สปสช.แจ้งทั่วปท. รองรับคัดผู้ป่วย
สปสช.แจงหน่วยบริการทั่วประเทศปรับหลักเกณฑ์ใหม่เบิกจ่ายรักษาโควิด รองรับแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้านป่วยโควิดเกินหมื่นติดต่อกันเป็นวันที่ 30 ยอดใหม่ 21,881 ราย ตายสูงสุดถึง 59 ศพ กทม.ครองแชมป์เหมือนเดิม วันละ 2 พันกว่าคน ตามด้วยเมืองคอน สมุทรปราการ และชลบุรี ระบุ 60 จังหวัดติดเชื้อเกิน 100 โคราชสถานการณ์น่าห่วงยังลามต่อเนื่อง เทศบาลนครฯ ถึงขั้นสั่งปิดงานทะเบียนราษฎรหลังพบ 3 เจ้าหน้าที่พบเชื้อ ร.ร. ราชสีมาวิทยาลัยจัดห้องสอบพิเศษให้นักเรียนติดโควิด 6 ราย สอบเข้าชั้นม.1 ใช้จนท.สวมชุด PPE คุมสอบ ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้รัศมี 50 เมตร สงขลาจำนวนพุ่งน่าตกใจ ตรวจเจอ 389 คน สถิติสูงสุดระลอกใหม่
ผู้ป่วยใหม่ 21,881 ราย
เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นรายเป็นวันที่สามสิบ นับจากการระบาดระลอกโอมิครอน พบติดเชื้อ 21,881 ราย สะสม 3,026,695 ราย หายป่วย 21,448 ราย สะสม 2,770,939 ราย เสียชีวิต 59 ราย สะสม 23,235 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 232,521 ราย อยู่ในร.พ. 75,469 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI CI 157,052 ราย มีอาการหนัก 1,145 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 366 ราย
ทั้งนี้ผู้เสียชีวิต 59 รายมาจาก 30 จังหวัด ได้แก่ กทม. 8 ราย, สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 4 ราย, พังงา พัทลุง ภูเก็ต ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, นครปฐม สมุทรปราการ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สงขลา สตูล กาญจนบุรี จังหวัดละ 2 ราย และปทุมธานี ยโสธร ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ พิจิตร ชุมพร ตรัง ยะลา พระนครศรีอยุธยา ระยอง ลพบุรี ราชบุรี และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 32 ราย หญิง 27 ราย อายุ 32-96 ปี เฉลี่ย 71 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 98%
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,147 ราย 2.นครศรีธรรมราช 980 ราย 3.สมุทรปราการ 888 ราย 4.ชลบุรี 883 ราย 5.นครราชสีมา 723 ราย 6.ปทุมธานี 707 ราย 7.นนทบุรี 700 ราย 8.สมุทรสาคร 670 ราย 9.พระนครศรีอยุธยา 633 ราย และ 10.ภูเก็ต 612 ราย
50 จังหวัดติดเชื้อเกิน 100
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 50 จังหวัดคือ ระยอง 546 ราย, นครปฐม 540 ราย, บุรีรัมย์ 505 ราย, สุพรรณบุรี 458 ราย, ฉะเชิงเทรา 415 ราย, สงขลา 389 ราย, ร้อยเอ็ด 359 ราย, ราชบุรี 338 ราย, สมุทรสงคราม 304 ราย, สระบุรี 297 ราย, ยะลา 289 ราย, มหาสารคาม 284 ราย, เชียงใหม่ 264 ราย, อุบลราชธานี 263 ราย, ปัตตานี 258 ราย, สุราษฎร์ธานี 257 ราย, กาฬสินธุ์ 246 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 244 ราย, นราธิวาส 233 ราย, ปราจีนบุรี 232 ราย, หนองคาย 221 ราย, พัทลุง 218 ราย, ขอนแก่น 215 ราย, สระแก้ว 214 ราย, เพชรบุรี 208 ราย, กาญจนบุรี 205 ราย, อุดรธานี 200 ราย
สุรินทร์ 198 ราย, สตูล 196 ราย, อ่างทอง 194 ราย, ลพบุรี 193 ราย, พิษณุโลก 192 ราย, จันทบุรี 185 ราย, นครนายก 185 ราย, ชุมพร 180 ราย, กำแพงเพชร 167 ราย, นครสวรรค์ 165 ราย, นครพนม 157 ราย, สกลนคร 157 ราย, ระนอง 152 ราย, ชัยภูมิ 145 ราย, อุตรดิตถ์ 145 ราย, ศรีสะเกษ 134 ราย, ตาก 127 ราย, เพชรบูรณ์ 125 ราย, สุโขทัย 123 ราย, บึงกาฬ 112 ราย, แพร่ 109 ราย, ตรัง 106 ราย และกระบี่ 100 ราย ส่วนจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วยมี 1 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 7 ราย
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 87 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 134 ราย ใน 30 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น กัมพูชา 39 ราย, เยอรมนี 13 ราย, รัสเซีย 12 ราย, ออสเตรเลีย 7 ราย, ฝรั่งเศส เมียนมา ประเทศละ 6 ราย, เวียดนาม 5 ราย เป็นต้น ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 49 ราย แซนด์บ็อกซ์ 29 ราย ระบบกักตัว 49 ราย และลักลอบเข้ามา 7 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-5 มี.ค. 41,770 ราย ติดเชื้อ 531 ราย คิดเป็น 1.27% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 35,254 ราย ติดเชื้อ 339 ราย คิดเป็น 0.96% แซนด์บ็อกซ์ 5,684 ราย ติดเชื้อ 173 ราย คิดเป็น 3.04% และกักตัว 832 ราย ติดเชื้อ 19 ราย คิดเป็น 2.28%
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 5 มี.ค. ฉีดได้ 183,894 โดส สะสมรวม 124,833,606 โดส เป็นเข็มแรก 53,927,872 ราย คิดเป็น 77.5% ของประชากร เข็มสอง 49,858,247 ราย คิดเป็น 71.7% ของประชากร และเข็มสาม 21,047,487 ราย คิดเป็น 30.3% ของประชากร
แจก‘ATK’ผ่านแอพฯเป๋าตัง
พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเบิกจ่ายกรณีบริการดูแลรักษาโรคโควิด-19 ที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า กรมการแพทย์ได้ทบทวนและปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยตามข้อมูลวิชาการในประเทศและต่างประเทศ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ติดเชื้อโควิดเมื่อตรวจ ATK ผลเป็นบวกให้ประเมินอาการและความเสี่ยง หากไม่มีให้เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ Home Isolation (HI) และแยกกักตัวที่บ้านได้ กรณีรับผู้ป่วยนอก ระบบจะโทร.ติดตามอาการเมื่อครบ 48 ชั่วโมง หากมีอาการแย่ลงจะส่งต่อรักษาในร.พ. ส่วนกรณีมีอาการและมีความเสี่ยง รวมถึงที่บ้านไม่มีความพร้อมแยกกักตัว จะเข้าสู่การดูแลในระบบ Hotel Isolation, Hospitel และ Community Isolation โดยไม่ต้องตรวจ RT-PCR ซึ่งจะตรวจเฉพาะกรณีเข้ารักษาหรือส่งต่อรักษาที่ร.พ.
ส่วนการให้ยารักษา ย้ำว่ากรณีผู้ป่วยไม่มีอาการหรือสบายดีจะไม่ให้ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ ให้ยาฟ้าทะลายโจรขึ้นอยู่ตามดุลพินิจของแพทย์ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการจะพิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์ โดยเริ่มให้ยาเร็วที่สุด แต่หากมีอาการมาแล้วเกิน 5 วัน โดยผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องให้ยา เพราะจากข้อมูลการรักษาพบว่าเชื้อโอมิครอน 80% ผู้ป่วยจะหายเองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ด้าน พญ.กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สปสช.กล่าวว่า ตามที่กรมการแพทย์ปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด สปสช.จึงปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าบริการเริ่มวันที่ 1 มี.ค. ดังนี้ 1.บริการคัดกรองโควิดสำหรับคนไทยทุกสิทธิ ครอบ คลุมกลุ่มเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด การคัดกรองก่อนทำหัตถการตามที่กรมการแพทย์กำหนด และตามดุลพินิจแพทย์ เฉพาะดำเนินการภายในหน่วยบริการ ทั้งการตรวจ RT-PCR ประเภท 2 ยีน อัตรา 900 บาท/ครั้ง และ 3 ยีน อัตรา 1,100 บาท/ครั้ง การตรวจแบบ Antigen Professional ทั้งวิธี Chormatography อัตรา 250 บาท/ครั้ง และวิธี FIA อัตรา 350 บาท/ครั้ง
2.การสนับสนุนชุดตรวจ ATK สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงในอัตรา 55 บาท/ชุด โดยจ่ายให้กับหน่วยบริการ ซึ่งประชาชนรับชุดตรวจครั้งละไม่เกิน 2 ชุด/ครั้ง ตรวจเว้นระยะห่างอย่างน้อย 5 วัน และรายงานผลผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย
เหมาจ่าย 1 พันต่อราย
3.บริการดูแลรักษาโควิด กรณีแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน (OP self Isolation) เฉพาะสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แยกการจ่ายชดเชยค่าบริการเป็น 2 ส่วน คือ 1.ค่าบริการแบบเหมาจ่าย 1,000 บาท/ราย ครอบคลุมการให้คำแนะนำแยกกักตัวที่บ้าน การให้ยารักษา ติดตามอาการ และจัดระบบส่งต่อ และ 2.ค่าบริการสำหรับการให้คำปรึกษาหรือดูแลรักษาเบื้องต้นหลังครบ 48 ชั่วโมงไปแล้ว (บริการรองรับการติดต่อกลับ) เหมาจ่ายอัตรา 300 บาท/ราย หากไม่เข้าเกณฑ์ OP self Isolation จะครอบคลุมบริการตรวจแล็บและค่าเก็บตัวอย่าง ทั้ง RT-PCR, Antibody และ Antigen ค่ายาที่เป็นการรักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิด จ่ายตามจริงไม่เกิน 7,200 บาท/ราย และค่ารถส่งต่อผู้ป่วย รวมค่าชุด PPE และยาฆ่าเชื้อจ่ายตามจริงตามระยะทางไม่เกิน 1,400 บาท/ครั้ง
กรณีกลุ่มสีเขียวที่เข้ารักษาร.พ.ในระบบ, เข้า UCEP COVID หน่วยบริการนอกระบบ, รักษานอกร.พ. ได้แก่ HI/CI, Hotel Isolation, ร.พ.สนาม และ Hospitel เป็นต้น กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมบริการดูแลผู้ติดเชื้อ ค่าอาหาร 3 มื้อ/วัน อุปกรณ์ในการดูแลและติดตามสัญญาณชีพ ค่ายา และค่าเอกซเรย์ปอด หรือ Chest X-ray กรณีจำเป็น โดยรักษาตั้งแต่ 1-6 วันอยู่ที่อัตรา 4,000 บาท หากมีบริการอาหารเพิ่มเป็น 6,000 บาท และหากรักษา 7 วันขึ้นไปอยู่ที่ 8,000 บาท หากมีบริการอาหารเพิ่มเป็น 12,000 บาท
บริการผู้ป่วยใน กำหนดจ่ายตามระบบ DRG และจ่ายเพิ่มเติมทั้งในส่วนค่าตรวจแล็บ ค่ายารักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิดไม่เกิน 7,200 บาท/ราย ค่าห้องดูแลรวมค่าอาหาร ตั้งแต่เตียงระดับ 1-3 ในอัตราตั้งแต่ 1,000-7,500 บาท ค่าชุด PPE อัตรา 550 บาท/ชุด และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระบวนการและอุปกรณ์ในการป้องกันเชื้อ 300-11,000 บาท/วัน และค่ารถส่งต่อผู้ป่วย รวมค่าชุด PPE และยาฆ่าเชื้อจ่ายตามจริงตามระยะทางไม่เกิน 1,400 บาท/ครั้ง
“การแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ยังดีที่ผู้ป่วยอาการรุนแรงมีไม่มาก กรมการแพทย์จึงปรับแนวทางการรักษาเพื่อการดูแลที่เหมาะสม สปสช.จึงร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกองเศรษฐกิจสุขภาพฯ ปรับระบบชดเชยค่าบริการให้สอดคล้องและชี้แจงหน่วยบริการให้ทราบเพื่อบริการที่ต่อเนื่อง และเบิกจ่ายชดเชยที่ถูกต้อง” พญ.กฤติยากล่าว
ปิดเทศบาลนครโคราช
ที่ จ.นครราชสีมา ตรงบริเวณทางเข้าตัวอาคารงานทะเบียนราษฎร เทศบาลนครนครราชสีมา มีการตั้งเต็นท์สีขาวเป็นสถานที่บริการประชาชนด้านนอกอาคาร เพื่อลดความแออัด ป้องกันการระบาดของเชื้อ โควิด-19 โดยมีโต๊ะบริการทำบัตรประจำตัวประชาชน และมีจุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น พร้อมปิดป้ายประกาศข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ติดโควิด” ไว้ด้านหน้าเต็นท์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์สำนักงานทั่วทั้งพื้นที่แล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ
นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ตรวจค้นหาเชิงรุก ด้วยการตรวจ ATK พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่าเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร และสำนักการคลังส่วนพัฒนารายติดเชื้อรวม 3 ราย และกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเพื่อนร่วมงานอีก 11 ราย ทางเทศบาลฯ จึงสั่งปิดทำการเป็นเวลา 2 วัน ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในสำนักงาน ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ยืนยันว่าเทศบาลฯ สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และวันที่ 7 มี.ค. พร้อมเปิดสำนักงานทะเบียนราษฎรให้บริการประชาชนได้ตามปกติ
ส่วนคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.นคร ราชสีมา รายงานการแพร่ระบาดในพื้นที่ 32 อำเภอของ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 มี.ค. พบผู้ป่วยรายใหม่ 884 ราย ติดเชื้อสะสม 20,267 ราย รักษาหาย 11,852 ราย ยังรักษาอยู่ 8,371 ราย และเสียชีวิตรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิงอายุ 73 ปี ชาว ต.ปราสาท อ.โนนสูง เสียชีวิตสะสม 44 ราย
หวั่นติดเชื้อลามต่อเนื่อง
ด้านนายสมชาติ เดชดอน ประธานคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี นำเครื่องตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ Antigen test kit (ATK) 2,600 ชุด มอบให้กับทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซับก้านเหลือง ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี เพื่อเตรียมไว้ให้บริการประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อและผู้ต้องการตรวจหาเชื้อ โควิด-19 ซึ่งยังคงมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในพื้นที่ ต.ครบุรีใต้ ยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ต้องพักรักษาตัวอยู่ HI ภายในตำบล 30 ราย
ด้านนายวิชัย ปักกาเวสูง ผู้อำนวยการ รพ.สต.ซับก้านเหลือง ได้ให้เจ้าหน้าที่ฝึกสอนวิธีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK ให้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขตำบลในพื้นที่ เพื่อให้มีความชำนาญในการตรวจหาเชื้อ และเตรียมพร้อมปฏิบัติงานทุกเมื่อ ในยามที่ต้องการผู้ตรวจหาเชื้อด้วย
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.ครบุรี ล่าสุดยังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั้งอำเภอตั้งแต่เดือนม.ค.จนถึงปัจจุบัน 456 ราย รักษาหายแล้ว 117 ราย รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ครบุรี 48 ราย รักษาตัวอยู่ที่ศูนย์พักคอยกลาง (CI) 58 ราย พักรักษาตัวที่ Home Isolation (HI) 233 ราย เสียชีวิต 1 ราย

แยกสอบ – เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สวมชุดพีพีอี ดูแล 6 นักเรียนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดนั่งทำข้อสอบเข้าเรียน ม.1 โดยจัดแยกห้องสอบ ไว้เป็นพิเศษ ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 6 มี.ค.
จนท.สวมชุดPPEคุมสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลายร.ร.ใน จ.นครราชสีมา วางมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด ในระหว่างการจัดสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ ชั้น ม.1 ซึ่งสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดย เฉพาะที่ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย อ.เมือง ถือว่าเป็นร.ร.ระดับมัธยมศึกษาชายล้วนขนาดใหญ่พิเศษ ประจำ จ.นครราชสีมา วันนี้มีการจัดสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ ชั้น ม.1 ขึ้น โดยวางมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่าง เข้มข้น ตั้งแต่ประตูทางเข้า ไม่ให้ผู้ปกครองขับรถเข้าไปภายในร.ร.เด็ดขาด นอกจากนี้มีจุดคัดกรองนักเรียนที่เข้าสอบทุกคนบริเวณประตูทางเข้า
นายประยงค์ ประทุมวัน ผู้อำนวยการ ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย กล่าวว่า วันนี้เป็นการสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ ชั้น ม.1 ใน 5 โปรแกรมวิชา ได้แก่ ห้องเรียนคณิตศาสตร์, ห้องเรียนวิทยาศาสตร์, ห้องเรียน สส.วท., ห้องเรียน EP. (English Program) และห้องเรียนเตรียมทหาร (Pre Cadet) ตาม ปฏิทินของสพฐ. โดยปีนี้รับนักเรียนห้องพิเศษชั้น ม.1 ทั้งหมด 174 คน แต่มีนักเรียนสมัครเข้าสอบมากถึง 498 คน จึงได้จัดสอบห้องเรียนละ 20 คน จำนวน 24 ห้อง โดยก่อนสอบได้ทำหนังสือขออนุญาตเทศบาลนครนครราชสีมาแล้ว ซึ่งได้จัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจสอบพื้นที่ พร้อมกับให้คำแนะนำมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวด
ส่วนนักเรียนที่สมัครเข้ามาสอบ มีผลติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 6 ราย ทางร.ร.ก็เปิดโอกาสให้สอบได้ โดยจัดสถานที่บริเวณอาคารศิลปะ ซึ่งอยู่ห่างจากอาคารสอบปกติไปกว่า 200 เมตร เป็นสถานที่สอบ และจัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเทศบาลนครนครราชสีมา 2 คน สวมใส่ชุด PPE มาควบคุมการสอบ พร้อมกับห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปใกล้รัศมีห้องสอบ 50 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโควิด-19 แพร่มาติดได้ ในส่วนของการสอบ ม.1 ภาคปกตินั้น ทางร.ร.จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 9-13 มี.ค. และจะสอบคัดเลือกในวันที่ 26-27 มี.ค. โดยจะวางมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้สอดคล้องตามที่ ศบค.จ.นครราชสีมากำหนด
วันเดียวกันคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.นครราชสีมา เปิดเผยข้อมูลล่าสุด พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 745 ราย โดยแบ่งเป็นผลตรวจ ATK 191 ราย ผลตรวจ RT-PCR 554 ราย เสียชีวิต 1 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมระลอกใหม่แล้ว 34,288 ราย รักษาหายแล้ว 12,495 ราย ยังรักษาอยู่ 8,281 ราย และเสียชีวิต 45 ราย
สงขลาทำนิวไฮใหม่389คน
ที่ จ.สงขลา รายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สงขลา ตรวจหาเชื้อโควิดด้วย RT-PCR วันที่ 5 มี.ค. 9,073 คน วันที่ 6 มี.ค. พบผลเป็นบวก 389 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการกลับมาของ โควิดระลอกใหม่ ติดเชื้อสะสม 8,272 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย เสียชีวิตสะสม 30 ราย และติดเชื้อเข้าข่าย ATK 38,000 กว่าคน ขณะที่เตียงรับผู้ติดเชื้อโควิด 33,254 เตียง เตียงที่ใช้ไป 27,700 กว่าเตียง หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังอยู่ในช่วงพีกตลอดเดือนมี.ค.เตียงจะไม่พอกับจำนวน ผู้ติดเชื้อ ถึงแม้ว่าผู้ติดเชื้อมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเปอร์เซ็นต์มากก็ตาม เพราะที่ยังตรวจพบเป็นกลุ่มก้อนอยู่ในกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันในพื้นที่เกิน 70% ของแต่ละวัน และเป็นกลุ่มที่ไม่ขอรับวัคซีน”
ทั้งนี้นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประกาศห้ามบุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เข้า-ออก จ.สงขลา เริ่มวันที่ 1 เม.ย. ท่ามกลางกระแสสังคมคัดค้านก็ตาม แต่จะต้องมีมาตรการที่เข้ม เพราะพื้นที่ที่มีเขตแดนติดต่อกับ จ.สงขลา มีประชาชนเดินทางเข้า-ออกจำนวนมาก สถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายวันสูงทุกจังหวัด เช่น จ.สตูล 196 คน จ.นครศรีฯ 980 คน จ.นราธิวาส 233 คน จ.ยะลา 289 คน และ จ.ปัตตานี 258 คน
‘ภูเก็ต-พัทลุง’ยังน่าห่วง
ที่ จ.ภูเก็ต สำนักงาน สสจ.ภูเก็ต รายงานว่า วันที่ 5 มี.ค. มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากในจังหวัดและต่างประเทศรวม 667 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 612 ราย ผู้ติดเชื้อ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 22 ราย ผู้ติดเชื้อ test&go 33 ราย ผู้ติดเชื้อกลับบ้าน 568 ราย เสียชีวิต 3 ราย สรุปผู้ติดเชื้อทั้งหมด 36,455 ราย แบ่งเป็น ติดเชื้อภายในจังหวัด 28,649 ราย ติดเชื้อโครงการฯ กลับบ้าน 0 ราย ผู้ติดเชื้อรับจากต่างจังหวัด 3 ราย ผู้ติดเชื้อต่างประเทศ 8 ราย ผู้ติดเชื้อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 6,070 ราย ผู้ติดเชื้อ test&go 1,725 ราย เสียชีวิต (สะสม) 54 ราย คงพยาบาล 7,258 ราย
ผลตรวจ ATK-อ.เมือง 1,150 ราย พบ 606 ราย-อ.กะทู้ 33 ราย พบ 9 ราย-อ.ถลาง 115 ราย พบ 71 ราย ผู้เข้าข่ายกักตัวศูนย์ดูแลโควิดชุมชน สรุปพบผู้เข้าข่ายรายใหม่ตรวจเชิงรุก 686 ราย ยอดคงเหลือของผู้เข้าข่ายกักตัว 294 ราย ข้อมูลการใช้เตียงจากจำนวนเตียงทั้งหมด 3,515 เตียง ครองเตียง 1,513 เตียง คิดเป็น 43.04% จำนวนเตียงว่าง 2,002 เตียง คิดเป็น 56.96%
ที่ จ.พัทลุง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาน การณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคง น่าเป็นห่วง ตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดผู้ป่วยเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา เกือบ 300 ราย ด้าน พญ.อภิญญา เพ็ญศรี นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน ทำหน้าที่ ผู้ช่วยสสจ.พัทลุง กล่าวว่า สายพันธุ์โอมิครอนระบาด ตั้งแต่เดือนม.ค. มียอดสะสมผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงปัจจุบัน 7,247 ราย ประชาชนฉีดวัคซีน เข็ม 1 จำนวน 410,870 ราย คิดเป็นร้อยละ 78.55 ฉีดเข็ม 2 จำนวน 576,716 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.02 ฉีด เข็ม 3 จำนวน 93,756 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.92