ศบค.ชี้ขาดศุกร์นี้ตายโควิดอีก70คึกคักยูเซ็ปพลัส
ศบค.ชุดใหญ่ประชุมศุกร์นี้ สธ.ชงปรับโควิดเป็นโรคประจำถิ่น พร้อมผ่อนปรนเข้าประเทศ เลิกตรวจพีซีอาร์ก่อนเดินทาง72 ช.ม. เหลือแค่มาถึงแล้วตรวจพีซีอาร์อย่างเดียว ลดเงินวงประกันเหลือแค่ 1 หมื่นเหรียญ เล็งผ่อนคลายให้ ‘ผับ บาร์ คาราโอเกะ’ เปิดได้ แต่ต้องเข้มงวด พนักงาน คนใช้บริการต้องฉีด 3 เข็ม หรือ 2 เข็มภายใน 3 เดือน งดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เชียร์เบียร์ เล็งยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เตรียมใช้พรบ.โรคติดต่อคุม โควิดแทน ขณะที่ติดเชื้อรายวัน 2.3 หมื่น ตาย 70 ราย ยอดหายป่วยทะลุ 3 ล้านแล้ว
ป่วยเกินหมื่น 40 วันติด-ตายอีก 70
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 40 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยวันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ 23,945 ราย ติดเชื้อสะสม 3,250,642 ราย หายป่วยเพิ่ม 23,339 ราย หายป่วยสะสม 3,004,752 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 70 ราย เสียชีวิตสะสม 23,918 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 221,972 ราย อยู่ในร.พ. 63,380 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI CI 158,592 ราย มีอาการหนัก 1,401 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 507 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 70 ราย มาจาก 34 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ตาก สุราษฎร์ธานี ตราด จังหวัดละ 4 ราย, สมุทรปราการ กำแพงเพชร จันทบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี จังหวัดละ 3 ราย, กทม. นครปฐม ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุดรธานี ชัยภูมิ เลย พังงา กระบี่ ปัตตานี กาญจนบุรี นครนายก สระแก้ว ระยอง จังหวัดละ 2 ราย และสมุทรสาคร สกลนคร กาฬสินธุ์ อุบลราช ธานี เชียงใหม่ แพร่ นครศรีธรรมราช ชุมพร สตูล ชลบุรี และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 34 ราย หญิง 36 ราย อายุ 1-98 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 99%
60 จว.ติดเชื้อเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,457 ราย 2.นครศรีธรรมราช 1,440 ราย 3.ชลบุรี 1,320 ราย 4.สมุทรปราการ 886 ราย 5.สมุทรสาคร 678 ราย 6.ฉะเชิงเทรา 617 ราย 7.ราชบุรี 554 ราย 8.พระนครศรีอยุธยา 548 ราย 9.สงขลา 500 ราย และ 10.ปทุมธานี 473 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 50 จังหวัด
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 155 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 48 ราย ใน 27 ประเทศ ส่วนใหญ่ติดเชื้อประเทศละ 1-4 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 34 ราย แซนด์บ็อกซ์ 5 ราย ระบบกักตัว 6 ราย และลักลอบเข้ามา 3 ราย จากกัมพูชา 1 ราย และเมียนมา 2 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-15 มี.ค.2565 จำนวน 125,201 ราย รายงานติดเชื้อ 1,018 ราย คิดเป็น 0.81% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 109,059 ราย ติดเชื้อ 666 ราย คิดเป็น 0.61% แซนด์บ็อกซ์ 13,983 ราย ติดเชื้อ 304 ราย คิดเป็น 2.17% และกักตัว 2,159 ราย ติดเชื้อ 48 ราย คิดเป็น 2.22%
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 15 มี.ค. ฉีดได้ 163,264 โดส สะสมรวม 126,431,235 โดส เป็นเข็มแรก 54,518,641 ราย คิดเป็น 78.4% ของประชากร เข็มสอง 50,018,994 ราย คิดเป็น 71.9% ของประชากร และ เข็มสาม 21,893,600 ราย คิดเป็น 31.5% ของประชากร
ชงศบค.ผ่อนปรนเข้าประเทศ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้เป็นไปตามฉากทัศน์ที่วางไว้ว่า ช่วงกลางมี.ค.การติดเชื้อจะเริ่มชะลอตัว แต่จะไม่ลดลงฮวบ เนื่องจากเราใช้มาตรการคล้ายการกั้นน้ำ ทำให้น้ำค่อยๆ เอ่อล้นและเริ่มลดลง สำหรับสายพันธุ์โอมิครอนนั้น ข้อมูลจากนักวิชาการ จากทั้งร.พ.ศิริราชและต่างประเทศระบุว่าอยู่ในช่วงกลางๆ และกำลังจะเข้าสู่ขาลง อย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็เริ่มลงแล้ว เนื่องจากเชื้ออ่อนแรงลง ฉีดวัคซีนครอบคลุมเพิ่มขึ้น และมีคนติดเชื้อไปมากแล้ว ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยถือว่าค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างมาเลเซียก็ติดเชื้อใหม่และสะสมมากกว่าไทย
นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมศบค.ชุดใหญ่ ที่นัดหมายวันที่ 18 มี.ค. 2565 ทางสธ.เตรียมเสนอผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศระบบ Test&Go เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ จากเดิมกำหนดว่า ผู้เดินทางจะต้องมีผลตรวจเชื้อเป็นลบด้วยวิธี RT-PCR ใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และมาถึงแล้วให้ตรวจ RT-PCR ซ้ำอีกครั้งทันที ก็เสนอว่าไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR ใน 72 ชั่วโมงแล้ว เหลือเพียงการตรวจครั้งเดียวเมื่อมาถึงไทย และตรวจ ATK ด้วยตนเองซ้ำอีกครั้งในวันที่ 5 ของการเดินทาง ขณะที่วงเงินประกันสุขภาพผู้เดินทางเดิมกำหนด 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ก็เหลือ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราคำนวณจากค่าเฉลี่ยการรักษาพยาบาล ตอนนี้โรคเบาลงแล้ว จากเดิมเราเฉลี่ยค่ารักษา 1 ล้านบาทต่อราย ตอนนี้ก็เหลือเพียง 2 หมื่นบาทต่อราย
เล็งยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า นอกจากนี้ จะรายงานต่อศบค.ชุดใหญ่ ถึงแผน Approach to Endemic หรือการปรับโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น เนื่องจากการจะเข้าสู่โรคประจำถิ่นจะมีผลต่อการควบคุมโรค การดูแลรักษา สังคมและกฎหมาย ศบค.จึงต้องรับทราบเพราะดูแลเรื่องสังคมและกฎหมาย ส่วนเรื่องการแพทย์ก็อยู่ในส่วนของสธ.อยู่แล้ว ซึ่งต้องพิจารณามิติทางสังคมและการแพทย์ให้สมดุลกัน เนื่องจากมีการออกมาตรการทางสังคมและกฎหมายหลาย 10 ฉบับในช่วงการระบาด จึงต้องปรับกฎหมายเข้าสู่ปกติ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลก็เตรียมการปรับเป็นการใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อ ที่มีเรื่องของการบริหารในภาวะฉุกเฉิน โดยเตรียมไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อให้สอดรับกับแผนที่จะทำให้โควิดเป็น Post Pandemic หรือพ้นการระบาดใหญ่
“การปรับเราต้องทำแบบขั้นบันได โดยในช่วง 4 เดือนนี้ จะเป็นแผน 3 เฟส + 1 ทำให้เกิดเป็น Post Pandemic ที่ไม่มีการระบาดใหญ่อยู่ในช่วงปลอดภัย ส่วนการทำให้เป็น Endemic อาจต้องดูการประกาศจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งหมดต้องอยู่ในเงื่อนไขว่า ไวรัสไม่มีการกลายพันธุ์รุนแรงเข้ามา โดยต้องทำอย่างมีสเต็ป ไม่ใช่ว่า 4 เดือนแล้วจะเปิดหน้ากาก มีกิจกรรมสังคมเต็มที่ อาจตั้งเป้าหมายอย่างเรื่องการใส่หน้ากาก ก็สนับสนุนให้คนป่วยใส่หน้ากาก ส่วนคนทั่วไปก็ผ่อนคลายมากขึ้นอาจไม่ใส่ในพื้นที่เปิดโล่ง เช่นสวนสาธารณะอาจจะเป็นแห่งแรกที่ไม่ต้องสวมหน้ากากเพื่อให้ชีวิตเป็นปกติ ส่วนกิจกรรมรวมกลุ่มก็อาจผ่อนคลายให้รวมตัวมากขึ้น เช่น สนามกีฬา คอนเสิร์ต เป็นต้น แต่ต้องมีมาตรการป้องกันอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคลัสเตอร์ใหญ่” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ตรวจยืนยัน – ประชาชนจำนวนมากทั้งกลุ่มเสี่ยงสูง และผู้ที่ตรวจด้วยเอทีเคมีผล เป็นบวก เดินทางมารับบริการตรวจโควิดเพื่อยืนยันแบบ RT-PCR อีกครั้งที่จุดตรวจโควิด-19 ของโรงพยาบาลตราด เมื่อวันที่ 16 มี.ค.
ลุ้นเปิด‘ผับ-บาร์-โอเกะ’
รายงานข่าวระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค.นี้ เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. จะประชุมศบค.ชุดใหญ่ ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยมีวาระที่สำคัญในการหารือเพื่อเตรียมผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม กรณีมาตรการการเดินทางเข้าประเทศ ในเรื่องการตรวจหาเชื้อ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอ และจะรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ขณะนี้ไม่มีอะไรที่น่ากังวล แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อ และ ผู้เสียชีวิตจะมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกวัน แต่จะไม่ส่งผลต่อการพิจารณาที่กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นแต่อย่างใด
ส่วนจะยังคงเดินหน้าเพื่อประกาศให้ โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ในวันที่ 1 ก.ค.65 นี้หรือไม่ต้องรอที่ประชุมศปก.ศบค. ที่จะหารือในวันที่ 17 มี.ค. สรุปเบื้องต้นก่อนที่จะเสนอเข้าที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นอย่างเป็นทางการแล้ว ก็เชื่อว่าการคลายล็อก เพื่อจะประกาศให้ โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่จึงมีความเป็นไปได้สูง
สำหรับกรณีมีการเรียกร้องให้คลายล็อกเพื่อผ่อนมาตรการ โดยการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะนั้น มีข้อเสนอที่จะให้ศบค.ชุดใหญ่มีการพิจารณาผ่อนคลาย ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่จะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวในที่ประชุมศปก.ศบค.ก่อน เพื่อกลั่นกรองเรื่อง ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะเสนอมาตรการดังกล่าวเข้าที่ประชุมชุดศบค.ใหญ่หรือไม่
ให้นักร้อง-นักดนตรีฉีด 3 เข็ม
รายงานข่าวจากทำเนียบแจ้งว่า ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการพิจารณาร่างมาตรการเข้มงวดด้านสาธารณสุขในการป้องกันโควิด สำหรับสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะที่จะเสนอที่ประชุมศปก.ศบค.ในวันพฤหัสฯ ที่ 17 มี.ค. ได้พิจารณา ก่อนเสนอที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค. เพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการและสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ โดยสถานประกอบการต้องประเมินผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid 2Plus ของกรมอนามัย จากนั้นให้ขออนุญาตเปิดดำเนินการต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดต่อไป
นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมในการควบคุมโรค กำหนดให้นักร้อง นักดนตรี พนักงาน ต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม หรือได้รับวัคซีน 2 เข็มภายใน 3 เดือน ตรวจ ATK ทุก 3 วัน และปฏิบัติการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ขณะที่ผู้ใช้บริการต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม หรือได้รับวัคซีน 2 เข็มภายใน 3 เดือนเช่นกัน และ ให้แสดงผล ATK ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง อย่างไรก็ตามข้อเสนอ ดังกล่าว ยังกำหนดให้งดจัดพื้นที่เต้นรำส่วนกลางงดบริการเครื่องดื่มที่มีการใช้แก้วเดียวกัน งดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการให้บริการสัมผัสใกล้ชิด เช่นพนักงานบริการนั่งดริงก์ หรือเอ็นเตอร์เทนลูกค้า พนักงานเชียร์เบียร์ รวมถึงการให้บริการนวดสัมผัสในห้องน้ำ
แจงรักษา‘บัตรทอง-ยูเซ็ป พลัส’
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มการใช้ โควิด ยูเซ็ป พลัส โดยผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเหลืองและแดงยังสามารถเข้ารักษาพยาบาลได้ทุกแห่งจนหาย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนกลุ่มอาการสีเขียวเข้ารักษาฟรีในร.พ.ตามสิทธิ ทั้งนี้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง หากตรวจ ATK เป็นบวกและอยู่ในกลุ่มสีเขียว คือไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย เช่นมีไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียส, ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส, เจ็บคอ ไอ/มีน้ำมูก มีผื่น ถ่ายเหลว ตาแดง เข้ารักษาตามแนวทางใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน หรือ เจอ แจก จบ (OPSI) หรือรักษาที่บ้าน (HI) ตามดุลพินิจของแพทย์ โดยให้ไปรับการรักษาที่ร.พ.ตามสิทธิ ซึ่งในส่วนของสิทธิบัตรทอง นอกจากหน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียน ยังสามารถเข้ารักษาในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ เช่น สถานีอนามัย รพ.สต. หน่วยบริการปฐมภูมิของ ร.พ. ศูนย์สุขภาพชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น เป็นต้น โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ระหว่างดูแลที่บ้าน หากอาการเปลี่ยนแปลง เป็นสีเหลือง/แดง สถานพยาบาลที่ดูแลจะส่งต่อไปร.พ.ที่ดูแลได้ต่อไป โดยใช้สิทธิ ยูเซ็ป พลัส ได้
“ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ หลังยกเลิก ยูเซ็ป โควิดกลุ่มสีเขียว จะทำให้ร.พ.หรือคลินิกเอกชนที่อยู่นอกเครือข่ายหน่วยบริการของสปสช. ไม่สามารถเบิกเงินชดเชยบริการผู้ติดเชื้อโควิดกลุ่มสีเขียวแบบผู้ป่วยนอกและ HI ได้ ดังนั้น เพื่อให้หน่วยบริการเหล่านี้ยังดูแลผู้ติดเชื้อโควิดต่อโดยที่ประชาชนไม่ถูกเรียกเก็บเงิน สปสช.ได้เตรียม 3 แนวทางรองรับ ทั้งการให้สมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการเฉพาะด้านโควิดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, เบิกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 7 ระบบฉุกเฉิน และการออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ โดยกำหนดให้เบิกค่าใช้จ่ายแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน ตามนโยบาย เจอ แจก จบ” นพ.จเด็จกล่าว
สำหรับผู้ติดเชื้อโควิดสิทธิบัตรทองที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, โรคประจำตัว 7 โรค (โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, หัวใจและหลอดเลือด, ไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90 ก.ก., มะเร็ง, เบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์) เด็กอายุ 0-5 ขวบ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง โทร.มาที่สายด่วน สปสช. 1330 กด 18 เพื่อเข้าระบบการรักษาตามแนวทางการคัดกรอง เนื่องจากต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ส่วนผู้ติดเชื้อโควิดสิทธิประกันสังคม ให้ไปร.พ.ที่ลงทะเบียนไว้ (กรณีอยู่ต่างพื้นที่เข้าร.พ.เครือข่ายประกันสังคมได้) และสิทธิข้าราชการ เข้ารักษาได้ที่สถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง โดยการรักษาจะเป็นไปตามแนวทางใหม่ของสธ.เช่นกันคือ เจอ แจก จบ หรือ HI
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดบริการยูเซ็ป พลัส ว่า วันที่ 16 มี.ค.นี้ เป็นวันแรกในการเปิดบริการการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 หรือยูเซ็ป พลัส ตามที่ครม.มติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณีผู้ป่วยโควิด- 19 แบบยูเซ็ป โดยผู้ติดเชื้ออาการสีเหลือง และสีแดง สามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ทุกแห่งจนหายป่วย ไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากอาการรุนแรงขึ้นจำเป็นต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่นในเครือข่าย จะไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากผู้ป่วยหรือญาติประสงค์จะไปรักษาที่โรงพยาบาลนอกเครือข่าย จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ส่วนผู้ป่วยอาการสีเขียว จะให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากอาการเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีแดง สามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่นโดยใช้สิทธิยูเซ็ป พลัส ได้เช่นกัน
นายธนกรกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับทุกส่วนราชการที่เกื่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน รวมไปถึงหน่วยบริการสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าใจการเข้าถึงสิทธิยูเซ็ป อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดทำเกณฑ์การประเมินคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กรณีโรคโควิด 19 ไว้ตามอาการต่างๆ โดยผู้ป่วยที่ตรวจ ATK หรือ RT-PCR มีผลเป็นบวก ร่วมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น 1.ภาวะหัวใจหยุดเต้น มีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ หายใจลำบากเฉียบพลัน มีภาวะช็อก มีภาวะโคม่า 2.มีอาการไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส มากกว่า 24 ชั่วโมง หรือหายใจเร็วมากกว่า 25 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ หรือออกซิเจนในเลือดเมื่อแรกรับน้อยกว่า 94% หรือมีระดับออกซิเจนลดต่ำลงกว่าภาวะปกติ 3% เมื่อออกแรงหรือโรคประจำตัวเปลี่ยนแปลงรุนแรง หรือผู้ป่วย มีความเสี่ยงสูงตามดุลยพินิจของแพทย์ 3.มีอาการอื่นร่วมด้วย คือ เหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรงหรือโรคร่วม เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรังอื่นๆ โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะอ้วน หญิงตั้งครรภ์ ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่ำหรือตามดุลพินิจของผู้คัดแยก โดยการใช้สิทธิ สามารถโทร.แจ้ง 1669 โรงพยาบาลจะประเมินอาการและรักษาเบื้องต้น และกรอกรายละเอียดอาการผ่านโปรแกรม PA ของสพฉ. หากเข้าเกณฑ์ยูเซ็ป พลัส จะสามารถใช้สิทธิได้ทันที
พบคลัสเตอร์งานศพสูง 56%
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วยดร.อัมพร จันทวิบูลย์ นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย และนางประเสริฐ ท้วมมา ประธานอสม. อ.เมือง จ.นนทบุรี ร่วมแถลงข่าวชุมชนปลอดภัย จัดงานปลอดโควิด ด้วยมาตรการ COVID Free Setting
นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ติดเชื้อยังมากกว่า 2 หมื่นคนต่อวัน ยังพบการระบาดแบบคลัสเตอร์จากการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2564 – 15 มี.ค. 2565 พบคลัสเตอร์จากการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มคนในชุมชน พบสูงสุดช่วงก.พ. พบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจ.กาญจนบุรี สัดส่วนประเภทกิจกรรม พบในงานศพสูงสุด 56% งานแต่งงาน 23% งานบุญ 16% งานบวช 5% สอดคล้องกับการสำรวจอนามัยโพล วันที่ 1-15 มี.ค. 2565 การพบเห็นเหตุการณ์หรือความเสี่ยงในบริเวณที่พักอาศัย เกือบ 1.8 หมื่นคน โดย 27% พบการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มในชุมชนอย่างแออัด ไม่เว้นระยะห่าง ไม่สวมหน้ากาก และ 24% พบการรวมกลุ่ม ตั้งวงดื่มเหล้า หรือเล่นการพนัน แสดงว่ามีการละเลยมาตรการในการจัดงาน ทั้งนี้ สามารถจัดงานได้ หากทำตามมาตรการ COVID Free Setting เพื่อความปลอดภัยจากโควิด
“ความเสี่ยงการแพร่โควิดจากการกิจกรรมในชุมชน พบพฤติกรรมสำคัญคือ 1.การรวมกลุ่มคนจำนวนมากที่แออัด มาจากหลากหลายพื้นที่ แต่ละคนมีความเสี่ยงต่างกัน 2.ดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเมาสูญเสียสติเพิ่มโอกาสมีพฤติกรรมเสี่ยง และ 3.มาตรการส่วนบุคคล ย่อหย่อน อาจประมาทเห็นคนกันเองน่าจะปลอดภัย เช่น กินอาหารร่วมกัน ตะโกนเชียร์ ร้องเพลง ตั้งวงเล่นพนัน ถอดหน้ากากเป็นระยะในการจัดงาน จึงต้องเน้นย้ำมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงอาการจากสายพันธุ์โอมิครอนและรับวัคซีน คนติดเชื้ออาจไม่มีอาการหรืออาการน้อยมาก” นพ.สุวรรณชัยกล่าวและว่า การจัดงานในชุมชนให้เกิดความเรียบร้อย ปลอดภัยจากโควิด มาตรการทางสังคมที่มีกลไกของชุมชน ทั้ง อสม. ผู้นำชุมชน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้พื้นที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ย้ำจัดงานแบบ ‘3 ป’ ลดเสี่ยง
ดร.อัมพรกล่าวว่า แนวทางจัดงานปลอดภัยใช้วิธี 3 ป คือ 1.ประเมิน พิจารณาจากความเสี่ยงจัดงาน 4 เรื่อง คือ 1.ความหนาแน่นคนร่วมงาน ระยะห่าง 2.กิจกรรมในงานที่ต้องใช้เสียง 3.การเปิดหน้ากาก เช่น กินข้าว ร้องเพลง เปิดหน้าถ่ายรูป และ 4. การระบายอากาศ หากพบ 2 ใน 4 ถือว่างานมีความเสี่ยง นำมาสู่ 2.ปรับ ใช้หลักเกณฑ์ COVID Free Setting 3 ด้าน คือสิ่งแวดล้อม เจ้าภาพหรือออร์แกไนซ์เลือกสถานที่ระบายอากาศดี ลดจุดเสี่ยงต่างๆ ทำความสะอาดจุดเสี่ยง เพิ่มอุปกรณ์ล้างมือให้เพียงพอ กิจกรรมที่เสี่ยงอาจต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสม หรือจำกัดจำนวนคนเข้าร่วม ส่วนคนจัดงานและคนร่วมงาน เน้นมีความปลอดภัย รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ประเมินตนเองว่าเสี่ยงหรือไม่ หรือใช้ ATK ตรวจ หากไปร่วมงานให้ใส่หน้ากาก พกแอลกอฮอล์เจล ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน หลังร่วมงานเฝ้าระวังตัวเอง 10 วัน และ 3.ปฏิบัติ ผู้จัดงาน ประเมินตนเองผ่าน Thai Stop COVID 2Plus ว่าสถานที่กิจกรรมเป็นอย่างไร ถ้าผ่านก็เริ่มจัดงาน
“เมื่อประเมินแล้วว่าจัดได้ปลอดภัยตามประเมินก็แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อแจ้งหน่วยปฏิบัติการในตำบลทราบว่าจัดงาน ก็จะได้นำอสม.มาช่วยกันกำกับให้เกิดการปฏิบัติก็จะจัดงานได้ปลอดภัย”
จี้ยกเลิก RT-PCR ก่อนเข้าไทย
ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศ ปัจจุบันถือว่าทรงตัวและคาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น หลายประเทศต้องการให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น เช่นในยุโรปบางประเทศติดเชื้อใหม่วันละหลายหมื่นราย แต่ก็เริ่มมีการประกาศผ่อนคลาย เพราะมั่นใจว่าสายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดมากว่า 2 เดือนมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา แม้จะมีการติดเชื้อและแพร่ระบาดเร็วกว่า เช่นเวียดนามที่ประกาศเรื่องโรคประจำถิ่น โดยเร่งจากกำหนดการเดิม แม้จะมีการระบาดมากถึง 1-2 แสนคนต่อวัน เพราะจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมกับเดินหน้าเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ไทยควรประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นเร็วขึ้น พร้อมทยอยผ่อนผันมาตรการต่างๆ รวมถึงผ่อนคลายการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับมาตรการทางสาธารณสุขก็สามารถปรับระดับได้ตามสถานการณ์เป็นระยะๆ โดยเอกชนพร้อมจะหารือร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปิดประเทศกลับมาได้เร็วขึ้น
“รัฐบาลควรเริ่มผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศระบบ Test and go โดยไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR ใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางเข้าประเทศ แต่ให้ตรวจ RT-PCR 1 ครั้ง ในวันที่เดินทางมาถึงประเทศไทย และควรลดการกรอกข้อมูลลงระบบ Thailand Pass เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทาง ซึ่งหลายประเทศก็ได้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าจะสร้างบรรยากาศในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศได้มากขึ้น หากการประชุมศบค.ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค. มีการประกาศออกมาก็จะสร้างความชัดเจนให้ผู้มีแผนเดินทางด้วย การผ่อนคลายมาตรการเพื่อการเปิดประเทศจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ และไม่เสียโอกาสให้ประเทศคู่แข่งที่จะดึงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนไป”