‘บิ๊กตู่’สั่งอุ้มต่อดีเซลให้กู้เพิ่มกองทุนน้ำมันอนุมัติปุ๋ยขยับราคาแล้ว

พุ่งไม่หยุด วันนี้เบนซินขึ้นอีก 80 สตางค์ต่อลิตร ราคาพรวด 47.56 บาท ‘บิ๊กตู่’ เรียกถกบอร์ดกพช. ยันตรึงดีเซล ลิตรละ 30 บาท ไปจนกว่าจะอุ้มไม่ไหว อนุมัติทบทวนแผนรับวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง เคาะแผนผสมเชื้อเพลิง ปลดล็อกเพดานเงินกู้เกิน 4 หมื่นล้านได้ ยันพ.ค.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้า พาณิชย์ไฟเขียวให้ปุ๋ย-วัตถุดิบอาหารสัตว์ขึ้นราคาตามต้นทุนที่แพงขึ้นได้ ขออีก 600 ล้าน อุดหนุนเกษตรกรซื้อปุ๋ยกระสอบละ 50 บาท งบกลางด้วย 123 ล้าน ชดเชยดอกเบี้ยช่วยเกษตรกร รับมือราคาพุ่งจากพิษสงครามรัสเซีย หอการค้าระบุ รัฐตรึงราคาน้ำมันได้แค่มิ.ย. ชี้ความเชื่อมั่นต่ำสุดในรอบ 5 เดือน

‘ตู่’ถกแผนแก้น้ำมันแพง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2565 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเริ่มการประชุมเป็นเวลาเกือบ 30 นาที

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนการประชุมว่า เนื่องจากขณะนี้มีวิกฤตด้านพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์นอกประเทศ ซึ่งมีผลกระทบกับประเทศไทยในหลายมิติ จึงจำเป็นต้องปรับแผน และพัฒนาแผนต่างๆ รวมความไปถึงการแก้ปัญหาเป็นระยะ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาเวลา 16.00 น. ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมได้นำหลายเรื่องเข้าสู่การพิจารณา 7 วาระ สิ่งแรกเราต้องทราบถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกซึ่งไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียว กลัวไปถึงราคาน้ำมันเบนซิน เอ็นจีวี แอลพีจี พันกันทั้งหมด จำเป็นต้องหามาตรการในการบริหารว่าทำอย่างไรที่จะทำให้เกิด ผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดเท่าที่รัฐบาลดำเนินการได้ อาทิ จะอุดหนุนและดูแลน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 30 บาทได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้าราคาสูงกว่านี้ต้องทำอย่างไร

“ราคาน้ำมันและก๊าซของเรา อยู่ในระดับต่ำถ้าเทียบกับอาเซียนทั้งหมด ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำแล้วแต่ไม่ใช่ต่ำที่สุด เพราะมีบางประเทศซึ่งมีแหล่งพลังงานของเขาเอง ซึ่งเราต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย ผมไม่อยากพูดอะไรมาก พูดไปก็ถูกเอาไปบิดเบือนหมด พูดไปบางทีก็ไร้ค่าไร้ประโยชน์ เพราะไปจับเอาแต่ประเด็นที่มันจะเป็นปัญหาออกไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

อุ้มจนกว่าตรึงราคาไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญวันนี้ทำอย่างไรที่ประเทศจะเดินหน้าไปได้ในการที่เกิดสงครามขึ้นในปัจจุบัน วันนี้ได้เรียกคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมาดูว่าประเทศไทยยังเหลืออะไรอยู่และที่ไหนบ้าง เรื่องปุ๋ยต่างๆ ต้องดีขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องเร่งศึกษาว่าจะทำอย่างไรจึงจะจัดหาวัตถุต้นทุนมาได้ แต่ต้องไม่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะถ้าเรามี แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยต้องไปสั่งซื้อปุ๋ยหรือต้นทุนผลิตปุ๋ยราคาแพงจากต่างประเทศ แล้วจะไปโวยวายกันก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา เราคงต้องช่วยตัวเองกันบ้าง นอกจากการพึ่งโดยการซื้อจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละปีเราสั่งปุ๋ยจำนวนมากและมีผลผูกพัน เพราะปุ๋ยบางประเภทมาจากผลผลิตจากพลังงานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะมีการตรึงราคาน้ำมันอย่างไรเพิ่มเติมบ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ตรึงจนกว่าจะตรึงไม่ได้ ตอนนี้ยังต้องตรึงไปก่อน เพราะดีเซลราคา 30 บาทก็จะตรึงไปจนกว่าไม่สามารถที่จะรับได้ ถ้าราคาสูงขึ้นเกิน 130 หรือ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำอย่างไร และถ้าสูงไม่ถึง 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำอย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลาก่อนหน้านั้นในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ก็สูงอยู่เหมือนกัน แต่เป็นการปรับตัวสูงในระยะสั้นไม่ใช่สูงแบบนี้ และไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย เพราะสถานการณ์เป็นคนละสถานการณ์กัน ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกัน เพราะวันนี้ประเทศไทยเจริญเติบโตขึ้นดีมาก เทคโนโลยีก็มีมาก การใช้รถใช้พลังงานก็มีมากขึ้น ดังนั้นผลกระทบต้องมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปัญหาของเราคืองบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว เนื่องจากสถานการณ์โควิด เราได้ใช้งบประมาณในเรื่องสุขภาพไปจำนวนมากพอสมควร การช่วยเหลือต่างๆ ในหลายมาตรการ ได้ออกไป รัฐบาลก็ทำอย่างเต็มที่แล้วในหลายมิติก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

เมื่อถามว่าในส่วนของราคาเบนซินจะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องไปหาวิธีการว่าจะดำเนินการเฉพาะกลุ่มอย่างไรหรือไม่

อนุมัติทบทวนแผนน้ำมัน
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุม กพช.ว่า กพช. มีมติเห็นชอบทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2563-2567 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อรองรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีพ เนื่องจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

กพช.เคาะแผนผสมเชื้อเพลิง
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมกพช.ว่า กระทรวงพลังงานได้ศึกษาแนวทางช่วยเหลือไว้เป็นกรณีๆ หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 100-130 ดอลลาร์/บาร์เรล จะทำอย่างไร ถ้าอยู่ที่ 131-150 ต้องทำอย่างไร และถ้าราคาน้ำมันดิบเกินระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรลขึ้นไป ต้องทำอย่างไร ต้องรอความชัดเจนในการแถลงมาตรการรับมือวิกฤตราคาพลังงานที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาชี้แจงพร้อมเพรียงกันอีกครั้งในวันที่ 11 มี.ค.นี้

สำหรับมาตรการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน (แอลพีจี) 45 บาท/3 เดือน/ถังขนาด 15 ก.ก. ให้อยู่ที่ 318 บาท/ถัง 15 ก.ก. ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2565 กระทรวงพลังงานมีแผนปรับขึ้น 15 บาท/ถัง 15 ก.ก. มาอยู่ที่ 333 บาท/ถัง 15 ก.ก. เนื่องจากราคาจริง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 435 บาท/ถัง 15 ก.ก. ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถแบกรับภาระได้ทั้งหมด ส่วนที่กระทรวงพลังงานจะอุดหนุนเพิ่มเติมอีก 55 บาท/ถัง 15 ก.ก. รวมเป็น 100 บาท/ถัง 15 ก.ก. อยู่ระหว่างหาแนวทางช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเต็มที่

ปลดล็อกเพดานเงินกู้
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมนำเสนอเรื่องการปลดล็อกเพดานกู้เงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากที่กำหนดเพดานกู้เงินไว้ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณา เพื่อให้กองทุนมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการบริหารจัดการ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบครม. ทุกครั้ง รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้วิกฤตพลังงาน

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การดำเนินการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ใหม่ ที่เดิมสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดูแล โดยเปิดโอกาสให้นำราคาของผู้นำเข้าหลักที่มีสัญญาระยะยาว อาทิ กลุ่ม ปตท. หรือ ชิปเปอร์รายใหม่ อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่นำเข้าแก๊สราคาถูกมาคิดเฉลี่ยกับต้นทุนแอลเอ็นจีเดิม (พูล แก๊ส) ถูกกว่าต้นทุนแอลเอ็นจีที่กกพ. ใช้คำนวณค่าไฟฟ้าอยู่ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ส่งผลต่อผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง

ส่วนการพิจารณค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2565 นั้นยอมรับว่าคงจะปรับขึ้นแน่นอน แต่จะเป็นเท่าไหร่นั้นอยู่ระหว่าวงการพิจารณา เพราะต้องนำปัจจัยต่างๆ มาประกอบการพิจารณา ซึ่งการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่ใช้ผลิตไฟฟ้าลงเหลือ 0% นาน 6 เดือน สิ้นสุด 15 ก.ย. 2565 จะประหยัดเงินได้ 4 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลงได้ประมาณ 6 สตางค์/หน่วย แต่จะนำมาใช้คำนวณต้นทุนค่าไฟทันการพิจารณางวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2565 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกว่าจะสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด ถ้าราคาน้ำมันดิบขึ้นไปแตะ 300 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การลดภาษีสรรพสามิตส่วนนี้ก็เอาไม่อยู่

ขายทอง – ประชาชนจำนวนมากต่อแถวรอเข้าขายทองคำให้กับร้านทองชื่อดังย่านเยาวราช หลังจากราคาทองคำปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยรับซื้อบาทละ 31,300 บาท ขายออกบาทละ 31,400 บาท เมื่อวันที่ 9 มี.ค.

หอการค้าชี้รัฐตรึงได้ถึงมิ.ย.
ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้ว่าค่าเงิน รูเบิลจะอ่อนค่าลงเป็นอย่างมาก แต่เศรษฐกิจของรัสเซียก็ยังมีความเข้มแข็งมากพอสมควร โดยผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยย่อลงจากที่คาดการณ์ไว้ แต่เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถตรึงราคาน้ำมันได้จนถึงเดือนมิ.ย. ทั้งนี้ อาจต้องเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า เพราะสถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อสูง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อไปทั้งปี

“ภาคเอกชนขอขอบคุณรัฐบาลที่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาพลังงานในขณะนี้ ทั้งนี้ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า ภายใน 6 เดือนนี้ จะเป็นการบรรเทาผลกระทบได้ส่วนหนึ่ง โดยประชาชนจะมีภาระค่าไฟฟ้าที่ลดลงประมาณ 1-1.5 บาทต่อหน่วย แต่ก็ควรต้องเตรียมแผนในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เพราะสถานการณ์ขณะนั้นยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ทำให้ประเมินได้ยากว่าประเทศไทยจะสามารถตรึงสถานการณ์ราคาเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด” นายสนั่นกล่าว

ทั้งนี้ หอการค้าไทยกำลังติดตามต้นทุนราคาสินค้าที่จะสูงขึ้นหลังจากนี้ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทธัญพืชต่างๆ ทั้ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น อาจประสบภาวะขาดแคลน สิ่งเหล่านี้จะกระทบกับต้นทุนสินค้าอาหาร นอกจากนั้นวัตถุดิบจำพวกสินแร่ต่างๆ อาจจะกระทบกับการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า และการผลิตชิพ และอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าของบางสินค้ากระทบด้วย จึงขอให้ภาครัฐและภาคเอกชนเตรียมตัวรับมือในเรื่องดังกล่าวด้วย

ส่วนเรื่องราคาปุ๋ยที่จะแพงขึ้น เพราะไทยนำเข้าปุ๋ยประมาณ 5 ล้านตันต่อปี หากราคาปุ๋ยมีราคาสูงขึ้น เกษตรกรก็จะใส่น้อยลง ผลผลิตก็จะน้อยลงตามไปด้วย หมายถึงรายได้ของเกษตรกรที่จะหายไป ซึ่งปัญหานี้คาดว่าจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน ดังนั้น รัฐบาลควรเตรียมแนวทางหรือมีนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้ เช่น การหาแหล่งนำเข้าแห่งใหม่จากประเทศอื่น หรือแนวทางการนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ทดแทน หรือต้องปรับสูตรปุ๋ยใหม่ให้เหมาะสมกับช่วงนี้ โดยหอการค้าไทยจะเร่งหารือกับภาครัฐต่อไป เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการ

“หอการค้าไทยยังมีความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจของไทยจะมีโอกาสเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำ ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากเกินกว่ารายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายสนั่นกล่าว

ความเชื่อมั่นต่ำสุดใน 5 เดือน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนก.พ.2565 ว่า อยู่ที่ระดับ 43.3 ต่ำลงจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.8 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และต่ำสุดในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่เดือนต.ค.2564 เนื่องจากผู้บริโภคเจอปัญหาระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน และกังวลสงครามรัสเซีย และยูเครน ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกมีแพง และกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งกดดันให้เศรษฐกิจโลกและไทยฟื้นตัวช้าลง และอาจกระทบการส่งออกและเกิดปัญหาสินค้าแพง

“ความเชื่อมั่นเดือนก.พ.ยังสะท้อนปัญหาสงครามไม่เต็ม 100% จึงเชื่อว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นในอนาคตจะตกลง และต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ทะลุ 130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว”

นายธนวรรธน์กล่าวว่า หอการค้าได้ประเมิน ผลกระทบจากกรณีการสู้รบต่อเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้ 1.ความขัดแย้งจบภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 7.3 หมื่นล้านบาท จีดีพีลดลง 0.5% ทำให้ภาพรวมทั้งปีโตแค่ 3.7% ขณะที่เงินเฟ้อจะอยู่ระหว่าง 3-3.5% 2.จบภายใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 1.4 แสนล้านบาท จีดีพีลดลง 0.9% ทั้งปีโต แค่ 3.3% ขณะที่เงินเฟ้อจะอยู่ระหว่าง 3.5-4.5% และ 3.กรณีที่แย่สุด จบภายในสิ้นปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 2.44 แสนล้านบาท จีดีพีลดลง 1.5% ทั้งปีโต แค่ 2.7% ขณะที่เงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึง 4.5-5.5%

รบยืดเยื้อไทยสูญ 2.44 แสนล.
กรณีเลวร้ายสุดหากสู้รบยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี เศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 2.44 แสนล้านบาท จีดีพีจะลดลง 1.5% ทั้งปีโตแค่ 2.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 4.2% ส่วนเงินเฟ้อจะขึ้นไปแตะ 5.5% ทะลุจากเป้าหมายที่อัตรา 1.5% โดยในเดือนเม.ย. หอการค้าจะทำการทบประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้ง

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะนี้ยังคาดการณ์ราคาน้ำมันยาก เพราะไม่รู้การสู้รบจะยาวนานหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าราคาน้ำมันทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กระทบทำให้ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 5 บาท เช่น ดีเซลขึ้นไปที่ 35 บาท และราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุก 1 บาท/ลิตร จะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจภาพรวมขยายตัวลดลง 0.3-0.4% ซึ่งถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ 5 บาท ตามที่เราคาดการณ์ จีดีพีไทยปีนี้จะโตลดลง 1.5-2% หรือโตแค่ 2.2-2.7% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 4.2% และหากน้ำมันปรับขึ้นเป็น 120 เหรียญสหรัฐ จีดีพีไทยจะขยายตัวได้แค่ 1.5% เท่านั้น

ของบกลาง 123 ล.ช่วย
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้รับหนังสือสำเนาของสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ที่เสนอขอปรับขึ้นเพดานราคาควบคุมปุ๋ยเคมีแล้ว ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ย เคมี กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้เสนอของบกลาง 123 ล้านบาท เพื่อนำไปชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรที่นำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ในอัตรา 3% เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อจูงใจให้สหกรณ์การเกษตรมีเงินนำมาซื้อปุ๋ยจากโรงงานมาขายให้เกษตรกร และจูงใจให้เกษตรกรนำเข้าปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณปุ๋ยในตลาดให้มากขึ้น ขณะนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังพิจารณารายละเอียดโครงการก่อนสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอของบประมาณกว่า 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนปัจจัยด้านการเกษตรนำไปซื้อปุ๋ย โดยจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร 50 บาท/กระสอบ (50 ก.ก.) คาดว่าจะเสนอ ครม.เร็วๆ นี้

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พณิชย์ กล่าวว่า เรื่องปุ๋ยที่ไทยต้องสั่งนำเข้าจากรัสเซียเป็นลำดับที่ 4 หรือประมาณ 10% เมื่อรัสเซียไม่อนุญาตส่งออกทั่วโลก ก็จะกระทบต่อเกษตรกรมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งได้สั่งการให้วอร์รูมหารือร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อบูรณาการการช่วยเหลือแล้ว รวมถึงอาหารสัตว์บางชนิด ที่ไทยต้องนำเข้าจากยูเครน ก็ได้สั่งการไปแล้วเช่นเดียวกัน และสั่งห้ามขึ้นราคาโดยไม่จำเป็นทุกชนิด และหวังว่าจะบรรเทาสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศได้มากที่สุด ที่ผ่านมา 18 หมวดสินค้าสำคัญ เราตรึงราคาไว้ไม่อนุญาตให้ขึ้นราคารวมทั้งราคาอาหารสดที่จำเป็นก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ราคาหมูเนื้อแดงลดลงเฉลี่ยทั่วประเทศต่ำกว่า 150 บาท/ก.ก. และห้างสำคัญเช่น แม็คโคร ราคา 128 บาท/ก.ก. เป็นสัปดาห์และปรับลดลงมาอย่างมีนัยยะสำคัญมีผลทำให้อาหารปรุงสำเร็จ พาณิชย์จังหวัดหลายแห่ง ได้รายงานทุกจังหวัดติดป้ายปรับลดราคาลงอยู่ที่ราคาเดิมจากจานละ 35 บาท เหลือ 30 บาท จาก 40 บาท เหลือ 35 เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่รวมถึงสัญญาณใหม่เรื่องราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

ไฟเขียวปุ๋ยขึ้นราคา
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการรับมือ/มาตรการรองรับผลกระทบจากความขัดแย้ง รัสเซีย-ยูเครน ต่อการค้าไทย ว่า ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุน เนื่องจากยูเรียเป็นผลผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ราคาก๊าซสูงทำให้ ราคายูเรียเพิ่มขึ้น ส่วนวัตถุดิบอาหารสัตว์ คือ ข้าวสาลี และข้าวโพดมีราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวสาลีซึ่งแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในยูเครน ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นรายวัน ล่าสุดน้ำมันดิบขึ้นไปที่ 125 ดอลลาร์ ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้า ขณะนี้ค่าระวางเรือก็ปรับขึ้น ทำให้ราคาสินค้าอาจได้รับผลกระทบ หากพบว่าต้นทุนสินค้าปรับเพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ ก็ต้องดูและให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ต้นทุนสูง ราคาก็ต้องปรับสูงขึ้น ก็ต้องเข้าใจกัน เพื่อให้ผู้ผลิตประกอบธุรกิจต่อไปได้ แต่ผู้บริโภคต้องไม่เดือดร้อนจากราคาสินค้าที่แพง ต้องไม่ให้มีการขึ้นราคาจากการฉวยโอกาส ไม่ใช่สินค้าทุกประเภทจะมีผลกระทบต้นทุนเท่ากัน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 วันจะนำเสนอแนวทางดังกล่าวให้นาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พิจารณาตัดสินเชิงนโยบายต่อไป”

“ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงดูแลราคาสินค้าจำเป็น 18 รายการ โดยยังไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นราคา เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุมหากจะปรับขึ้นราคาจะต้องขออนุญาตกระทรวงก่อน อย่างไรก็ตาม อาจเชิญผู้ผลิตมาหารือ” นายบุณยฤทธิ์กล่าว

วอนรัฐปล่อยกู้ 1.5 หมื่นล.
นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหารบริษัทในเครือฉวีวรรณ กรุ๊ป เปิดเผยในการสัมมนา สงครามบานปลาย ซัพพลายมีปัญหา ทางรอด อยู่ตรงไหน ว่า ไทยได้นำเข้าข้าวสาลีจากยูเครน ถึง 29% จากปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ดังนั้นสงครามที่เกิดขึ้นจึงทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน การจะหันไปนำเข้าเพิ่มขึ้นจากอินเดีย บราซิล อาเจนตินา นั้นช่วงนี้มีปัญหาไปหมด เพราะภัยแล้ง ดังนั้นไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจึงอยู่ในฐานะ ที่ต้องปรับตัว หาวิธีการ นำวัตถุดิบทางเลือกมาทดแทน อยากให้รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกรณีเกิดการระบาดไข้หวัดนกเมื่อปี 2547 ที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เห็นชอบปล่อยกู้ 15,000 ล้านบาท รวมทั้งรัฐบาลควรลดภาษีกำแพงภาษีการนำเข้า กากถั่วเหลือง 2% เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้

ราคาน้ำมันพุ่งรายวัน
ขณะที่เอเอฟพีรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับต่อสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบปิดตลาดวันที่ 8 มี.ค. ตลาดเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 125.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดเบรนต์อยู่ที่ 130.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ขึ้นสูงสุดถึง 139.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมา) ตลาดดูไบอยู่ที่ 120.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังทางการสหรัฐอเมริกาประกาศระงับการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานอื่นจากรัสเซียโดยให้มีผลทันที เช่นเดียวกันกับทางการอังกฤษที่ระบุจะทยอยลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย

ส่วนสหภาพยุโรป หรืออียู เปิดเผยว่า จะลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียลงถึงสองในสาม ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักวิเคราะห์ว่าจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกสูงขึ้น เนื่องจากรัสเซียเป็นชาติผู้ส่งออกพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และยังไม่มีกลุ่มผู้ส่งออกพลังงานอื่นใดที่จะสามารถเข้ามาทดแทนได้

แพงทั้งแผง – บรรยากาศจับจ่ายซื้อสินค้าภายในตลาดสดเทศบาลนครนครราชสีมา แผงต่างๆ ติดป้ายราคาไข่และพืชผักที่มีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะมะนาวแป้นขายกันที่ราคาลูกละ 8 บาท เมื่อวันที่ 9 มี.ค.

น้ำมันขึ้นอีก80ส.ต.
รายงานข่าวแจ้งว่า พีทีที สเตชั่น และบางจาก ได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทุกชนิด 80 สตางค์ต่อลิตร มีผลวันที่ 10 มี.ค. เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินจะอยู่ที่ 47.56 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮฮล์ 95 อยู่ที่ 40.15 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 39.88 บาทต่อลิตร อี20 อยู่ที่ 39.04 บาทต่อลิตร อี85 อยู่ที่ 32.34 บาทต่อลิตร

ส่วนดีเซล บี7 อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ดีเซล บี10 อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ดีเซล บี20 อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม บี7 อยู่ที่ 35.96 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

โคราชยันขึ้นราคามะนาว
ด้านสถานการณ์ราคาสินค้าในพื้นที่ต่างๆ ที่ตลาดในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่าราคาของผักบางชนิดมีการปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะมะนาวที่มีราคาสูงสุดอยู่ที่ลูกละ 8 บาท 6 บาท และ 4 บาท ตามขนาดลดหลั่นกันมา จากเมื่อช่วงก่อนหน้านี้มีราคาอยู่ที่ลูกละ 3-5 บาท ซึ่งแม่ค้าระบุว่า สาเหตุเพราะมะนาวในพื้นที่ไม่มีผลผลิต เนื่องจากผลกระทบสภาพอากาศ จึงต้องนำมะนาวจากต่างจังหวัดเข้ามาขายประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ขณะที่สถานการณ์ราคาของไข่ไก่มีการปรับราคาขึ้น แผงละ 6 บาท แต่แม่ค้าปรับราคาขึ้นเพียงแผงละ 3 บาท เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ อย่างไข่ไก่เบอร์ศูนย์ราคาอยู่ที่แผงละ 128 บาท จาก 125 บาท ไข่ไก่เบอร์ 1 มีราคาอยู่ที่ 120 บาท จาก 117 บาท

สงขลาผักชีพุ่งกิโลละ 220 บ.
ส่วนที่ตลาดสดทรัพย์สิน อ.เมือง จ.สงขลา จากการสำรวจราคาผักในตลาดสดพบว่าผักที่ปรับตัวขึ้น มีผักชีจากก.ก.ละราคา 180 เป็น 220 บาท ผักขึ้นฉ่าย ก.ก.ละ 100 เป็น 120 บาท มะม่วง ก.ก.ละ 90 บาท เป็น 120 บาท ไข่ไก่ปรับราคาฟองละ 10 สตางค์ ทุกขนาดหรือแผงละ 3 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน