รพ.จุฬาฯงดรับวชิระห้ามเยี่ยมสกัดเชื้อระบาด
สธ.ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้ปรับ ‘โควิด’ เป็นโรคประจำถิ่น หลังคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติอนุมัติแผน ตั้งเป้า 4 เดือนออกจากโรคระบาดใหญ่ พร้อมตั้งอนุกรรมการทำมาตรการรองรับ เล็งแก้กฎหมาย 9 ฉบับ ย้ำแม้เป็นโรคประจำถิ่นก็ยังต้องป้องกันตัวเข้ม ทั้งใส่หน้ากาก ตรวจเอทีเค เปิด 3 กลุ่มอาการเข้าเกณฑ์ “เหลือง-แดง” ยูเซ็ป โควิด พลัส รักษาทุกที่ ส่วนสีเขียวไปร.พ.ตามสิทธิฟรี ห่วงขยะติดเชื้อโควิดพุ่งสูงเดือนเม.ย.นี้ ศบค.เผยยอดติดเชื้อเกินหมื่นราย 33 วันติด ตายยังสูง 69 ราย พิษโควิดกระทบหนัก 2 ร.พ.ใหญ่ปรับแผนสกัดเชื้อ“ร.พ.จุฬาฯ”งดรับผู้ป่วยใหม่ “วชิรพยาบาล”ห้ามเยี่ยมทุกกรณี
ตายโควิดอีก69-ป่วยเพิ่ม2.2 หมื่น
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 33 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยวันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ 22,073 ราย ผู้ป่วยจากการตรวจเอทีเค 31,890 ราย ยอดติดเชื้อสะสมตั้งแต่มีการระบาดจำนวน 3,088,873 ราย หายป่วยเพิ่ม 24,747 ราย หายป่วยสะสม 2,843,850 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 69 ราย เสียชีวิตสะสม 23,438 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 221,585 ราย อยู่ในร.พ. 60,837 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 160,748 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 1,200 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 404 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 69 ราย มาจาก 32 จังหวัด ได้แก่ กทม. 15 ราย, ชลบุรี 5 ราย, สมุทรสาคร กระบี่ ชุมพร ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรปราการ ขอนแก่น พะเยา ตรัง ปัตตานี กาญจนบุรี ตราด จังหวัดละ 2 ราย และนครปฐม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ เพชรบูรณ์ ตาก นราธิวาส พังงา สตูล สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรสงคราม พระนครศรีอยุธยา สระแก้ว สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 42 ราย หญิง 27 ราย อายุ 17-95 ปี เฉลี่ย 75 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%
60 จว.ติดเชื้อเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,152 ราย 2.ชลบุรี 976 ราย 3.สมุทรปราการ 964 ราย 4.นนทบุรี 911 ราย 5.นครศรีธรรมราช 888 ราย 6.สมุทรสาคร 735 ราย 7.พระนครศรีอยุธยา 619 ราย 8.ภูเก็ต 545 ราย 9.บุรีรัมย์ 452 ราย และ 10.ฉะเชิงเทรา 436 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 50 จังหวัดส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 34 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 66 ราย ใน 30 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น กัมพูชา 21 ราย, เยอรมนี 14 ราย, เมียนมา 12 ราย, อังกฤษ 9 ราย, อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส ประเทศละ 5 ราย เป็นต้น ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 46 ราย แซนด์บ็อกซ์ 8 ราย ระบบกักตัว 26 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 12 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-8 มี.ค. 2565 จำนวน 64,432 ราย รายงานติดเชื้อ 734 ราย คิดเป็น 1.14% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 54,996 ราย ติดเชื้อ 472 ราย คิดเป็น 0.86% แซนด์บ็อกซ์ 8,179 ราย ติดเชื้อ 242 ราย คิดเป็น 2.96% และกักตัว 1,257 ราย ติดเชื้อ 20 ราย คิดเป็น 1.59%
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 8 มี.ค. ฉีดได้ 162,439 โดส ฉีดสะสมรวม 125,199,011 โดส เป็นเข็มแรก 54,039,149 ราย คิดเป็น 77.7% ของประชากร เข็มสอง 49,896,606 ราย คิดเป็น 71.7% ของประชากร และเข็มสาม 21,263,256 ราย คิดเป็น 30.6% ของประชากร
1 กค.ปรับโควิดโรคประจำถิ่น
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 4 เรื่อง คือ 1.หลักการจัดการตามแผนและมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านการระบาดของโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น บนพื้นฐานสุขภาพที่ดีของทุกคนและเศรษฐกิจของประเทศรุดหน้า ไม่ยึดติดไปไหนไม่ได้กับภาวะโรคระบาด ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ใช้นโยบายนี้เช่นกันในการเปลี่ยนผ่านโควิดให้เป็นโรคประจำถิ่น
ทั้งนี้ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บริหารจัดการด้านต่างๆ มีมาตรการสำหรับ ผู้เดินทางเข้าออกประเทศ การเฝ้าระวังในประเทศ การสอบสวนโรค การบริหารจัดการวัคซีน มาตรการป้องกันและควบคุมโรค มาตรฐานการรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วย มาตรการทางกฎหมายและสังคม เพื่อให้ดำรงชีวิตเป็นปกติภายใต้มาตรการป้องกันตน และเศรษฐกิจเดินหน้าได้ ทั้งนี้ แม้จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นแล้วยังต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคอยู่ ทั้งใส่หน้ากาก เลี่ยงการอยู่ในหมู่มาก ล้างมือบ่อยๆ ตรวจ ATK ฉีดวัคซีน ทำให้อัตราเสี่ยงลดลง
เร่งฉีดเข็มกระตุ้นก่อนสงกรานต์
2.แผนรณรงค์เร่งฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นช่วงก่อนสงกรานต์ กลุ่มเป้าหมาย 608 ให้มากที่สุด เนื่องจากผู้เสียชีวิตมากกว่า 95% ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน และเป็นกลุ่ม 608 ซึ่งตอนนี้ยังมี ผู้สูงอายุอีก 2 ล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนเลย ก็พยายามเร่งรัด โดยให้อสม.ทำความเข้าใจ แม้จะอยู่แต่บ้านไม่รับวัคซีน เพราะคิดว่าไม่ไปไหน แต่คนในบ้านยังออกไปข้างนอกก็มีความเสี่ยงรับเชื้อได้ ขอให้มารับวัคซีนเร็วที่สุด ส่วนคนสุขภาพดีและฉีดวัคซีนแม้ติดเชื้อก็ไม่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้ช่วงสงกรานต์ไม่ได้มี ข้อห้ามเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่ขอให้รักษามาตรการป้องกันตนเอง ใส่หน้ากาก เลี่ยงการอยู่ในคนจำนวนมาก ล้างมือ และรับวัคซีน การพบปะในครอบครัวก็จะปลอดภัย ส่วนเข็ม 4 เราพร้อมฉีดให้โดยเฉพาะคนที่สัมผัสผู้คนมากมาย เช่น ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ พนักงานห้าง ร้านค้า มาแจ้งได้ โดยเว้นจากเข็ม 3 ช่วง 3 เดือนขึ้นไป
3.เร่งรัดการให้วัคซีนหัด หัดเยอรมัน ภายใต้โครงการกำจัดโรคหัด หัดเยอรมัน ตามพันธสัญญานานาชาติ ซึ่งกรมควบคุมโรคจะรับมาดำเนินการต่อไป และ 4.การรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ด้วยวิธี Test&Treat เนื่องจากทุกวันนี้เรามียา แต่มีข้อกำหนดต้องให้อายุรแพทย์ด้านตับหรือช่องท้องจ่ายยา แต่ ร.พ.รัฐทั่วประเทศไม่มีแพทย์ด้านนี้ทุกร.พ. ทั้งนี้ เราต้องการให้ผู้ป่วยตับอักเสบซีรับการดูแลตามสิทธิ เข้าถึงยาโดยเร็วและไม่มี ข้อจำกัด ดูแลได้ในร.พ.ชุมชน และร.พ.ทั่วไป โดยเปิดให้แพทย์ทั่วไปรับการฝึกอบรม เพื่อจ่ายยาและติดตามการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยมีอายุรแพทย์ทางเดินอาหารเป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ
เมื่อถามถึงการเป็นโรคประจำถิ่นต้อง ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่ากังวลกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเราไม่ได้เอามาปราบจลาจลหรือป้องกันการ ก่อความไม่สงบ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเรื่องการสู้รบเลย เป็นเรื่องการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาด จะเห็นว่าไม่เคยมารบกวนวิถีชีวิตประชาชนเลย แต่ทำให้บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนทำงานภายใต้ทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อเป็นโรคประจำถิ่น ทุกอย่างอยู่ภายใต้มือหมอ ก็จะพิจารณาเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน ยืนยันว่านายกฯ ก็ไม่ได้ต้องการให้มีสถานการณ์ฉุกเฉินแม้แต่น้อย แต่ทางสธ.บอกให้คงไว้ก่อน เพราะมีเรื่องการบริหารสถานการณ์ชายแดน การขอความร่วมมือฝ่ายมั่นคงเมื่อระบาดเยอะๆ สธ.ไม่สามารถสั่งการข้ามหน่วยงานให้ทำงานทันที ไม่ใช่ไม่มีความร่วมมือ แต่เราต้องการให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความคุ้มครองกฎหมาย
เมื่อถามถึงการเตรียมใช้ UCEP COVID Plus ที่จะเริ่มวันที่ 16 มี.ค.นี้จะออกประกาศเมื่อไร นายอนุทินกล่าวว่า มติ ครม.UCEP COVID Plus อาการสีเหลืองและแดงรับบริการแบบฉุกเฉิน เราไม่ได้ตัดสิทธิ เราทำให้คนควรได้เตียงและได้เตียง คนไม่ต้องเข้าถึงเตียงก็ดูแลตัวเองที่บ้าน เหมือนที่ผู้ติดเชื้อ ทุกคนไม่จำเป็นต้องรับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งประกาศตนลงนามไปแล้ว แต่จะมีการปรับแก้รายละเอียดวันที่ 16 มี.ค. แล้วจึงออกประกาศ โดยกลุ่มสีเขียวก็จะปรับไป รักษาฟรีตามสิทธิ
เป้า4เดือนออกจากโรคระบาดใหญ่
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. กล่าวถึงแผนและมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านว่า คณะกรรมการเห็นชอบแผนรองรับการเข้าสู่ Endemic approach แบ่งออกเป็น 4 เดือน เรียกว่า 3 บวก 1 (4 ระยะ) ดังนี้ ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้นเม.ย.) เรียกว่า Combatting เป็นระยะต่อสู้ ออกแรงกดตัวเลขไม่ให้สูงกว่านี้ เพื่อลดการระบาดและความรุนแรงลง จะมีมาตรการต่างๆ ออกไป การดำเนินการให้กักตัวลดลง ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า Plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงขึ้น เป็นระนาบจนลดลงเรื่อยๆ ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า Declining ลดจำนวน ผู้ติดเชื้อลงให้เหลือ 1-2 พันราย และอีกบวก 1 หรือระยะ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2565 เป็นต้นไป เรียกว่า Post pandemic คือ ออกจากโรคระบาดเข้าสู่โรคประจำถิ่น
“แผนดำเนินการทั้งหมดจะต้องการให้เกิดภายใน 4 เดือน โดยจะมีคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการควบคุมโรค คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการรักษา คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับกฎหมายและสังคม ซึ่งต้องแก้กฎหมายประมาณ 9 ฉบับ อย่างสังคมจะมีลักษณะอย่างไร ปรับตัวอย่างไร ก็จะมีแนวทางออกมา เช่น COVID Free Setting ต้องยกเป็นมาตรฐาน เป็นต้น ซึ่งต้องรอรายละเอียดต่างๆ ออกมา” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
เปิด 3 กลุ่มเข้าเกณฑ์‘เหลือง-แดง’
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แถลง ยูเซ็ป โควิด พลัส (UCEP COVID Plus) และการเข้ารับบริการตามสิทธิว่า ตั้งแต่มีโควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อน เราประกาศให้โควิดไปรักษาที่ไหนก็ได้ (UCEP COVID) ส่วนใหญ่จึงไปร.พ.ใหญ่ ทำให้ต้องมาดูแลโควิดเป็นหลัก กระทบต่อการรักษาโรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง โรคตับ โรคไต แต่ปัจจุบันลักษณะโรคมีความรุนแรงลดลง จึงปรับวิธีมาเน้นการรักษาที่บ้าน (HI) เป็นหลัก และล่าสุดมีแบบผู้ป่วยนอก (OPD) รวมถึงมีแนวคิดให้ผู้ติดเชื้อ โควิดกลับไปสู่การรักษาตามสิทธิ ส่วนกรณี ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิดยังใช้สิทธิ UCEP COVID Plus รักษาได้ทุก ร.พ. ซึ่งจะมีผลวันที่ 16 มี.ค.นี้ โดยครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณี ผู้ป่วยโควิด 19 แล้ว
นพ.ธเรศกล่าวต่อว่า UCEP ปกติ คือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตระดับสีแดง ทั้งอุบัติเหตุหรือภาวะต่างๆ ที่อันตรายถึงชีวิตเข้ารักษา ร.พ.ใดก็ได้ ทั้งร.พ.รัฐและ ร.พ.เอกชน โดยต้องรักษาจนพ้นวิกฤตหรือครบ 72 ชั่วโมงแล้วกลับส่งร.พ.ต้นสังกัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยจะเรียกเก็บจากสปสช. ส่วน UCEP Plus กรณีโควิดที่จะเริ่มวันที่ 16 มี.ค.นี้ สถานพยาบาลจะเป็นผู้คัดแยกระดับอาการ กรณีเป็นสีเหลืองและสีแดง เข้ารักษาร.พ.ใดก็ได้ ข้อดีคือสามารถอยู่รักษาจนหาย ไม่ต้องครบ 72 ชั่วโมงแล้วส่งกลับแบบ UCEP ตามปกติ ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกและมั่นใจในการรักษามากขึ้น โดยทั้งหมดไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะรวมค่าห้องปฏิบัติ ค่ารักษา และการส่งต่อแล้ว แต่หากมีประกันชีวิตหรือวินาศภัยก็ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน ส่วนกรณีจำเป็นสามารถส่งต่อได้ เช่นเกินศักยภาพ ร.พ. หรือส่งต่อให้ร.พ.ในเครือข่ายที่จัดไว้สำหรับโควิดสีเหลืองสีแดง ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่หากผู้ป่วยหรือญาติปฏิเสธ หรือประสงค์จะไปรักษาที่ร.พ.อื่น จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
“สำหรับกลุ่มอาการสีเขียวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งการดูแลแบบ HI , Hotel Isolation ฮอสพิเทลยังมีอยู่ ไม่ได้มีการยกเลิก ทั้งนี้ กรณีอาการรุนแรงขึ้นจนเป็นสีเหลืองหรือ สีแดง สามารถส่งต่อไปยังร.พ.ที่ดูแลได้ โดยใช้สิทธิ UCEP Plus”
ด้านร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า หลักเกณฑ์พิจารณา UCEP ปกติ ใช้กรณีฉุกเฉินวิกฤต เช่น หมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น หายใจหอบเหนื่อย หรืออาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน เป็นต้น ส่วนกรณี UCEP COVID Plus ทางสพฉ.จัดทำเกณฑ์การประเมินคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณีโรคโควิด 19 เพิ่มเติม หลักๆ คือมีการตรวจพบผลบวก ทั้ง ATK หรือ RT-PCR ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1.ภาวะหัวใจหยุดเต้น มีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ หายใจลำบากเฉียบพลัน มีภาวะช็อก มีภาวะโคม่า ซึมลง เมื่อเทียบกับระดับความรู้สึกเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือกำลังชักเมื่อแรกรับที่จุด คัดแยก
หรือ 2.มีอาการไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสมากกว่า 24 ชั่วโมง หรือหายใจเร็วมากกว่า 25 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ หรือออกซิเจนในเลือดเมื่อตอนแรกรับน้อยกว่า 94% หรือโรคประจำตัวที่เปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องรับการติดตามใกล้ชิดตามดุลพินิจของแพทย์ หรือในเด็กหากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือกินอาหารน้อยลง หรือมีภาวะพร่องออกซิเจน โดยลดต่ำลงกว่าภาวะปกติ 3% หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงตามดุลพินิจของแพทย์ หรือ 3. มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย คือ มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรงหรือโรคร่วม เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรังอื่นๆ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่คุมไม่ได้ ภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม หญิงตั้งครรภ์ ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่ำ และเม็ดเลือดขาว น้อยกว่า 1,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร อื่นๆ หรือตามดุลพินิจของผู้คัดแยก
กลุ่มสีเขียวรักษาฟรีตามสิทธิ
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า คนมีสิทธิบัตรทอง เมื่อป่วยไม่ว่าโรคอะไรหรือโควิดก็เข้ารับบริการได้ตามปกติ ข้อมูลที่ผ่านมาตั้งแต่มีโควิด มีการรักษาจนถึงสิ้นเดือนก.พ. มี 768,491 ครั้ง คิดเป็นอาการสีเขียว 88% สีเหลือง 11% และสีแดง 1% และตอนนี้สายพันธุ์เป็นโอมิครอน อาการไม่รุนแรง เดิมเรามีบริการ UCEP COVID รับบริการที่ไหนก็ได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปและระบบปกติรองรับได้ จึงเปลี่ยนเป็น UCEP Plus โดยสิทธิบัตรทองกรณีติดเชื้ออาการสีเขียว ไปรับบริการร.พ.ตามสิทธิได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นร.พ.ที่ลงทะเบียนไว้ ไปร.พ.ปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กรณีสีเหลืองหรือสีแดงยังเข้ารับการรักษาร.พ.ใดก็ได้ของรัฐหรือเอกชน ไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายรวม ทุกรายการ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าอาหาร อุปกรณ์ ยกเว้นรายการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ห้องพิเศษ อาหารพิเศษ
“ส่วนกรณีสีเขียวที่ไปรักษาตามสิทธิ แต่อาการเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือแดง ร.พ.ก็สามารถส่งต่อกรณีเกินขีดความสามารถไปร.พ.เอกชนก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และเมื่อส่งต่อไปร.พ.เอกชนแล้ว ก็จะรักษาจนหาย ทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น หากมีค่าใช้จ่ายขึ้นมาสามารถแจ้งได้สายด่วน 1330” ทพ.อรรถพรกล่าว
สปส.ยันสีเขียวเข้าร.พ.คู่สัญญาได้
นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีผู้ประกันตนที่ป่วยโควิดเข้ารับบริการ โรงพยาบาลตามสิทธิ แต่ถูกปฏิเสธว่า ทุกร.พ.ที่เป็นคู่สัญญากับสปส. ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน หากผู้ประกันตนมีสิทธิในการรับบริการร.พ.ไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ ที่ผ่านมาหากเป็นร.พ.คู่สัญญาและปฏิเสธ ไม่รับการรักษา น่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหา สามารถร้องเรียนมายังสายด่วนโทร. 1506 กด 6 หรือกด 7 จะดูแลภายใน 6 ชั่วโมง
“มีผู้ประกันตนที่โทร.เข้ามาประมาณ 4-5 ร้อยสายได้เข้าไปใช้บริการ แต่ยังไม่พบปัญหาว่าร.พ.ปฏิเสธ อาจมีในแง่ของการสื่อสาร หรือบางกรณีไม่ได้โทร.ไปที่ 1506 โทร.ไปที่อื่น กระทั่งเราทราบ รีบไปรับทันที ขอย้ำนโยบายรัฐ หากผู้ประกันตนติดโควิดอยู่ในกลุ่มอาการสีเขียว สามารถเข้าร.พ.คู่สัญญาของเราที่ไหนก็ได้ รักษาได้ฟรีหมด และกลุ่มสีเหลือง หรือสีแดง เข้าร.พ.เอกชนหรือรัฐตรงไหนได้หมดทุกแห่งในประเทศไทย โดยไม่ต้องเป็น ร.พ.คู่สัญญา”
เมื่อถามว่าสปส.ดูแลผู้ป่วยโควิดแบบ OPD ด้วยหรือไม่ นายบุญสงค์กล่าวว่า ดูแลด้วย เป็นไปตามเงื่อนไขของกระทรวงสาธารณสุข โดยสปส.ประสานให้ร.พ.เอกชนดำเนินการผู้ป่วยแบบ OPD ด้วย และใน 1-2 วันนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์ของบอร์ดประกันสังคม เพื่อพิจารณาให้เป็นแนวทางเหมือนกัน ทั่วประเทศ
เมื่อถามอีกว่าการเข้ารับบริการผู้ป่วย OPD ควรเป็นร.พ.ตามสิทธิใช่หรือไม่ นายบุญสงค์กล่าวว่า ใช่
สายด่วน 1330 ตกค้าง 7 พัน
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัญหาสายด่วน 1330 เคยสูงสุด 70,300 สาย เราเพิ่มคู่สายและระดม เจ้าหน้าที่ ตอนนี้เตรียมไว้ 3,200 คู่สาย เมื่อวานมีสายเข้าลดลงเหลือ 44,447 สาย มีสายหลุดหรือไม่รับสายจากเดิม 37% ก็ลดเหลือ 13%
“แนะนำว่าหากยังรอสายนาน ไม่มีคนรับ ให้ลงทะเบียนเข้าผ่านเว็บไซต์ สปสช. หรือไลน์ @nhso เราจะจับคู่กับหน่วยบริการที่ให้บริการได้เวลานั้น แต่นื่องจากปริมาณคนไข้มาก ทำให้การติดต่อกลับของหน่วยบริการอาจช้าไปบ้าง ก็มีทางเลือกโดยไปรับบริการผู้ป่วยนอก รับยาตามคลินิกทางเดินหายใจได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ทำให้ปริมาณสายโทร.เข้าลดลง คนเข้าถึงบริการมากขึ้น ส่วนในระบบที่ยังมีตกค้างไม่ได้รับการติดต่อประมาณ 6-7 พันราย ภายในสัปดาห์นี้จะโทร.กลับหา ทุกราย และส่งยาให้ตามความจำเป็น”
ห่วงขยะ‘โควิด’พุ่งสูงสุดเม.ย.
ด้านนพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวการบริหารจัดการและแนวปฏิบัติในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อภายใต้การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น มีการดูแลตัวเองที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI) รวมถึงการตรวจหาเชื้อด้วย ATK และหน้ากากอนามัยที่ใส่แล้ว ส่งผลให้มีปริมาณขยะติดเชื้อจากโควิดเพิ่มมากขึ้น คาดว่าเม.ย.นี้จะมีขยะมากที่สุด เฉลี่ย 789 ตัน/วัน ขณะที่ศักยภาพระบบการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อภาพรวมประเทศอยู่ที่ 342.3 ตัน/วัน ทำให้เกิดขยะติดเชื้อตกค้างในหลายพื้นที่ กรมอนามัยจึงประสานความร่วมมือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น เทศบาลนครนนทบุรี และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำจัดขยะติดเชื้อจาก โควิด ทำให้ขณะนี้มีสถานที่กำจัดขยะเพิ่มขึ้นอีก 11 แห่ง กำจัดได้ 1,189 ตันต่อวัน รวมกับระบบกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเดิม ทำให้กำจัดขยะติดเชื้อได้ 1,532 ตันต่อวัน เพียงพอต่อการกำจัดขยะที่เกิดขึ้นในภาพรวม
“ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้วิธีฝังกลบหรือเผาเอง ขอให้คัดแยกและนำส่งเทศบาลไปกำจัดอย่างถูกต้อง ส่วนบางชุมชนที่จะเผาในเตาเผาศพ หากเป็นประเภท 2 เตาสามารถทำได้เป็นครั้งคราว แต่ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนให้ดี เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อด้วย อย่างไรก็ตาม เตาเผาศพไม่ได้ออกแบบมาใช้เพื่อการเผาขยะ และไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิแบบเดียวกัน” นพ.อรรถพลกล่าว
พิษโควิดร.พ.วชิระงดเยี่ยม
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ลดการให้บริการอันเนื่องมาจากปัญหาการระบาดของโควิด โดยโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ออกประกาศ ระบุว่า เนื่องในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เพื่อลดการแพร่กระจาย และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยที่นอนรักษาในโรงพยาบาล จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการทุกท่านงดเยี่ยมทุกกรณี ห้องพิเศษญาติเฝ้าได้ 1 คน และต้องยืนยันผลตรวจ ATK เป็นลบทุกสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.2565 ญาติผู้ป่วยสามารถเยี่ยมผ่านโทรศัพท์ วิดีโอคอล หรือวิธีอื่น แทนการเดินทางมา โรงพยาบาล ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้
ร.พ.จุฬาฯงดรับผู้ป่วยใหม่
ด้านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภา กาชาดไทย ออกประกาศ เรื่องการปรับการบริการ ผู้ป่วยนอก สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อเป็นการลดความหนาแน่นและการแพร่กระจายเชื้อ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จึงขอปรับลดการให้บริการผู้ป่วยนอก ทั้งระบบปกติและคลินิกพิเศษ นอกเวลาราชการ ดังนี้ ลดการให้บริการผู้ป่วยนอกลงร้อยละ 50 งดรับผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยที่ ไม่มีนัดหมาย และผู้ป่วยส่งต่อระหว่าง โรงพยาบาล ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วน
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จะดำเนินการติดต่อประสานกับผู้ป่วยที่มีนัดหมายทุกท่าน เพื่อให้ได้รับบริการที่เหมาะสม ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับบริการได้ที่ห้องฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.-12 เม.ย. 2565 และหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบ ต่อไป ประกาศ ณ วันที่ 9 มี.ค. 2565