ศบค.ยังไม่เลิก‘ฉุกเฉิน’ติดเชื้อ-เสียชีวิตนิวไฮ

ศบค.ชุดใหญ่ถกวันนี้ ปรับพื้นที่ โซนสี พร้อมทั้งผ่อนมาตรการเข้าประเทศไม่ต้องตรวจพีซีอาร์ก่อนเข้าปท.72 ช.ม. แต่ต้องตรวจหลังมาถึงครั้งเดียว และตรวจเอทีเคใน วันที่ 5 ห้ามเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ให้จัดได้เฉพาะกิจกรรมด้านประเพณีวัฒนธรรม รดน้ำดำหัวเท่านั้น ยันไม่ยกเลิก ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ อ้างยังจำเป็นไว้ควบคุมโรค ‘อนุทิน’ ระบุสธ.ไม่มีแผนเลิกใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ กทม.จัดเทศกาลสงกรานต์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ 12-14 เม.ย. ด้วยมาตรการเข้ม ให้คนเข้างานได้เพียง 800 คน ห้ามสาดน้ำ ส่วนยอดติดเชื้อ โควิด เสียชีวิตทุบสถิตินิวไฮ ป่วยเกิน 2.5 หมื่น ตาย 77 ราย

ติดเชื้อ 2.5 หมื่น-ตายนิวไฮ 77
เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 41 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยวันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ทำสถิติใหม่ในระลอกโอมิครอนจำนวน 25,456 ราย ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 3,276,098 ราย หายป่วยเพิ่ม 22,217 ราย หายป่วยสะสม 3,026,969 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 77 ราย ซึ่งสูงสุดในระลอกโอมิครอน เสียชีวิตสะสม 23,995 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 225,134 ราย อยู่ในร.พ. 65,207 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 159,927 ราย มีอาการหนัก 1,402 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 504 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 77 ราย มาจาก 33 จังหวัด ได้แก่ กทม. 19 ราย, ปทุมธานี สมุทรปราการ จังหวัดละ 4 ราย, นครราชสีมา มหาสารคาม กำแพงเพชร สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ลพบุรี จังหวัดละ 3 ราย, อุดรธานี เชียงใหม่ กาญจนบุรี นครสวรรค์ จังหวัดละ 2 ราย และ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครพนม บึงกาฬ สกลนคร หนองบัวลำภู เชียงราย พิจิตร อุตรดิตถ์ นครศรีธรรมราช ชุมพร ตรัง ปัตตานี ปราจีนบุรี ระยอง และสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 33 ราย หญิง 44 ราย อายุ 49-98 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%

ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,707 ราย 2.นครศรีธรรมราช 1,688 ราย 3.ชลบุรี 1,231 ราย 4.สมุทรสาคร 1,108 ราย 5.สมุทรปราการ 874 ราย 6.สงขลา 692 ราย 7.ราชบุรี 587 ราย 8.สุพรรณบุรี 563 ราย 9.ฉะเชิงเทรา 513 ราย และ 10.ร้อยเอ็ด 474 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 50 จังหวัด

ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 54 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 39 ราย ใน 15 ประเทศ ส่วนใหญ่ติดเชื้อประเทศละ 1-5 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 19 ราย แซนด์บ็อกซ์ 12 ราย ระบบกักตัว 5 ราย และลักลอบเข้ามา 3 ราย จากกัมพูชา 1 ราย และเมียนมา 2 ราย

สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-16 มี.ค. 65 จำนวน 133,072 ราย รายงานติดเชื้อ 1,048 ราย คิดเป็น 0.79% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 116,432 ราย ติดเชื้อ 684 ราย คิดเป็น 0.59% แซนด์บ็อกซ์ 14,342 ราย ติดเชื้อ 316 ราย คิดเป็น 2.2% และกักตัว 2,298 ราย ติดเชื้อ 48 ราย คิดเป็น 2.09%

การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 16 มี.ค. ฉีดได้ 181,854 โดส สะสมรวม 126,613,089 โดส เป็นเข็มแรก 54,590,565 ราย คิดเป็น 78.5% ของประชากร เข็มสอง 50,038,317 ราย คิดเป็น 71.9% ของประชากร และเข็มสาม 21,984,207 ราย คิดเป็น 31.6% ของประชากร

ชงศบค.ปรับโซนพื้นที่สี
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 18 มี.ค.ว่า ในที่ประชุมจะมีการเสนอมาตรการเพื่อผ่อนคลายหลายเรื่อง เป็นไปตามวงรอบที่ประเมินตามสถานการณ์ โดยแต่ละข้อเสนอต้องได้รับความเห็นชอบจากศบค. ทั้งนี้การผ่อนคลายจะเสนอปรับพื้นที่สถานการณ์ในบางพื้นที่ เช่นพื้นที่สีเหลือง เป็นสีส้ม หรือจากสีส้ม เป็นสีเหลือง ในบางพื้นที่เห็นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้น แต่ถ้าประเมินดูรายพื้นที่ จะเห็นว่าบางพื้นที่ตัวเลขติดเชื้อทรงตัว หรือมีจำนวนลดลง และขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ที่หายป่วยจากการรักษามีจำนวนใกล้เคียงกันต่อเนื่อง จึงจะปรับลดบางพื้นที่ให้ผ่อนคลายมากขึ้น

นอกจากนี้จะพิจารณามาตรการการจัดงานสงกรานต์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทำข้อมูลเตรียมเสนอไว้แล้ว และจะนำมาหารือในที่ ประชุมศปก.ศบค. ก่อนเสนอศบค.ชุดใหญ่ โดยจะเสนอให้จัดกิจกรรมได้ ภายใต้มาตรการป้องกัน มี 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่จะนำข้อมูลมาชี้แจง ในเบื้องต้นสามารถจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ ร่วมกิจกรรมที่วัดและร่วมกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ได้ แต่ทุกที่ต้องจัดโดยระวัง และจะขอให้ใช้กลไกของท้องถิ่นมาช่วยกำกับลงไปถึงระดับหมู่บ้าน จะพยายามจัดโซนนิ่งให้ทำกิจกรรมตามประเพณีภายใต้การควบคุมโรค

ย้ำเปิด‘ผับ-บาร์’ต้องรอบคอบ
พล.อ.สุพจน์กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขจะเสนอแผนปรับสถานการณ์ โควิด-19 ไปสู่โรคติดต่อทั่วไปตามที่มีข่าว โดยจะเป็นแผนและกรอบให้ที่ประชุมศบค.รับทราบ ก่อนจะให้สาธารณสุขนำไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ผ่อนคลายเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ทั่วประเทศ เรื่องนี้มีการเสนอเข้ามาทุกรอบที่มีการประชุมศบค. รวมถึงครั้งนี้ แต่เราพยายามช่วยผู้ประกอบการที่ทำกิจการด้านนี้อยู่ ดังนั้นการจะผ่อนคลายต้องดูปัจจัยหลายประเด็น และพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากกิจการและกิจกรรมประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ปิด มีโอกาสแพร่เชื้อสูง และครั้งนี้จะเสนอให้ศบค. พิจารณา โดยดูปัจจัยขณะนี้ที่โอมิครอนแพร่กระจายเร็ว และไม่รุนแรง และยังมีปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง ที่มีอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูงที่ต้องคำนึงถึง หากตัดสินใจเปิดและมีความเสี่ยงมากแล้วต้องลงทุนสูง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องน่ากังวล จึงต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ผ่อนเกณฑ์เข้าประเทศ
พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การเข้าประเทศ ในรูปแบบไทยแลนด์ พาส โดยครั้งที่แล้วได้ปรับเรื่องการตรวจการเข้าประเทศ จาก 2 ครั้งให้เหลือ 1 ครั้ง แต่ครั้งนี้จะพิจารณาปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศสะดวกมากขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมโรคที่ยอมรับได้ เช่น การปรับเรื่องการตรวจ RT-PCR ที่ยังยืนยันว่าเมื่อมาถึงประเทศจะต้องตรวจ 1 ครั้ง โดยอาจจะปรับใช้ให้เป็นการตรวจ RT-PCR หรือแบบ ATK จำนวน 1 ครั้งได้ โดยทางแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะปรับได้ขนาดไหน เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวยังมีตัวเลขติดเชื้อสูง แต่ยืนยันว่าจะปรับแน่ และจะทำข้อแนะนำเรื่องการตรวจครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 ที่สามารถตรวจ ATK ประเมินด้วยตัวเองได้ในแบบฟอร์มทางแอพพลิเคชั่นที่กำหนด

ผู้สื่อข่าวถามว่า การผ่อนคลายมาตรการ จะสวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ไม่สวนทาง และกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ไว้แล้วตามฉากทัศน์ และเห็นว่าจำเป็นต้องผ่อนคลายเพราะอยากให้เศรษฐกิจเดิน ให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ ฉะนั้นต้องทำ โดยมีมาตรการที่ดีที่สุดออกมาช่วยควบคุม เพื่อให้ตัวเลขการติดเชื้อไม่มีอันตราย ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีนที่จะทำให้อัตราติดเชื้อน้อย หรือเมื่อติดแล้วไม่รุนแรง ที่เป็นห่วงขณะนี้คือ 90% ของตัวเลขผู้เสียชีวิตต่อเนื่องมา 2-3 เดือน คือผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้นขอย้ำเรื่องการรับวัคซีน โดยให้ดูว่าวัคซีนเข็มสุดท้ายที่ได้รับ หากมีเวลา 3-6 เดือนแล้ว ขอให้ไปบูสต์เข็มต่อไปขอเชิญชวน ผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ไปขอรับการฉีดวัคซีน ที่เวลานี้ได้กระจายไปทั่วประเทศ และทำให้เข้าถึงได้ง่าย

ย้ำยังจำเป็นต้องใส่หน้ากาก
เมื่อถามถึงความชัดเจนการเตรียมให้เปิดหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะได้ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ช่วงนี้จะได้ยิน 2 เรื่องคือ การปรับสถานการณ์ให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น และเข้าสู่การรักษาพยาบาลได้แบบโรคติดต่อทั่วไป เรื่องนี้จะเป็นแผนของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะนำเสนอ เพื่อให้ศบค.กำหนดกรอบแนวทางเบื้องต้น ส่วนที่ประชุมชุดใหญ่จะพิจารณาหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนเรื่องการเปิดหน้ากากอนามัย ขอยืนยันว่าการสวมหน้ากากอนามัยยังจำเป็นตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่เราพิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่จะเปิดได้อย่างปลอดภัย เพราะผู้ติดเชื้อหายแล้ว ยังมีโอกาสติด ผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ว่าติด ก็มีโอกาสแพร่เชื้อ และเมื่อย้อนไปดู 2 ปีที่ผ่านมา หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ป้องกันไม่ให้ประเทศเกิดการระบาดเป็นแสนคนหรือเป็นล้านคน เหมือนกับบางประเทศ ดังนั้นข่าวที่ออกมาอาจจะเป็นแผนการในอนาคต ในช่วงเวลา 3 เดือน หรือ 6 เดือนข้างหน้า โดยจะต้องประเมินสถานการณ์ให้ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้หน้ากากอนามัยมีความจำเป็น

เมื่อถามว่ามีโอกาสที่จะผ่อนคลายให้การจัดกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ต งานมหรสพ ในห้องปิดได้หรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า เรามีมาตรการมาต่อเนื่อง มีข้อกำหนดว่าการจัดกิจกรรมแต่ละประเภทมีข้อกำหนดอย่างไร มีเรื่องใดต้องขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และการให้รวมตัวกันได้จำนวนกี่คน ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำต่อ ยกเว้นที่ประชุมศบค.มีการปรับพื้นที่สถานการณ์ของพื้นที่นั้นๆ จะผ่อนคลายหรือเคร่งครัดขึ้นก็แล้วแต่ โดยทุกเรื่องที่เสนอจะต้องผ่านความเห็นชอบจากศบค.ก่อน เช่น เรื่องการเปิดหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

ยังไม่ยกเลิก‘พรก.ฉุกเฉิน’
เมื่อถามว่า จะมีการเสนอให้ยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ป้องกันประชาชน เมื่อใดที่หมดความจำเป็นตนจะพิจารณาและเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องให้ยกเลิกทันที เมื่อถามย้ำว่าจะยกเลิก เมื่อมีการประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า แน่นอน เมื่อถึงขั้นนั้นก็ใช้กฎหมายปกติ

ไม่ให้เล่นน้ำสงกรานต์
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ที่ประชุมศปก.ศบค. เตรียมเสนอที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ เพื่อขอปรับลดมาตรการพื้นที่โซนสี โดยปรับจากพื้นที่สีส้มให้เป็นสีเหลืองมากขึ้น ส่วนจะเป็นพื้นที่จังหวัดใดบ้างนั้นยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอให้ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่มีมติก่อน ส่วนการปรับรูปแบบการเดินทางเข้าประเทศ แบบไทยแลนด์พลัส ที่ประชุมศปก.ศบค.ยังไม่ได้หารือประเด็นดังกล่าว โดยจะยังคงมาตรการให้ตรวจ RT-PCR ในวันแรก และตรวจ ATK ในวันที่ 5 ของการเข้าประเทศ และแจ้งผลตรวจนั้นไปยังแอพพลิเคชั่นตามเดิม

“ที่ประชุมศปก.ศบค.ยังไม่มีการหารือถึงมาตรการผ่อนคลายเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ อย่างไรก็ตามมีการหารือถึงเรื่องการปรับมาตรการการท่องเที่ยววันเดย์ทริปทางบก ที่ต้องปรับปรุงรูปแบบในบางพื้นที่ บางจังหวัดที่เป็นพื้นที่ติดแนวชายแดน โดยเฉพาะแนวชายแดนสปป.ลาว ส่วนมาตรการช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นั้นจะเป็นไปตามที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เสนอ โดยไม่อนุญาตให้มีการเล่นน้ำสงกรานต์ได้ตามปกติ แต่จะให้เน้นการทำกิจกรรมตามประเพณีเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามที่ประชุมศปก.ศบค.จะหารือในรายละเอียดหลายประเด็นอีกครั้ง ก่อนจะสรุปเพื่อเสนอที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค.นี้”

ปลัดสธ.ยันไม่เสนอถอดหน้ากาก
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีมีการเสนอข่าวสธ.จะเสนอศบค.ชุดใหญ่วันที่ 18 มี.ค.นี้เรื่องถอดหน้ากากอนามัยในสวนสาธารณะว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตอนที่สัมภาษณ์กันตนไม่ได้บอกว่า จะเสนอผ่อนคลายมาตรการถอดหน้ากากอนามัยบางพื้นที่ในการประชุม ศบค. วันที่ 18 มี.ค. นี้ เพียงแต่บอกว่า จะมีการนำเสนอเรื่องขั้นตอนแผนของการพ้นโรคระบาดใหญ่ (Post Pandemic) เพื่อเข้าสู่โรคประจำถิ่น ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 4 เดือน แบ่งตามเฟสเป็น 3 บวก 1 ซึ่งมาตรการต่างๆ ในแต่ละระยะก็จะมีการดำเนินการเพื่อป้องกันควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลดความรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งพบมากในกลุ่มเสี่ยง 608 สูงอายุ 60 ปี มีโรคประจำตัว และไม่ได้ฉีดวัคซีนครบโดส จึงต้องมีการรณรงค์ให้ฉีดบูสเตอร์โดส

“หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการและมาตรการต่างๆ ก็จะพ้นจากโรคระบาดใหญ่ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ไม่มีอะไรเข้ามาอีก ไม่มีไวรัสกลายพันธุ์ที่รุนแรง” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เรื่องถอดหน้ากากอนามัย ข้อเท็จจริงคือ ในอนาคตหากเป็นไปตามแผน Endemic approach อาจมีการผ่อนคลายมาตรการอื่นๆ ซึ่งยกตัวอย่าง หน้ากากอนามัย หากจะถอดก็แนะนำว่าเป็นบางพื้นที่ อย่างสวนสาธารณะ หรืออาจให้รวมกลุ่มคนจำนวนได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเลย หรือจะเสนอศบค. เพราะเรื่องนี้จริงๆ เป็นข้อแนะนำของสธ. เป็นเรื่องการป้องกันของระบบสาธารณสุข

“สำหรับการเสนอศบค.เป็นเรื่องปรับมาตรการเข้าประเทศ Test&Go ไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเข้าประเทศ โดยตรวจเพียงครั้งเดียวเมื่อมาถึงประเทศไทย และตรวจ ATK ในวันที่ 5 และลดวงเงินประกันสุขภาพจาก 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ เหลือ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ”

สงกรานต์ยังไม่ให้สาดน้ำ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีกระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอให้ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่พิจารณาผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก และการเปิดสถานบันเทิงว่า ในวันศุกร์ที่ 18 มี.ค.นี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอหลายประเด็นเข้าสู่ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ดังนั้นขอให้มีการนำเสนอก่อน ไม่มีอะไรที่จะขันนอตเพิ่มมากขึ้น มีแต่ที่จะทำให้มีการดำเนินการเพิ่มมากขึ้น แต่จะเป็นไปได้เพียงใด ก็ต้องให้ทางศบค.พิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมศบค.เตรียมพิจารณามาตรการรองรับวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า นั่นเป็นหนึ่งมาตรการที่เตรียมเสนอ ส่วนจะมีการวางมาตรการเข้มขึ้นอย่างไร ภายหลังการหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์มาแล้วนั้น เราคงต้องขอความร่วมมือประชาชนให้ระมัดระวังตัวเองอย่างเต็มที่สำหรับเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 นั้นมีเหตุติดได้อย่างเดียวคือการรวมกลุ่มกันของคนหมู่มาก เราทราบดีว่านั่นคือสาเหตุ จึงพยายามขอความร่วมมือให้มีการป้องกันให้มากที่สุด เป็นวันครอบครัว หากทุกคนกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเต็มที่ สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน คงจะไม่มีอันตราย แต่อย่าให้หลายครอบครัวมารวมกัน

เมื่อถามว่าปีนี้คนไทยจะสามารถเล่นสงกรานต์ได้ในรูปแบบใด นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้อยู่กับครอบครัวดีกว่า อย่าเพิ่งเน้นเรื่องของบันเทิงอะไรกันมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่ายังไม่แนะนำให้มีการสาดน้ำได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าถามตนไม่แนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไล่สาดน้ำกัน เพราะมันจะต้องเอามือไปกวนน้ำ เอาดินสอพองมาประหน้ากัน ทำให้เกิดการสัมผัสกันมากมายไปหมด

เมื่อถามว่ากิจกรรมทางประเพณีไทยสามารถทำได้หรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวบุพการี เป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายอยู่แล้ว ดังนั้นให้ดีที่สุด คือสวมใส่หน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้ฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ ที่ยังไม่ยอมออกมาฉีดวัคซีนดังนั้นขอแนะนำให้ลูกหลานได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้ออกมาฉีดวัคซีน และอีกอย่างหนึ่งซึ่งเข้าท่าดีโดยแพทย์แนะนำมาว่า คลีนอัพตัวเอง ก่อนที่จะกลับบ้านต่างจังหวัด 1 สัปดาห์ พยายามไม่ไปดินเนอร์ สังสรรค์ กับเพื่อนฝูง ไม่พบปะผู้คนจำนวนมาก หรือเข้าไปในสถานที่เสี่ยง สัก 7 วัน แล้วค่อยกลับบ้านที่ต่างจังหวัดตรงนี้สะอาดแน่ จะสามารถลดอัตราการติดเชื้อ ได้มาก

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมศบค.จะประกาศมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ออกมาให้ประชาชนปฏิบัติเป็นข้อๆ เลยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขคงมีมาตรการ เพราะบางอย่างไม่ได้อยู่ที่ศบค. เรื่องของวิธีการป้องกันเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่างๆ เป็นภารกิจของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว หลักที่บอกมาทุกอย่าง ก็เป็นหลักปฏิบัติของทั้งปี ไม่ใช่หลักที่จะใช้เพียงเทศกาลสงกรานต์อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของต่างจังหวัด หรือในจังหวัดท่องเที่ยวนั้น ถือเป็นอำนาจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่จะต้องช่วยกันในเครือข่ายที่มี

กทม.จัดสงกรานต์เซ็นทรัลเวิลด์
ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. (ดินแดง) นายเฉลิมพล โชตินุชิต รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานเทศกาลมหาสงกรานต์กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2565

นายเฉลิมพลกล่าวว่า ที่ประชุมหารือประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดงานเทศกาลมหาสงกรานต์ ประจำปี 2565 อาทิ กำหนดการจัดงานฯ ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฯ ร่างแผนผังการใช้พื้นที่จัดงาน มาตรการด้านการสาธารณสุข รูปแบบและรายละเอียดการจัดงานฯ การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย และการมอบหมายภารกิจแก่หน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ กทม.กำหนดจัดงานเทศกาลมหาสงกรานต์กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. 65 ที่ลานสแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สี่แยกราชประสงค์ เพื่อบำรุงรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ส่งเสริมด้านวัฒนธรรม การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในวันสำคัญทางประเพณีให้คงอยู่สืบไป ตลอดจนเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยจะมีการแถลงข่าวการจัดงานฯ ในวันที่ 7 เม.ย. 65 ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

จำกัดร่วมงานไม่เกิน 800
สำหรับรูปแบบการจัดงานฯจะจัดขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานวิถีใหม่ และกำหนดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่การกั้นพื้นที่โดยรอบบริเวณการจัดงาน เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณผู้เข้าร่วมงาน กำหนดจุดเข้า-ออก และจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุด จัดให้มีจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผู้เข้าร่วมงาน มีจุดตรวจสอบหลักฐานแสดงการฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ อย่างน้อย 3 เข็ม และผลตรวจการติดเชื้อ ATK เป็นลบ ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนร่วมงาน หากไม่มีหลักฐานแสดงการฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ หรือมีประวัติเสี่ยง ให้ตรวจการติดเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK และจะต้องมีผลเป็นลบจึงอนุญาตให้เข้าร่วมงานได้

การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับแยกผู้มีประวัติเสี่ยงหรือมีไข้ และประสานสถานบริการสาธารณสุขเพื่อเข้าสู่ระบบส่งตัวอย่างปลอดภัย โดยห้ามผู้มีอาการป่วยเข้างานโดยเด็ดขาด การจัดให้มีจุดลงทะเบียนเข้า-ออกสถานที่ โดยใช้แพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” การจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่เกิน 800 คน ถ้ามีผู้เข้าร่วมงานเกินกว่าจำนวนที่กำหนด ให้ผู้ประสงค์เข้าร่วมงานนั่งจุดพักคอยที่จัดเตรียมไว้ และรอเรียกตามลำดับคิว โดยมีการจัดที่นั่งให้เว้นระยะห่างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร การกำหนดให้เจ้าหน้าที่และผู้เข้าร่วมงานทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การจัดจุดบริการแอลกอฮอล์เจลสำหรับให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง และการจัดทำสัญลักษณ์การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล

ห้ามสาดน้ำสงกรานต์
อย่างไรก็ตาม การจัดงานฯในปีนี้จะไม่ให้มีการเล่นสาดน้ำในบริเวณพื้นที่จัดงาน และพื้นที่เอกชน สำหรับผู้เข้าร่วมงาน เมื่อกลับถึงบ้านหรือที่พักต้องทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที และเฝ้าระวังอาการตนเองอย่างน้อย 10 วันหลังเข้าร่วมงาน หากพบว่ามีอาการให้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขโดยเร็ว

20 สมาคมท่องเที่ยวยื่น 5 ข้อ
ด้านนายภูมิกิตต์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า 13 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 7 จังหวัด ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยและมาตรการการเดินทางเข้าประเทศที่ส่งผลต่อยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวประเทศไทย โดยมีข้อเสนอ 5 ประเด็นให้รัฐบาลประกาศใช้ในวันที่ 1 เม.ย.2565 เป็นต้นไป เนื่องจากในหลายประเทศได้ปรับเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศลงอย่างมากเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศง่ายขึ้น ดังนี้ 1.พิจารณาทบทวนความจำเป็นของกระบวนการเดินทางเข้าไทยแลนด์ พาส

2.พิจารณาเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศจากเอกสารการรับรองการได้รับวัคซีนที่ครบตามเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว โดยเสนอพิจารณายกเลิกการแนบเอกสารประกันโควิด-19 และเอกสารยืนยันที่พัก เพราะจากการเปิดรับ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ พบว่านักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว แม้มีการได้รับเชื้อโควิด-19 แต่ 95% เป็นผู้ป่วยที่มีอาการน้อยมาก หรือแทบไม่แสดงอาการ และจากที่ไม่แสดงอาการนั้น ทำให้ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากประกันต่างประเทศได้ 3.พิจารณาการปรับวิธีการตรวจหาเชื้อจาก RT-PCR เป็น ATK ในการตรวจครั้งที่ 1 ในวันเดินทางถึง และยกเลิกการตรวจ ATK ในการตรวจครั้งที่ 2

4.ปรับวิธีการกักตัวผู้มีความเสี่ยงสูง (HRC) เนื่องจากปัจจุบันแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากกำลังงานที่มีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องกักตัวตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข หากการอนุญาตให้แรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีมาตรฐานในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงสูงเหมือนกับบุคลากรทางการแพทย์ได้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการทำงานได้อย่างมาก 5.ปรับลดจำนวนวันในการกักตัว ผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อย จาก 10 วัน ให้เหลือ 5 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน