เปิดสูตรกระตุ้นตายนิวไฮ88คน
‘โป๊ป ธนวรรธน์’ พระเอกดังติดโควิด ระบุมาจากสัมผัสใกล้ชิดคนติดเชื้อขอโทษทุกคน แฟนคลับแห่ให้กำลังใจ ขอให้หายเร็ววัน “ขวัญ อุษามณี”นางเอกดังก็ป่วยโควิด ส่วนยอดติดเชื้อรายวันยังสูงเกินหมื่น 45 วันติด ป่วยใหม่ 2.3 หมื่น เสียชีวิตนิวไฮ 88 ราย สธ.เร่งฉีดเข็มกระตุ้นผู้สูงอายุ 70% ก่อนสงกรานต์ เปิด 7 สูตรฉีดเข็มกระตุ้น เผยฉีด 2 เข็มยังเอาโอมิครอนไม่อยู่ แต่ช่วยกันเสียชีวิตได้ 85-93% เข็ม 3 ป้องกันติดเชื้อ 45-68% กันตาย 98% ส่วนเข็ม 4 ป้องกันติดเชื้อได้ถึง 82% ยังไม่พบเสียชีวิต ‘อนุทิน’ สั่งระดมฉีดกลุ่มสูงอายุถึงบ้านรับสงกรานต์ พบ 2.1 ล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด
พระเอกดัง‘โป๊ป’ติดโควิด
เมื่อวันที่ 21 มี.ค “โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ” พระเอกชื่อดังของช่อง 3 แจ้งข่าวว่าติดเชื้อโควิด-19
“โป๊ป” แจ้งผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ @popezaap ระบุว่า “เนื่องจากผมได้ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 จึงเข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ผลตรวจออกมาว่าพบเชื้อ COVID-19 ผมได้แจ้งทุกคนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และต้องขอโทษทุกท่านที่ได้รับผลกระทบด้วยนะครับ”
โดยมีบรรดาแฟนคลับโพสต์ให้กำลังใจ พร้อมทั้งอวยพรให้หายป่วยเร็ววัน
นางเอก‘ขวัญ-อุษามณี’ก็ติดเชื้อ
ด้านขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ นางเอกสาวชื่อดัง โพสต์อินสตาแกรม ระบุว่าพบเชื้อโควิด หลังสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
โดยระบุว่า “หลังจากที่ขวัญได้ทราบว่าเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ covid 19 ขวัญได้เข้ารับการตรวจเชื้อ ด้วยวิธี Rt-PCR ผลออกมาว่า พบเชื้อ PCR test positive covid -19 SARS
ขวัญเองได้เข้ารับการรักษา และปฏิบัติตามมาตรการที่ถูกต้องภายใต้คำแนะนำของแพทย์แล้วค่ะ คุณแม่และขวัญเองแจ้งทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ @ รักทุกคนนะคะ สู้ๆ เค้านะจ๊ะ”
ป่วยเกินหมื่น 45วัน-ตายนิวไฮ 88
ด้านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด 19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 45 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยวันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ 23,441 ราย ติดเชื้อสะสม 3,377,410 ราย หายป่วยเพิ่ม 23,153 ราย หายป่วยสะสม 3,112,737 ราย เสียชีวิตเพิ่มเป็นสถิตินิวไฮ 88 ราย เสียชีวิตสะสม 24,334 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 240,339 ราย อยู่ในร.พ. 67,435 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 172,904 ราย มีอาการหนัก 1,464 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 514 ราย อัตราครองเตียงสีเหลือง สีแดงอยู่ที่ 25.8% ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อจากการตรวจ ATK จำนวน 15,177 คน
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 88 ราย มาจาก 41 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ 7 ราย, กทม. นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช กระบี่ ปัตตานี จังหวัดละ 4 ราย, สมุทรปราการ สงขลา เพชรบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรสาคร ปทุมธานี มุกดาหาร อุดรธานี แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน ตรัง ภูเก็ต ราชบุรี จังหวัดละ 2 ราย และบุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ศรีสะเกษ สกลนคร ยโสธร อุบลราชธานี เชียงราย กำแพงเพชร พิษณุโลก น่าน ชุมพร สตูล ยะลา ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และลพบุรี จังหวัดละ 1 ราย
เป็นชาย 44 ราย หญิง 44 ราย อายุ 17 – 93 ปี เฉลี่ย 72 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 94%
กทม.-นครศรีฯ-ชลบุรีเกินพัน
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,870 ราย 2.นครศรีธรรมราช 1,625 ราย 3.ชลบุรี 1,128 ราย 4.สมุทรสาคร 908 ราย 5.สมุทรปราการ 865 ราย 6.ระยอง 737 ราย 7.พัทลุง 547 ราย 8.สงขลา 533 ราย 9.ฉะเชิงเทรา 524 ราย และ 10.ราชบุรี 519 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 48 จังหวัด
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 46 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 38 ราย ใน 18 ประเทศ โดยมาจากเมียนมามากที่สุด 6 ราย เป็นการลักลอบเข้าประเทศทั้งหมด, ลาว และเยอรมนี ประเทศละ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 27 ราย แซนด์บ็อกซ์ 2 ราย ระบบกักตัว 3 ราย และลักลอบเข้ามา 6 ราย
งดแถลงทุกวัน-มีเฉพาะพฤหัสฯ
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค. 2565 จำนวน 171,903 ราย รายงานติดเชื้อ 1,156 ราย คิดเป็น 0.67% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 152,513 ราย ติดเชื้อ 768 ราย คิดเป็น 0.5% แซนด์บ็อกซ์ 16,524 ราย ติดเชื้อ 327 ราย คิดเป็น 1.98% และกักตัว 2,866 ราย ติดเชื้อ 61 ราย คิดเป็น 2.13%
การฉีดวัคซีนโควิด 19 วันที่ 20 มี.ค. ฉีดได้ 93,021 โดส สะสมรวม 127,383,667 โดส เป็นเข็มแรก 54,881,239 ราย คิดเป็น 78.9% ของประชากร เข็มสอง 50,116,759 รายคิดเป็น 72.1% ของประชากร และเข็มสาม 22,385,669 ราย คิดเป็น 32.2% ของประชากร
สำหรับการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด -19 ประจำวัน ศบค.ประกาศงดการแถลงข่าวจากทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี เหลือเพียงวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียว เวลา 12.30 น. เท่านั้น
สธ.ปรับแผนฉีดวัคซีนใหม่
นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงแนวทางการให้วัคซีนโควิด-19 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว 127 ล้านโดส เป็นเข็มแรก 54.8 ล้านคน คิดเป็น 78.9% เข็มสอง 50.1 ล้านคน คิดเป็น 72.1% และเข็มกระตุ้น 22.3 ล้านคน คิดเป็น 32.2% เป็นไปตามแผนที่ศบค.เห็นชอบ โดยกลุ่ม ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มแรกแล้ว 10.5 ล้านคน และเข็มสอง 10 ล้านคน กำลังเร่งฉีดเข็มกระตุ้น ซึ่งฉีดแล้ว 4.2 ล้านคน ส่วนกลุ่มเด็กเล็ก 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรก 1.7 ล้านคน โดยการฉีดเข็มกระตุ้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการรณรงค์ฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายหลัก
นพ.วิชาญกล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าคำแนะนำการให้วัคซีนโควิด 19 ล่าสุดวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประชุมทบทวนอัพเดตสถานการณ์คำแนะนำการฉีดวัคซีนของประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คำแนะนำเพิ่มเติมเรื่องของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยปรับแผนคำแนะนำการฉีดวัคซีน ดังนี้ 1.กลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป แนะนำฉีดเข็มที่ 3 ห่างจากเข็ม 2 ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปในวัคซีนทุกสูตร และวัคซีนเข็มที่ 4 ห่างจากเข็ม 3 ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งการกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ มีทางเลือกให้ฉีดแบบครึ่งโดสได้ ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์และความสมัครใจของผู้รับวัคซีน
2.กลุ่มอายุ 12-17 ปี ซึ่งมีส่วนหนึ่งฉีดครบ 2 เข็มไปแล้ว จึงแนะนำว่าให้เข้ารับ mRNA เป็นเข็มที่ 3 โดยใช้ขนาดโดสมาตรฐาน โดยมีระยะห่างจากเข็มที่ 2 เป็นเวลา 4-6 เดือนขึ้นไป สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
และ 3.ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดตามหลักการเดียวกับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน โดยให้วัคซีนหลังติดเชื้อเป็นเวลา 3 เดือน

ฉีดกลางคืน – กรุงเทพมหานครจัดรถฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ บีเอ็มวี ไนท์ออกบรกิารฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้ประชาชนในเวลากลางคืน ที่ใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี ตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม โดยเปิดบริการไปจนถึงวันที่ 23 มี.ค.
เปิด 7 สูตรฉีดเข็มกระตุ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สไลด์แถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวทางการให้วัคซีนโควิด – 19 ของ สธ. สำหรับการฉีดเข็มกระตุ้นแต่ละสูตร ดังนี้ 1.ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม 2 เข็ม ให้เว้น 4 สัปดาห์ตามด้วย แอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็ม 3 และเว้นอีก 4 เดือนรับแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็ม 4
2.ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า เว้น 3 เดือนรับแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็ม 3 และเว้น 4 เดือนรับไฟเซอร์เป็นเข็ม 4
3.ซิโนแวค/ซิโนฟาร์ม ตามด้วยไฟเซอร์ เว้น 3 เดือนตามด้วยไฟเซอร์เป็นเข็ม 3 และเว้น 4 เดือนรับไฟเซอร์เป็นเข็ม 4
4.แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม เว้น 3 เดือนรับไฟเซอร์เป็นเข็ม 3 และเว้น 4 เดือนรับ ไฟเซอร์เป็นเข็ม 4
5.ไฟเซอร์ 2 เข็ม เว้น 3 เดือนรับไฟเซอร์เป็นเข็ม 3
6.แอสตร้าเซนเนก้า ตามด้วยไฟเซอร์ เว้น 3 เดือนรับไฟเซอร์เป็นเข็ม 3
7.แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม เว้น 3 เดือนรับแอสตร้าเซนเนก้าเป็นเข็ม 3
ลุยฉีดกระตุ้น‘สูงวัย’ 70%
นพ.วิชาญยังกล่าวด้วยว่า แผนงานการฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ ศบค. ให้ความสำคัญเร่งรัดฉีดเข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมความพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ เนื่องจากผู้สูงอายุมีความเสี่ยงติดเชื้อและเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่น และผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบ ไม่ได้รับเข็มกระตุ้นก็จะเสี่ยงมากขึ้น จึงเป็นจุดมุ่งเน้นของสธ.และ ศบค. โดยย้ำว่าหากรับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะลดการเสียชีวิตลงได้ถึง 41 เท่า ทั้งนี้ จากข้อมูลหลังสงกรานต์ 2564 พบว่ามีการติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดของวัคซีนที่ยังเข้ามาน้อย ทำให้ผู้เสียชีวิตสูง แต่ปี 2565 เราไม่ประมาท ต้องเร่งรัดฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อป้องกันปกป้องผู้สูงอายุ ส่วนลูกหลานที่จะเดินทางกลับบ้านก็ควรรับวัคซีนและทำให้ตัวเองปราศจากเชื้อ (Clean Up) เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางกลับ จะสร้างความปลอดภัยทั้งตัวลูกหลานและผู้สูงอายุ
“สำหรับแผนการเร่งรัดฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นผู้สูงอายุ สธ.กำหนดเป้าหมายเร่งรัดในผู้สูงอายุผ่านมติศบค.และอีโอซี สธ.สั่งการไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทุกจังหวัด เร่งรัดค้นหาฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นและที่ยังตกหล่นของผู้สูงอายุในพื้นที่ โดย ตั้งเป้าว่าที่ผู้ที่ครบกำหนดฉีดเข็มกระตุ้น จะต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% ต้องดำเนินการก่อนเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเราเตรียมวัคซีนสำหรับฉีดเพียงพอ 3 ล้านโดส โดยกิจกรรมมีทั้งจัดบริการฉีดวัคซีนแบบเชิงรับและเชิงรุก บูรณาการทุกภาคส่วน เช่นกลาโหม แรงงาน สภาอุตสาหกรรม และภาคเอกชน เพื่อค้นหาและให้บริการฉีดวัคซีนประชาชน การสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน โดยร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ สสส. และสื่อต่างๆ ให้ช่วยประชาสัมพันธ์สื่อสารทำความเข้าใจ กระตุ้นเตือนผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงได้ฉีดวัคซีน และจัดงานรณรงค์ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรับรู้ในวงกว้าง”
ผู้สูงอายุดับจากโควิดพุ่ง
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงข่าวประสิทธิผลวัคซีน จากการใช้จริงในการระบาดของสายพันธุ์ โอมิครอนว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ขณะนี้พบผู้ป่วยปอดอักเสบ 1,464 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 514 ราย และเสียชีวิต 88 ราย เป็นที่ทราบกันดีว่าจำนวนผู้ป่วยหนักและ เสียชีวิตจะมีระยะเวลาตามหลังจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นที่คาดไว้และอยู่ในระดับที่รับมือได้ สำหรับผู้เสียชีวิต 88 ราย พบว่ามีปอดอักเสบ 74 ราย ไม่มีปอดอักเสบ 14 ราย โดยมีโรคประจำตัวอื่นๆ ประกอบ
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นกลุ่ม 608 ถึง 94% ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตเมื่อมีการติดเชื้อโควิด นอกจากนี้ พบว่าไม่ได้รับวัคซีน 52% ทั้งที่ในประเทศไทยได้วัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว 80% เข็มที่ 2 ก็ใกล้กัน ที่ยัง ไม่ได้ฉีดน่าจะประมาณ 20% แต่คนที่เสียชีวิตสูงถึง 52% ที่ไม่ได้รับวัคซีน ถือว่าน่าเสียดายที่ขาดโอกาสได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิผลป้องกันการเสียชีวิต ส่วนผู้เสียชีวิตที่รับวัคซีนเข็มสองเกิน 3 เดือน พบ 33% จึงอยากให้มาฉีดเข็ม 3
สำหรับผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 มี.ค. 2565 จำนวน 2,464 ราย อายุเฉลี่ย 73 ปี อายุน้อยสุด 3 เดือน มากสุด 107 ปี มีหญิงตั้งครรภ์ 2 ราย มีโรคประจำตัว 2,135 ราย มากที่สุดคือโรคความดันโลหิตสูง ตามด้วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเรื้อรัง มะเร็ง โรคอ้วน และปอดอุดกั้นเรื้อรังรวมถึงหอบหืด ส่วนความเสี่ยงการรับเชื้อคือ สัมผัสผู้ติดเชื้อรายอื่น รวมถึงอาศัยในพื้นที่เสี่ยง อาจชี้ไม่ได้ชัดเจนว่าสัมผัสใคร ย้ำว่าโอมิครอนตอนนี้ติดเชื้อง่ายมาก การไล่เรียงสัมผัสผู้ติดเชื้ออาจไม่ชัดถึงได้ประวัติว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ฉะนั้น จึงต้องใช้มาตรการประกอบอื่นๆ ที่ต้องมีติดตัวคือวัคซีน
“ภาพรวมผู้เสียชีวิตเกินครึ่ง 57% ไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีด 2 เข็มและเสียชีวิตมี 31% ซึ่งการฉีดวงกว้างบางคนมีโรคประจำตัว มีเหตุอย่างอื่นอยู่ก็ปรากฏตรงนี้ได้ และวัคซีนไม่ได้ป้องกัน 100% ซึ่งใกล้เคียง แต่เวลาประเมินคนทั้งประเทศจำนวนมากอาจเจอได้คนเสียชีวิตที่ฉีดวัคซีนอยู่แล้ว แต่ภาพรวมวัคซีนป้องกันการเสียชีวิตได้มาก” นพ.เฉวตสรรกล่าว
นพ.เฉวตสรรกล่าวด้วยว่า กรณีปอดอักเสบกำลังรักษาในร.พ. ระลอกม.ค.2565 ตั้งแต่วันที่ 14-20 มี.ค. พบว่ากทม.มีปอดอักเสบนอนร.พ. 193 ราย นอกนั้นต่ำกว่า 100 ราย เช่น สมุทรปราการ 87 ราย นครราชสีมา 61 ราย และนครศรีธรรมราช 57 ราย อัตราการครองเตียงภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 25.80% ยังว่างอยู่อีกกว่า 75% จึงมีความพร้อมในการรองรับผู้ที่มีอาการหนักได้พอสมควร โดยกทม.มีอัตราครองเตียงอยู่ที่ 31.40% สมุทรปราการอัตราครองเตียง 44% เป็นต้น
ฉีด 2 เข็มสู้โอมิครอนไม่ไหว
สำหรับความก้าวหน้าการประเมินประสิทธิผลวัคซีนจากการใช้จริงระยะที่มี การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนดำเนินการศึกษาในพื้นที่เชียงใหม่ โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ และคณะทำงานติดตามประสิทธิผลวัคซีนโควิด และ คณะทำงานวิชาการส่วนกลาง โดยพบว่าช่วงต.ค. 2564 อัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุยังไม่มาก คิดเป็นสัดส่วน 60% จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด แต่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยพ.ย. 2564 เป็น 71.4% แต่เมื่อถึงก.พ. 2565 เพิ่มขึ้น เป็น 89.5%
สำหรับผลการประเมินประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 จ.เชียงใหม่ ช่วง ม.ค.-ก.พ. 2565 กรณีการป้องกันการติดเชื้อ หากฉีด 2 เข็มไม่สามารถป้องกันโอมิครอนได้ ฉีด 3 เข็มป้องกันติดเชื้อช่วงม.ค. 68% และ ก.พ. 45% หากฉีด 4 เข็ม ช่วงก.พ.ป้องกันสูงขึ้นเป็น 82% แต่จุดสำคัญคือป้องกันการเสียชีวิต โดยฉีด 2 เข็ม ม.ค.ป้องกันได้ 93% ก.พ. 85% ฉีด 3 เข็ม ม.ค.ป้องกันได้ 98% ก.พ.ป้องกันได้ 98% ส่วนฉีด 4 เข็ม ยังไม่มีผู้เสียชีวิตในผู้ที่ได้รับวัคซีน 4 เข็ม วัคซีนที่ใช้จึงมีประโยชน์ป้องกันการเสียชีวิตเต็มที่มากๆ
ครบ 4 โดสติดเชื้อไม่ตาย
ส่วนตัวเลขผลเบื้องต้นการประเมินประสิทธิผลของวัคซีนในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงระดับประเทศของม.ค. 2565 พบว่า การป้องกันการติดเชื้อหากฉีด 2 เข็ม ป้องกันได้ 4.1% ซึ่งต่ำมากเหมือนไม่ป้องกัน เข็ม 3 ป้องกันได้ 56% และเข็ม 4 ป้องกันได้ 84.7% ป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต เมื่อฉีด 2 เข็ม ป้องกัน 54.8% เข็ม 3 ป้องกัน 88.1% แต่กรณีป้องกันการเสียชีวิต พบว่า 2 เข็มป้องกันได้สูงถึง 79.2% หากเป็น 3 เข็ม จะป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 87%
“การฉีดวัคซีน 2 เข็มมีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยและเสียชีวิต แล้วจำเป็นต้องเข็ม 3 หรือไม่ ย้ำว่าจำเป็น เพราะเข็ม 3 ป้องกันการเสียชีวิตได้เกือบ 100% และลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้อีก ถ้าปิดทางเข้าไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่ต้นก็จะไม่ไปถึงการเสียชีวิตได้เลย” นพ.เฉวตสรรกล่าวและว่า ส่วนกรณีที่ประชาชนมีข้อสงสัยลังเล ไม่แน่ใจในการแนะนำให้คนไปฉีดวัคซีน หากมีการสื่อสารข้อมูลถูกต้องจะช่วยชีวิตคนได้ แต่หากข้อมูลไม่ถูกต้องอาจทำให้ขาดโอกาสเข้าถึงวัคซีน โดยเรื่องความเชื่อที่ว่าผู้สูงอายุอยู่บ้าน ไม่ไปไหนคงไม่เสี่ยง ความจริงคือ ปัจจุบันติดต่อกันง่ายมาก การอยู่บ้านมีหลายคนเข้าออกตลอด คนที่อยู่บ้านย่อมติดเชื้อได้ อย่างการระบาดระลอกปัจจุบันประมาณ 80% ของผู้เสียชีวิต คือผู้สูงอายุ ซึ่งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ 60% ไม่ได้ฉีดวัคซีน และ 29% ไม่ได้ฉีดเข็มกระตุ้น ส่วนข้อสงสัยว่าญาติอายุมากแล้วฉีดวัคซีนจะอันตรายหรือไม่ ความจริงคือ ไทยฉีดไปแล้วมากกว่า 120 ล้านโดส ยืนยันได้ว่าปลอดภัย หากฉีดแล้วมีอาการไม่พึงประสงค์ก็มีระบบในการดูแล
สธ.ลุยฉีดผู้สูงอายุถึงบ้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบอุปกรณ์บรรจุและรักษาความเย็นวัคซีนสำหรับนำไปฉีดให้ประชาชนในพื้นที่ จากนายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่น ประจำราชอาณาจักรไทย และนางคยองซัน คิม ผอ.องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ว่า ใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับบ้านจำนวนมาก ตนจึงให้กรมควบคุมโรคประสานนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) รณรงค์นำผู้สูงอายุอีก 2.1 ล้านคนที่ยังไม่รับวัคซีนให้เข้ามารับโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ
หากเราต้องการผ่านสงกรานต์ไปด้วยดี ไม่เกิดความสูญเสีย ดังนั้น เหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์นี้ ขอให้ลูกหลานทุกท่านมารับวัคซีน สธ.ก็จะนำวัคซีนใส่ตู้เย็นพกพาที่ได้รับบริจาคจากรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับยูนิเซฟ นำไปฉีดให้ท่านถึงบ้านด้วย
“ส่วนผู้ที่จะเดินทางกลับบ้าน ก่อนเดินทางขอให้แยกตัวเอง ไม่เข้าพื้นที่เสี่ยง ทำกิจกรรมเสี่ยง ปาร์ตี้ ถ้าให้ดีก็เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ทั้งนี้ เพื่อตัวท่านเอง เพราะไม่ใช่กฎหมาย บังคับไม่ได้ แต่หากเราเป็นห่วงผู้ใหญ่ที่รักของเรา ก็ขอให้ระมัดระวังมากขึ้น” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่าจะกำหนดเป้าหมายการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุอีก 2.1 ล้านคน ก่อนเทศกาลสงกรานต์อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า วัคซีนและเจ้าหน้าที่เรามีพร้อม ตอนนี้ที่ไม่พร้อมคือผู้ที่ยังไม่รับวัคซีน เราก็ใช้กลไก อสม.ให้ไปรณรงค์ ขอผู้นำศาสนาได้ช่วยรับรองความปลอดภัยวัคซีน เพราะหากไม่ฉีดวัคซีน แล้วติดเชื้อร่วมกับโรคร้ายแรงอื่น แม้จะมียาก็เอาไม่อยู่ เราจึงต้องมีวัคซีนนำไปก่อน ขณะที่ ยาเราก็เตรียมไว้หมดทั้งฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ และกรมการแพทย์ก็กำลังจะซื้อแพกซ์ โลวิด ดังนั้นการรักษามีครบ แต่เราป้องกันได้ก็อยากให้เราป้องกัน ด้วยการบริหารจัดการวัคซีน ทำให้วันนี้เรามีวัคซีนที่มากเพียงพอ จนเราสามารถนำมาเป็นบูสเตอร์โดสได้