5002 หรือนางเย็น ตั้งเชิง ส.อบต. เมืองมาย โทร.01-9854-3143
ร้องขยะติดเชื้อเกลื่อนถนน
ด้านชาวบ้าน อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ร้องเรียนว่า มีร.พ.แห่งหนึ่งในจังหวัด ปล่อยปละ ละเลยให้กองขยะติดเชื้อล้นถังขยะ และล้นจาก ที่จัดเก็บขยะจนออกมากองริมถนนด้านหลังอาคารผู้ป่วยตึก 50 ปี ทางเข้าบ้านพักของร.พ. โดยมีการเขียนข้อความว่า “ขยะติดเชื้อ ห้ามเข้า” จนทำให้ผู้คนที่พบเห็นและผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว ต่างพากันหวาดระแวงไปตามๆ กัน เกรงว่าจะติดเชื้อโรค ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นขยะจาก ผู้ป่วยโควิดด้วยหรือไม่ โดยขอเรียกร้องให้ ผู้บริหารร.พ.ลงมาตรวจสอบแก้ปัญหาให้ด้วย
ต่อมา นพ.สมรัฐ ศรีตระกูล ผอ.โรงพยาบาล หนองไผ่ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ขยะดังกล่าว มีจำนวนมากเนื่องจากในขณะนี้มีผู้ป่วยโควิดจำนวนมาก ประกอบกับบริษัทที่รับกำจัดขยะติดเชื้อดังกล่าวจะมาเก็บอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จึงทำให้ขยะตกค้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากทราบปัญหาได้แจ้งไปยังบริษัทเพิ่มความถี่ ในการมาเก็บขยะติดเชื้อดังกล่าวเป็นอาทิตย์ละ 3 ครั้งช่วยลดปริมาณขยะได้ ทั้งนี้ขยะจากผู้ป่วยโควิดทางร.พ.ได้บรรจุและปิดอย่างดี อีกทั้งอยู่ในสถานที่ห่างจากจุดที่ประชาชนมาใช้บริการโรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทที่มาเก็บขยะเหล่านี้ ก็จะใช้ยานพาหนะที่มีการขนส่งที่ปลอดภัย และนำไปเผาทำลายที่โรงงาน ที่จ.นครสวรรค์ จึงขอให้เจ้าหน้าที่และประชาชน มั่นใจได้ว่าขยะเหล่านี้จะไม่แพร่เชื้อต่อบุคคลภายนอกแน่นอน
ภูเก็ตตั้งคลินิก‘เจอแจกจบ’
ด้านร.พ.วชิระภูเก็ต ได้ใช้อาคารห้องประชุม ใหญ่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตหลังใหม่ เป็นคลินิก อุ่นใจ เปิดให้บริการตรวจรักษา “เจอ แจก จบ” ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 20.00 น. ของทุกวัน
ขณะที่ นายอุทัย เทือกสุบรรณ ปลัดอาวุโส อำเภอบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ทางผู้นำท้องถิ่น ได้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมเพื่อสุขภาพ ได้เปิดศูนย์ซีไอ ขึ้นที่โรงเรียนบ้านยางอุง ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ ถือว่า เป็นที่แรกรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 30 เตียง และจะทยอยเปิดให้ครบทุกตำบล
ขณะที่ นพ.ตุลกานต์ มักคุ้น นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ร.พ.ตรัง ในฐานะโฆษกศูนย์ศบค.ตรัง แถลงว่าพบผู้ป่วยใหม่ 187 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อในจังหวัด 182 ราย ติดเชื้อ จากที่อื่น 5 ราย ส่วนผลการตรวจด้วยเอทีเค เป็นบวก 804 ราย จากผลตรวจ 1,608 ราย
ลูกร้องแม่ป่วยไตติดโควิดดับ
ที่บ้านเลขที่ 107/2 ม.5 ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง นางจิตราภรณ์ เคลือกล่อม อายุ 56 ปี ร้องเรียน กรณีนางประจบ เป้าทอง อายุ 87 ปี ซึ่งเป็นแม่ และมีโรคประจำตัว เป็นโรคไต และโรคเกาต์ แต่เกิดอาการอาเจียน จึงเข้ารับการรักษาตัวที่ร.พ.ตรัง กระทั่งได้มาเสียชีวิตลงด้วยโรคโควิดลงปอด
นางจิตราภรณ์เผยว่า แม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงมาระยะเวลา 1 ปี แต่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาฉีดวัคซีนให้ ต่อมาแม่มีอาการอาเจียน เมื่อคืนวันที่ 20 ม.ค. จึงตลอดระยะเวลาที่ตนเฝ้าแม่ที่ ร.พ. จะระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเป็นห่วงแม่จะติดโควิด กระทั่งวันที่ 10 ก.พ. ตนได้ขอกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ให้พี่สาวมาผลัดเปลี่ยนเวรเฝ้าแม่ จนวันที่ 13 ก.พ. ตนมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไปที่ร.พ.นาโยง พบติดโควิด จึงรีบโทร.หาพี่สาวที่อยู่เฝ้าแม่ พร้อมทั้งได้บอกให้ ร.พ.ตรัง ช่วยตรวจสว็อบแม่ที่นอนป่วยด้วย และพบว่าแม่ได้ติดเชื้อ โควิดเช่นกัน แต่พี่สาวไม่ติด ทาง ร.พ.จึงให้พี่สาวกลับบ้าน หลังจากนั้นก็ได้พาแม่ขึ้นไปรักษาอาการโควิด ที่ชั้น 7 ของร.พ. ส่วนตนรักษาตัวที่บ้าน เป็นระยะเวลา 15 วัน กระทั่งวันที่ 26 ก.พ. ทาง ร.พ.ตรัง ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่า แม่เสียชีวิตด้วยโรคโควิดแล้ว ทำให้รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงอยากให้ ร.พ.ตรัง ออกมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะขาดความรัดกุม ขาดความรอบคอบ ทำให้แม่ติดโควิดจากร.พ.จนเสียชีวิต และตนหมดค่าใช้จ่ายไป 12,000 บาทในการรักษาแม่ จึงอยากให้ ร.พ.ตรัง ช่วยรับผิดชอบด้วย
โคราชถกรับโรคประจำถิ่น
ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ตอบโต้โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ห้องประชุมสำนักงาน การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์วิญญู จันทร์เนตร รองนพ.สสจ.นครราชสีมา ร่วมกันประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ถึงมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด และการเตรียมความพร้อมการดูแลผู้ป่วยหากปรับเป็นโรคประจำถิ่น
นายวิเชียรกล่าวถึงความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยหากมีการประกาศให้โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ว่า จังหวัดนครราชสีมา มีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว คาดว่าเดือนมิ.ย.นี้ จะมีการประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นอย่างเป็น ทางการ ซึ่งในช่วงนี้จังหวัดได้เร่งทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชนให้รับทราบเพื่อเตรียมความพร้อม โดยให้สสจ. เร่งทำสื่อประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจประชาชนทั้ง 32 อำเภอ หากพบ คนในครอบครัวติดเชื้อโควิดแล้วทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้มาสังเกตตัวเองที่บ้านต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยส่วนตัวมองว่า การประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น จะเป็น การยกระดับว่า โรคโควิด ถือเป็นโรคธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เหมือนโรคทั่วไป แต่มาตรการ ในการป้องกันและดูแล ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขกำหนดอย่างเข้มแข็งเหมือนเดิม ที่สำคัญหากประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแน่นอน
ขอนแก่นขานรับเจอแจกจบ
ที่ร.พ.ขอนแก่น ประชาชนทยอยเข้าตรวจคัดกรองโควิด บริเวณจุดคัดกรองโควิด ของร.พ. และสอบถามข้อมูลแนวทางการรักษาผู้ป่วยแบบ “เจอ แจก จบ”
นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.ร.พ. ขอนแก่น กล่าวว่า วันนี้มีผู้ป่วยที่มีผลตรวจยืนยันเข้าร่วมโครงการ 30 คน ภายใต้หลักเกณฑ์ และการวินิจฉัยจากแพทย์ และต้องมีความพร้อมในการเข้ารับการรักษาที่บ้าน หรือเอชไอ เป็นผู้ป่วย ที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย แต่หาก เป็นผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว จะไม่สามารถเข้ารับการรักษาในรูปแบบนี้ได้ เนื่องจาก มีความเสี่ยงสูง โดยทาง ร.พ.ยืนยันว่ามียาฟาวิพิราเวียร์เพียงพอ ในการดูแลผู้ป่วย
อยุธยาฉีดวัคซีนยาย 84 ปี
ด้านนายวีระชัย นาคมาศ ผวจ.พระนคร ศรีอยุธยา นพ.ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นพ.สสจ.อยุธยา นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอ ผักไห่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอผักไห่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ในพื้นที่ ต.ลำตะเคียน ฉีดวัคซีน ให้กับคุณยายละออง อ่อนจำรัส วัย 84 ปี ที่บ้านเลขที่ 53/1 ม.3 ต.ลำตะเคียน อ.ผักไห่ นับเป็นคนสุดท้ายของ ต.ลำตะเคียน ทำให้ฉีดวัคซีนได้ครบ 100% ในตำบล
นายวีระชัยกล่าวว่า มาแสดงความยินดี กับต.ลำตะเคียน ที่ฉีดวัคซีนได้ครบ 100% โดยรายสุดท้ายที่รับการฉีดวัคซีน อายุ 84 ปี โดยจังหวัดจะเร่งฉีดวัคซีนทุกตำบลให้ครบ 100% ซึ่งต.ตะเคียนเป็นตำบลที่สอง ต่อจากต.บ้านรุน ที่ฉีดวัคซีนได้ครบ 100% เป็นตำบลแรก ในส่วนของอ.ผักไห่ เหลืออีก 2-3 ตำบล และขอฝากโดยเฉพาะกลุ่ม 608 เร่งฉีดเข็ม 3 ให้ได้ครบ 100% เช่นกัน
สำหรับจ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าผู้ติดเชื้อ เพิ่ม 358 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ 3,097 ราย