หมอศิริราชเตือนโควิดป่วยเกินหมื่น46วันติด
เตือน 4 เสี่ยงสงกรานต์ ‘คน-กิจกรรม-สถานที่-เวลา’ หมอใหญ่ศิริราชคาดคนแห่กลับตจว. หลังอัดอั้นมา 2 ปี ห่วงซ้ำรอยระบาดหนักแบบหลังสงกรานต์ ปีที่แล้ว โควิดยังพุ่งเกินหมื่น 46 วันรวด ป่วยอีก 2.3 หมื่น ตาย 83 สลดคร่าเด็ก 3 ขวบ ส่วน ATK ผลบวกลดเหลือ 1.3 หมื่น ครม.อนุมัติค่าเสี่ยงภัยโควิด กว่า 3 พันล้าน ซื้ออีก ยาแพกซ์โลวิด 500 ล้าน ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 พ.ค. ตามที่สมช. เสนอ ชี้ความจำเป็นคุมโควิดระบาดหลังสงกรานต์ แก้ปัญหาลักลอบเข้าเมือง
โควิดเกินหมื่น 46 วันรวด
เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 46 ในการระบาดระลอกโอมิครอน โดยพบติดเชื้อรายใหม่ 21,382 ราย สะสม 3,398,792 ราย หายป่วย 24,824 ราย สะสม 3,137,561 ราย เสียชีวิต 83 ราย สะสม 24,417 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 236,814 ราย อยู่ใน ร.พ. 62,278 ราย อยู่ ร.พ.สนาม เอชไอ ซีไอ 174,536 ราย มีอาการหนัก 1,484 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 532 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 25.7% ส่วนผู้ติดเชื้อเข้าข่าย (ATK) เพิ่ม 13,220 ราย สะสม 1,266,480 ราย
ผู้เสียชีวิตมาจาก 43 จังหวัด ได้แก่ กทม. 11 ราย, อุบลราชธานี 5 ราย, มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี พัทลุง จังหวัดละ 4 ราย, พิษณุโลก ภูเก็ต ปัตตานี ระยอง ลพบุรี จังหวัดละ 3 ราย, ปทุมธานี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ นครพนม เพชรบูรณ์ ชลบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนครปฐม สมุทรปราการ อุดรธานี นครราชสีมา หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร ตาก ลำปาง เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา ยะลา นราธิวาส สมุทรสงคราม อ่างทอง ชัยนาท จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 51 ราย หญิง 32 ราย อายุ 3 – 95 ปี เฉลี่ย 72 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 98%
54 จังหวัดป่วยเกินร้อย
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,109 ราย 2.ชลบุรี 1,420 ราย 3.นครศรีธรรมราช 1,136 ราย 4.สมุทรปราการ 874 ราย 5.สมุทรสาคร 613 ราย 6.นครราชสีมา 606 ราย 7.ร้อยเอ็ด 597 ราย 8.ระยอง 533 ราย 9.นครปฐม 503 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 498 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 100 รายขึ้นไปยังมีอีก 44 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา 479 ราย, นนทบุรี 448 ราย, สงขลา 446 ราย, เชียงใหม่ 435 ราย, ขอนแก่น 400 ราย, สมุทรสงคราม 351 ราย, ปทุมธานี 316 ราย, ราชบุรี 310 ราย, พัทลุง 308 ราย, สุพรรณบุรี 299 ราย, ภูเก็ต 292 ราย, อุดรธานี 272 ราย, ประจวบคีรีขันธ์ 266 ราย, สุรินทร์ 256 ราย, สตูล 254 ราย, นครสวรรค์ 250 ราย, เพชรบุรี 233 ราย, พระนครศรีอยุธยา 226 ราย, กาฬสินธุ์ 224 ราย, สุราษฎร์ธานี 221 ราย, อุบลราชธานี 217 ราย, ระนอง 210 ราย, จันทบุรี 203 ราย, ศรีสะเกษ 203 ราย, ปราจีนบุรี 195 ราย, กาญจนบุรี 191 ราย, สระแก้ว 190 ราย, หนองคาย 171 ราย, กระบี่ 164 ราย, นราธิวาส 161 ราย, ตรัง 159 ราย, ชุมพร 158 ราย, สุโขทัย 158 ราย, ยโสธร 155 ราย, สกลนคร 153 ราย, หนองบัวลำภู 152 ราย, พิษณุโลก 145 ราย, ตาก 137 ราย, สระบุรี 126 ราย, เลย 124 ราย, มหาสารคาม 121 ราย, ปัตตานี 119 ราย, ยะลา 114 ราย และอ่างทอง 113 ราย ส่วนลำพูน 5 ราย
ฉีดเข็มแรกขยับนิดๆ ที่ 54 ล.
ขณะที่การติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 46 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 38 ราย ใน 20 ประเทศ โดยมาจากอังกฤษมากที่สุด 11 ราย ตามด้วยกัมพูชา 8 ราย, สิงคโปร์ เยอรมนี ประเทศละ 6 ราย, มาเลเซีย 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อ ประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 31 ราย แซนด์บ็อกซ์ 12 ราย ระบบกักตัว 3 ราย และลักลอบเข้ามา 12 ราย จากกัมพูชา 7 ราย เมียนมา 3 ราย และมาเลเซีย 2 ราย
สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-21 มี.ค. 2565 จำนวน 180,285 ราย รายงานติดเชื้อ 1,201 ราย คิดเป็น 0.67% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 160,086 ราย ติดเชื้อ 799 ราย คิดเป็น 0.19% แซนด์บ็อกซ์ 17,210 ราย ติดเชื้อ 339 ราย คิดเป็น 1.97% และกักตัว 2,989 ราย ติดเชื้อ 61 ราย คิดเป็น 2.11%
ด้านการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. ฉีดได้ 105,249 โดส สะสมรวม 127,488,916 โดส เป็นเข็มแรก 54,912,758 ราย คิดเป็น 78.9% ของประชากร เข็มสอง 50,127,010 ราย คิดเป็น 72.1% ของประชากร และเข็มสาม 22,449,148 ราย คิดเป็น 32.2% ของประชากร
‘บิ๊กตู่’ย้ำเข้มสงกรานต์
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามมาตรการตามมติศบค.เร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก เพื่อรองรับก่อนเทศกาลสงกรานต์ และกำชับติดตามการตรวจสอบสถานที่ขอการจัดงานสงกรานต์ต้องเป็นไปตาม มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโควิด เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนครม.ร่วมทำบุญ สรงน้ำพระ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ขึ้น ปีใหม่ไทย วันที่ 12 เม.ย.
นอกจากนี้ นายกฯ เป็นห่วงการโฆษณาขายวิตามิน ยาบำรุง ทางโทรทัศน์ที่อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อ และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น และกระทบประชาชนที่กำลังประสบปัญหารายได้ จึงฝากอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ช่วยดูแลและสร้างการรับรู้เรื่องต่างๆ เนื่องจาก อสม.เป็นกลไกที่ใกล้ชิดประชาชน
ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน
รายงานว่าที่ประชุมครม. เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรคราวที่ 17 ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-31 พ.ค.2565 ตามที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผอ.ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เสนอ โดยที่ประชุมศบค.มีเหตุผลและความจำเป็น เนื่องจากยังพบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่แนวโน้มสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านยังน่าห่วงกังวล โดยเฉพาะเมียนมา และส่งผลต่อสถานการณ์การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นอกจากนั้นการระบาดในรอบเดือนก.พ.-มี.ค.พบผู้ติดเชื้อกระจายทั่วประเทศ หลังจากผ่อนคลายมาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อทำให้เศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนกลับคืนสู่สภาวะปกติ
“เดือนเม.ย. เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยว ในหลายท้องที่ อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปในวงกว้างมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการ บูรณาการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุขที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่ามีความจำเป็นให้ขยาย ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อปฏิบัติงานและการดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้การบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมีความต่อเนื่อง” รายงานข่าวจากสมช.ระบุ
ห่วง 4 เสี่ยงดันป่วยพุ่งอีก
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงการระบาดของโรค โควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ตนมักจะเตือนเรื่อง “4 เสี่ยง” ที่เจอพร้อมกันเมื่อไรต้องระวังให้มากคือ บุคคล กิจกรรม สถานที่ และช่วงเวลาเสี่ยง ขณะนี้มีการผ่อนคลายกิจกรรมมาระยะหนึ่งทำให้ 3 เสี่ยงแรก เกิดขึ้นแล้ว ส่วนช่วงเวลาเสี่ยงที่ใกล้มาถึงคือสงกรานต์
“ปีที่แล้วหลังเทศกาลสงกรานต์พบว่าหลายอย่างไปในทางแย่ลง แต่ปีนี้จุดต่างคือวัคซีน รวมถึงสายพันธุ์โอมิครอนที่ความรุนแรงลดลง และอีกจุดเปลี่ยนคือการพยายามผ่อนคลายกิจกรรมต่างๆ หลังจากที่เราเดินมา ระยะหนึ่ง ผ่านจุดทดสอบเมื่อช่วงปีใหม่ จะเห็นว่าตัวเลขเราเกือบจะไม่ขึ้น ถือว่าร่วมมือ กันทำได้ดี ต่อมาหลังตรุษจีนตัวเลขเริ่มขึ้น เชื่อว่าหลายคนที่ไม่ได้เดินทางใน 2 ปีที่ผ่านมา สงกรานต์ปีนี้คงอยากกลับไป จะเกิดการเคลื่อนย้ายระหว่างจังหวัดเยอะ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ ตัวเลขติดเชื้อต่อวัน เพราะโอมิครอนติดเชื้อง่าย ขณะที่คนติดไม่มีอาการ ดังนั้น การเดินทางไปหาครอบครัวต้องคิดว่าเราอาจนำเชื้อไปแพร่ได้ ให้ผู้ที่จะกลับบ้านเดินทางไปท่องเที่ยวตรวจ ATK ก่อนเดินทาง สวมหน้ากากอนามัยเพราะยังมีความจำเป็น และหมั่นล้างมือเพราะเป็นสุขอนามัยที่จำเป็นเพื่อลดการติดเชื้อ” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือตัวเลขผู้เสียชีวิต ข้อมูล 3 สัปดาห์ของมี.ค. พบว่า 50-60% เป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอีก 30% ฉีด 2 เข็มนานเกิน 3 เดือน ส่วน 5-10% คือฉีดเข็มเดียว ดังนั้น เมื่อรวมกันกว่า 90% คือคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเพียงพอ ต้องดูจุดแก้ตรงนี้ ต่อมาคือ 80-90% ของผู้เสียชีวิตคือ กลุ่มเสี่ยง 608 ดังนั้น ถ้าอยากให้สงกรานต์เต็มไปด้วยความสุขต่อเนื่องไปจนหลังสงกรานต์ ช่วงนี้จึงสำคัญในการเชิญชวนให้มาฉีดวัคซีน คนที่รับ 2 เข็มเกิน 3 เดือนแล้วให้รีบมารับเข็มกระตุ้น โดยตัวเลขผู้สูงอายุที่ยังไม่มารับวัคซีนเลยมีราว 2.2 ล้านคน ซึ่งจะเป็นกลุ่มเสี่ยง แม้โอมิครอนไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่ฉีดวัคซีน ก็จะกลายเป็นความเสี่ยง ฉะนั้น กลุ่ม 608 ต้องมารับวัคซีนไปจนถึงเข็มกระตุ้น
ตัวชี้ปรับสู่โรคประจำถิ่น
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวถึงการปรับโรค โควิด-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่นว่า ต้องจับตาประเมินสถานการณ์หลังเทศกาลสงกรานต์ ที่จะเป็นจุดบอกว่าประเทศไทยเราพร้อมหรือไม่ในการไปสู่โรคประจำถิ่น หากสงกรานต์ที่เป็นช่วงเสี่ยงแล้วเราผ่านไปได้ดี คนไทยเข้าใจโรค วิถีชีวิตในช่วงสงกรานต์นี้ก็จะ ต่อเนื่องไป ที่จะให้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวได้ เดินทางได้ ดังนั้น ระวังในจุดที่พึงระวัง สิ่งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในสังคมไทยคือคนที่หายจากการติดเชื้อที่เฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนนี้ เท่ากับเราจะมีคนที่มีภูมิคุ้มกันมากเกิดขึ้น ทั้งจากวัคซีน และหายจากโรคเพิ่มขึ้นมากมายในสังคม เชื่อว่าตอนนั้นเราจะเห็นข้อบ่งชี้ที่ทำให้โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการ ใช้ยารักษาผู้ป่วยโควิด เช่น โมลนูพิราเวียร์ แพกซ์โลวิด เกิดขึ้นระหว่างการระบาดเดลตา แต่ขณะนี้เป็นโอมิครอน ข้อมูลทั่วโลกเห็นตรงกันว่าผ่านมา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.2564 พบว่าคนฉีดวัคซีนอย่างน้อย 3 โดสแล้วติดโอมิครอน แต่ความรุนแรงของโรคน้อย ลงเยอะ ทั้งนี้ แม้ยา 2 ตัวมีรายงานว่ามีประสิทธิภาพดี แต่ยาฟาวิพิราเวียร์ก็มีรายงานว่าได้ผลดีเช่นกัน เพียงแต่เราไม่ได้พูดถึง เราพูดถึงแต่ยาใหม่ ถ้าหากโอมิครอนรุนแรง กว่าเดลตา เห็นด้วยที่จะพูดถึงยาใหม่ แต่ขณะนี้ ไม่ใช่ เพราะเชื้อขณะนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าและคนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น เชื่อว่ายาฟาวิพิราเวียร์ ที่ใช้มีข้อมูลโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ใช้รักษาผู้ป่วยกว่า 2 ล้านเม็ด ส่วนคำถามที่ว่า ยายังมีความจำเป็นหรือไม่ เหมือนเราเป็นหวัด ปกติก็ไม่ได้ทานยา ใช้การพักผ่อนให้มาก เพียงแต่ตอนนี้ยาเหล่านี้เป็นตัวเลือกในกลุ่ม 608 ที่เสี่ยงต่ออาการมาก
“ขณะนี้พบรายงานเดียวจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิดนั้นมีอุบัติการณ์เกิดอาการ ลองโควิดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ฉีด ซึ่งสธ.มีการกำหนดตั้งทีมติดตามอาการลองโควิดและเฝ้าติดตามข้อมูลทั่วโลกในแนวทางการรักษาด้วย นิยามของลองโควิดคือ หายจากติดเชื้อแล้ว แต่มีอาการติดตัวอยู่ บางส่วนขึ้นสมอง รู้สึกสมองตื้อตลอดเวลา ไม่กระฉับกระเฉง มีรายงานนักกีฬาในอังกฤษพบว่ากล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
อนุมัติ 8.4 พันล้านสู้โควิด
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 สำหรับเป็นค่าตอบแทน เสี่ยงภัยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า ในสถานการณ์โควิด ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) 270,590 คน ในอัตราเดือนละ 500 บาท/คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนต.ค.64-มี.ค.65 รวม 811,770,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรฝ่ายปกครอง ในระดับพื้นที่ในการปฏิบัติหน้าที่สกัดกั้น และสนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระดับพื้นที่ อาทิ การสกัดกั้น จับกุมการลักลอบ เข้าประเทศ การเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย และการคัดกรองผู้เดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน/ชุมชน
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการค่าใช้จ่าย ในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 วงเงิน 8,458.38 ล้านบาท ตามที่สธ.เสนอ ซึ่งจะจัดสรรแก่ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดสธ. 7,777.09 ล้านบาท กรมการแพทย์ 626.53 ล้านบาท กรมสุขภาพจิต 27.84 ล้านบาท กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 13.53 ล้านบาท และกรมอนามัย 13.37 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ค่าตอบแทนบุคลากรนอกเหนือภารกิจปกติ สำหรับเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกสถานพยาบาล ค่ารักษาผู้ป่วยไร้สิทธิการรักษา และจัดซื้อยาแพกซ์โลวิด
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สธ.มีการใช้ยารักษาโควิดอยู่หลายชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจร ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ เรมดิซิเวียร์ และล่าสุดอยู่ระหว่างการจัดหายาแพกซ์โลวิด ซึ่งผลิตโดยบริษัท ไฟเซอร์ ซึ่งหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้วจะมีการลงนามสัญญาเพื่อจัดซื้อตามขั้นตอนต่อไป
ซื้อแพกซ์โลวิด 500 ล้าน
รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้เสนอเรื่องค่าตอบแทน เสี่ยงภัยโควิด-19 ให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค.2564 โดย ครม.มีมติ เห็นชอบ ซึ่งนายอนุทินเป็นผู้ผลักดันงบกลางเข้าครม.วาระเพื่อพิจารณา เดิมไม่ได้รับการบรรจุไว้ในการประชุม โดยรวมงบประมาณ 8,458,385,141 บาท เป็นในส่วนของสำนักงาน ปลัด สธ. กรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมอนามัย ประกอบด้วย 1.ค้างจ่ายค่าตอบแทนเสี่ยงภัยและฉีดวัคซีนนอกสถานที่ รวมงบประมาณมากกว่า 3,373 ล้านบาท 2.ค้างจ่ายค่ารักษา ผู้ป่วยไร้สิทธิงบประมาณมากกว่า 2,785 ล้านบาท 3.ค้างจ่ายค่ายาฟาวิพิราเวียร์ และ เรมเดซิเวียร์ งบประมาณ 1,778 ล้านบาท และ 4.งบจัดซื้อยาแพกซ์โลวิดอีก 500 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าตอบแทนเสี่ยงภัยบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงาน โควิด-19 แบ่งตามกลุ่ม ดังนี้แพทย์และสัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานโควิด-19 ได้ 1,500 บาท และพยาบาล รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่กำหนดได้ 1,000 บาท โดยกรณีนี้จะกำหนดการจ่ายไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง โดยทั้งหมดต้องมีหนังสือสั่งการบุคลากรให้ดำเนินการอย่างเป็นลายลักษณ์ อักษร รวมทั้งกรณีค่าฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกสถานที่ด้วย
เปิดสมัครทีมแพทย์ 93 คน
รายงานข่าวจากสธ. เปิดเผยว่า กรมการแพทย์ ได้เปิดรับสมัครพนักงานราชการเฉพาะกิจ ทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 22-28 มีนาคม 2565 ไม่เว้นวันหยุดราชการ (ตลอด 24 ชั่วโมง) ทั้งหมด 93 อัตรา ในตำแหน่ง นายแพทย์ จำนวน 13 อัตรา ค่าตอบแทน 101,350 บาทต่อเดือน และตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 80 อัตรา ค่าตอบแทน 59,680 บาทต่อเดือน เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยคุณสมบัติ ไม่เป็น พนักงานราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ จ้างเหมาบริการ มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับโควิด-19 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://dms.thaijobjob.com/
หมอห่วงเปิดเที่ยวเชียงใหม่
ส่วนสถานการณ์โรคโควิดในพื้นที่ต่างๆ วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อยืนยันและผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่มขึ้นรวม 5,033 ราย
นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนเปิดเมืองเชียงใหม่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า เดิม จ.เชียงใหม่ได้เปิด พื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวแบบแซนด์บ็อกซ์ ใน 5 อำเภอคือ อ.เมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า และจอมทอง แต่ขณะนี้ได้ขอเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวหรือพื้นที่สีฟ้าเพิ่มอีก 20 อำเภอ เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และให้คนเชียงใหม่โดยเฉพาะภาคเอกชน โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว เดินหน้าต่อไปได้ โดยได้เน้นย้ำภาคเอกชน ให้ปฏิบัติตามมาตรการ Covid Free Setting อย่างเคร่งครัด
ขณะที่เฟซบุ๊ก “Woravut Kowatcharakul” ของ นพ.วรวุฒิ โฆวัชรกุล ผอ.ร.พ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โพสต์ระบุว่า แม้โอมิครอนอาการหนักน้อยกว่าเดลตา แต่ตอนนี้ป่วยมากกว่าตอนเดลตาสิบเท่า คนไข้อาการหนักน่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าช่วงที่เรามีปัญหาเรื่องเตียงหนัก จะปั๊มให้มีเตียงเพิ่มได้ยังไง ก่อนจะเปิดสีฟ้าทั้งเมือง คนที่จะไปออกไปเที่ยว ให้ช่วยพาผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังออกมาฉีดวัคซีนด้วย
ชายแดนใต้ยอดฉีดน้อย
ส่วนสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 12 รายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวันว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ว่ายังน่าเป็นห่วง พบผู้ติดเชื้อ รวม 1,094 ราย มีผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ประมาณ 20% ส่งผลให้มีผู้ที่เสียชีวิตอยู่ 6 ราย จ.ปัตตานี 3 ราย สงขลา 1 ราย ยะลา 1 ราย จ.นราธิวาส 1 ราย
คุกโคราชป่วย 1.2 พันคน
ด้าน นพ.สมบัติ วัฒนะ รอง นพ.สสจ.นครราชสีมา ชี้แจงว่า ได้รับแจ้งจากร.พ. เดอะโกลเดนเกล ได้ตรวจ ATK ผู้ต้องขัง ในเรือนจำกลางนครราชสีมา พบผลบวก 1,241 ราย ซึ่งเป็นการติดเชื้อซ้ำหลังพบผู้ป่วยกว่า 2 พันราย เมื่อช่วงเดือนพ.ย.2564 ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรค