ไรเดอร์ก็โอดตกสำรวจเยียวยาทีมรมต.ศก.แจงทุ่ม4หมื่นล.ดูแลมั่นใจ3เดือน เศรษฐกิจกระเตื้องพณ.รับเบรกไม่อยู่‘ไข่’ขึ้นราคา

ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล รมว.พลังงาน-คลัง-แรงงานเปิดแถลงใหญ่ เทอีก 4.5 หมื่นล้าน แบกราคาพลังงาน รวมยอดอุ้มปีที่แล้วบาน -2 แสนล้าน ‘อาคม’ ยันฐานะการเงินรัฐยังแข็งแกร่ง ก.พลังงานย้ำเลิกอุดหนุนดีเซลรถหรู แจงจำเป็นต้องปรับราคาทั้งแก๊ส-น้ำมัน ปล่อยติดลบกว่านี้ไม่ได้แล้ว ก.แรงงาน ชี้ลดเงินสมทบลูกจ้าง 3 มาตรา 3 เดือน รวม 3.45 หมื่นล้าน เริ่มพ.ค.-ก.ค. กสิกรไทยคาดการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน กดดันเงินเฟ้อพุ่ง กระทบเศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ แห่งแสนสิริ เชื่อรัฐต้องกู้เพิ่มอีกเยอะรับมือทั้งโควิด-สงคราม วินจยย.ชี้รัฐช่วยเดือนละ 250 บาทไม่พอดำรงชีพ ช่วยปัญหาไม่ตรงจุด แนะลดราคาน้ำมันดีกว่า ไรเดอร์ส่งอาหารโอด รัฐมองข้าม วอนช่วยเหลือด้วย ‘บิ๊กตู่’ สั่งก.พาณิชย์-เกษตรฯ สอบสต๊อกปุ๋ยทั่วประเทศ ย้ำต้องไม่ขาดแคลน

ควัก 2 แสนล.อุ้มพลังงาน
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานคาดจะใช้เงินสำหรับดำเนินมาตรการดูแลราคาพลังงานเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและความเดือดร้อนของประชาชนในช่วง 3 เดือนนับจากนี้อีก 43,000-45,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ภาครัฐอุดหนุนราคาพลังงานไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ 164,228 ล้านบาท จึงคาดว่าจะใช้งบประมาณช่วยเหลือด้านพลังงานรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยรัฐยังคงยืนยันที่จะดูแลไม่ให้ราคาพลังงานในประเทศสูงกว่าหรือแพงเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง แต่ก็มีความจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นอยู่บ้าง ซึ่ง 10 มาตรการ อย่างน้อย 3 เดือนจากนี้ จะช่วย ประคับประคองประชาชน และรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศได้

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐได้ใช้กลไกเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุดหนุนราคาพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ วันที่ 20 มี.ค.2565 กองทุนมีสถานะติดลบ 32,831 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่าเป็นระดับที่สูงเกินกว่าจะดำเนินการต่อไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องปล่อยให้ปรับขึ้นราคาพลังงานบางส่วนแบบมีการบริหารจัดการ ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยตัวขึ้นทั้งหมด เพราะฐานะกองทุนจะติดลบเกินกว่านี้ไม่ได้ ไม่มีสภาพคล่อง ขณะที่รัฐจะช่วยอุดหนุนในรูปแบบคนละครึ่งกับประชาชน เช่น ถ้าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอยู่ที่ 115-135 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาขายปลีกเบนซินในประเทศอยู่ที่ 38-40 บาท/ลิตร กองทุนจะอุดหนุน 4 บาท ประชาชนออกอีก 4 บาท รวมประชาชนจ่าย 34 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2565 รวมถึงราคาขายปลีกดีเซลที่รัฐอุดหนุนไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร หลังจากสิ้นเดือนเม.ย. ก็จะปรับขึ้นแบบรัฐครึ่งประชาชนครึ่งเช่นกัน จากปัจจุบันกองทุนอุดหนุนดีเซลอยู่ 8 บาท/ลิตร

ยันเลิกอุดหนุนดีเซลรถหรู
นอกจากนี้ จะยกเลิกอุดหนุนราคาดีเซล เกรดพรีเมียมที่ใช้ในรถหรูประมาณ 1.4 ล้านลิตร/วัน โดยจะปล่อยให้จำหน่ายตามราคาจริง เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปชดเชยกลุ่มอื่นที่มีความจำเป็น แต่กระทรวงพลังงานยังคงให้ส่วนลดผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 5 บาท/ลิตร เป็นเงิน 250 บาท/เดือน นาน 3 เดือน(พ.ค.-ก.ค.2565) เฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก 157,000 คน และไม่ให้ปรับขึ้นค่าโดยสารกับประชาชน

ส่วนของก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จะปรับขึ้น 1 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) จากเดิมที่ตรึงราคาไว้ 318 บาท/ถัง 15 ก.ก. เป็นเดือนเม.ย.อยู่ที่ 333 บาท/ถัง 15 ก.ก. เดือนพ.ค.อยู่ที่ 348 บาท/ถัง 15 ก.ก. เดือนมิ.ย.อยู่ที่ 363 บาท/ถัง 15 ก.ก. โดยรัฐจะช่วยอุดหนุนราคาเพิ่มเติม 55 บาท จาก 45 บาท เป็น 100 บาท/ถัง 15 ก.ก./3 เดือน เฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 36 ล้านคน ใช้งบกลางกว่า 200 ล้านบาท โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ขยายเวลาช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2565 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 5,500 ราย ตามนโยบายรัฐบาล เป็นเงินกว่า 15.6 ล้านบาท รวมทั้งยังขยายเวลาคงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่ 15.59 บาท/ก.ก. และเอ็นจีวีสำหรับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 13.62 บาท/ก.ก. อีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 15 มิ.ย.2565

ขณะที่ค่าไฟฟ้าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ใช้เงินในส่วนต่างๆ มาตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) จนหมดแล้ว จึงจะทยอยปรับขึ้นค่าเอฟทีต่อเนื่องในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2565 ให้เรียกเก็บอยู่ที่ 24.77 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนอยู่ที่ 4 บาท/หน่วย จากอัตราค่าไฟฟ้าจริงหากรัฐไม่มีเงินมาอุดหนุนเลยจะอยู่ที่ 5.07 บาท/หน่วย แต่รัฐบาลยังดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ให้จ่าย 3.7 บาท/หน่วย คาดประชาชนได้รับความช่วยเหลือ 20 ล้านครัวเรือน

ฐานะการคลังรัฐยังแกร่ง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวยืนยันว่า ฐานะทางการคลังของรัฐบาลยังมั่นคง โดยการจัดทำงบประมาณปี 2565 ขาดดุล 7 แสนล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บ รายได้ของรัฐบาล 5 เดือนของปีงบประมาณ (ต.ค.2564-ก.พ.2564) ยังทำได้ตามเป้าหมาย และต้องติดตามรายได้ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2565 รายได้ภาษีจะชัดเจนมากขึ้น จากการยื่นแบบภาษีของบุคคลธรรมดาในปี 2564 และนิติบุคคลในปี 2565 ยังคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ปี 2565 ได้ 2.4 ล้านล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง 2.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ 3.3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีกำหนดการประชุม ช่วงปลายเดือนมี.ค. ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด หากมีการปรับขึ้นจะต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกันอย่างรอบคอบ

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือและลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน เพื่อลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น โดยการลดเงินสมทบทั้งในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันทุกมาตรา ได้แก่ 33 39 และ 40 เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.) ว่า จะเกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนประมาณ 24.2 ล้านคน เป็นเม็ดเงินมูลค่าประมาณ 34,540 ล้านบาท ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ 103,620 ล้านบาท

แจงไทม์ไลน์ถกขึ้นค่าแรง
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11.2 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบเหลือ 1% จาก 5% ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1.9 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบเหลือ 1.9% จาก 9% คือจากเดิมที่ต้องส่งเงินสมทบ 432 บาท จะลดลงเหลือส่งเงินสมทบ 91 บาท และผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 10.6 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบในแต่ละทางเลือกลงจาก 70 บาท เหลือ 42 บาท, จาก 100 บาท เหลือ 60 บาท และจาก 300 บาท เหลือ 180 บาท ส่วนนายจ้าง 5 แสนราย จะได้ลดเงินสมทบเหลือ 1% จาก 5%

ส่วนความคืบหน้าประเด็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้างและสำนักงานแรงงานจังหวัดสำรวจและประมวลผลค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ประกอบการพิจารณาทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดและกรุงเทพฯ จากนั้นในเดือนก.ค. คณะอนุกรรมการพิจารณาอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดและกรุงเทพฯ จะจัดประชุมพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และส่งผลประชุมให้คณะกรรมการค่าจ้าง ก่อนที่จะให้คณะกรรมการค่าจ้างพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นจัดการประชุมพิจารณาในเดือนส.ค.-ก.ย.2565 ซึ่งกรณีมีมติปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานจะลงนามเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ผู้เลี้ยงไก่ชี้ร้อนจัด-ไข่แพง
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ ปรับขึ้นราคาไข่คละหน้าฟาร์มอีก 10 สตางค์/ฟอง เป็น 3.40 บาท/ฟอง ซึ่งสวนทางกับราคาที่ คน. ประกาศขอความร่วมมือให้จำหน่ายไม่เกิน 3.20 บาท/ฟองว่า เร็วๆ นี้จะเชิญสมาคม มาหารือว่ามีการปรับขึ้นราคาจากสาเหตุอะไร โดยที่ผ่านมา คน.ได้ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับทราบจากผู้ประกอบการผู้เลี้ยงว่าขณะนี้เข้าสู่ช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศค่อนข้างแปรปรวนทำให้ไก่ออกไข่ใบเล็กลง ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อต้นทุนเกษตรผู้เลี้ยงชัดเจน รวมทั้งอากาศร้อนยังทำให้ไก่ออกไข่น้อยลงในขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเท่าเดิม

สงครามดันเงินเฟ้อพุ่ง-ศก.ดิ่ง

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง และมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ในภาวะสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำให้มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2565 นี้ จะยังเป็นบวกได้แต่จะน้อย ซึ่งต้องดูทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่จะปรับประมาณการจีดีพีใหม่ จากเดิมประมาณการว่าในสถานการณ์เลวร้ายจีดีพีของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.8% และดีที่สุดอยู่ที่ 3.2% นายกอบสิทธิ์กล่าว

แจงจ่ายเยียวยา 1.35 ล้านล.
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนถึงสถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งสิ้น 1.35 ล้านล้านบาท เป็นการใช้จ่ายด้านสาธารณสุข 213,581 ล้านบาท ช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 869,430 ล้านบาท การรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการและกระตุ้นการบริโภคระบบเศรษฐกิจ 273,508 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเมินสถานการณ์สงคราม ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของไทย โดยหากราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรปลดลง ซึ่งผลกระทบทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และการท่องเที่ยวจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม แต่ยังเชื่อว่าจะยังขยายตัวอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3%

‘บิ๊กตู่’จี้สอบสต๊อกปุ๋ย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า มีความห่วงใยกับสถานการณ์ปุ๋ยขาดแคลน เนื่องจากใกล้เริ่มฤดูกาลเพาะปลูกแล้ว จึงได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ สำรวจปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในสต๊อก และการจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมให้เพียงพอ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจนำเข้า เพื่อหาหนทางนำเข้าเพิ่มเติมให้ได้มากที่สุด โดยราคาอาจต้องแพงขึ้นบ้าง รัฐบาลก็มีแนวคิดว่าเราจะช่วยกันอย่างไรได้บ้าง เช่น ใช้มาตรการทางการเงิน ช่วยปล่อยเงินกู้พิเศษ เงินกู้ระยะยาว ดูแลเรื่องดอกเบี้ย

“ผมได้มอบแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการปุ๋ยว่า 1.ปุ๋ยจะต้องไม่ขาด รัฐบาลต้องหาปุ๋ยเพิ่มเติมจากต่างประเทศเข้ามาให้เพียงพอ และ 2.ราคาปุ๋ยต้องเป็นราคาที่เกษตรกรสามารถรับภาระได้

‘เศรษฐา’มั่นใจรัฐกู้เพิ่ม
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอีกจำนวนมาก เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัว จากที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ฟันธงเลยว่า รัฐบาลต้องกู้เงินดูแลเศรษฐกิจเพิ่ม และต้องกู้ในจำนวนที่มากด้วย แต่บอกไม่ได้ว่าเท่าไร เพราะตนไม่รู้ฐานะการเงินของประเทศที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล ที่เปิดเผยจะเห็นประเทศไทยมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินกองทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดติดท็อป 10 ของโลก มีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 59.87% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเกิน 100% ทำให้รัฐบาลไทยมีความสามารถกู้เงินได้อีกมาก หากนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น ก็ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง แม้ว่าจะกู้เพิ่มมากก็ตาม

นายเศรษฐา กล่าวฝากถึงรัฐบาลว่า การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรมองใน 2 เรื่อง คือ ดูเรื่องรายรับให้มากขึ้น และดูแลรายจ่ายให้ลดลง ในส่วนของการเพิ่มรายรับ รัฐบาลควรออกมาตรการที่มีพลังกระตุ้นเศรษฐกิจให้วงกว้าง ให้เกิดการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด เช่น การกระตุ้น มาตรการอสังหาริมทรัพย์ ก็ควรทำให้มี อิมแพ็ก ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องได้ประโยชน์ มีการจ้างงาน ทำให้คนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านดูแลรายจ่าย ขณะนี้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือบรรเทาค่าพลังงาน และค่าครองชีพ 10 มาตรการ ก็เชื่อว่าจะช่วยรายจ่ายของประชาชนไปได้ระดับหนึ่ง

จยย.วินบอกช่วย 250 บ.ไม่พอ
จากกรณี รัฐบาลเคาะมาตรการช่วยจ่ายค่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยจ่ายให้เดือนละ 250 บาท เป็นระยะ 3 เดือน คาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพ.ค.จนถึงเดือนก.ค.

ข่าวสดออนไลน์ ลงพื้นที่ไปสอบถาม ความคิดเห็นของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างถึงมาตรการนี้ โดยนายไพบูลย์ โพธิวัฒน์ อายุ 65 ปี อาชีพ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กล่าวว่า ไม่พอหรอก มันทุเรศ เขาก็คิดเป็นเศษเงินของเขา มาตรการดีที่สุดก็ต้องลดค่าน้ำมันลง ไหนบอกว่าประเทศไทยมีแก๊สเยอะ ทำไมต้องไปอิงจากต่างประเทศ ปกติตนจ่ายค่าน้ำมันวันละ 150 บาท เฉลี่ยเดือนหนึ่งก็ 3,000 บาท ที่รัฐจะช่วยจ่ายค่าน้ำมัน 250 บาทต่อเดือน จะช่วยอะไรได้ ก็ช่วยได้แค่ 1-2 วัน แล้วอีก 20 กว่าวัน มาตรการนี้เหมือนแก้ผ้าเอาหน้ารอด ทุกวันนี้เดือดร้อนของแพงหมดทุกอย่าง แต่ถ้าจะให้วินขึ้นราคาค่าโดยสารก็ไม่ได้เดี๋ยวมีปัญหาอีก พวกตนตรึงราคาค่าโดยสารไว้ปกติเลย วิ่งไม่เกิน 2 ก.ม. ราคา 25 บาท ตนยังเก็บแค่ 10-15 บาทเอง แทบจะไม่พอแล้ว หลังโควิดรายได้หายไปเยอะจากเมื่อก่อน ราคาน้ำมันพุ่งไป 40 บาทแล้วมันไม่ไหวแล้ว

นายนันท์มนัส พงษ์พียะ อายุ 50 ปี อาชีพ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กล่าวว่า คิดว่าไม่สามารถมาชดเชยกันได้ ช่วยไม่ตรงจุด พวกตนขับวินกันทุกวัน เติมน้ำมันวันหนึ่งก็ 150 บาท จากเมื่อก่อนเติมน้ำมันลิตรละ 20 กว่าบาท ขับวันหนึ่งก็ได้ 400-500 บาท แต่ทุกวันราคาน้ำมันขึ้นแทบจะทุกอาทิตย์ มันส่งผลกระทบเพราะรายได้น้อยลง น่าจะเข้าไปปรับลดภาษีน้ำมัน ปรับลดเงินกองทุนน้ำมัน หรือนำเงินส่วนนี้มาชดเชยให้ประชาชนดีกว่า

‘ไรเดอร์’วอนรัฐช่วยด้วย
ขณะที่ผู้ขับขี่ไรเดอร์ โดยนายสุรศักดิ์ สมปัญญา อายุ 39 ปี อาชีพ พนักงานส่งอาหาร กล่าวว่า พวกตนก็ใช้รถมอเตอร์ไซค์ วันหนึ่งก็จ่ายค่าน้ำมันไม่ต่ำกว่า 200-250 บาท จึงอยากให้ช่วยเหลือพวกตนบ้าง เพราะทุกคนเดือดร้อนเหมือนกัน และที่รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าน้ำมันให้วินมอเตอร์ไซค์ เดือนละ 250 บาท ตนมองว่ามันไม่พอ ซื้อข้าว 1 มื้อ ยังไม่พอเลย

นายพิชัย สีมา อายุ 39 ปี อาชีพ พนักงานส่งอาหาร กล่าวว่า ต้องจ่ายค่าน้ำมันวันละ 150 บาท เฉลี่ยก็เดือนละ 3,000-4,000 บาท ตนเริ่มทำตัวให้ชินที่รัฐบาลมองไม่เห็นจุดนี้ ต้องทำใจ อยากให้ช่วยทำให้ราคาน้ำมันลดลง เพื่อช่วยเหลือคนทุกคน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน