สธ.เพิ่มวิธีตรวจรู้ผลโควิดเร็วขึ้น

ติดเชื้อยังพุ่งเกิน 2 หมื่น ส่วนตรวจเอทีเคพบอีก 2.4 หมื่น ยอดตายนิวไฮ65 ราย ทุบสถิติโอมิครอน ศบค.ห่วงช่วงสงกรานต์คนกลับบ้านทำกิจกรรมร่วมกัน เสี่ยงเชื้อระบาดอีก แนะนำผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเสี่ยง เด็กเล็กฉีดวัคซีนลดติดเชื้อ ลดตาย เตือนพ่อแม่ดูแลลูกช่วงปิดเทอม หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง เฝ้าระวังเด็กไปเล่นตู้เกม สธ.ชี้โอมิครอน BA.2 ครองไทยแล้ว พบสัดส่วนเกิน 51% เหตุแพร่เร็วกว่า BA.1 ถึง 1.4 เท่า “กรมวิทย์” เล็งเพิ่ม 2 วิธีตรวจยืนยันเชื้อโควิด หากผ่านอย.ตรวจไวเท่า RT-PCR

ป่วยเกิน 2 หมื่น-ตายนิวไฮ 65
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21,162 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 20,986 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 20,784 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 202 ราย มาจากเรือนจำ 74 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 102 ราย เป็นผู้มีผลตรวจ ATK เป็นบวก 24,236 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ 45,398 ราย ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,047,857 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 23,159 ราย ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,794,098 ราย อยู่ระหว่างรักษา 230,459 ราย อาการหนัก 1,148 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 375 ราย

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 65 ราย เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในระลอกนี้ โดยเป็นชาย 34 ราย หญิง 31 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 55 ราย มีโรคเรื้อรัง 8 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 23,300 ราย

ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 446,612,251 ราย เสียชีวิตสะสม 6,019,441 ราย

จับตา 2 จว.ชายแดน‘ตาก-สระแก้ว’
พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในวันที่ 7 มี.ค. ประกอบด้วย กทม. 2,803 ราย นครศรีธรรมราช 1,042 ราย สมุทรปราการ 872 ราย ชลบุรี 784 ราย นนทบุรี 723 ราย สมุทรสาคร 659 นาย นครราชสีมา 614 ราย ภูเก็ต 592 ราย นครปฐม 589 ราย พระนครศรีอยุธยา 567 ราย

ทั้งนี้ พบคลัสเตอร์ใหม่ในกทม. คือคลัสเตอร์ก่อสร้างที่เขตคลองสามวา ส่วน 5 เขตที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในกทม. ได้แก่ หลักสี่ บางซื่อ หนองแขม วัฒนา และดินแดง นอกจากนี้ยังให้เฝ้าระวังจังหวัดชายแดน จ.ตากและสระแก้ว เนื่องจากมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามา จึงให้ศปม.และประชาชนในพื้นที่เป็นหูเป็นตา คัดกรอง ตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด

พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า ส่วน 10 จังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ปอดอักเสบสูงสุด ได้แก่ กทม. 182 ราย สมุทรปราการ 75 ราย นนทบุรี 52 ราย ภูเก็ต 46 ราย นครศรีธรรมราช 46 ราย ชลบุรี 42 ราย สุราษฎร์ธานี 41 ราย กาญจนบุรี 41 นครราชสีมา 34 ราย เชียงใหม่ 34 ราย สำหรับสถานการณ์การครองเตียงของผู้ป่วยปอดอักเสบอยู่ที่ 23.33% ส่วนอัตราครองเตียงของผู้ป่วยทั่วประเทศอยู่ที่ 57.8% แบ่งเป็นผู้ป่วยระดับสีเหลือง 15.1% เหลืองเข้ม 25.1% สีแดง 25% อย่างไรก็ตาม โรคที่พบร่วมกับ ผู้เสียชีวิตในช่วงนี้ ได้แก่โรคมะเร็งระยะสุดท้าย โรคไตวายเรื้อรัง ภาวะติดเตียง และโรคอ้วน ซึ่งเจอมากกว่าโรคอื่นๆ

เอทีเค‘อบต.’ – เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข อบต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตรวจ เอทีเคคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพนักงาน เพื่อหาผู้เข้าข่ายติดเชื้อโควิด และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ เมื่อวันที่ 7 มี.ค.

ห่วงเด็กปิดเทอมรวมตัวเสี่ยงโควิด
“ในช่วงก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่จะต้องมีการกลับไปทำกิจกรรมร่วมกัน ขอให้คนในครอบครัวพาผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเสี่ยง และเด็กเล็กซึ่งมีตัวเลขชีวิตมากขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันและยังไม่ได้รับวัคซีน ไปฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กปิดเทอม สถานที่เสี่ยงหลักคือการเล่นเกม และตู้เกม จึงขอให้ผู้ปกครองไปตรวจตราดูว่าเป็นสถานที่ปิด มีความแออัดของเด็กไปเล่นเกมหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากติดเชื้อจะมีอาการมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งหากไปทำกิจกรรมที่ไหนมา ขอให้สังเกตอาการทางเดินหายใจ หากมีน้ำมูก ไอ คัดจมูก ให้สุ่มตรวจด้วย ATK ทันที”

พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเป็นช่วงหยุดยาวหลายวันตั้งแต่วันพุธที่ 13-15 เม.ย. และติดเสาร์-อาทิตย์อีกรวมแล้วอย่างน้อย 5 วัน ทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอมาตรการป้องกันควบคุมโรคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่อที่ประชุมศปก.ศบค. และอีโอซี กระทรวงสาธารณสุข โดยมีประเด็นที่สำคัญเนื่องในวันหยุดยาวเราต้องประเมินว่ามีความเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 จากกิจกรรมใดบ้าง ได้แก่การเดินทางกลับภูมิลำเนา การรวมตัวของญาติพี่น้อง การพบปะสังสรรค์ การรับประทานอาหารร่วมกันและมีการทำกิจกรรมในช่วงวันสงกรานต์ ทั้งรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สาดน้ำประแป้ง กิจกรรมรื่นเริงต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงสงกรานต์นี้มีตั้งแต่ขนส่งสาธารณะ สถานีขนส่ง ทั้งเครื่องบิน รถโดยสาร รถตู้ รถประจำทาง ปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ นอกจากนี้สถานที่เสี่ยงที่สำคัญยังมีที่บ้าน ร้านอาหาร ศาสนสถาน วัด หรือที่ที่ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ โรงแรมห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์

ศบค.ถก 18 มีค.เคาะสงกรานต์
ผู้ช่วยโฆษกศบค. กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมมีการพูดคุยว่าในช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ไม่ได้มีการงด การกัก การห้ามเดินทางข้ามจังหวัด แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้มาตรการความปลอดภัย ได้แก่มาตรการหลัก คือ V U C A คือ วัคซีน มาตรการส่วนบุคคลแบบครอบจักรวาล โควิดฟรีเซ็ตติ้ง สุ่มตรวจด้วย ATK ทั้งก่อนเดินทางไปและกลับจากต่างจังหวัด

พญ.สุมนีกล่าวว่า เมื่อกรมอนามัยได้นำเสนอแล้วในที่ประชุมได้มีการพูดคุยเพิ่มเติมเนื่องจากการพิจารณามาตรการในช่วงสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาวนั้นมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะต้องพูดคุยเพื่อที่จะได้นำข้อมูลต่างๆ ที่จะต้องพิจารณามาตรการไปพร้อมกับสถานการณ์ในช่วงนี้เพื่อนำเข้าที่ ประชุมศบค.ชุดใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 มี.ค.นี้ โดยที่เรื่องเกี่ยวกับมาตรการของช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นจะต้องพิจารณาจากหน่วยงานทั้งหมดหกหน่วยงานหลัก ได้แก่กระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย คมนาคม การท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม

‘บิ๊กตู่’จี้‘อัศวิน’แก้คนกรุงไม่ได้รักษา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เข้าพบเมื่อช่วงสายวันเดียวกันนี้ว่า ตนเรียกมาสอบถามถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่าจะทำอย่างไรในเรื่องที่ประชาชนมาร้องเรียนเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการต่างๆ ได้ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.รับไปว่าจะดูแลในรายละเอียดให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้มาตรการที่ออกมาทุกครั้งก็ไม่ได้ฟังกันว่าจะทำอะไร อย่างไร บางครั้งไปอ่านจากโซเชี่ยลก็ไม่เข้าใจกัน ฝากสื่อช่วยชี้แจงด้วย เช่นมาตรการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 เจอ แจก จบ บางครั้งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร แต่เจ้าหน้าที่ก็อธิบายกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องไปซักต่อว่าคืออะไร ตนก็ฟังเขาพูดมาทุกครั้ง ถ้าตรงกันก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องลำบากยากเข็ญ ถ้าเดือดร้อนมากก็แจ้งกันมา

‘อนุทิน’ชงยูเซ็ปโควิดเข้าครม.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ติดเชื้อเข้ารักษาผู้ป่วยนอก “เจอแจกจบ” ร.พ.ในพื้นที่กทม.พบเต็มหลายร.พ.ว่า เชื่อว่า กทม.คงเร่งแก้ไขปัญหาการสื่อสารกับประชาชนอยู่ สธ.ก็พร้อมสนับสนุนกทม.ทุกรูปแบบหากได้รับการร้องขอ ซึ่งได้แจ้งว่า สธ.ได้ยินอะไรมาบ้างจากประชาชน ก็ขอให้ กทม.เร่งแก้ไขปัญหา หากตรงไหนที่ สธ.ช่วยได้ก็ยินดี ส่วนสายด่วน 1330 แต่ละวันมีการโทร.เข้ามากว่า 6-7 หมื่นคู่สาย ซึ่ง สปสช.รับทราบปัญหา และจะเพิ่มคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น แต่ต้องใช้เวลา จึงต้องมีการปรับรูปแบบเรื่อยๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จากรักษาทุกคนในร.พ. ก็มีแยกมาเป็นร.พ.สนาม ฮอสพิเทล เปิด Home Isolation Community Isolation แต่ตอนนี้มีการติดเชื้อ กลัวว่าจะบริการได้ไม่ทันใจ จึงเพิ่มเรื่องการดูแลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) “เจอแจกจบ” เข้ามา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างกทม. เพราะไม่มีรพ.สต.เหมือนในต่างจังหวัดที่มีการผ่องถ่ายไปยังร.พ.ในหลายระดับ

“ตอนนี้ปัญหามันกระจุกอยู่ที่เดียว เราจะได้ระดมสรรพกำลังเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือกันได้ แต่หน่วยงานเจ้าภาพหลักคือ กทม. ก็ต้องแจ้งมาว่าจะให้เราเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร เพราะบางครั้งอยู่นอกเขตอำนาจ พอเข้าไปแล้วอาจจะเป็นการก้าวก่ายงาน และเกิดปัญหาได้ ซึ่งเคยเกิดมาแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องทางการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือการตามแก้ไขปัญหา แต่เป็นการปรับให้ตรงกับสถานการณ์ คนติดเชื้อไม่ได้ปล่อยให้คนหายเอง แม้ว่าหลายเคสที่สามารถหายเองได้ก็ตาม แต่ก็จัดยาเวชภัณฑ์ให้ถึงเขา ส่วนกรณีมีรายงานผู้ติดเชื้อในกทม.เสียชีวิตที่บ้านนั้นยังไม่ได้รับรายงาน จะมีการสอบถามไปยังอธิบดีกรมควบคุมโรคถึงรายละเอียดอีกครั้ง”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 มี.ค.นี้ จะเสนอเรื่องของการปรับ UCEP COVID เป็นการนำเสนอเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องและตอบข้อสงสัยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่ามีผู้ติดเชื้อเยอะแล้วไม่เปิดเตียง ผู้ติดเชื้อยิ่งเยอะต้องยิ่งเปิดเตียง แต่ไม่ใช่ให้คนมาครองเตียงให้มากขึ้น แต่เมื่อคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น เรายิ่งต้องแยกคนที่อาการน้อยให้รักษาแบบหนึ่ง อาการปานกลางรักษาอีกแบบหนึ่ง และอาการหนักที่ต้องเข้าถึงเตียงจะได้มีเตียงในร.พ. เป็นการตอบคำถามเรียบร้อยแล้ว

“เรื่องที่เข้า ครม.ไม่ใช่เรื่อง UCEP ว่าจะเลิกหรือไม่เลิก การให้สีเขียวเข้าไปครองเตียง เพราะเป็นอำนาจของสธ.ในการดูแลผู้ติดเชื้อ ไม่เกี่ยวข้องหรือต้องขออนุมัติครม. แต่ที่เข้าครม.คือหมวดงบประมาณกรณีให้การรักษา UCEP สีเหลือง สีแดงที่จะให้ลักษณะฉุกเฉิน ซึ่งจริงๆ รักษาอยู่แล้ว แต่ให้ร.พ.ได้รับเงินเร็ว เบิกจ่ายได้เร็วขึ้น ไม่ได้มีอะไรที่กระทบกับการให้บริการ ผู้ติดเชื้อสีเขียวก็ดูแลที่บ้าน”

โอมิครอนBA.2ครองไทยแล้ว
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในประเทศไทย ว่าสายพันธุ์โอมิครอนครองโลกเป็นส่วนใหญ่ จากข้อมูลใน GISAID ยังเป็น BA.1 มากที่สุด 8.5 แสนกว่าราย สายพันธุ์ย่อย BA.1.1 เจอ 6.4 แสนกว่าราย BA.2 ราว 1.85 แสนราย สำหรับประเทศไทยจากการตรวจเฝ้าระวังเมื่อวันที่ 26 ก.พ. – 4 มี.ค. จำนวน 1,905 ราย พบเดลตาเหลือเพียง 7 ราย ที่เหลือเป็น “โอมิครอน” ทั้งหมด คือ 99.63 % เมื่อเทียบรายสัปดาห์แต่ละสัปดาห์ก็พบเพิ่มขึ้นจนเกือบ 100%

“ส่วนสัดส่วนสายพันธุ์ BA.1 และ BA.2 นั้น จากการตรวจแยกสายพันธุ์ย่อย 1,802 ตัวอย่าง พบเป็น BA.2 เกินครึ่งหนึ่ง คือ 51.8% แสดงว่า BA.2 มีอิทธิฤทธิ์การแพร่เร็วกว่า BA.1 ซึ่งสัปดาห์ถัดไปอาจจะพบสูงขึ้นกว่านี้ และจะมาแทน BA.1 ยกเว้นมีสายพันธุ์อื่น เช่นสายพันธุ์ BA.1.1 ที่หากแพร่เร็วกว่าก็อาจแซงกลับมาได้”

นพ.ศุภกิจกล่าวด้วยว่า เมื่อแยกการตรวจสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนเป็นกลุ่มต่างๆ พบว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่เพื่อสำรวจภาพรวมประเทศพบ BA.2 ประมาณ 49.08 % คลัสเตอร์ใหม่เป็น BA.2 ประมาณ 50 % กลุ่มที่อาการรุนแรง เสียชีวิต เป็น BA.2 ราว 30.99 % บุคลากรทางการแพทย์เป็น BA.2 ประมาณ 52.94 % และผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อนหรือติดเชื้อซ้ำเป็น BA.2 อยู่ที่ 28.57 % ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเดลตาเดิม จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่เคยติดเชื้อแล้ว มีภูมิโดยธรรมชาติแล้วจึงใช้ไม่ได้ โดยหลักการถ้าเคยติดเดลตาและเดลตาระบาดอยู่ เราก็จะไม่ติดเชื้อซ้ำ แต่พอตัวใหม่ที่หลบภูมิที่เราสร้างมา เช่นโอมิครอน ที่หลบภูมิได้ แม้มีภูมิต่อเดลตาก็จัดการ โอมิครอนไม่ได้ แต่หากติดโอมิครอนและ โอมิครอนระบาดอยู่ก็อาจช่วยป้องกันได้ ระดับหนึ่ง

แพร่เร็วกว่า BA.1ถึง1.4 เท่า
“โอมิครอนสายพันธุ์ BA.2 มีข้อมูลสนับสนุนว่าแพร่เร็วกว่า BA.1 ประมาณ 1.4 เท่า การแพร่กระจายในครัวเรือน BA.1 อยู่ที่ 29% ส่วน BA.2 อยู่ที่ 39% หรือแพร่กระจายในครัวเรือนสูงกว่า 10% แต่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าเรื่องความรุนแรงยังไม่แตกต่างอะไรกัน ดังนั้น ต้องเข้มงวดเฝ้าระวังการรับและแพร่เชื้อ ส่วนการดื้อต่อวัคซีนนั้น ภูมิคุ้มกันที่จักการเดลตาได้ สามารถจัดการโอมิครอนได้ลดลง เมื่อแยกเป็น BA.1 และ BA.2 พบว่า ไม่ต่างกันมาก BA.2 ดื้อวัคซีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแบบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” นพ.ศุภกิจกล่าว

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า แต่สิ่งสำคัญที่พบคือการใช้โมโนโคลนอลแอนติบอดี ภูมิคุ้มกันที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้รักษาและมีราคาแพงนั้น จากที่เคยใช้รักษาเดลตาและ BA.1 ได้ ไม่สามารถรักษา BA.2 ได้ หรือช่วยจัดการเชื้อไม่ค่อยได้ ซึ่ง BA.2 หลบหลีกโมโนโคลนอลแอนติบอดีได้พอสมควร แต่ปกติเราไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากโอมิครอนไม่ค่อยรุนแรง คนที่จะต้องใช้ขนาดโมโนโคลนอล แอนติบอดี ก็มีไม่มาก จึงไม่กระทบเรื่องขีดความสามารถการรักษา ส่วนยาตัวอื่นยังไม่มีผลอะไร การรักษาอย่างอื่นก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่ากรณีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั้งที่ โอมิครอนไม่รุนแรง นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ในช่วงเดลตาสมัยก่อนเราติด 2-3 หมื่นราย มีการเสียชีวิตหลายร้อยราย ส่วนตอนนี้ติดในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่การเสียชีวิตอยู่ที่ 50 กว่าราย ดังนั้น ตัวเลขที่สูงขึ้นคือการสูงขึ้นตามจำนวนการติดเชื้อ เมื่อติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็มีคนมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และคนเสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีน มีโรคประจำตัว ติดเตียง เป็นต้น ถ้าเราช่วยกันลดความเสี่ยงกลุ่มนี้ไป ตัวเลขติดเชื้อเสียชีวิตก็จะต่ำลงกว่านี้อีก จึงต้องช่วยกันมาฉีดวัคซีนให้มีภูมิสูงมากพอ

สธ.ออกคำแนะนำตรวจแล็บ‘โควิด’
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีในการตรวจหาเชื้อมีการปรับปรุงตลอด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ออกแนวทางคำแนะนำการตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับโควิดฉบับล่าสุด ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากอีโอซี สธ.แล้ว โดยคำแนะนำที่เปลี่ยนจากเดิม คือ1.สิ่งส่งตรวจที่เหมาะสมกับการตรวจสารพันธุกรรม คือ การเก็บตัวอย่างจากหลังโพรงจมูก หรือน้ำลาย ส่วนสิ่งส่งตรวจที่เหมาะสมกับการตรวจหาแอนติเจน กรณีชุดตรวจแบบ Professional Use คือ ตัวอย่างหลังโพรงจมูก กรณี Home Use เก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกด้านหน้าหรือน้ำลาย แต่ควรเก็บน้ำลายตอนเช้าหลังตื่นนอน เพราะเชื้อจะสะสม เก็บโดยการขากเอาน้ำลายส่วนลึกของลำคอออกมาด้วย งดแปรงฟัน หรือใช้น้ำยาบ้วนปาก งดอาหาร ยาอม ของขบเคี้ยว อย่างน้อย 30-60 นาที ส่วนกรณีเด็กควรดูไม้สว็อบที่เหมาะสม ไม่แข็งมาก เพราะจมูกเด็กบอบบาง หรือใช้เก็บน้ำลายก็จะช่วยลดอันตรายจากการแยงจมูก

2.การตรวจยืนยัน ซึ่งข้อกำหนดคือต้องตรวจหาสารพันธุกรรมได้ขั้นต่ำไม่เกิน 1,000 copies/ml ที่ผ่านมามีเพียง RT-PCR ที่ผ่านเกณฑ์ เราจึงใช้เป็นวิธีหลัก แต่ขณะนี้มีเทคโนโลยีอื่น คือ LAMP และ CRISPR ซึ่งเดิมตรวจได้ไม่เกิน 4,000 copies/ml ถือว่าความไวไม่พอ แต่ขณะนี้ก็ระบุว่าสามารถได้ต่ำกว่า 1,000 copies/ml ก็สามารถใช้ได้ แต่จะต้องตรวจ 2 ตำแหน่งได้ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันผล ซึ่งการตรวจเหล่านี้ถือว่าเป็นเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องไปยื่นอย.ว่ามีคุณสมบัติ เราจะยอมให้เป็นการตรวจยืนยันอีกวิธี นอกจาก RT-PCR

3.การตรวจ ATK ในผู้สัมผัสโรค หากผลเป็นบวก ไม่มีอาการหรืออาการน้อย ไม่มีความเสี่ยงอาการรุนแรง ให้เข้าระบบ HI CI หรือรักษาแบบ OPD หากมีอาการหรือความเสี่ยงอาการรุนแรง จะตรวจสารพันธุกรรม เพื่อส่งรักษาต่อใน ร.พ. หากผลลบ ไม่มีอาการก็กักตัวเอง ตรวจ ATK ซ้ำทุก 3 วันหรือมีอาการ

4.การคัดกรองด่านระหว่างประเทศยังใช้ RT-PCR เป็นหลัก แต่อาจพิจารณาใช้การตรวจหาแอนติเจนด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ (Machine based assay : MBA) โดย 1 เครื่องตรวจได้ 200 เทสต์ต่อชั่วโมง หรือเครื่องตรวจสารพันธุกรรมที่ตรวจตัวอย่างได้ครั้งละมากๆ และใช้เวลาตรวจไม่นานมาใช้ได้ แต่ตรงนี้ขึ้นกับฝ่ายนโยบายพิจารณาจะนำมาใช้หรือไม่

เมื่อถามว่าจำเป็นที่ตรวจ ATK เป็นบวกจะต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำหรือไม่ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ไม่จำเป็น เนื่องจากโอมิครอนไม่ว่า BA.1 หรือ BA.2 ความรุนแรงไม่มาก ต้องถามตัวเองว่า ATK บวกแล้ว เรามีความเสี่ยงทางการแพทย์หรือไม่ เช่นน้ำหนักเยอะ อ้วน เบาหวาน ความดัน ไตวายเรื้อรังระดับ 4 หรือโรคประจำตัวอื่นๆ ปอดที่น่าจะเป็นปัญหา หากผลบวกแล้ว กลุ่มนี้ควรพบแพทย์ให้ประเมินอาการว่าตรวจซ้ำ RT-PCR หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องไปตรวจซ้ำทุกราย และไม่แนะนำใช้ RT-PCR ไปตรวจเชิงรุกว่าใครติดเชื้อ เพราะต้องใช้พลังในการตรวจและค่าใช้จ่ายสูง ทุกวันนี้เราตรวจไป 20 กว่าล้านเทสต์ เฉลี่ย 2 พันบาทก็เป็นหมื่นล้านบาท ATK ก็จะช่วยได้ ยิ่งคนไปมีความเสี่ยงมาก็ใช้ ATK ตรวจได้ เราจะตรวจ RT-PCR เฉพาะมีความเสี่ยงทางการแพทย์และเข้ารักษาใน ร.พ. ซึ่งปัจจุบัน RT-PCR อยู่ที่ประมาณ 900 บาท ส่วน LAMP หรือ CRISPR ก็อาจจะถูกลงเหลือ 400-500 บาท แต่ก็ไม่ได้แนะนำว่าจะต้องไปตรวจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน