ไทยป่วยแล้ว4สายพันธุ์BA.2.2

นางเอกดัง ‘ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์’ โพสต์ไอจีแจ้งติดโควิด ระบุสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อก่อนตรวจพีซีอาร์ยืนยัน ขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่เพื่อนวงการบันเทิง และแฟนคลับอวยพรให้หายเร็ววัน ไทยเจอ 4 รายส่อป่วยโอมิครอนสายพันธุ์ใหม่ “BA.2.2” รอยืนยันหลัง GISAID สรุปชื่อสายพันธุ์ กรมวิทย์ระบุ ‘โอมิครอน’ ระบาดทั่วไทยแล้ว 99.7% ไทยติดเชื้อใหม่ 2.2 หมื่น ผลตรวจ เอทีเค 1.5 หมื่น เสียชีวิตเพิ่ม 69 ราย ‘บิ๊กตู่’ ประชุมศบค.ชุดใหญ่วันศุกร์ 18 มี.ค.นี้ จ่อคลายล็อกเพิ่ม ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ติดเชื้อใหม่ยังเกิน 2 หมื่น-ตาย 69
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 22,130 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 22,034 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 21,767 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 267 ราย มาจากเรือนจำ 69 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 27 ราย เป็นผู้ที่มีผลตรวจเอทีเคเป็นบวก 15,650 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,206,950 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 23,508 ราย ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,957,288 ราย อยู่ระหว่างรักษา 225,889 ราย อาการหนัก 1,353 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 453 ราย

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 69 ราย เป็นชาย 42 ราย หญิง 27 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 49 ราย มีโรคเรื้อรัง 18 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 23,778 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 458,522,738 ราย เสียชีวิตสะสม 6,066,047 ราย

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในวันที่ 14 มี.ค. ประกอบด้วย กทม. 3,060 ราย นครศรีธรรมราช 1,268 ราย ชลบุรี 1,117 ราย สมุทรปราการ 935 ราย นนทบุรี 757 ราย สมุทรสาคร 666 ราย พระนครศรีอยุธยา 609 ราย ปทุมธานี 588 ราย นครปฐม 573 ราย ราชบุรี 540 ราย

ศบค.ยันผ่อนคลายมากขึ้น
พญ.อภิสมัยกล่าวด้วยว่า วันที่ 18 มี.ค. ศบค.ชุดใหญ่จะประชุมเพื่อรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ โอมิครอนในปัจจุบัน และหากเทียบความรุนแรงสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงเดือน ส.ค.64 กับ มี.ค.65 จะพบว่าเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมากที่สุดใกล้เคียงกัน แต่อัตราครองเตียงต่างกันมาก โดยในช่วง ส.ค.64 อยู่ที่ประมาณ 5 พันราย แต่มี.ค.65 อยู่ที่ 900-1,000 ราย ทำให้อัตราครองเตียงในระบบสาธารณสุขยังไปได้อยู่ ดังนั้น วันที่ 18 มี.ค.จะมีการพิจารณาผ่อนคลายกิจการ กิจกรรม เพื่อให้ใช้ชีวิตปกติได้มากขึ้น

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ศบค.ขอความร่วมมือประชาชนว่าหากเป็นผู้ป่วยสีเขียว ไม่มีอาการรุนแรง ให้เข้าสู่ระบบ 1330 ปกติ เพื่อสงวนเตียงสีเหลือง สีแดง ให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ที่ให้โทร.สายด่วน 1669 โดยมีเกณฑ์การประเมินคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 ใหม่ สำหรับ USEP Plus โดยผู้ป่วยตรวจที่มีผลตรวจ ATK หรือ RT-PCR มีผลเป็นบวก ร่วมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.หัวใจหยุดเต้น มีสิ่ง อุดกลั้นทางเดินหายใจ หายใจลำบากเฉียบพลัน มีภาวะช็อก ภาวะโคม่า มีอาการซึมลงเมื่อเทียบกับระดับความรู้ตัวเดิม หรือกำลังชักเมื่อแรกรับที่จุดคัดแยก 2.มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 24 ชั่วโมง หรือหายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ ปริมาณออกซิเจนปลายนิ้วน้อยกว่า 94% หรือมีโรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตามดุลพินิจของแพทย์ หรือในเด็กหากมีอาการหายใจลำบาก ดื่มนมหรือทานอาหารได้น้อยลง

3.มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรง หรือโรคร่วม เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรังอื่นๆ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานที่คุมไม่ได้ ภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม หญิงตั้งครรภ์ ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่อ หรือเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 1 พันเซลล์ต่อไมโครลิตร อื่นๆ หรือตามดุลพินิจของผู้คัดแยก กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำว่าผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเข้าสู่ระบบการรักษาให้เร็วที่สุด ไม่ควรรอ โดยช่องทางแบบผู้ป่วยนอกอย่างใกล้ชิด หรือ OPD ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ แต่สำหรับผู้ป่วยสีเขียวเก็บเตียงให้ ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจริงๆ

“วันนี้ ศบค.ชุดเล็กพิจารณารับทราบระเบียบการประเมินคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโควิด-19 UCEP Plus ซึ่งก่อนหน้านี้ศบค.ขอความร่วมมืออาการสีเขียว ไม่รุนแรง เข้าระบบ 1330 สงวนเตียงเหลืองแดงให้ผู้ที่จำเป็นจริงๆ โดยโทร.1669 แต่ขณะนี้สธ.มีการปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องมากขึ้น ขอให้สถานพยาบาลศึกษาให้ดี โดยมีการเพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชนเข้ารับบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น 9 ระดับ เช่น ไข้สูง 39 องศาเซลเซียสนาน 24 ชั่วโมง ก็ถือว่าเข้า UCEP Plus แล้ว หายใจเร็วขึ้น 25 ครั้งต่อนาที ผู้ใหญ่ออกซิเจนปลายนิ้วน้อยกว่า 94% หรือผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หัวใจ ปอด ก็เข้าเกณฑ์เข้ารับบริการ กลุ่มเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่ำ กลุ่มเหล่านี้ก็ต้องรีบเข้าระบบรักษาให้เร็วที่สุดหากอาการเปลี่ยนแปลง”

นางเอกดัง‘ญาญ่า’ติดโควิด
วันเดียวกัน “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ นางเอกชื่อดัง โพสต์ภาพข้อความผ่านทาง ไอจีส่วนตัว แจ้งข่าวว่า ตนเองติดโควิดหลังสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

โดยระบุข้อความว่า “หลังจากญาญ่าได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 ญ่าได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ผลตรวจออกมาว่าพบเชื้อ COVID-19 คุณแม่ได้แจ้งทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และต้องขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบ มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ”

โดยมีเพื่อนพี่น้องในวงการ รวมถึงแฟนคลับจำนวนมากต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้สาวญาญ่าหายป่วยไวๆ

‘โอมิครอน’ลามไทยแล้ว 99.7%
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์และการ กลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ว่า จากการเฝ้าระวังสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 5-11 มี.ค 2565 จำนวน 1,967 ราย พบว่า เหลือสายพันธุ์เดลตา เพียง 6 ราย คิดเป็น 0.3% ที่เหลือเป็นสายพันธุ์โอมิครอน 1,961 ราย คิดเป็น 99.7% เมื่อจำแนกสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ยังไม่พบเจอสายพันธุ์ย่อย BA.3 โดยเจอสายพันธุ์ย่อย BA.1 จำนวน 610 ราย และสายพันธุ์ย่อย BA.2 จำนวน 1,272 ราย คิดเป็น 67.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่พบ 52% เมื่อแยกเฉพาะการติดเชื้อภายในประเทศ 1,383 ตัวอย่าง พบเป็น BA.2 ถึง 971 ตัวอย่าง คิดเป็น 70.2% พิจารณาจำนวน BA.2 รายสัปดาห์พบว่าสัดส่วน BA.2 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการกระจายทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งเกือบทุกเขตสุขภาพมีสัดส่วน BA.2 เกินครึ่งหนึ่ง ยกเว้นเขตสุขภาพที่ 1 และ 11 ที่ยังมีสัดส่วนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ย่อย BA.2 เริ่มเบียด BA.1 แล้ว เพราะแพร่เร็วกว่า 1.4 เท่า

“อยากให้มั่นใจระบบที่เราวางไว้ เราตรวจโดยการรหัสพันธุกรรมทั้งตัว และส่งข้อมูลเข้าระบบฐานข้อมูลโลก GISAID ทุกสัปดาห์ 500-600 ตัวอย่าง ดังนั้น ถ้ามีอะไรผิดปกติเราเจอแน่นอน อย่างสัปดาห์ล่าสุดวันที่ 7-13 มี.ค. เราส่งผลการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว 673 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่ยังเป็นโอมิครอน BA.1.1 มากที่สุด 333 ตัวอย่าง รองลงมาคือ BA.2 จำนวน 135 ตัวอย่าง ขณะที่ข้อมูล GISAID จากทั่วโลก ยังเป็นสายพันธุ์ BA.1 มากที่สุด ส่วน BA.2 ยังเจอประมาณ 2.5 แสนราย ขณะที่ BA.3 ยังอยู่ระดับ 500 กว่าตัวอย่าง” นพ.ศุภกิจกล่าว

นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า สำหรับสายพันธุ์ย่อย BA.2 นั้น พบว่ามีสายพันธุ์ย่อยลงไปอีกทั้ง BA.2.1 , BA.2.2 และ BA.2.3 ซึ่งขณะนี้ GISAID ยังไม่ได้กำหนดชื่อสายพันธุ์ BA.2.2 อย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดอย่างกรณีของ “เดลตาครอน” จากไซปรัสที่เป็นการปนเปื้อนของเชื้อ คาดว่าอีกประมาณ 2-3 วันน่าจะมีความชัดเจน โดยเบื้องต้นมีการส่งข้อมูล BA.2.2 เข้ามาใน GISAID 68 ราย คือมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งสไปก์โปรตีน I1221T โดยข้อมูลที่ซับมิตเข้ามายังน้อยกว่าที่ตรวจพบในฮ่องกงที่พบ 386 ราย และอังกฤษ 289 ราย ซึ่งเป็นคนละสายกัน และยังพบน้อยกว่าสายพันธุ์ย่อยอื่น BA.2.1 จำนวน 532 ราย และ BA.2.3 จำนวน 1,938 ราย

“ส่วนกรณีฮ่องกงที่พบ BA.2.2 และมีปรากฏการณ์พบจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูง ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดจาก BA.2.2 เพราะการเสียชีวิตวันนี้คือการติดเชื้ออย่างน้อย 7-8 วันก่อน หรือเป็นเดือนหากมีการรักษายาวนาน เพื่อยื้อการเสียชีวิต ขณะที่ โอมิครอน BA.2 ทั่วไปก็ติดเชื้อเร็วอยู่แล้ว หากติดเร็วมากและระบบการแพทย์รองรับไม่ได้ ก็อาจทำให้การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังไม่พบหลักฐานทำให้เกิดพยาธิสภาพที่ปอดมากขึ้นหรือทำลายอวัยวะมากขึ้น จึงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ ขณะที่อังกฤษที่พบ BA.2.2 ก็ไม่ได้มีปรากฏการณ์ที่พบติดเชื้อหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากเดิม” นพ.ศุภกิจกล่าว

เจอ4ส่อติดเชื้อพันธุ์ย่อยBA.2.2
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยเรามีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว และพบ 4 ราย ที่มีโอกาสเป็นสายพันธุ์ BA.2.2 แต่เนื่องจาก GISAID ยังไม่ได้กำหนดชื่อชัดเจน จึงยังต้องรอทาง GISAID ก่อน โดย 4 รายนั้นเป็นต่างชาติ 1 ราย และคนไทย 3 ราย อาการไม่มีปัญหาอะไร โดยรายละเอียดยังอยู่ในการระหว่างการวิเคราะห์ ทั้งนี้ ไม่ต้องวิตกกังวล ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่น่าเป็นห่วง ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังติดตามข้อมูลและประเมินว่า มีการแพร่เร็ว มีความรุนแรง หรือทำให้หลบภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อหรือวัคซีนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มีการติดตามเฝ้าระวังตลอด

ด้านนพ.บัลลังก์ อุปพงศ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การติดเชื้อมากขึ้นและเสียชีวิตมากขึ้นของฮ่องกง จะต้องติดตามพิจารณาข้อมูลในส่วนอื่นด้วย ซึ่งฮ่องกงมีประชากร 7.6 ล้านคน โดยช่วง 7 วันที่ผ่านมา มีการติดเชื้อโควิด 2.5 แสนราย สูงขึ้นจากเดิมที่พบ 5 หมื่นราย และเสียชีวิตช่วง 7 วัน 1,900 ราย ซึ่งผิดปกติจากทุกประเทศที่เผชิญการระบาดโอมิครอน ซึ่งทุกประเทศไม่ได้มีความแตกต่างจากเดิมยกเว้นฮ่องกง จึงต้องติดตามข้อมูลต่อไป และต้องดูรายละเอียด ว่าเป็นผู้สูงอายุหรือไม่ มีการฉีดวัคซีนหรือ ไม่ด้วย

‘เจอ แจก จบ’76 จว.ดีมาก
นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงการเข้าสู่ระบบการรักษา ผู้ป่วยโควิด-19 ว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 อยู่ในช่วงการปรับเข้าสู่โรคประจำถิ่นหรือ ยุติการระบาดใหญ่ (Post Pandemic) เกิดจากตัวเชื้อ 1.ปัจจุบันตัวเชื้อความรุนแรงลดน้อยลง โดยผู้ป่วยหนักหรือเสียชีวิตมีสัดส่วนลดลงมาก 2.เราฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 125 ล้านเข็ม ครอบคลุมในระดับสูงมาก และ 3.การประเมินระบบรักษาพยาบาล ระบบสาธารณสุขเราอยู่ระดับต้นๆ ของโลก และการประเมินผลตามแนวทางองค์การอนามัยโลก เรามีสมรรถนะความพร้อมระดับดีมาก มาตรการดูแลรักษาพยาบาลที่สธ.จัดเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับดูแลดียิ่งขึ้น คือ ระบบผู้ป่วยนอก (โอพีดี) เจอ แจก จบ ซึ่งเป็นระบบเสริมขึ้นมา

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อว่า สำคัญคือจุดแรกของการคัดกรอง ประชาชนส่วนใหญ่มีการตรวจด้วย ATK เอง หากผลเป็นบวกจะมีการเข้าสู่ระบบการรักษา สามารถไปคลินิกโรคทางเดินหายใจของ ร.พ.สังกัด สธ. รวมถึงพื้นที่ใน กทม.ได้ เมื่อเข้าสู่ระบบการรักษาจะได้รับการดูแลจากคลินิกทางเดินหายใจตรวจร่างกายซักประวัติ ประเมินอาการ จากนั้นจะได้รับการแจกยา ทั้งยาหลักและยาเสริม ความรู้การปฏิบัติตน และกลับไปดูแลตนเองต่อที่บ้าน เหมือนกรณีการติดเชื้อไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคอื่นๆ โดยช่วง 48 ชั่วโมงแรกจะมีการประเมินติดตามอาการ ว่ามีความเสี่ยง เพิ่มเติม หรือความจำเป็นต้องเข้าระบบการรักษาในร.พ.หรือไม่

“จากการดำเนินการเจอ แจก จบ ตั้งแต่ วันที่ 1 มี.ค. พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ประเทศ 76 จังหวัด ผลประเมินออกมาระดับดีถึงดีมาก ประชาชนได้รับความสะดวกรับบริการครอบคลุมมากขึ้น กทม.มีการเพิ่มบริการ ทั้ง ร.พ.สังกัด สธ.ของกรมการแพทย์ หน่วยงาน อื่นๆ ร.พ.ของกทม. ร.พ.เอกชน คลินิกต่างๆ มีการเพิ่มบริการโอพีดีเพิ่มขึ้น หากมองภาพรวมระบบโอพีดี ผู้ป่วยนอกเจอแจกจบ ช่วยดูแลประชาชนอย่างดี”

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า ส่วนประเด็นกรณีประชาชนตรวจพบว่าเป็นบวกควรทำอย่างไร นอกจากการเข้าโอพีดีที่เป็นระบบเสริมนั้น ระบบการรักษาที่บ้าน (HI) ยังคงมีอยู่ ซึ่งเหมาะกับผู้ติดเชื้อที่ไม่สะดวกเดินทางมาร.พ.เพื่อรักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือไม่มีรถส่วนตัว สามารถใช้สายด่วน 1330 เข้าระบบได้ หรือเบอร์โทร. 50 เขต หรือติดต่อผ่านไลน์ สปสช. @nhso ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้โทร.สายด่วน 1330 จำนวนมาก ทำให้พื้นที่ กทม.อาจได้รับบริการที่ไม่สะดวก หรือไม่ได้รับการติดต่อ แต่หลังจากมีการเปิดบริการผู้ป่วยนอก ทำให้สายโทร.เข้าลดเหลือ 4-5 หมื่นสายต่อวัน และได้เข้ารับบริการเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้โอมิครอนอาการรุนแรงลดน้อยลง แต่จะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรงได้ เช่นกลุ่มเสี่ยงอายุมากกว่า 60 ปี โรคประจำตัว มีอาการมากขึ้น เช่นหอบเหนื่อย ถือว่าเป็นสีเหลืองหรือสีแดง ยังเข้ารักษาได้ทุกที่ทุกแห่ง โดยใช้สิทธิ UCEP Plus และใช้หมายเลข 1669 ในการติดต่อ จากการตรวจสอบระบบจนถึงปัจจุบัน ระบบยังรองรับได้อย่างดี

‘สปสช.’ไฟเขียวจ่ายชดเชย‘โควิด’
ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า บอร์ด สปสช. มีมติเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา รับทราบการปรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายชดเชยค่าบริการโควิด-19 ที่ไม่มีภาวะเสี่ยงแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน (OP SELF ISOLATION: OPSI) อัตราการจ่ายดังนี้ 1. ค่าบริการดูแลรักษาฯ จ่ายชดเชยในลักษณะเหมาจ่าย 1,000 บาท/ราย ประกอบด้วย ค่าบริการให้คำแนะนำการแยกกักตัวที่บ้าน การให้ยาที่เป็นการรักษาโรคโควิด-19 รวมค่าจัดส่ง ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร หรือยาฟาวิพิราเวียร์ ตามแนวทางที่กรมการแพทย์กำหนด รวมถึงยาตามอาการอื่นๆ การประสานติดตามอาการเมื่อให้การดูแลครบ 48 ชั่วโมง และการจัดระบบส่งต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องส่งต่อ

2.ค่าบริการสำหรับการให้คำปรึกษาหรือการดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อได้รับคำปรึกษาจากผู้ป่วยโควิด-19 หลังให้การดูแลครบ 48 ชั่วโมงไปแล้ว เมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง และหรือให้ปรึกษาอื่นๆ จ่ายชดเชยในลักษณะเหมาจ่าย 300 บาท/ราย สำหรับหน่วยบริการที่ให้การดูแลตามข้อ 1

ให้ร้านยาช่วยกระจายยา
ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เมื่อปลาย ก.พ.ที่ผ่านมา กรมการแพทย์ร่วมกับประธานราชวิทยาลัยสาขาต่างๆ ตลอดจนผู้แทนหน่วยบริการ จึงจัดประชุมหารือจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย การดูแลรักษา การให้บริการผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบผู้ป่วยนอก และมอบหมายให้สปสช.หารืออัตราจ่ายชดเชยการให้บริการร่วมกับ 4 กองทุนสุขภาพให้มีแนวทางการจ่ายชดเชยเดียวกัน และที่ประชุมระหว่างสปสช. กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดอัตราดังกล่าว เพื่อจัดบริการให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะเสี่ยงแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน

“ที่ประชุมยังได้แสดงความกังวลว่า การจัดบริการในลักษณะผู้ป่วยนอกอาจจะไม่สามารถครอบคลุมการให้บริการผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จำนวนมากได้ เพราะที่สุดแล้วก็จะมีคอขวดที่ผู้ป่วยต้องเดินทางมาพบแพทย์ที่ ร.พ.อยู่ดี และมีการเสนอให้ร้านยาต่างๆ เข้ามาช่วยเป็นจุดกระจายยาฟ้าทะลายโจร และ ยาฟาวิพิราเวียร์ อีกทางหนึ่งเพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาและยามากขึ้น โดยที่ประชุมบอร์ด สปสช. มอบหมายให้สำนักงาน สปสช. ไปศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ต่อไป” นพ.จเด็จกล่าว

69 ศูนย์กทม.ร่วม‘เจอ แจก จบ’
นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กทม.ให้บริการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบผู้ป่วยนอก “เจอ แจก จบ” ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง โดยกำชับให้สำนักอนามัยติดตามการให้บริการของศูนย์อย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาพร้อมจะปรับปรุงแก้ไขในทันทีเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น

“ตามที่กระทรวงสาธารณสุขมีแผนและมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านการระบาดของโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น โดยปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นแบบผู้ป่วยนอก (Outpatient with Self Isolation : OPSI) หรือ “เจอ แจก จบ” ตั้งแต่ 1 มี.ค.65 เป็นต้นไป เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ อาการไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่ากลุ่มสีเขียว สามารถเข้ารับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลตามสิทธิ์ หรือวอล์กอินมาที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดจุดให้บริการ “เจอ แจก จบ” สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมแสดงผลตรวจ ATK ที่เป็นบวก สามารถรับการรักษาได้ที่จุดบริการ โดยพยาบาลจะสอบถามข้อมูลเพื่อคัดกรองอาการและความเสี่ยงเบื้องต้น และแพทย์ให้การรักษา จัดยา พร้อมให้คำแนะนำ เมื่อครบ 48 ชั่วโมง จะมีเจ้าหน้าที่สอบถามอาการ หากมีอาการเปลี่ยนแปลงจะส่งต่อเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนต่อไป”

สำหรับคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนยึดมาตรการ DMHTTA และเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ทั้งนี้ แม้จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นแล้วยังต้องปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด ด้วยการใส่หน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ล้างมือ หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง ตรวจคัดกรองด้วย ATK เมื่อมีความเสี่ยง และฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิต

โคราชป่วยโควิดเกินพัน 6 วันติด
ศูนย์บัญชาเหตุการณ์ตอบโต้โรคติดเชื้อ โควิด-19 จ.นครราชสีมา รายงานว่าพบผู้ป่วยรายใหม่ 1,060 ราย แบ่งเป็นผลจากการตรวจ ATK 660 ราย และ RT.PCR 400 ราย จำแนกปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรง ระดับเขียว 985 ราย เหลือง 75 ราย เป็นผู้ป่วยในอ.เมือง 331 ราย อ.สูงเนิน 44 ราย อ.ขามสะแกแสง 14 ราย อ.บัวใหญ่ 26 ราย จักราช 22 ราย อ.คง 24 ราย อ.โนนสูง 35 ราย อ.ขามทะเลสอ 18 ราย อ.ชุมพวง 20 ราย อ.แก้งสนามนาง 26 ราย อ.สีดา 11 ราย อ.เสิงสาง 88 ราย อ.ปักธงชัย 151 ราย อ.พิมาย 129 ราย อ.ปากช่อง 67 ราย อ.วังน้ำเขียว 40 ราย อ.บ้านเหลื่อม 11 ราย ยอดป่วยสะสม 32,583 ราย รักษาหายสะสม 21,921 ราย รักษาอยู่ 10,608 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 1 ราย เป็นชายอายุ 79 ปี อยู่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด ประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้รับวัคซีน 2 เข็ม รวมเสียชีวิตสะสม 54 ราย

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมิได้ นิ่งนอนใจได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดประเมินจำนวนตัวเลขเพิ่มขึ้นทั้งประเทศ กรณีจ.นครราชสีมามีตัวเลขผู้ป่วยพุ่งไปถึง 1 พันราย ติดต่อกัน 6 วัน อาการผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการไข้ไม่รุนแรง อยู่ในระดับสีเขียว มีอัตราร้อยละ 93 ขณะนี้สั่งการให้ทุกอำเภอรณรงค์ค้นหาเชื้อเชิงรุกด้วยวิธีตรวจ ATK รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้ารับวัคซีน ให้ครอบคลุมมากที่สุด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. เพื่อความปลอดภัย พร้อมรับให้สามารถดำเนินการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ได้ปลอดภัย

หนุ่มเครียดติดโควิดผูกคอดับ
เมื่อเวลา 07.25 น. ร.ต.ต.กมลเทพ สมบัติ ร้อยเวร สภ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา รับแจ้งเกิดเหตุคนผูกคอเสียชีวิต ที่หมู่บ้านคลองกลุ่ม ม.5 ต.ระเริง อ.วังน้ำเขียว จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต คือนายสวัส เสาวัน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 211 บ้านคลองกุ่ม ม.5 ต.ระเริง อ.วังน้ำเขียว ซึ่งป่วยโควิด-19 อยู่ ระหว่างกักตัวอยู่ในบ้านของตัวเองได้ 5 วัน ก่อนจะพบผูกคอเสียชีวิตบนต้นไม้ ห่างจากบ้านที่กักตัว 25 เมตร

สอบถามเพื่อนบ้านทราบว่า นายสวัสมีอาชีพรับจ้างทั่วไป เคยมีครอบครัวแต่เลิกกับภรรยาไปนานหลายปีแล้ว มีลูกสาวอายุ 16 ปี ซึ่งไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ทุกวันนี้นายสวัสจึงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ 2 คนกับน้าชาย ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว น้าชายตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอยู่ในกลุ่มมีอาการสีเหลือง จึงไปรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.วังน้ำเขียว ส่วนนายสวัสมีอาการสีเขียว จึงกักตัวอยู่ในบ้าน 5 วันแล้ว ช่วงหลังนายสวัสบ่นว่า “เบื่อและเครียดกับโรคโควิด น่าจะตายให้มันแล้วๆ ไปซะ” แต่ไม่คิดว่านายสวัสจะคิดสั้นฆ่าตัวตายจริงๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน