วิกฤต2ปีเต็มๆ ยอดป่วย3ล้าน สธ.คาดต้นกค. สู่โรคประจำถิ่น
ป่วยโควิดยังพุ่ง ติดเชื้อรายวัน เกินหมื่นทำสถิติ 1 เดือนติด ล่าสุดป่วยใหม่ 22,818 หลังระบาดครบ 2 ปี ยอดทะลุ 3 ล้านคนแล้ว เสียชีวิตเพิ่ม 52 มีเด็ก 5 เดือนและผู้สูงอายุ 104 ปีด้วย พบ 60 จังหวัด ติดเชื้อเกินร้อยราย สปสช.จับมือมหาวิทยาลัยดังประเมินรับมือโควิด ชี้แนวโน้มติดเชื้อ ลดลง ระบุต้นก.ค.นี้โควิดเข้าสู่โรคประจำถิ่น กุมารแพทย์ห่วงเด็กติดโควิดสัดส่วนเพิ่มขึ้นชัดเจน แม้อาการน้อย แต่บางส่วนอาจพบอาการ มิส-ซี แนะเร่งฉีดวัคซีนป้องกัน

ป่วยเกินหมื่น 1 เดือน-ทะลุ 3 ล้าน
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นราย เป็นวันที่ 29 จากการระบาดระลอกใหม่ของสายพันธุ์โอมิครอน โดยติดเชื้อเพิ่ม 22,818 ราย ทำให้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศไทยมานาน 2 ปี จำนวน 3,004,814 ราย หายป่วยเพิ่ม 18,462 ราย หายป่วยสะสม 2,749,491 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 52 ราย เสียชีวิตสะสม 23,176 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 227,843 ราย อยู่ในร.พ. 80,016 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI CI 152,131 ราย มีอาการหนัก 1,124 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 355 ราย
ขณะที่ผลตรวจเอทีเคเป็นบวก รายใหม่จำนวน 33,085 ราย ยอดสะสม 879,276 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 52 ราย มาจาก 31 จังหวัด ได้แก่ กทม. 7 ราย, ภูเก็ต 4 ราย, สมุทรสาคร 3 ราย, สมุทรปราการ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองคาย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ชลบุรี ราชบุรี และสิงห์บุรี จังหวัดละ 2 ราย และ นครปฐม นนทบุรี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ น่าน พิษณุโลก กระบี่ ตรัง ยะลา สตูล กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ระยอง และอ่างทอง จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 33 ราย หญิง 19 ราย อายุ 5 เดือน ถึง 104 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 92%

60 จว.ติดเชื้อเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,809 ราย 2.ชลบุรี 1,126 ราย 3.นครศรีธรรมราช 1,067 ราย 4.สมุทรปราการ 891 ราย 5.สมุทรสาคร 670 ราย 6.ระยอง 669 ราย 7.นครปฐม 667 ราย 8.ภูเก็ต 658 ราย 9.พระนครศรีอยุธยา 656 ราย และ 10.นนทบุรี 654 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อ 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 50 จังหวัด คือ ปทุมธานี 624 ราย, นครราชสีมา 558 ราย, บุรีรัมย์ 520 ราย, ราชบุรี 451 ราย, สุพรรณบุรี 427 ราย, ฉะเชิงเทรา 380 ราย, ขอนแก่น 378 ราย, กาญจนบุรี 338 ราย, สงขลา 331 ราย, ร้อยเอ็ด 327 ราย, สระบุรี 312 ราย, สุรินทร์ 284 ราย, เชียงใหม่ 270 ราย, ปราจีนบุรี 270 ราย, ชุมพร 258 ราย, ยะลา 249 ราย, พัทลุง 237 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 228 ราย, ปัตตานี 223 ราย, อุบลราชธานี 214 ราย, สมุทรสงคราม 212 ราย, เพชรบุรี 209 ราย, สระแก้ว 206 ราย, กาฬสินธุ์ 202 ราย, มหาสารคาม 201 ราย, ลพบุรี 197 ราย, สุราษฎร์ธานี 195 ราย, หนองคาย 193 ราย, พิษณุโลก 182 ราย, อุดรธานี 181 ราย, ศรีสะเกษ 178 ราย, สกลนคร 172 ราย, ชัยภูมิ 168 ราย, นครสวรรค์ 167 ราย, เพชรบูรณ์ 163 ราย, กำแพงเพชร 161 ราย, ตรัง 160 ราย, ระนอง 156 ราย, ตาก 150 ราย, นครพนม 145 ราย, สตูล 142 ราย, แพร่ 141 ราย, ยโสธร 141 ราย, กระบี่ 139 ราย, อ่างทอง 134 ราย, นครนายก 132 ราย, จันทบุรี 131 ราย, นราธิวาส 117 ราย, หนองบัวลำภู 113 ราย และบึงกาฬ 101 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อ หลักหน่วยมี 1 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 4 ราย

ลักลอบจากพม่าติดเชื้อ 29
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 115 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 137 ราย ใน 30 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการ ติดเชื้อมาก เช่นเมียนมา 32 ราย เป็นลักลอบเข้ามา 29 ราย, รัสเซีย 21 ราย, อังกฤษ 12 ราย, เยอรมนี 9 ราย, ฝรั่งเศส 8 ราย, สวีเดน 7 ราย, เดนมาร์ก 5 ราย เป็นต้น ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 67 ราย แซนด์บ็อกซ์ 32 ราย ระบบกักตัว 9 ราย และลักลอบเข้ามา 29 ราย

สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-4 มี.ค. 2565 จำนวน 27,291 ราย รายงานติดเชื้อ 443 ราย คิดเป็น 1.38% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 27,291 ราย ติดเชื้อ 290 ราย คิดเป็น 1.06% แซนด์บ็อกซ์ 4,095 ราย ติดเชื้อ 144 ราย คิดเป็น 3.52% และกักตัว 670 ราย ติดเชื้อ 9 ราย คิดเป็น 1.34%

การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 4 มี.ค. ฉีดได้ 253,688 โดส สะสมรวม 124,649,712 โดส เป็นเข็มแรก 53,867,360 ราย คิดเป็น 77.4% ของประชากร เข็มสอง 49,840,169 ราย คิดเป็น 71.7% ของประชากร และเข็มสาม 20,942,183 ราย คิดเป็น 30.1% ของประชากร

‘บิ๊กตู่’เข้มโควิด-สอบเข้าม.1, ม.4
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ในวันที่ 5-7 มี.ค.นี้ เป็นวันกำหนดสอบคัดเลือกสำหรับการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูง และห้องเรียนพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2565 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมห่วงใยนักเรียน ผู้เข้าสอบ และมีนโยบายให้นักเรียนที่สมัครสอบ มีสิทธิ์เข้าสอบได้ทุกคน แม้จะพบว่ามีความเสี่ยงสูง สงสัยว่าติดโควิด ซึ่งกรมอนามัย ยืนยันว่านักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่ป่วยหนัก หรือมีอาการเล็กน้อย สามารถเข้าสอบได้ และโดยมีมาตรการจัดสอบสำหรับ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด

นายธนกรกล่าวต่อว่า สพฐ. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตรียมพร้อมให้โรงเรียน ที่เป็นสนามสอบเข้าม.1,ม.4 รองรับนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย หรือสัมผัส เสี่ยงสูง จัดพื้นที่และใช้มาตรการป้องกัน จัดห้องสอบเป็นการเฉพาะ ให้ตรวจ ATK ในรายที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงสูง ซึ่งเด็กที่ติดเชื้อจะแยกสนามสอบ ไม่ให้ปะปนกับเด็กทั่วไป และมีการแยกทางเข้าออก หากใช้พื้นที่สอบเดียวกัน ให้ผู้จัดสนามสอบ จัดพื้นที่สอบสำหรับผู้ติดเชื้อ เป็นพื้นที่เปิดโล่ง หากมีเครื่องปรับอากาศ ต้องมีพัดลมดูดอากาศ จัดที่นั่งสอบห่างกันไม่น้อยกว่า 2 เมตร จัดระบบ อนามัยสิ่งแวดล้อม จัดการขยะติดเชื้อ และทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส โดยหน่วยบริการ สาธารณสุขในพื้นที่จะคัดกรอง และให้คำแนะนำ ด้านสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้านผู้คุมสอบให้ปฏิบัติการคุมสอบ เช่นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ใช้เวลาในห้องสอบให้น้อยที่สุด และวางแผนจัดการสอบให้เหมาะสม ทั้งนี้ทุกหน่วยงานคำนึงถึงโอกาสและสิทธิของนักเรียนในการสอบเข้าศึกษาต่อ และยึดมาตรการเพื่อความปลอดภัยของทุกคนเป็นหลัก

นายธนกรกล่าวด้วยว่า นายกฯ ห่วงใยและเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนที่กำลังสอบห้องเรียนพิเศษ ชั้น ม.1 และ ม.4 และการสอบรอบทั่วไปวันที่ 26-27 มี.ค.นี้ ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตนตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้อยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แนะนำให้ลูกหลานพา ผู้สูงอายุเข้ารับฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดโอกาสเสียชีวิตในผู้ป่วย สูงอายุ โดยกระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์แนวโน้มผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จะขึ้นสูงสุด ช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้ อาจมีจำนวนสูงถึง 4-5 หมื่นคนต่อวัน ก่อนที่จะลดลงในปลายเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งค้นหาผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน สร้างความรู้ สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้รับวัคซีน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดอาการรุนแรงหากรับเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล สงกรานต์ที่จะมีการเดินทางข้ามพื้นที่ การท่องเที่ยวและกิจกรรมต่างๆ และลูกหลานจะที่จะกลับไปเยี่ยมครอบครัว”

นายธนกรกล่าวว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อ โควิด-19 รายใหม่ รวม 22,818 ราย เป็นผู้ป่วย ในประเทศ 22,681 ราย จากต่างประเทศ 137 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.2565 จำนวน 781,379 ราย หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 18,462 ราย หายป่วยสะสม 580,997 ราย กำลังรักษา 232,147ราย เสียชีวิตเพิ่ม 52 ราย

สำหรับการให้บริการวัคซีนโควิด-19 สะสม 124,751,981 โดส เข็มที่ 1 ฉีดสะสม 53,910,002 โดส เข็มที่ 2 ฉีดสะสม 49,837,116 โดส เข็มที่ 3 ฉีดสะสม 19,257,181 โดส เข็มที่ 4 ฉีดสะสม 1,747,619 โดส ขณะที่ทั่วโลก ฉีดสะสม 10,849 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ เขตปกครอง อัตราการฉีดล่าสุดรวมกัน ทั่วโลกที่ 33.2 ล้านโดสต่อวัน

4 วัคซีนไทยจ่อขึ้นทะเบียนอย.
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ขณะนี้มีวัคซีนที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนากว่า 20 ชนิด โดยวัคซีน ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด 4 ชนิด ได้แก่วัคซีน Chula-Cov19 วัคซีน HXP-GPOVac วัคซีน Baiya SARS-CoV-2 Vax และวัคซีน Covigen อยู่ในขั้นการทดสอบในมนุษย์ และหากทดสอบครบ 3 ระยะก็จะสามารถยื่นขอ ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อย.) ได้

“สำหรับวัคซีนตัวอื่นอยู่ในระดับทดสอบในสัตว์ทดลอง และมีหลายประเภท ทั้งชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector) ชนิดโปรตีน ส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein Subunit) ชนิดสารพันธุกรรม (mRNA) ชนิดอนุภาคไวรัสเสมือน (Virus-like particle : VLP) เป็นต้น ความก้าวหน้าของการพัฒนาวัคซีนมาจาก ความร่วมมืออย่างเต็มที่ของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ อาทิ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สถาบันอุดมศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชน เป็นต้น”

วัคซีนพ่นจมูกจ่อทดลองในคน
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 แบบพ่นจมูก ที่แนวโน้มจะมีการใช้เพิ่มขึ้น ข้อดีคือใช้งานง่าย เป็นวัคซีนที่พ่นละอองฝอยในโพรงจมูก ผ่านเข็มฉีดพ่นยาชนิดพิเศษออกแบบมาเพื่อส่งวัคซีนไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเยื่อเมือกของระบบทางเดินหายใจส่วนบนโดยตรง ซึ่งไวรัส ส่วนใหญ่มักจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก และก่อตัวขึ้นในโพรงจมูกก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย รวมถึงปอด ขณะนี้ทีมนักวิจัยไบโอเทค ได้พัฒนาวัคซีนพ่นจมูก “NASTVAC” ที่ผ่านการทดลองในสัตว์แล้ว คาดว่าจะสามารถผลิตตัวอย่างวัคซีนประมาณ 200-300 โดส เพื่อใช้สำหรับ การทดสอบในมนุษย์ได้ในไตรมาส 2 ปีนี้ ขณะที่สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19 ที่ได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือ 5 ภาคีเครือข่ายรัฐและเอกชน ประกอบด้วยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) องค์การเภสัชกรรม และบริษัทไฮไบโอไซ ซึ่งสเปรย์แอนติบอดี ได้ผ่านการทดสอบเบื้องต้นในสัตว์ทดลอง มีผลเป็นที่น่าพอใจ คาดว่าจะสามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนต่ออย. ประมาณเดือนมิ.ย.นี้ และจะผลิตออกสู่ตลาดประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้เช่นกัน

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมผลงานและความทุ่มเทของนักวิจัยไทย รวมถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ทำให้ความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ภายในประเทศ อยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาค เป็นการใช้องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากงานวิจัยและประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาชาติ ในส่วนรัฐบาลได้จัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัย ผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ มีเป้าหมายให้การพัฒนาวัคซีนนำไปสู่การสร้างวัคซีนที่มีคุณภาพ สำหรับคนไทย ช่วยเสริมความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต” น.ส.รัชดากล่าว

เชียงใหม่เป้าเข็ม 3 ครบ 100%มี.ค.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อยืนยัน RT-PCR 296 ราย ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ATK 2,488 ราย รักษาหายเพิ่ม 2,644 ราย และอยู่ระหว่างการรักษา 16,288 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย และรักษาด้วยระบบการแยกกักที่บ้าน หรือ Home Isolation

ทั้งนี้ รัฐบาลปรับการดูแลรักษาผู้ป่วย โควิด-19 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ภายใต้ โครงการการขยายบริการ “เจอ แจก จบ” เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวได้อย่างทั่วถึง

ด้านนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าฯเชียงใหม่ สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคทั้ง 25 อำเภอ ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเดินหน้า ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ได้รับการ ฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม ครบกำหนดระยะเวลา เข้ารับการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยเร็ว ที่หน่วยบริการฉีดวัคซีนใกล้บ้าน

ขณะนี้จ.เชียงใหม่ ดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว 1,605,065 โดส เข็มที่ 2 จำนวน 1,552,779 โดส เข็มที่ 3 จำนวน 533,254 โดส และเข็มที่ 4 จำนวน 44,092 โดส ล่าสุดพบว่าหลายอำเภอจัดทำแผนการออกหน่วยฉีดวัคซีนโควิด-19 เชิงรุก เข็มที่ 3 ครอบคลุมทุกตำบล ให้ครบ 100% ภายในเดือน มี.ค.2565 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประชาชน ในพื้นที่

โคราชป่วยโควิดอีก 884
วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมารายงานว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 884 ราย แยกเป็นผู้ป่วยยืนยันผลจากการตรวจ RT-PCR 614 ราย และตรวจ ATK ผลเป็นบวกอีก 270 ราย ทำให้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565 มียอดผู้ป่วยสะสม 20,267 ราย รักษาหายแล้ว 11,852 ราย ยังรักษาอยู่ 8,371 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นหญิงอายุ 73 ปี บ้านอยู่ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง ยอดเสียชีวิต สะสม 44 ราย

สำหรับผู้ป่วยใหม่แยกเป็นผู้ป่วยในจังหวัด 863 ราย และนอกจังหวัด 21 ราย โดยอำเภอที่พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุด ประกอบด้วย อ.เมือง 99 ราย อ.หนองบุญมาก 70 ราย อ.ปากช่อง 61 ราย อ.สูงเนิน 50 ราย อ.เสิงสาง 49 ราย อ.พิมาย 37 ราย อ.สีดา 31 ราย อ.คง 29 ราย อ.ปักธงชัย 28 ราย และอ.จักราช 24 ราย

ทีมสอบสวนโรคสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นมา คือการรับประทานอาหารร่วมกัน การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการรวมตัวของคน เช่น งานบุญ งานแต่งงาน งานสังสรรค์ โดยสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วมากเป็น 2 เท่าในช่วงนี้คือสายพันธุ์โอมิครอนที่ติดเชื้อได้ง่ายและอาการไม่รุนแรง ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อเคสสีเขียวพุ่งสูงต่อเนื่อง

เฝ้าระวัง 13 คลัสเตอร์
ส่วนคลัสเตอร์ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่และเชื้อกระจายอย่างรวดเร็ว ต้องเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกโดยเร็ว จะมี 13 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย 1.คลัสเตอร์โรงงานปรินเตอร์แคนนอน อ.สูงเนิน ป่วยสะสม 62 ราย 2.คลัสเตอร์บริษัท คุนิมิซึ คาร์บอน (ไทยแลนด์) จำกัด อ.สีคิ้ว ป่วยสะสม 125 ราย 3.คลัสเตอร์งานศพบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 9 ต.ช่อระกา อ.บ้านเหลื่อม ป่วยสะสม 31 ราย 4.งานบุญฉลองอัฐิ ต.กระทุ่มราย อ.ประทาย ป่วยสะสม 56 ราย 5.คลัสเตอร์ ต.วังไม้แดง อ.ประทาย ป่วยสะสม 14 ราย 6.คลัสเตอร์บ้านโนนมะกอก หมู่ 3 ต.โนนไทย อ.โนนไทย ป่วยสะสม 49 ราย

7.คลัสเตอร์ตำบลช่องแมว อ.ลำทะเมนชัย ป่วยสะสม 12 ราย 8.คลัสเตอร์ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนไตรราษฎร์สามัคคี ต.หนองค่าย อ.ประทาย ป่วยสะสม 17 ราย 9.คลัสเตอร์โรงเรียนบ้านดอนเมือง ต.เทพาลัย อ.คง ป่วยสะสม 21 ราย 10.คลัสเตอร์โรงเรียนชุมชนหนองหัวฟาน ต.หนองหัวฟาน อ.ขามทะเลสอ ป่วยสะสม 21 ราย 11.คลัสเตอร์โรงเรียนท่าเยี่ยมวิทยายน ต.กระเบื้องนอก อ.เมืองยาง ป่วยสะสม 13 ราย 12.คลัสเตอร์โรงเรียนบ้านห้วยบง อ.ด่านขุนทด ป่วยสะสม 29 ราย 13.กรณีเหตุการณ์โรงเรียนวานิชวิทยา อ.บัวใหญ่ ป่วยสะสม 11 ราย

จะเห็นได้ว่ามีคลัสเตอร์โรงเรียนถึง 6 คลัสเตอร์ที่ระบาดในช่วงนี้ จากการตรวจสอบ เชิงรุกและสอบสวนโรค พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อจากครูผู้สอนที่ยังไม่ได้งดจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งกิจกรรมสังสรรค์ หรือกิจกรรมกีฬาร่วมกัน ทั้งที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดในโรงเรียน รวมทั้งครูกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้แยกกักตัวเองจึงแพร่เชื้อให้กลุ่มเพื่อนครูและกลุ่มนักเรียนได้ นอกจากนี้ นักเรียน ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่มีการติดเชื้อในครอบครัวจากผู้ปกครองแล้วนำเชื้อมาติดเพื่อน ในห้องเรียน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฝากเน้นย้ำไปยังศปก.ทั้ง 32 อำเภอให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อ และกลุ่มเสี่ยงทุกราย ให้ตระหนักถึงพิษภัยของโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการกักตัวอย่างเคร่งครัด เพื่อสกัดการแพร่กระจายของเชื้อให้ได้โดยเร็ว และเน้นย้ำโรงเรียน ครูผู้สอน ให้ดำเนินมาตรการป้องกันควบคุมโรงเรียนอย่างเข้มข้น ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กๆ และคนในชุมชน ย้ำอย่าหย่อนยานมาตรการ

ส่วนการติดเชื้อของคลัสเตอร์โรงงาน จะเป็นการติดเชื้อมาจากชุมชนแล้วเอาเชื้อ ไปแพร่ในโรงงาน แต่คลัสเตอร์โรงงานแต่ละแห่งดำเนินมาตรการป้องกันควบคุมโรคนำพนักงานที่ตรวจพบเชื้อกักตัวอยู่ในโรงงานตามรูปแบบ Factory Quarantine หรือ FQ และ Factory Isolation หรือ FI แล้ว เนื่องจากพบว่า CI สถานแยกกักชุมชนไม่มีเตียงรองรับมากพอสำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่จากคลัสเตอร์โรงงาน ทางโรงงานจึงต้องจัดทำ FI ในโรงงาน ขึ้นเอง เพื่อกักตัวพนักงานที่ติดเชื้อโควิด-19

ทน.โคราชวุ่น-จนท.ติดเชื้อ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่งานทะเบียนราษฎรเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา บริเวณทางเข้า ตัวอาคาร ด้านหน้ามีเต็นท์สีขาว ซึ่งเป็นการจัดสถานที่ลดความแออัดของประชาชน โดยที่โต๊ะงานบัตรประจำตัวประชาชนและด้านข้างเป็นจุดตรวจคัดกรองเบื้องต้นมีป้ายพิมพ์ข้อความ “เจ้าหน้าที่ติดโควิด” ส่วนด้านในพบพนักงานและแม่บ้านช่วยกันเช็ดล้างทำความสะอาดอุปกรณ์สำนักงานรวมทั้งพื้นที่เสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่มาติดต่อราชการ

ด้านนายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรี เทศบาลนครนครราชสีมา เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากสำนักการสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อม โดยดำเนินมาตรการค้นหาเชิงรุก ตรวจ ATK เจ้าหน้าที่ พนักงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานทน.นครราชสีมา พบเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร และสำนักการคลังส่วนพัฒนารายได้ติดเชื้อรวม 3 ราย และกลุ่มเสี่ยงซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน รวม 11 ราย จึงสั่งปิดทำการ 2 วัน เพื่อดำเนินมาตรการสาธารณสุข

พ่นฆ่าเชื้อ – มูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.นครราชสีมา แห่งที่ 1 หลังพบผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยเกือบ 1,000 พันรายต่อวัน เมื่อวันที่ 5 มี.ค.

ระดมฉีดฆ่าเชื้อบขส.โคราช
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา ระดมฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา (บขส.) แห่งที่ 1 ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยฮุก 31 โคราชจัดทีมอาสากู้ภัยนำอุปกรณ์มาฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วชานชาลา จุดพักคอยรถ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร จัดสัมผัสเสี่ยงสูง และบนรถโดยสาร

ตรังตรวจเอทีเคเป็นบวก 1,434
นพ.สินชัย รองเดช นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง ในฐานะโฆษกศบค.ตรัง แถลงว่าพบผู้ป่วยโควิดรายใหม่ 169 ราย จากผลตรวจ 298 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อในจ.ตรัง 164 ราย ติดเชื้อจากที่อื่น 5 ราย รวมผู้ติดเชื้อตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 2565 จำนวน 3,619 ราย ผลการตรวจด้วย ATK เป็นบวก 1,434 ราย จากการตรวจทั้งหมด 3,213 ราย ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านได้วันนี้ 145 ราย หายป่วยสะสม 2,798 ราย กำลังรักษา 800 ราย ให้ออกซิเจน 11 ราย ให้ออกซิเจนแรงดันสูง 5 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 21 ราย ผู้เสียชีวิตมาจากสายพันธุ์เดลตา โดยผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 หรือเข็มที่ 2 จึงขอเชิญชวนให้มาฉีดกระตุ้นเข็ม 3

สำหรับการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนใน จ.ตรัง เข็มที่ 1 จำนวน 506,365 ราย ร้อยละ 80.81 ฉีดเข็มที่ 2 จำนวน 470,811 ราย ร้อยละ 75.14 ฉีดเข็มที่ 3 จำนวน 123,732 ราย ร้อยละ 19.75 จากประชากร 626,581 ราย

ผู้ว่าฯ แจกรางวัลกระตุ้นคนมาฉีด
ด้านนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าฯ ตรัง เชิญชวนให้กลุ่ม 607 เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโควิด พร้อมจะจับสลากแจกรางวัลเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและเงินสดให้ผู้โชคดีที่ฉีดวัคซีนในช่วงเดือนมี.ค.ถึงเม.ย.นี้ พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันโควิด ด้วยมาตรการป้องกันแบบครอบ จักรวาล

ส่วนกรณีมีข่าวสั่งปิดโรงเรียนที่เปิดเรียนออนไซต์หลายแห่งนั้น ศบค.จังหวัดตรังยืนยันว่าไม่ได้สั่งปิดโรงเรียน แต่ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อของจ.ตรังที่ผ่านมา มีมาตรการว่า หากมีการแพร่ระบาดภายในสถานศึกษาจะมีมาตรการเขียนไว้ให้ปิดไปเฉพาะห้อง แต่ถ้าเป็นมาก เป็นหลายๆ ห้อง ก็ให้ผู้บริหารโรงเรียนสามารถใช้ดุลพินิจ สั่งปิดได้โดยไม่ต้องมายื่นที่คณะกรรมการโรคติดต่อ ซึ่งจะปิดกี่โรงเรียนให้อยู่ในดุลพินิจ ของผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าว

ภูเก็ตติดเชื้อเพิ่ม 1,420-ตาย 4
ส่วนจ.ภูเก็ตพบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 734 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด 658 ราย ผู้ติดเชื้อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 29 ราย ผู้ติดเชื้อ test&go 47 ราย ผู้ติดเชื้อหายและกลับบ้านได้ 710 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย
ผู้ติดเชื้อสะสมระลอกเดือนม.ค.65 จำนวน 35,788 ราย เสียชีวิตสะสม 51 ราย ยังคงรักษา 7,162 ราย

สำหรับการตรวจ ATK ในอ.เมือง ตรวจ 1,386 ราย พบผลเป็นบวก 601 ราย อ.กะทู้ ตรวจ 243 ราย พบ 12 ราย อ.ถลาง ตรวจ 73 ราย พบ 73 ราย ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั้งจากการตรวจด้วยเอทีเคและพีซีอาร์จำนวน 1,420 ราย

สตูลติดโควิดเพิ่ม 142
นายแพทย์สมบัติ ผดุงวิทย์วัฒนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูลเปิดเผยว่า จ.สตูลพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เป็นกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยจำนวน 142 ราย ผลการสอบสวนโรคทั้งหมดเป็นกลุ่มสัมผัสผู้ป่วย แยกเป็นรายอำเภอ ดังนี้ อ.เมือง 103 ราย, อ.ควนโดน 20 ราย, อ.ท่าแพ 13 ราย, อ.ละงู 5 ราย จากต่างจังหวัด 1 ราย เป็นหญิง อายุ 27 ปี อยู่ ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ เป็น ผู้สัมผัสผู้ป่วย

จากการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยทั้ง 142 ราย เบื้องต้น มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 178 คน ได้กักตัวที่บ้านทั้งหมด ส่วนอาคารสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สถานที่ทำงาน/ห้างร้าน ที่พัก รถยนต์ ทำความ สะอาดฆ่าเชื้อโดยผู้ประกอบการ/เจ้าของ

“วันนี้จ.สตูลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นผู้สัมผัส ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมีการ กักตัวตามมาตรการการควบคุมป้องกันโรคโดยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากพบผู้ติดเชื้อทีมงานสอบสวนโรคจะลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทันที และเมื่อพบผู้สัมผัส ผู้ป่วยก็จะให้กักตัวทันที ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนป้องกันตนเองแบบครอบจักรวาล ทำงานที่บ้าน งดเว้นการรวมกลุ่มคนมาก หรืองดสังสรรค์ชั่วคราว สถานประกอบการ เข้มงวดมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด”

สปสช.แจงค้างจ่าย‘โควิด’
พญ.กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สปสช.จัดประชุม หน่วยบริการเอกชนในกทม. 195 แห่งที่มีปัญหาการเบิกจ่ายค่าบริการโควิด-19 เนื่องจาก ส่งข้อมูลเบิกไม่ครบถ้วน เพื่อทำความเข้าใจและแนะแนวทางแก้ปัญหาการเบิกจ่ายที่ชัดเจน ซึ่งสปสช.พยายามปรับขั้นตอนวิธีการต่างๆ ในการเบิกจ่ายเพื่อตอบสนองต่อหน่วยบริการ แต่การดำเนินการก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนด้วย เพราะงบโควิดมาจากพ.ร.ก.เงินกู้ มีข้อกำชับจากครม.ให้ตรวจสอบความถูกต้อง กรณีข้อมูล เบิกจ่ายที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว สปสช.จะรีบจ่าย ทันที ส่วนที่ยังไม่ผ่านกระบวนการก็ต้องรอการตรวจสอบให้เสร็จ

พญ.กฤติยากล่าวต่อว่า ตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินที่วางไว้ เมื่อหน่วยบริการส่งข้อมูลการเบิกจ่ายเข้ามาในโปรแกรมบันทึกข้อมูล การให้บริการ ทั้งประเภทผู้ป่วยนอกและ ผู้ป่วยใน (e-Claim) ของ สปสช. ระบบ IT จะตรวจสอบตามเงื่อนไขที่วางไว้ มีผลลัพธ์ 3 สถานะ คือ ติด C ไม่ผ่านการตรวจสอบ ผ่าน A คือผ่านการตรวจสอบ และ Warning จะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบซ้ำ หากตรวจสอบแล้วไม่ผ่านจะมีสถานะปฏิเสธ (Deny) ตรวจสอบผ่านก็จะออกสเตตเมนต์ วางฎีกาเพื่อขออนุมัติจ่ายเงิน แต่บริการโควิดจะมี ขั้นตอนเพิ่มขึ้นมา คือก่อนออกสเตตเมนต์ จะตรวจสอบข้อมูลก่อนจ่ายเงินอีกครั้ง เรียก Pre-audit ทำให้บางส่วนไม่ผ่านในขั้นตอนนี้ เรียกว่าติด VA (Verify Data Audit)

พบ 105 หน่วยบริการมีปัญหา
“สำหรับหน่วยบริการที่มีปัญหา 105 แห่ง พบว่าตั้งแต่ปี 2563-ม.ค. 2565 ส่งเบิกทั้งหมดรวม 495,471,650 บาท สปสช.จ่ายชดเชยแล้ว 341,904,996 บาท ยังเหลืออีก 153,566,655 บาท พบเป็นข้อมูลที่ติด C จำนวน 37,568,334 บาท ข้อมูลรอการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 67,881,870 บาท เป็นข้อมูลติดรหัส VA ในส่วนของการให้บริการ Home Isolation/Community Isolation 34,715,590 บาท และข้อมูลติดรหัส VA ในส่วนของการคัดกรองโควิดจำนวน 13,400,861 บาท ส่วนข้อมูลการเบิกจ่ายที่มีสถานะถูกปฏิเสธ มีสัดส่วนน้อยมาก หากแยกย่อยข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือติด C แต่ละประเภท มีทั้งหมด 18,608 ครั้ง แบ่งเป็นกรณีรหัส C349 คือไม่มีการยืนยันตัวตนผู้รับบริการราว 5,000 ครั้ง จาก 74 หน่วยบริการ ส่วนมากเป็นการคัดกรองด้วย ATK นอกจากนี้ยังเกิดจากการบันทึกข้อมูลไม่ถูกต้องอีก 13,770 ครั้งจาก 79 หน่วยบริการ เช่น ส่งข้อมูลเกินกำหนด บันทึก Project code SCRCOV แต่ไม่มีรายการ Lab Screening การเลือกเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ไม่ตรงตามสิทธิที่เบิกได้ การเบิกค่าตรวจ lab covid แต่ไม่บันทึกผลการตรวจ รวมทั้งการไม่มีรหัสโรคหรือรหัสโครงการพิเศษกรณีการตรวจคัดกรอง โควิด-19 เป็นต้น”

พญ.กฤติยากล่าวต่อว่า แนวทางแก้ไข การติด C349 ไม่พบข้อมูลการยืนยันตัวตนผู้รับบริการ กรณีการตรวจคัดกรอง ให้แก้ไขข้อมูลโดยส่งหลักฐานการให้บริการเพิ่ม เช่นใบรายงานผล Lab ส่วนกรณีให้บริการ HI/CI ให้แก้ไขข้อมูล โดยใช้หลักฐานการให้บริการ เช่นใบบันทึกการติดตามอาการ เพื่อเบิกจ่ายต่อไป ส่วนแนวทางแก้ไขข้อมูลติด C อื่นๆ และ deny ที่เกิดจากการบันทึกข้อมูลผิดพลาด ให้หน่วยบริการตรวจสอบการบันทึกข้อมูลตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี เช่น บันทึกรหัสโรค รหัสหัตถการ รหัสโครงการพิเศษ ไม่สอดคล้อง กับการเบิก บันทึกค่าห้องไม่สัมพันธ์กับ วันนอน เมื่อแก้ไขข้อมูลแล้ว ให้ส่งเบิกมาใหม่ ในโปรแกรม e-Claim หน่วยบริการสอบถามหรือขอคำแนะนำในการแก้ติด C Deny และ Verify ที่ 0-2554-0505 หรือไลน์ open chat กลุ่มที่ติด V ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ สปสช. ตอบข้อ ซักถามในทุกเรื่อง

กลับบ้าน‘สงกรานต์’ลดเครียดโควิด
ด้านพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ระยะนี้ เป็นเหตุให้ผลการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะเครียดของประชาชนจาก www.วัดใจ.com ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มว่าช่วงเวลาและกิจกรรมการรวมญาติของเทศกาลสงกรานต์จะส่งผลด้านบวก ทำให้ภาวะเครียดของประชาชนผ่อนคลาย ลงได้ อย่างไรก็ตาม การพบปะกันนำไปสู่การแพร่กระจายของโควิดได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจติดเชื้อรุนแรงถึงชีวิต ก็จะยิ่งทำให้ความเครียดในสังคมทวีความรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้สูงอายุเร่งเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ให้ทันต่อการสร้างภูมิคุ้มกันก่อนการพบปะกัน เพื่อให้ลูกหลานกลับไปเยี่ยม ช่วงสงกรานต์ได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

พญ.อัมพรกล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญในการรับวัคซีนของผู้สูงอายุ คือ ความเข้าใจ ความสะดวกในการเดินทาง และความกังวลเกี่ยวกับอายุที่มากแล้ว โรคประจำตัวและยา ที่รับประทานว่าสามารถรับวัคซีนได้หรือไม่ ทั้งนี้ ลูกหลานมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูล เหล่านี้ได้ ช่วยลงทะเบียนและพาผู้สูงอายุ ไปรับวัคซีนตามนัด กรณีผู้สูงอายุหรือลูกหลาน ยังไม่มีความมั่นใจ อาจปรึกษาแพทย์ได้

“เราทุกคนกำลังต้องต่อสู้กับวิกฤตที่ต่อเนื่อง และยาวนาน ทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่าง จนต้องห่างไกลจากคนในครอบครัว สร้างความ เครียด ท้อแท้และหมดกำลังใจ การรับวัคซีนคือเกราะป้องกันที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ต่อประชาชนน้อยที่สุด อยากให้ประชาชนสนใจ และดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง คนรอบข้าง และครอบครัว รับฟังและเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะรอยยิ้มของลูกหลานเป็นกำลังใจสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีแรงใจสู้ต่อไปได้” พญ.อัมพรกล่าว

คาดก.ค.โควิดเป็นโรคประจำถิ่น
นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ความรุนแรงของโรคโควิด-19 ทั่วโลกและไทยมีทิศทางลดลง สธ.จึงวางแผนการบริหารจัดการเพื่อเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ล่าสุดทีมวิจัยของ สธ.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินผลการรับมือสถานการณ์โควิด-19 โดยลงพื้นที่จริง ทั้งในระดับประเทศและพื้นที่ จำนวน 8 พื้นที่หลัก และ 44 พื้นที่ย่อย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย การเตรียมความพร้อมและมาตรการสำคัญในการรับมือสถานการณ์ในระยะถัดไปจนเข้าสู่การยุติการระบาด โดยประเมินตามสมรรถนะหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO) และถอดบทเรียน ทบทวนหลังปฏิบัติงาน พบว่า 1.ประเทศไทยและสธ.มีสมรรถนะและการรับมือสถานการณ์ อยู่ในระดับดีมาก ใน 7 องค์ประกอบหลัก เช่น ภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ กำลังคน ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน ระบบบริการ การมีส่วนร่วม ของภาคส่วนต่างๆ

2.ขณะนี้สถานการณ์ส่วนใหญ่ทั่วโลกและไทยอยู่ในระยะปรับตัวเข้าสู่การยุติการระบาดใหญ่เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) จากปัจจัยของเชื้อที่ลดความรุนแรงลงมาก สถานการณ์อยู่ในระยะทรงตัวและชะลอการเพิ่มจำนวน คาดว่าจะดีขึ้นตามลำดับและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในต้นก.ค.2565 ซึ่งปัจจัยสำคัญ ในการยุติการระบาดใหญ่ คือระดับภูมิคุ้มกันโควิด-19 ของประชาชน ต้องขอความร่วมมือรับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยอาการ รุนแรงและเสียชีวิตลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเข็มกระตุ้นจะลดโอกาสเสียชีวิตลงถึง 41 เท่า รวมถึงยังต้องเข้มมาตรการป้องกัน การติดเชื้อ เพื่อลดและชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งจะช่วยลดโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วย เช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่

3.ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข เช่น ระบบป้องกันควบคุมโรค บุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และจำนวนเตียงมีความพร้อมรับสถานการณ์ แต่ต้องปรับการดูแลรักษาในลักษณะเดียวกับโรคติดต่อทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ โดยผู้ที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยรักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก ดูแลตนเองที่บ้าน และ รับเป็นผู้ป่วยในกรณีเสี่ยงหรืออาการรุนแรง ส่วนการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค จะเน้นสอบสวนควบคุมการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน เฝ้าระวังการกลายพันธุ์และเพิ่มความรุนแรง และพิจารณาให้วัคซีนระยะถัดไปเป็นการ ให้วัคซีนประจำปีในกลุ่มเสี่ยงคล้ายวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ ต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุขในเขตเมืองขนาดใหญ่ เช่น กทม.

4.ระบบเวชภัณฑ์ ยา วัคซีนสามารถบริหาร จัดการได้ดี มีจำนวนเพียงพอ นโยบายรัฐบาลมีความต่อเนื่องในการพัฒนาความมั่นคง ด้านสุขภาพ โดยส่งเสริมสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตด้านสุขภาพและโรคติดต่ออุบัติใหม่อื่นในอนาคต และ 5.ต้องเร่งพัฒนาระบบการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ทันสมัยและเชิงรุก ทั้งสื่อสังคมออนไลน์และสื่ออื่นให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม บริหาร จัดการข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ “โรคประจำถิ่น” โดยสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว ทั้งในภาคประชาชน สังคม วัฒนธรรม การใช้ชีวิต รูปแบบวิถีใหม่ มาตรการทางสังคมที่ดีและเหมาะสม เช่น การป้องกันตนเองและผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดหรือการแพร่เชื้อ เป็นต้น

“หากเทียบเคียงกับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อปี 2552 ขณะนี้เป็นการเข้าสู่การยุติการระบาดใหญ่และปรับตัวไปเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งวิกฤตโรคโควิด-19 ครั้งนี้ จะสิ้นสุดลงได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งการบริหารจัดการและมาตรการในระดับชาติ และพื้นที่ ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญคือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากประชาชน” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

กุมารแพทย์ห่วงเด็กติดโควิดพุ่ง
ด้านนพ.บุญชู อิศราดิสัยกุล กุมารแพทย์ คลินิกเด็กสุขภาพดี กล่าวว่า การระบาด ของโควิด-19 ในระลอก ม.ค.นี้ หรือจากเชื้อโอมิครอน พบผู้ป่วยเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ ติดเชื้อสัดส่วนสูงขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่จะพบอาการค่อนข้างน้อยหรือไม่มีอาการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเด็กบางคนอาจเกิดภาวะ MIS-C หรือภาวะ การอักเสบของอวัยวะหลายระบบที่เกิดขึ้น หลังจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งอาจพบมากขึ้น หากมีแนวโน้มการติดเชื้อในเด็กเพิ่มสูง

“ภาวะ MIS-C เกิดจากการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการติดเชื้อโควิด ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในร่างกายโดยเฉพาะมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่หายจนถึง 6 สัปดาห์ อาการที่พบได้แก่ ไข้ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ตาแดง หรือมีผื่นตามตัว ซึ่งอาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารได้ ทั้งนี้ หากมีอาการควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม การดูแลรักษา MIS-C จะใช้ยาต้านการอักเสบและดูแลตามอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป” นพ.บุญชูกล่าว

นพ.บุญชูกล่าวต่อว่า การรับวัคซีนโควิด-19 ในเด็กจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และภาวะ MIS-C ได้ โดยวัคซีนมีหลายสูตรที่ผู้ปกครองสามารถเลือกให้บุตรหลานได้ตามสมัครใจ ดังนี้ 1.วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม สูตรฝาส้ม สำหรับเด็กอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 8 สัปดาห์ 2.วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม สูตรฝาม่วง สำหรับเด็กอายุ 12-17 ปี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 8 สัปดาห์ 3.วัคซีนซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม 2 เข็ม สำหรับเด็กอายุ 6-17 ปี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ระยะห่าง 4 สัปดาห์ 4.สูตรไขว้ ซิโนแวคตามด้วยไฟเซอร์ สูตรฝาส้ม สำหรับเด็กอายุ 6-11 ขวบ ฉีดห่างกัน 4 สัปดาห์ และ 5.สูตรไขว้ซิโนแวคตามด้วยไฟเซอร์ สูตรฝาม่วง สำหรับเด็กอายุ 12-17 ปี ฉีดห่างกัน 4 สัปดาห์

สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่รับรองให้ใช้ตามกลุ่มอายุ โดยมีคำแนะนำของจำนวนเข็มและระยะห่าง ดังนี้ 1.หากไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม นับจากวันที่เริ่มมีอาการป่วยหรือตรวจพบเชื้อภายใน 12 สัปดาห์ และอีก 1 เข็ม ห่างจากเข็มแรก 8-12 สัปดาห์ 2.หากเคยได้วัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม ให้ฉีดไฟเซอร์อีก 1 เข็ม ภายใน 12 สัปดาห์นับจากที่เริ่มมีอาการหรือพบเชื้อ และ 3.หากเคย ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน