หวั่นสงกรานต์แพร่เชื้อสูงวัยเริ่มยูเซ็ปพลัส

เริ่มวันนี้ ‘ยูเซ็ป พลัส’ รักษาโควิด อาการสีเหลืองขึ้นไปรักษาฟรีทุกร.พ. โอมิครอนป่วยสะสมแล้วเกินล้านคนยอดผู้สูงอายุ เสียชีวิตพุ่ง อายุ 70 ปีเสี่ยงสูง สธ.จี้ฉีดวัคซีน ปรับไฟเซอร์เข็ม 3 เหลือครึ่งโดส จัดสัปดาห์รณรงค์ฉีดเซฟกลุ่ม 608 สูงวัย-7 โรคเสี่ยง และหญิงตั้งครรภ์ ย้ำก่อนกลับสงกรานต์ 1 สัปดาห์ขอให้ลูกหลานงดงานปาร์ตี้-ไปสถานที่แออัด ตรวจ ATK เล็งปรับจำนวนวันรักษาในร.พ.จาก 10 วัน เป็น 7+3 แจ้งยา โมลนูพิราเวียร์มาไทยแล้ว เล็งใช้กลุ่มสูงวัย-โรคเสี่ยง เปรียบเทียบกับฟาวิพิราเวียร์ ยอดโควิดลด 1.9 หมื่น ATK ผลบวกอีก 1.3 หมื่น ป่วยเกินหมื่น 39 วันติด 53 จังหวัดยังเกินร้อย กทม.ให้จัดงานเลี้ยง สัมมนา ศูนย์ประชุม ห้าง ดื่มเหล้าได้ถึง 5 ทุ่ม

โอมิครอนทะลุล้านคน
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. กรมควบคุมโรค (คร.) รายงานผ่านเว็บไซต์ ระบุว่ายอดผู้ติดเชื้อ โควิด-19 เข้าข่าย หรือ ATK รวม 13,008 ราย ขณะที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด- 19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 39 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยพบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19,742 ราย สะสม 3,226,697 ราย หากนับเฉพาะการระบาดระลอกโอมิครอนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 สะสมแล้ว 1,003,262 ราย หายป่วย 24,125 ราย สะสม 2,981,413 ราย เสียชีวิต 70 ราย สะสม 23,848 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 221,436 ราย อยู่ในร.พ. 60,434 ราย อยู่ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 161,002 ราย มีอาการหนัก 1,390 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 476 ราย

ผู้เสียชีวิตมาจาก 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. 13 ราย, ชลบุรี 7 ราย, ปทุมธานี ภูเก็ต จังหวัดละ 4 ราย, สมุทรปราการ สมุทรสาคร อุบลราชธานี ปัตตานี กระบี่ จังหวัดละ 3 ราย, นครปฐม บุรีรัมย์ เชียงราย พัทลุง ราชบุรี ลพบุรี ระยอง จังหวัดละ 2 ราย และนครราชสีมา ร้อยเอ็ด ขอนแก่น สกลนคร ตาก แพร่ พิษณุโลก นครศรีธรรมราช นราธิวาส สิงห์บุรี สมุทรสงคราม ปราจีนบุรี และกาญจนบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 38 ราย หญิง 32 ราย อายุ 33-98 ปี เฉลี่ย 77 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%

53 จังหวัดป่วยเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,904 ราย 2.นครศรีธรรมราช 1,235 ราย 3.ชลบุรี 888 ราย 4.สมุทรปราการ 814 ราย 5.สมุทรสาคร 593 ราย 6.พระนครศรี อยุธยา 574 ราย 7.นครราชสีมา 569 ราย 8.นนทบุรี 541 ราย 9.นครปฐม 464 ราย และ 10.ปทุมธานี 446 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 43 จังหวัด คือ ระยอง 437 ราย, ฉะเชิงเทรา 421 ราย, ภูเก็ต 405 ราย, ขอนแก่น 390 ราย, บุรีรัมย์ 372 ราย, พัทลุง 357 ราย, ร้อยเอ็ด 348 ราย, ราชบุรี 307 ราย, สงขลา 299 ราย, กาญจนบุรี 286 ราย, เชียงใหม่ 276 ราย, อุบลราชธานี 268 ราย, สระบุรี 255 ราย, สุรินทร์ 243 ราย, สุราษฎร์ธานี 242 ราย, ปัตตานี 232 ราย, สุพรรณบุรี 228 ราย, อุดรธานี 218 ราย, สมุทรสงคราม 215 ราย, ปราจีนบุรี 210 ราย, สกลนคร 202 ราย ศรีสะเกษ 197 ราย, สตูล 186 ราย, ระนอง 185 ราย, จันทบุรี 173 ราย, พิษณุโลก 160 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 155 ราย, นครสวรรค์ 152 ราย, สระแก้ว 151 ราย, ยะลา 148 ราย, หนองคาย 147 ราย, ชุมพร 145 ราย, กระบี่ 142 ราย, นราธิวาส 142 ราย, เพชรบุรี 142 ราย, มหาสารคาม 137 ราย, กาฬสินธุ์ 135 ราย, เลย 127 ราย, สุโขทัย 125 ราย, กำแพงเพชร 123 ราย, ตาก 123 ราย, เพชรบูรณ์ 121 ราย และยโสธร 108 ราย และมีจังหวัดติดเชื้อหลักหน่วยมี 2 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน 7 ราย และลำพูน 2 ราย

ขณะที่การติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 54 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 52 ราย ใน 23 ประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางที่มีการติดเชื้อมาก เช่น เยอรมนี 7 ราย, กัมพูชา ฝรั่งเศส ประเทศละ 6 ราย, สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ประเทศละ 5 ราย ภาพรวมเข้าระบบ Test&Go 27 ราย แซนด์บ็อกซ์ 15 ราย ระบบกักตัว 9 ราย และลักลอบเข้ามา 1 ราย สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-14 มี.ค.2565 จำนวน 117,996 ราย รายงานติดเชื้อ 976 ราย คิดเป็น 0.83% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 102,345 ราย ติดเชื้อ 632 ราย คิดเป็น 0.62% แซนด์บ็อกซ์ 13,605 ราย ติดเชื้อ 299 ราย คิดเป็น 2.2% และกักตัว 2,046 ราย ติดเชื้อ 45 ราย คิดเป็น 2.2%

ด้านการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 14 มี.ค. ฉีดได้ 109,592 โดส สะสมรวม 126,267,971 โดส เป็นเข็มแรก 54,453,850 ราย คิดเป็น 78.3% ของประชากร เข็มสอง 50,002,849 ราย คิดเป็น 71.9% ของประชากร และเข็มสาม 21,811,272 ราย คิดเป็น 31.4% ของประชากร

งดปาร์ตี้ก่อนกลับสงกรานต์
ที่ศูนย์ชุมชนโครงการบ้านเอื้ออาทรนนทบุรี (วัดกู้ 2) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานพิธี Kick Off การฉีดวัคซีนโควิด 19 ในผู้สูงอายุ เพื่อต้อนรับลูกหลานกลับบ้านอย่างปลอดภัย : Save 608 by Booster ว่า สงกรานต์ปีนี้ ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนโควิด 19 ครอบคลุมจำนวนมาก แต่ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวที่ สธ.จะเร่งฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นให้มากที่สุด ดังนั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 สธ.ยินดีให้ประชาชนกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมครอบครัวและผู้สูงอายุ เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว แต่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขอให้ลูกหลานพาผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือกลุ่ม 608 เข้ารับการฉีกวัคซีนและฉีดเข็มกระตุ้น จะได้มีภูมิคุ้มกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้มีการกระจายวัคซีนไปฉีดได้ถึงระดับ รพ.สต. และจัดทีมไปฉีดถึงบ้านโดยมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลหลังการฉีด

“ลูกหลานก่อนกลับไปเยี่ยามญาติผู้ใหญ่ 1 สัปดาห์ควรทำตัวเองให้สะอาด ป้องกันตนเอง เลี่ยงการไปรับประทานข้าวนอกบ้านร่วมกับคนอื่น ไม่ไปร่วมกลุ่มคนจำนวนมาก และไม่มีปาร์ตี้ เพราะภายใน 7 วันหากทำตัวเองให้สะอาด บวกกับได้รับวัคซีนแล้วทั้งกลุ่มวัยเรียน ผู้มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุและคนทั่วไป ก็จะเพิ่มความปลอดภัย และหากพ่อแม่ ผู้สูงอายุที่บ้านได้รับวัคซีนและฉีดกระตุ้นด้วย ก็เป็นการเพิ่มล็อกป้องกัน 2-3 ชั้น” นายอนุทินกล่าว

เริ่มวันนี้‘ยูเซ็ป พลัส’
ส่วนวันที่ 16 มี.ค.2565 จะเป็นการเริ่มใช้ ยูเซ็ป พลัส โดยผู้ที่ติดโควิด 19 มีอาการสีเหลืองขึ้นไปเข้ารับการรักษาได้ฟรีใน ร.พ.ทุกแห่งเหมือนเดิม ส่วนกลุ่มอาการสีเขียว ก็ให้แยกกักตัวที่บ้าน หรือเข้ารูปแบบผู้ป่วยนอกได้ฟรีใน ร.พ.ตามสิทธิ ซึ่งเชื่อมั่นว่าระบบนี้ ทำให้มีเตียงในร.พ.เพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยที่จำเป็นได้เข้าถึงเตียง

โอมิครอนคร่าสูงวัยพุ่ง
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ถึงการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความปลอดภัยก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมากว่า ขณะนี้ ผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว โดยอายุ 1-50 ปี อัตราเสียชีวิตต่ำกว่า 0.1% ส่วนอายุ 50-60 ปี อัตราเสียชีวิต 0.3% และอายุ 70 ปีขึ้นไปประมาณ 7.5% ถือว่าค่อนข้างมาก อย่างวันนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 70 ราย พบว่า 97% เป็นกลุ่ม 608 โดย 47 ราย อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป รวมถึงเป็นผู้ป่วยติดเตียง มะเร็ง และไตระยะสุดท้าย นอกจากนี้ พบว่า 52 รายได้รับวัคซีนไม่ครบ จึงต้องเร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนในกลุ่ม 608 ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยและเสียชีวิตลงได้

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เดือนหน้าที่จะมีเทศกาลสงกรานต์ ส่วนใหญ่กลุ่ม 608 จะอยู่บ้าน และลูกหลานเดินทางกลับไปเยี่ยม ซึ่งสธ.จะเร่งดำเนินการ 2 เรื่องเพื่อสร้างความปลอดภัยกลุ่ม 608 คือ 1.สัปดาห์รณรงค์ฉีดวัคซีนกลุ่ม 608 หรือเซฟ 608 ระหว่างวันที่ 21-31 มี.ค. ซึ่งขณะนี้ฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุเข็มแรกแล้ว 83% เข็มสอง 78.8% และเข็มสามเพียง 32% โดยจะเน้นบูสเตอร์โดส แต่เข็มแรกและเข็มสองก็มาฉีดได้ โดยจะเร่งฉีดให้ได้มากที่สุด ซึ่งแต่ละจังหวัดมีการฉีดเข็มสามแล้วไม่เท่ากัน บางจังหวัดได้ 70-80% บางจังหวัดยังอยู่ที่ 20-30% ก็จะให้ได้เท่ากันคงไม่ได้ จะดูศักยภาพการฉีดใน 10 วันนี้จะฉีดอย่างไร

ลดฉีดไฟเซอร์ครึ่งโดส
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า มอบหมายให้รองปลัดสธ.วางเป้าหมายแต่ละจังหวัดให้ได้สูงที่สุด โดยดูศักยภาพการฉีดวัคซีนแต่ละวันได้เท่าไร โดยอาจให้เน้นฉีดที่ผู้สูงอายุ 70-80% ซึ่งทุกวันนี้ภาพรวมทั่วประเทศเราฉีดประมาณ 2 แสนกว่าโดส ทั้งที่เรามีศักยภาพการฉีดได้เป็นล้านโดส ผู้สูงอายุที่อาจกังวลเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีนจะมีการให้นโยบายลงไปในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 แบบครึ่งโดส ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงลงได้ ส่วนการฉีดเข็ม 4 ซึ่งเปิดให้ฉีดในประชาชนทั่วไปที่ถึงกำหนดฉีดแล้วก็จะให้ฉีดไฟเซอร์เป็นแบบครึ่งโดสได้เช่นกัน ซึ่งข้อมูลทางวิชาการก็พบว่าการฉีดครึ่งโดสภูมิคุ้มกันขึ้นดีและลดผลข้างเคียง จะได้มีความครอบคลุมมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังสามารถเลือกได้ว่าจะฉีดเต็มโดสหรือครึ่งโดส

2.การดำเนินมาตรการสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง (Self Clean Up) คือ คนที่จะเดินทางกลับไปหาพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตนเอง โดยช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางกลับควรจะต้องระมัดระวังตนเอง ไม่ไปรวมกลุ่มปาร์ตี้ พบปะผู้คนจำนวนมาก หรือเข้าไปยังสถานที่แออัด ควรอยู่กับบ้าน ก่อนเดินทางกลับก็ตรวจ ATK 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด เพราะกลับไปแล้วก็ต้องใกล้ชิดผู้สูงอายุ ก็จะลดความเสี่ยงเอาโรคไปติดผู้สูงอายุ

“สายพันธุ์โอมิครอนขณะนี้โจมตีผู้สูงอายุมาก มีการป่วยและเสียชีวิตสูง แต่บางส่วนก็ไม่ได้เสียชีวิตจากโควิด เป็นการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่แล้ว จะเห็นว่าที่เสียชีวิตที่ไม่มีปอดอักเสบ 30% โดยหากฉีดวัคซีนครอบคลุมกลุ่มนี้ได้ดี ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ ก็น่าจะควบคุมการเสียชีวิตได้ โดย คร.กำลังคำนวณเป้าหมายลดอัตราเสียชีวิต ซึ่งหากฉีดเข็มสามผู้สูงอายุได้ถึง 50-60% การลดเสียชีวิตจะไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนการฉีดที่เพิ่มขึ้น แต่จะลดการเสียชีวิตได้แบบทวีคูณ” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ย้ำเกณฑ์อาการโควิด
นพ.เกียรติภูมิกล่าวถึงนโยบาย UCEP Plus ผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาการสีเหลือง สีแดง เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินรักษาโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.ว่า ยูเซ็ปพลัสเป็นวิธีการเบิกจ่ายเงินเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากผู้ติดเชื้อโควิดกลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยก็จะเหมือนกับการป่วยโรคอื่นทั่วไปที่ไปรับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิสุขภาพของตนเองได้ฟรี ซึ่งยังใช้ระบบรักษาที่บ้าน/ชุมชน (เอชไอ/ซีไอ) และฮอสพิเทล ได้เช่นเดิม เพียงแต่เข้าไปยังทุกโรงพยาบาลไม่ได้ตามเดิม เนื่องจากไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินแล้ว ซึ่งเราลดภาวะฉุกเฉินอาการสีเขียวลง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการสีเหลือง สีแดงยังถือว่าฉุกเฉิน ไปได้ทุกร.พ. ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ก็กำหนดลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อโควิดกลุ่มสีเหลืองและแดงแล้ว ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจมากขึ้น

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้เชิญร.พ.เอกชนต่างๆ เข้ามาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องยูเซ็ปพลัสแล้ว ซึ่งร.พ.เอกชนก็ให้บริการ ผู้ป่วยนอกแบบ (โอพีดี) เจอ แจก จบ ได้เช่นกัน ซึ่งทางกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ทำอัตราเบิกจ่ายสำหรับเจอ แจก จบ แล้ว รายละ 1 พันบาท และค่าบริการหลังติดตาม 48 ชั่วโมงอีกรายละ 300 บาท ซึ่งดูแลแบบผู้ป่วยนอกถือว่าทำได้ง่ายและปิดเคสได้เร็ว

เล็งลดรักษา 7+3 วัน
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สำหรับการรักษา โควิดในร.พ.นั้น ต่างประเทศมีการกำหนดระยะเวลารักษาทั้ง 3 วัน 5 วัน ส่วนประเทศ ไทยใช้เวลา 10 วัน ซึ่งจะหารือปรับลดเป็น 7 บวก 3 โดยการปรับลดลงมา ยืนยันว่าต้องมีความปลอดภัย เนื่องจากโรคเริ่มเบาแล้ว แนวโน้มการติดเชื้อก็เป็นไปตามฉากทัศน์ที่คาดการณ์ฉากไว้ สำหรับยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขณะนี้ยาโมลนูพิราเวียร์เข้ามาแล้ว ช่วงแรกกรมการแพทย์จะใช้ในกลุ่ม 608 เป็นหลัก แต่ได้เสนอให้นำมาใช้ในกลุ่มคนทั่วไปด้วย เพื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ใช้อยู่ เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งจัดหายาโมล นูพิราเวียร์จากจีนและอินเดียในราคาที่พอเหมาะกับการจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ ส่วนยาแพกซ์โลวิดก็กำลังจะเข้ามา

ย้ำเกณฑ์แบ่งสีผู้ป่วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สบส.ได้จัดทำลักษณะอาการของผู้ป่วยโควิด-19 แต่ละกลุ่มอาการ ดังนี้ 1.ผู้ป่วยสีเขียว อาการ ได้แก่ ไม่มีอาการ มีไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่รับกลิ่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง มีผื่น ถ่ายเหลว กลุ่มนี้รักษาฟรีในร.พ.ตามสิทธิ์ทั้งบัตรทอง ข้าราชการ และประกันสังคม กรณีทำงานต่างพื้นที่เข้าร.พ.เครือข่ายสิทธิสุขภาพได้ การรักษาให้กักตัวที่บ้าน เอชไอ ในชุมชน ซีไอ และโครงการเจอ แจก จบ ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน

2.ผู้ป่วยสีเหลือง อาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เด็กมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ไม่ดื่มนม หรือทานอาหารน้อยลง กลุ่ม 608 ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ อ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม การรักษาคือ รักษาฟรีในร.พ.ตามสิทธิ หรือ ยูเซ็ปพลัส ฟรีทุกร.พ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และ 3.ผู้ป่วยสีแดง อาการหอบเหนื่อย พูดไม่เป็นประโยคขณะสนทนา แน่นหน้าอก หายใจเจ็บหน้าอก ปอดอักเสบรุนแรง มีภาวะช็อก มีภาวะโคม่า ซึมลง มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 24 ชั่วโมง และค่าออกซิจนน้อยกว่า 94% รักษาฟรีในร.พ.ตามสิทธิ หรือใช้สิทธิ ยูเซ็ปพลัส รักษาฟรีทุกร.พ.ทั้งภาครัฐและเอกชน

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยขอคนไทยอย่าเพิ่งกังวล การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนที่แยกย่อยเป็นหลายๆ สายพันธุ์ย่อยนั้น แม้ว่าจะทำให้มีการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่พบสัญญาณเรื่องของความสามารถในการแพร่เชื้อ ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงยังเป็นวิธีการป้องกันที่สำคัญเพื่อลดการติดเชื้อและลดอัตราความรุนแรงของโรค

อนุมัติ 3.45 หมื่นล.จ่ายรพ.
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2565 รอบที่ 2 วงเงิน 34,528 ล้านบาท ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเป็นค่าบริการสาธารณสุขโรคโควิด-19 และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องของหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลที่ให้บริการแล้วระหว่างเดือนธันวาคม 2564-กุมภาพันธ์ 2565 โดยใช้งบประมาณจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ซึ่งโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในไทย หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลที่จัดบริการสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนและผู้ให้บริการสาธารณสุขทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้สปสช.ประมาณการค่าบริการสาธารณสุขในช่วงเดือนมี.ค.-ก.ย.2565 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ยูเซ็ปพลัส และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมกับการเร่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ยูเซ็ปพลัส ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 16 มี.ค.

ซื้อฟาวิพิราเวียร์ 17 ล้านเม็ด
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า ครม.อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการจัดหาเวชภัณฑ์ยาและขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ : กรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 ระยะการระบาดระลอกเม.ย. 2564 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ตามที่สธ.เสนอ

สาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนแปลงรายการจัดซื้อเวชภัณฑ์ยาจากยาโมลนูพิราเวียร์ ตามโครงการแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ฯ 50,000 โดส เป็นยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 17,065,457 เม็ด และยาเรมเดซิเวียร์) จำนวน 5,166 ขวด เนื่องจากแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคโควิด-19 กำหนดให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ทั้งที่ไม่มีอาการปอดอักเสบหรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย โดยมีอัตราการใช้ยาร้อยละ 87 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งหมด และสำหรับยาเรมเดซิเวียร์ ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงแต่มีข้อห้ามในการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ โดยมีอัตราการใช้ยา ร้อยละ 2 ของผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมด พร้อมปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการ และขยายระยะเวลาการดำเนินการตามโครงการ จากเดิมระยะเวลาดำเนินการต.ค.-ธ.ค.2564 เป็นต.ค.-ก.ย.2565

“สธ.เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงมีความต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องสำรองยาดังกล่าวไว้ให้เพียงพอสำหรับรักษาผู้ป่วย รวมถึงมีความจำเป็นต้องปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการปรับระยะเวลาการดำเนินโครงการเพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดหาเวชภัณฑ์ยาเพื่อดูแลประชาชนได้ตามแผนงานและสอดคล้องกับเวชปฏิบัติในปัจจุบัน” น.ส.ไตรศุลีกล่าว

ลำปางป่วยพุ่งอีก 665 คน
ส่วนสถานการณ์ โรคโควิดในจังหวัดต่างๆ ที่จ.ลำปาง นายสิธิชัย จินดาหลวง ผวจ.ลำปาง พร้อมด้วย นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ลำปาง เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 665 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อยืนยันตรวจด้วย RT-PCR 83 ราย เป็นผู้ติดเชื้อเข้าข่ายตรวจด้วย ATK 582 ราย โดยพบผู้ป่วยที่อ.เมืองมากที่สุด 399 ราย และเสียชีวิต 1 ราย สาเหตุการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อมาจากการรวมกลุ่มงานแต่งงาน งานสังสรรค์เลี้ยงรุ่น งานศพ ทั้งคนในพื้นที่และต่างพื้นที่มาร่วมงาน

สงขลาจี้ฉีดเข็ม 3
รายงานจากเครือข่ายสาธารณสุข จ.สงขลา เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิดในพื้นที่จ.สงขลายังน่าวิตก พบว่ามีผู้เสียชีวิตและมีอาการรุนแรงและอาการรุนแรงปานกลางในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็ม 3 มากเป็นอันดับหนึ่ง และรองลงมาคือกลุ่มที่ปฏิเสธไม่รับวัคซีนป้องกันโรค

จากการติดตามและประเมินผลวันที่ 14 มี.ค.พบว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดเข็ม 2 มีจำนวน 1,080,972 คน แต่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็ม 3 มากถึง 713,502 คน ซึ่งที่ฉีดวัคซีนครบ 3 เดือนแล้วประมาณ 500,000 คน อีก 200,000 คน ยังไม่ครบกำหนด ทั้งๆ ที่เครือข่ายสาธารณสุขให้บริการอยู่ทุกวันทำการ บางวันแทบไม่มีผู้เข้าขอรับบริการ

ด้าน สสจ.สงขลารายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่จาก RT-PCR จำนวน 299 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต จำนวนติดเชื้อสะสมระลอกใหม่ 11,951 คน เสียชีวิตสะสม 35 คน นอนรักษาตัว 1,200 กว่าคน และมีการตรวจหาเชื้อวันหนึ่งประมาณ 7-8 พันคนทุกวัน

โคราชยังคุม 14 คลัสเตอร์
ด้านนายแพทย์วิชาญ คิดเห็น รองนายแพทย์สสจ. นครราชสีมา ชี้แจงว่า พบผู้ป่วยเพิ่ม 1,483 ราย รวมป่วยสะสม 34,066 รักษาหาย 22,514 ราย รักษาอยู่ 11,498 ราย เสียชีวิตสะสม 54 ราย โดยสาเหตุการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการกิจกรรมทางสังคมทั้งงานบุญ งานกุศลและการนัดพบปะระหว่างเครือญาติและกลุ่มเพื่อนเพื่อร่วมรับประทานอาหารและเลี้ยงสังสรรค์ ทำให้เชื้อได้ลุกลามเข้าสู่ชุมชนแพร่ระบาดเข้าสถานศึกษา โรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นและเป็นนิวไฮอีกครั้ง โดยมี 14 คลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดดังนี้

1.โรงงานปรินเตอร์แคนนอน อ.สูงเนิน ป่วยสะสม 122 ราย 2.บริษัท โตคูมิ อิเล็กทรอนิกส์ไทย จำกัด อ.สีคิ้ว 86 ราย 3.บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง ลูกจ้างโรงงานแป้งมันสำปะหลัง 126 ราย 4.สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งบ้านเมตตา อ.เมือง 96 ราย 5.บ้านหนองแวง หมู่ 12 ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว 50 ราย 6.บ้านหนองเม็กน้อย หมู่ 10 ต.แก้งสนามนาง อ.แก้งสนามนาง 24 ราย

7.ต.ไพล อ.ลำทะเมนชัย เชื้อขยาย 5 วง ผู้ป่วยมีทั้งครู นักเรียนและชุมชนสะสม 21 ราย

8.บ้านปอแดง หมู่ 4 ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย 36 ราย 9.โรงเรียนมัธยมบัวลาย อ.บัวลาย 19 ราย 10.งานบุญฉลองอัฐ ต.กระทุ่มราย อ.ประทาย 118 ราย 11.งานศพ หมู่ 8 ต.หันห้วยทราย อ.ประทาย 25 ราย

12.งานศพ หมู่ 12 ต.ตลาดไทร อ.ประทาย 17 ราย 13.ต.นางรำ อ.ประทาย 15 ราย และ 14.โรงเรียนคมเพ็ด ต.หันห้วยทราย อ.ประทาย 14 ราย

มุกดาหารนิวไฮ 570 คน
ที่สสจ.มุกดาหาร แจ้งว่า พบผู้ป่วยใหม่รวม 570 ราย เป็นการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มสูงสุด โดยแยกเป็นการตรวจพบ ATK พบผลบวก 513 ราย และ RT-PCR อีก 57 ราย ปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันสะสมรวมทั้งสิ้น 10,637 ราย อยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล 150 ราย รักษาตัวด้วยระบบกักตัวในชุมชน 383 ราย และแยกกักตัวอยู่บ้าน 2,876 ราย

กทม.ให้ดื่มถึง 5 ทุ่ม
ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ตามมมีติที่ประชุม ครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 14 มี.ค. มีคำสั่งให้การบริการเพื่อการจัดประชุม สัมมนา หรือการจัดงานในโรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่จัดนิทรรศการ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ สถานที่ให้บริการห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน อนุญาตให้มีการบริโภคสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ในเฉพาะสถานที่ที่ผ่านการตรวจมาตรฐานระดับ SHA PLUS ในเวลาไม่เกิน 23.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.เป็นต้นไป โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัย รวมถึงแนวปฏิบัติที่สธ. ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กำหนดอย่างเคร่งครัด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน