อนุมัติยูเซ็ปพลัส197นร.ป่วยยื่นสอบเข้ามหาลัย

เสียชีวิตนิวไฮต่อเนื่อง โควิดคร่าอีก 69 ราย ยอดป่วยเพิ่ม 18,943 ราย ผลเอทีเคเป็นบวกอีก 19,622 ราย เกินหมื่น 32 วันติด 51 จังหวัดยังเกินร้อยปลัดอว.แจงน.ร.ป่วย-เสี่ยงสูง 197 คน ลงทะเบียนสอบทีแคสแล้ว เพิ่มอีก 18 สนามสอบพิเศษทั่วปท. ครม.อนุมัติยูเซ็ปพลัส เคสป่วยฉุกเฉิน เข้ารักษาได้ทุกร.พ. เริ่ม 16 มี.ค. ไม่กำหนดต้องอยู่ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก กรมควบคุมโรค ชี้ไทยถึงจุดพีกแล้ว ยอดผู้ป่วยเริ่มลด สั่งแยกสาเหตุเสียชีวิตจากโควิดกับโรคอื่นให้ชัด 3 กระทรวง สธ.-วธ. และท่องเที่ยว นัดถกมาตรการคุมเข้มสงกรานต์ กรมบัญชีกลางแจงยิบ หั่นค่ารักษาโควิดข้าราชการ แจงลดงบฯรายจ่ายไม่จำเป็นคู่ประสิทธิภาพการรักษา

โควิดต่ำ 2 หมื่น-ดับนิวไฮ 69
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันของประเทศว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 32 ในการระบาดระลอก โอมิครอน โดยมีผู้ติดเชื้อลดลงต่ำกว่า 2 หมื่นรายวันแรกคือ 18,943 ราย ส่วนยอดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิต (เอทีเค) ผลเป็นบวก จำนวน 19,622 ราย รวมป่วยสะสม 3,066,800 ราย หายป่วย 25,005 ราย สะสม 2,819,103 ราย เสียชีวิต 69 ราย สะสม 23,369 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 224,328 ราย อยู่ในร.พ. 62,263 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 162,065 ราย มีอาการหนัก 1,189 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 400 ราย

ผู้เสียชีวิตมาจาก 33 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี 12 ราย, กทม. 6 ราย, สุราษฎร์ธานี 5 ราย, พัทลุง 4 ราย, ปทุมธานี สมุทรสาคร ปัตตานี จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรปราการ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ตรัง พังงา สตูล ระยอง จังหวัดละ 2 ราย และนครปฐม นนทบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เลย สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ถูเก็ต กาญจนบุรี ปราจีนบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 39 ราย หญิง 30 ราย อายุ 16-94 ปี เฉลี่ย 74 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%

51 จว.ป่วยเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,939 ราย 2.ชลบุรี 1,003 ราย 3.นครศรีธรรมราช 833 ราย 4.สมุทร ปราการ 769 ราย 5.นนทบุรี 701 ราย 6.สมุทรสาคร 587 ราย 7.ภูเก็ต 563 ราย 8.นครราชสีมา 555 ราย 9.พระนครศรีอยุธยา 528 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 446 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 41 จังหวัดคือ ระยอง 425 ราย, นครปฐม 404 ราย, ปทุมธานี 363 ราย, ฉะเชิงเทรา 350 ราย, ราชบุรี 338 ราย, ขอนแก่น 308 ราย, ร้อยเอ็ด 292 ราย, สุพรรณบุรี 274 ราย, สงขลา 270 ราย, เชียงใหม่ 268 ราย, พัทลุง 244 ราย, สุรินทร์ 241 ราย, สระบุรี 237 ราย, นราธิวาส 231 ราย, ปัตตานี 231 ราย, สุราษฎร์ธานี 210 ราย, กาญจนบุรี 203 ราย, เพชรบุรี 197 ราย, ลพบุรี 194 ราย, กาฬสินธุ์ 190 ราย, สระแก้ว 187 ราย, อุดรธานี 186 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 182 ราย, หนองคาย 182 ราย, ยโสธร 171 ราย, สมุทรสงคราม 171 ราย, ตรัง 164 ราย, ตาก 153 ราย, อุบลราชธานี 149 ราย, ศรีสะเกษ 144 ราย, ปราจีนบุรี 141 ราย, พิษณุโลก 132 ราย, มหาสารคาม 131 ราย, จันทบุรี 129 ราย, ยะลา 129 ราย, ระนอง 128 ราย, ชุมพร 126 ราย, นครสวรรค์ 126 ราย, หนองบัวลำภู 121 ราย, กระบี่ 115 ราย และสกลนคร 100 ราย

ชี้ไทยถึงจุดพีกแล้ว
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 34 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 66 ราย ใน 30 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น อินโดนีเซีย 12 ราย, รัสเซีย 9 ราย และอังกฤษ 6 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 27 ราย แซนด์บ็อกซ์ 24 ราย ระบบกักตัว 15 ราย

ขณะที่ผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-7 มี.ค.2565 จำนวน 57,258 ราย รายงานติดเชื้อ 680 ราย คิดเป็น 1.19% แบ่งเป็นระบบเทสต์แอนด์โก 48,557 ราย ติดเชื้อ 426 ราย คิดเป็น 0.88% แซนด์บ็อกซ์ 7,592 ราย ติดเชื้อ 234 ราย คิดเป็น 3.08% และกักตัว 1,109 ราย ติดเชื้อ 20 ราย คิดเป็น 1.8%

ด้านการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 7 มี.ค. ฉีดได้ 120,488 โดส สะสมรวม 125,036,572 โดส เป็นเข็มแรก 53,983,869 ราย คิดเป็น 77.6% ของประชากร เข็มสอง 49,878,379 ราย คิดเป็น 71.7% ของประชากร และเข็มสาม 21,174,324 ราย คิดเป็น 30.4% ของประชากร

18 มี.ค.ถกคุมเล่นสงกรานต์
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตัวเลขติดเชื้อทั้งจากการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ และเอทีเค มีแนวโน้มลดลง แต่ต้องดูปลายสัปดาห์อีกครั้ง เนื่องจากปกติเวลาตัวเลขติดเชื้อจะขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ แต่หากดูเฉพาะตัวเลขก็คาดว่าตอนนี้ถึงจุดพีกของการติดเชื้อแล้ว เพราะตัวเลขลงมา 2-3 วันแล้ว และคลัสเตอร์ใหญ่ๆ ก็ไม่ค่อยพบแล้ว ส่วนการติดเชื้อรายคนก็ยังคงเดิมอยู่

เมื่อถามถึงมาตรการช่วงสงกรานต์ว่าจะมีการผ่อนคลายมากที่สุดอย่างไร จะมีพื้นที่แซนด์บ็อกซ์เล่นน้ำหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า การประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 18 มี.ค. จะหารือเรื่องมาตรการสงกรานต์ แต่ด้วยสถานการณ์โควิดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น มีเวลาอีก 1 เดือนในการที่จะพิจารณามาตรการต่างๆ ออกมา ส่วนตัวมองว่าอย่างน้อยก็ต้องใกล้เคียง หรือเท่ากับมาตรการช่วงปีใหม่ เพราะทั่วโลกแนวโน้มผ่อนคลายเหมือนกันเนื่องจากฉีดวัคซีนกันมากแล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่เราต้องทำคือเร่งฉีดวัคซีน 608 ให้มากขึ้น กลับบ้านเยี่ยมผู้สูงอายุ ต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นครบถ้วน ซึ่งเน้นย้ำในทุกจังหวัด ใกล้ๆ วันเราจะดูกันอีกที ยังมีเวลาประชุมกันอีกหลายครั้ง เรายังไม่ต้องรีบตัดสินใจเพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว

เมื่อถามถึงคำพูดว่า “เดี๋ยวเราก็ติดโควิดกันทุกคน ไม่ว่าช้าหรือเร็ว” มีความเป็นไปได้หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า โดยหลักการว่าติดเชื้อกันทุกคนเป็นไปไม่ได้ ขณะที่ทฤษฎีคือ หากติดเชื้อถึงระยะหนึ่ง ถึงจุดอิ่มตัว เชื้อหาคนที่ยังไม่เคยติดเชื้อไม่ได้ เชื้อก็จะไม่ระบาดไปเอง แต่เท่าที่ตามดูยังไม่มีประเทศไหนที่ติดเชื้อถึง 60-70% ของประชากร แม้แต่สหรัฐติดเชื้อมากก็ยังใกล้เคียง 50% หรือ 1 ใน 3 รวมถึงอังกฤษด้วย นพ.โอภาสกล่าว

จี้แยกสาเหตุเสียชีวิต
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลง แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ว่า ตอนนี้สถานการณ์น่าจะเป็นขาลง ทุกรอบของการระบาด ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตต้องนำไปเทียบเคียงกับผู้ติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือ ผู้ไม่ได้รับวัคซีน และเสียชีวิตจากกรณีอื่น เช่น ประสบอุบัติเหตุ แต่พอตรวจว่ามีเชื้อโควิดก็ลงบันทึกว่าเป็นโควิด จากนี้ได้ขอให้ คร.แยกประเภทเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก

ชงของบ‘ยูเซ็ปพลัส’
เมื่อถามว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณายูเซ็ปพลัสหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ใช่ และยืนยันทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่เป็นการจัดระเบียบผู้ป่วยสีเขียวจะเข้าถึงเตียงอย่างไร ต้องมีเตียงให้ผู้ป่วยอาการรุนแรง ผู้ที่อาการไม่รุนแรงก็รักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือใช้หลักเจอ จ่าย จบ การจัดระเบียบตรงนี้ ตนลงนามได้ไปแล้วโดยไม่จำเป็นต้องเข้าครม. ที่เสนอครม.คือการของบประมาณดูแลยูเซ็ปพลัสสำหรับผู้ป่วยที่อาการรุนแรง ฉุกเฉิน สามารถเข้าโรงพยาบาลที่ไหนก็ได้และไม่ต้องส่งตัว และขอปรับหมวดค่าใช้จ่าย เพื่อจะให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รีบจ่ายร.พ.ที่รับผู้ป่วยเหล่านี้เพราะได้ข่าวร.พ.เอกชนหลายแห่งที่ต่างจังหวัด รักษาผู้ป่วยโควิดแต่ยังเบิกเงินไม่ได้

อนุมัติเกณฑ์จ่ายป่วยฉุกเฉิน
จากนั้นภายหลังการประชุมครม. น.ส. ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณีโรคโควิด-19 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงนี้ ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ อาการไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่ากลุ่มสีเขียว จะไม่นับเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต แต่เข้ารับการรักษาฟรีในร.พ.ตามสิทธิของแต่ละคน อาทิ สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ และแนะนำให้การดูแลแบบเอชไอ หรือ คอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น (ซีไอ) และโฮเทล ไอโซเลชั่น

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ส่วนผู้ป่วยติดโควิด-19 ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์วิกฤตฉุกเฉินตามเกณฑ์ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้กำหนดแนวทางและเกณฑ์ประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉินไว้แล้ว คือ กลุ่ม ผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง ให้เข้ารับการรักษาที่ร.พ.ได้ทุกแห่ง โดยไม่กำหนดระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก โดยสิทธิที่การปรับปรุงนี้เรียกว่า UCEP Plus ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้จะเปิดโอกาสให้มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงจากโรงพยาบาล หนึ่งไปเข้ารับการรักษาในไอซียูของอีก ร.พ.ได้ภายหลัง 72 ชั่วโมงแรกด้วย ซึ่งดีกว่า โรคอื่นๆ ที่เข้าตามนิยามเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต

16 มี.ค.ดีเดย์‘ยูเซ็ปพลัส’
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ครม.มีมติให้กระทรวงการคลัง สปสช. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) สพฉ. คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ เอกชน หรือกองทุนอื่นที่มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการด้านการแพทย์ หรือสาธารณ สุขดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังกล่าว

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับ สนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิด-19 หรือ COVID Plus ว่า หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายสำหรับ UCEP COVID Plus ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ จะมีผลบังคับใช้วันที่ 16 มี.ค.2565 รองรับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเหลือง สีแดง และกลุ่มสีเขียวที่อาการเปลี่ยนแปลงเป็นสีเหลือง โดยใช้บริการสถานพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้บ้าน เพราะถือเป็นความเร่งด่วน ใช้บริการได้จนรักษาหาย ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิเพียง 72 ชั่วโมงแล้วย้ายกลับไปรักษาใน ร.พ.ตามสิทธิ

ส่วนผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวได้ปรับไปสู่ระบบบริการตามสิทธิสุขภาพของแต่ละคน เช่น ประกันสังคม สวัสดิการราชการ หรือบัตรทอง เป็นต้น ในกรณีที่อยู่คนละพื้นที่กับสิทธิที่ตัวเองมี เช่น ทำงานอยู่อีกจังหวัดหนึ่งชั่วคราว แล้วติดโควิดอาการเล็กน้อย หากเป็นประกันสังคมสามารถใช้บริการสถานพยาบาลในเครือของประกันสังคมได้ ส่วนบัตรทองตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดว่าสามารถใช้สิทธิบัตรทองพลัส รักษาที่ไหนก็ได้ เรียกว่าเป็น ผู้ป่วยนอก (โอพีดี) เหมือนโรคทั่วไป ดังนั้น จะไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องยาและการรักษาพยาบาล รวมถึงกรณีแพทย์ให้รักษาที่บ้านด้วย เป็นการปรับระบบให้รักษาตามสิทธิ ย้ำว่าทุกคน รักษาฟรี ไม่เสียสิทธิอะไร ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาประชาชนนิยมไป ร.พ.ใหญ่ๆ ทำให้ผู้ป่วยโรคอื่นเสียสิทธิในการรักษาด้วย เช่น เลื่อนผ่าตัดหัวใจ มะเร็ง โรคไต เพราะไม่เกิดการกระจายไปรักษา ร.พ.ตามสิทธิของตัวเอง ตอนนี้จึงเป็นประเด็นที่ทำให้ระบบการแพทย์กลับมาสู่แนวทางที่ควรเป็น

เมื่อถามถึงเกณฑ์การพิจารณากลุ่มอาการสีเหลือง สีแดง และสีเขียวที่อาการรุนแรงขึ้น นพ.ธเรศกล่าวว่า สพฉ.กำลังเร่งทำแนวทางออกมา โดยอิงข้อมูลจากไกด์ไลน์กรมการแพทย์ ซึ่งจะมีข้อกำหนดออกมาพร้อมกับที่จะมีผลบังคับใช้ยูเซ็ป โควิด พลัส คาดว่าวันที่ 16 มี.ค. จะมีการประกาศแล้วมีผลบังคับใช้พร้อมกัน ทั้งนี้ กลุ่มสีเหลืองคือ เริ่มอาการปอดบวม หายใจเร็ว ไข้สูง หรือต้องใช้ท่อออกซิเจน ส่วนสีแดงจะตามข้อกำหนดเดิม เช่น ภาวะช็อก หัวใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และกลุ่มสีเขียวเมื่ออาการมากขึ้น ก็สามารถไปร.พ.ที่ไหนก็ได้ใกล้บ้าน ตามสิทธิยูเซ็ป โควิด พลัส ซึ่งจะมีการประเมินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษา

3 กระทรวงถกรับสงกรานต์
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการ ประชุมครม. ถึงข้อสั่งการและคำปรารภของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมว่า นายกฯ กำชับให้จัดงานเทศกาลสงกรานต์อย่างระมัดระวังเป็นไปตามมาตรการของศบค.และสธ.อย่างเข้มงวด โดยทุกคนต้องระมัดระวังตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดกว่ามาตรการใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ทางเลขาฯ ศบค.เสนอให้หยุดตามปกติตามปฏิทินวันหยุด โดยสธ. ได้ออกมาตรการดูแลช่วงวันหยุดไว้แล้วและจะประสานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ในการจัดงานสงกรานต์อย่างปลอดภัย โดยจะนำเข้าสู่วาระการประชุม ศบค.ครั้งต่อไป

แจงวุ่นรักษาตัวที่บ้านแห่โทร.
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนัก งานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 โทร.เข้าระบบการดูแลรักษาผ่านสายด่วน สปสช. 1330 ไม่ติด และหลายรายที่เข้าระบบดูแลรักษา ที่บ้าน (เอชไอ) แล้ว แต่รอหน่วยบริการติดต่อกลับนานว่า ที่ผ่านมา สปสช.ขยายศักยภาพของสายด่วน 1330 ให้รองรับการโทร. เจ้าหน้าที่สายด่วนและจิตอาสาจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยรับสายก็ทำงานอย่างหนัก แต่ยังไม่ทันกับปริมาณสายโทร.เข้าที่สูงขึ้นอย่างมาก จึงต้องขออภัยประชาชนที่ไม่ได้รับความสะดวก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การโทร.ไม่ติดหรือสายหลุดลดลง จาก 60% เหลือ 20% แต่ตั้งเป้าให้สายหลุดลดน้อยกว่า 5%

นพ.จเด็จกล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสายโทร.เข้า พบว่า กว่า 50% เป็นสายจากผู้ติดเชื้อที่ลงทะเบียนเข้า เอชไอ แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากหน่วยบริการหรือรอตอบรับนานหลายวัน จึงโทร.เข้ามาติดตามความคืบหน้าทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่โทร.ไม่ติดหรือลงทะเบียนได้ช้า ซึ่งกรณียังไม่ได้รับบริการ สปสช.ได้รับเรื่องและส่งให้แต่ละหน่วยบริการทราบแล้ว จึงขอความร่วมมือผู้ติดเชื้อโควิดที่ลงทะเบียนแล้ว ลดความถี่หรืองดโทร.ติดตามจะช่วยลดจำนวนสายลงอย่างมาก ช่วยให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่โทร.ติดหรือลงทะเบียนเข้า HI ได้เร็วมากขึ้น”

หญิงท้องติดโควิดเสี่ยงโคม่า
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงหญิงตั้งครรภ์ต้องปลอดภัยในสถานการณ์โควิด กล่าวว่า ข้อมูลการ ติดเชื้อของหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด 6 สัปดาห์และทารกแรกเกิด ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2564-5 มี.ค.2565 พบติดเชื้อสะสม 7,210 ราย เสียชีวิต 110 ราย คิดเป็น 1.5% ส่วนทารกแรกเกิดจากกลุ่มนี้มี 4,013 ราย ติดเชื้อ 319 ราย คิดเป็น 8% เสียชีวิต 67 ราย คิดเป็น 1.6% โดยข้อมูล 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 59 ราย เป็น 71 ราย 157 ราย และล่าสุด 224 ราย ตามลำดับ จึงยังต้องเฝ้าระวังกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพื่อลดอัตราติดเชื้อ และเสียชีวิตให้น้อยลง

เร่งฉีดวัคซีนป้องกัน
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด 6 สัปดาห์ที่ติดโควิด 7,210 ราย ไม่ได้รับวัคซีน 87% หากรับวัคซีน 2 เข็ม อัตราตายกลุ่มนี้ลดลง 10 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้รับวัคซีน ทั้งนี้ ข้อมูลถึงวันที่ 5 มี.ค. หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีนโควิดเข็มแรกแล้ว 117,385 คน ติดตามอาการไม่พึงประสงค์และผลลัพธ์หลัง คลอด พบว่า หญิงตั้งครรภ์รับวัคซีนและคลอดแล้ว 2,770 คน โดย 57% ไม่มีอาการข้างเคียงจากการรับวัคซีน ส่วน 43% ที่มีผลข้างเคียง พบว่า 97% มีอาการไม่พึงประสงค์เหมือนคนทั่วไป เช่น ปวด มีไข้ บวมบริเวณที่ฉีด ส่วน 3% มีอาการเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เช่น ปวดท้องน้อย ซึ่งทั้งหมดเป็นอาการเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งคาดว่ายังต้องติดตามมาอีก 2.4-2.8 แสนราย เพราะฉีดกว่าร้อยล้านพันล้านโดสแล้วมีความปลอดภัย อาการข้างเคียงเหมือนคนทั่วไป

197 เด็กป่วยแจ้งชื่อสอบ
ด้าน นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และ อว.จัดโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” เพื่อให้นักเรียนป่วยโควิด กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความ เสี่ยงสูง ยังมีสิทธิ์เข้าสอบในระบบกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส โดยเป็นการทำงานร่วมกันของทั้ง 4 กระทรวงคือ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) สธ. และอว. จัดห้องสอบพิเศษที่มีความปลอดภัยสูง แยกบริเวณชัดเจน เข้มงวดด้วยมาตรการทางสาธารณสุข บางแห่งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมที่พักและอาหารให้ ทาง ทปอ.ได้เปิดระบบลงทะเบียนสำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิ์ดังกล่าวเป็นวันแรกในวันที่ 7 มี.ค. โดยทางออนไลน์แล้วพบว่าในวันแรกมีนักเรียนลงทะเบียนเข้าระบบการจัดสอบแบบพิเศษนี้แล้ว 197 คน เป็นผู้ที่ติดเชื้อ 183 คน และผู้มีความเสี่ยงสูง 14 คน โดยแจ้งขอเข้าสอบในวันที่ 12 มี.ค. มากที่สุด จำนวน 197 คน รองลงมาคือวันที่ 20 มี.ค. และ 19 มี.ค. จำนวน 171 และ 170 คน ตามลำดับ โดยมีการเพิ่มสนามสอบพิเศษจาก 7 แห่งทั่วประเทศ เป็น 18 แห่งทั่วประเทศ และอาจจะมีการเพิ่มตามความเหมาะสม และมีระบบโอเพ่น แช็ต เพื่อประสานงานให้นักเรียนที่มีข้อสงสัยได้สอบถามรายละเอียดในการจัดสอบ”นพ.สิริฤกษ์กล่าว

เพิ่ม 18 สนามสอบทั่วปท.
สนามสอบพิเศษทั้ง 18 แห่ง มีดังนี้ 1.ม.ธรรมศาสตร์ (ศูนย์สอบ ม.ธรรมศาสตร์) 2.ม.แม่โจ้ (ศูนย์สอบ ม.เชียงใหม่) 3.ม.เทคโน โลยีสุรนารี (ศูนย์สอบ ม.เทคโนโลยีสุรนารี) 4.ม.ขอนแก่น (ศูนย์สอบ ม.ขอนแก่น) 5.ม.วลัยลักษณ์ (ศูนย์สอบ ม.วลัยลักษณ์) 6.ม.สงขลานครินทร์ (ศูนย์สอบ ม.สงขลานครินทร์) 7.จ.จันทบุรี (ศูนย์สอบ ม.บูรพา) 8.จ.ระยอง (ศูนย์สอบ ม.บูรพา) 9.จ.ฉะเชิงเทรา (ศูนย์สอบ ม.บูรพา) 10.จ.สุพรรณบุรี (ศูนย์สอบ ม.ศิลปากร) 11.จ.สมุทรปราการ (ศูนย์สอบ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) 12.จ.นนทบุรี (ศูนย์สอบ ม.เกษตรศาสตร์) 13.จ.ตาก (ศูนย์สอบ ม.นเรศวร) 14.จ.พะเยา (ศูนย์สอบ ม.เชียงใหม่) 15.จ.อุบลราชธานี (ศูนย์สอบ ม.อุบลราชธานี) 16.จ.ปัตตานี (ศูนย์สอบ ม.สงขลานครินทร์) 17.จ.บุรีรัมย์ (ศูนย์สอบ ม.เทคโนโลยีสุรนารี) และ 18.จ.อุตรดิตถ์

‘หนู’มึน-2ปท.ประกันหมด
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ก่าวถึงเรื่องการจ่ายค่ารักษาชาวรัสเซียที่ติดโควิดเพราะประกันสุขภาพที่ซื้อมาอาจหมดอายุแล้วหรือประกันทางรัสเซีย ไม่โอนเงินมาให้ไม่ได้ว่า ทางนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข บอกว่าเวียนหัว เดี๋ยวค่อยคุย

หั่นค่ารักษาขรก.
ด้านน.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันการบริหารจัดการของทรัพยากรที่ใช้เพื่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด มีความพร้อมมากขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนต่างๆ ในการรักษาพยาบาลปรับราคาลดลง ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ และอัตราค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้สอดคล้องกับบริการและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งช่วยลดงบประมาณร่ายจ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยตามเดิม โดยมีการปรับปรุงรายละเอียด ดังนี้ ประเภทผู้ป่วยนอก

1.การตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 2 ยีน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 900 บาท จากเดิม 1,300 บาท การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ โดยการทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ ประเภท 3 ยีนขึ้นไป ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,100 บาท จากเดิม 1,500 บาท

การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีเอทีเค ด้วยเทคนิค Chromatography ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 250 บาท จากเดิม 300 บาท การตรวจ เอทีเค ด้วยเทคนิค Fluorescent Immuunoassay (FIA) ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 350 บาท จากเดิม 400 บาท การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีอื่นๆ นอกเหนือจาก 1.3 – 1.4 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 350 บาท จากเดิม 400 บาท

2.การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน หรือที่ที่ชุมชนจัดไว้ หรือสถานที่อื่นของสถานพยาบาลของทางราชการ ค่าบริการของสถานพยาบาลและการดูแลผู้ป่วย ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน ไม่เกิน 10 วัน ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการติดตามอาการผู้ป่วย ค่ายา ค่าเอกซเรย์ ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,000 บาทต่อราย

ป่วยสีเขียวเบิกได้พันบาท
ประเภทผู้ป่วยใน 1.ค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษาผู้ป่วยใน ผู้ป่วยอาการสีเขียว กรณีไม่ใช้ ออกซิเจน ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 1,000 บาท จากเดิม 1,500 บาท (กรณีที่ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลที่บ้านหรือสถานที่ที่ชุมชนจัดไว้ได้ ผู้ป่วยอาการสีเหลือง กรณีใช้ Oxygen Canula เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาทต่อวัน กรณีใช้ Oxygen High Flow เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 3,000 บาทต่อวัน ผู้ป่วยอาการสีแดง กรณีใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 7,500 บาทต่อวัน (อัตราเดิม)

2.ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ผู้ป่วยอาการสีเขียว ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาทต่อวัน (อัตราเดิม) ผู้ป่วยอาการสีเหลือง กรณีใช้ Oxygen Canula เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 550 บาทต่อชุด (เดิม 600 บาทต่อชุด) ไม่เกิน 5 ชุดต่อวัน กรณีใช้ Oxygen High Flow เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 550 บาทต่อชุด (เดิม 600 บาทต่อชุด) ไม่เกิน 10 ชุดต่อวัน ผู้ป่วยอาการสีแดง กรณีใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 550 บาทต่อชุด (เดิม 600 บาทต่อชุด) ไม่เกิน 20 ชุดต่อวัน (เดิม 30 ชุดต่อวัน) ทั้งนี้ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 เป็นต้นไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน