ชุมนุมสวนลุมฯต้านปูติน 61คนไทยบินกลับอีกชุด
รัสเซียห้ามไทยและต่างชาติเข้าไปรบช่วยยูเครน ระบุทหารรับจ้างต่างชาติไม่ใช่ทหาร ไม่ได้รับสิทธิ์ในสถานะเชลยศึก หากโดนจับได้ ก็จะถูกดำเนินคดี ขณะที่ชาวยูเครนในไทยนับร้อยชุมนุมกลางสวนลุมพินีเรียกร้องรัสเซียยุติสงครามรุกรานยูเครน วอนสร้างสันติบนโลก พร้อมจัดกิจกรรมไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ขณะที่คนไทยในยูเครน 2 ชุด 61 คน เดินทางกลับถึงไทยอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนวันนี้บินกลับมาอีกชุด

ต้านสงคราม- ชาวไทยและชาว ยูเครนที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ชุมนุม ต่อต้านสงครามรัสเซีย บุกยูเครน เรียกร้องสันติภาพ พร้อมขอ ให้ประธานาธิบดีปูตินถอนทัพกลับประเทศ ที่สวนลุมพินี กทม. เมื่อวันที่ 5 มี.ค.
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 5 มี.ค. ที่ห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวยูเครนที่พักอาศัยภายในประเทศไทย นำโดยนายโรมัน รัค พร้อมมวลชนประมาณ 100 รายร่วมจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครนจนกว่าจะเกิดสันติภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ลุมพินี คอยดูแลความสงบเรียบร้อยตามพื้นที่บริเวณโดยรอบ
สำหรับบรรยากาศภายในงานกลุ่มมวลชนมีการชูป้ายข้อความต่างๆ โดยสื่อความหมายให้ประเทศรัสเซียยุติสงครามในประเทศยูเครน รวมถึงไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีตัวแทนกล่าวประกาศนำด้วยคำพูดต่างๆ อาทิ Stop war, Stop putin, Save Ukraine และ Close The Sky over Ukraine โดยใช้เวลาจัดกิจกรรมประมาณ 30 นาที ก่อนประกาศยุติชุมนุมในทันที
ด้าน แทนฤทัย หรือพิมพ์ แท่นรัตน์ ผู้ประสานงานของกลุ่ม กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นตัวแทนคนไทยเพื่อมาช่วยเพื่อนชาวยูเครนจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยชาวยูเครนในไทยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมด้วยความสงบและสันติ จุดประสงค์เพื่อสื่อสารเรื่องราวของชาวยูเครนให้ออกไปสู่สายตาชาวโลกให้ได้มากที่สุดเนื่องจากเป็นประเด็นที่ใหญ่ สำหรับชาวยูเครนที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้หลักๆ เป็น ผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทย
แทนฤทัยกล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่มีการเดินขบวน แต่ครั้งนี้เป็นการปักหลักโดยเพิ่มแอ๊กชั่นเข้าไป ส่วนสาเหตุที่กิจกรรมครั้งนี้ใช้เวลา ไม่นาน เนื่องจากไม่อยากให้ได้รับผลกระทบทางกฎหมาย โดยการหลีกเลี่ยง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.โรคติดต่อ
“อยากฝากถึงรัสเซียว่า หากสามารถเกิดสันติบนโลกได้ ก็ควรจะทำ เพราะตอนนี้รัสเซียพยายามฆ่าฟันคนที่มองว่าเป็นดั่งพี่-น้องร่วมสายเลือด หากมองว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ ก็ไม่ควรทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นพี่-น้อง เพื่อนบ้าน หรือสหายร่วมโลก ก็ไม่ควรเกิดสงคราม” แทนฤทัยกล่าว
วันเดียวกัน เพจของสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยแจ้งเตือนว่า ขณะนี้สื่อต่างๆ กำลังถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และได้เรียกร้องให้เข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัครนานาชาติและเข้าร่วมสู้รบไปกับกองทัพยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องนั้นได้ถูกโพสต์ลงเพจของสถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย
ในเรื่องนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เตือนไว้ว่าภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทหารรับจ้างชาวต่างชาติไม่ได้จัดให้เป็นทหารและไม่มีสิทธิ์ได้รับสถานะเชลยศึก พวกเขาจะต้องเผชิญกับการดำเนินคดีตามมา กระทรวงกลาโหมขอเตือนว่าไม่ให้เข้าร่วมในการกระทำดังกล่าว
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมรับทราบสถานการณ์การช่วยเหลือชาวไทยในยูเครน อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และให้กำลังใจทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติการช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ในยูเครน อย่างเร่งด่วนในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด พร้อมชื่นชมน้ำใจและมิตรไมตรี คนไทย ที่มีให้สมาชิกอาเซียน ทั้งฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในยามประสบกับความยากลำบาก

ถึงไทย – แรงงานไทยอีก 61 คน ลี้ภัยสงครามรัสเซียบุกยูเครนเดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานอำนวยความสะดวก และ มอบเงินกองทุนช่วยเหลือคนทำงานในต่างประเทศ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.
นายธนกรกล่าวต่อว่า ขณะนี้ คนไทยจากยูเครน ชุดที่ 4 จำนวน 16 คน ออกเดินทางจากประเทศโรมาเนีย และคนไทยชุดที่ 5 จำนวน 45 คน ออกเดินทางจากประเทศโปแลนด์ และมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ วันที่ 5 มี.ค.โดยความร่วมมือของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนคนไทยอีกจำนวนหนึ่งสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ ให้การช่วยเหลือและเตรียมเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 6 มี.ค.นี้ นอกจากนั้นไทยให้ความร่วมมือแก่สถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศโปแลนด์ ในการอพยพชาวฟิลิปปินส์ 15 คน ออกจากประเทศยูเครน ไปยังกรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. และร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศเยอรมนีอพยพชาวสิงคโปร์ 2 คน เป็นแม่และทารก ออกจากเมืองโอเดซาไปยังประเทศโรมาเนียอีกด้วย