เตรียมเลือกตั้ง‘อุ๊งอิ๊ง’ขอเวลาชิงเก้าอี้นายก
‘อุ๊งอิ๊ง’ ยังกั๊กชิงนายกฯ บอกวันนี้ยังไม่อยากเป็น ขอเก่งและมีประสบการณ์ก่อน แต่ยืนยันถึงเวลาต้องเปลี่ยนรัฐบาลเพราะทำประเทศถอยหลังอย่างเดียว อุบไต๋ ‘ทักษิณ’ กลับไทย ให้รอเซอร์ไพรส์ ปชป.จัดระดมทุน 200 ล้าน เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง เสิร์ฟเมนูหรูปูอลาสก้า คาเวียร์ โต๊ะละ 2 ล้าน นักธุรกิจร่วมงานพรึบ ‘ดร.ซุป’ แนะทำนโยบายต้องยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ‘วิษณุ’ ฟันธงเซียนการเมืองอ่านเกม บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ บางพรรคมีสิทธิ์แลนด์สไลด์ พปชร.คึกเปิดตัว 50 ผู้สมัครส.ก. ชูจุดขายผลงาน ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ ‘ดร.เอ้’ โชว์นโยบายเปลี่ยนชีวิตคนกรุง-เปลี่ยนเมือง
‘อุ๊งอิ๊ง’แย้ม‘ทักษิณ’กลับไทยแน่
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัว พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Woody Exclusive สัมภาษณ์โดย วู้ดดี้-นายวุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรชื่อดัง ผ่านทางยูทูบ ซึ่งมีความยาวประมาณ 20 นาที
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เป็นคนที่สนิทกับพ่อ (นายทักษิณ ชินวัตร) มาก ตั้งแต่เด็ก ตีกอล์ฟกับพ่อ คือไปด้วย พ่อไปหาเสียง ไปด้วยไม่เคยบ่น ไม่เคยรู้สึกอากาศรอบข้าง ไม่มีความรู้สึก เพราะเราติดพ่ออยากอยู่ข้างๆ เขา เป็นคนกล้าบอกเขาทุกเรื่อง ตั้งแต่เด็กจนโต บอกหมดเลย
พิธีกรปรารภขึ้นมาว่า มิน่าพ่อถึงบอก ถ้าอยากจะรู้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ ให้ถามอิ๊ง เพราะได้กระซิบบอกลูกสาวเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อเมื่อไหร่จะกลับมา น.ส.แพทองธารตอบว่า คุณพ่อบอก ห้ามบอกพี่วู้ดดี้ พ่อบอกว่าจะออกรายการพี่วู้ดดี้เหรอ ชูวส์ เงียบไว้ก่อน
“เมื่อถึงเวลาทุกคนจะรู้ ส่วนจะรู้จากตัวเองหรือพ่อ เอาไว้ว่ากันอีกที เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ แต่ก็รอคอยวันนั้น รอคอย เชื่อว่าทุกคนในครอบครัวรอคอย สิ่งที่พูดกัน ไม่ได้พูดถึงรูปแบบของการกลับมามากมาย จะพูดกันในเรื่องแบบว่า กลับมาแล้วอยากทำอะไร บอกคุณพ่อว่า กลับมาแล้วจะให้อยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ไม่ต้องทำงานเยอะแล้ว”
ถามว่า ถ้าพ่อได้มีโอกาสกลับมาคิดว่าในวันนี้พ่ออยากจะทำอะไรให้กับประเทศชาติ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ที่คุณพ่อพูดเสมอคือ อยากจะฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อน เพราะเขาพูดเสมอ ปากท้องคนไทยตอนนี้ลำบากมาก เป็นเรื่องที่เขากังวลมาก
ซัดรัฐบาล-ยังกั๊กชิงนายกฯ
ช่วงหนึ่งพิธีกรถามว่าอยากให้อะไรเกิดขึ้นเร็วที่สุด สำหรับประเทศชาติบ้านเรา น.ส. แพทองธาร ตอบว่า อยากให้มีการเปลี่ยน แปลงของรัฐบาล คิดว่ารู้สึกว่ามันนานที่เป็นอยู่แบบนี้ คิดว่าประเทศต้องไปต่อ ตอนนี้มันถอยหลังอย่างเดียว จากการที่คุณพ่อออกไป ประเทศหรือเศรษฐกิจทุกอย่างก็ยังไม่เคยดี เท่าวันนั้น
คิดว่าจะมีโอกาสสามารถทำงานร่วมกับ นายกฯคนปัจจุบันได้หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยทำงานในสภาอยู่แล้ว ถ้าถามส่วนตัว ก็เปลี่ยนไหมอ่ะ มันก็นานแล้วเหมือนกัน ถ้าอ่านอะไรในโซเชี่ยลบ้างมันก็จะเห็น คนเขาลำบากจริง แล้วเขาก็อยากได้การเปลี่ยนแปลงจริงๆ อิ๊งว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่มันต้องเปลี่ยน
นายวู้ดดี้ได้แซว และขอให้พูดถึงตำแหน่งในพรรค น.ส.แพทองธารตอบว่า เป็นประธานคณะทำงานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย เลยนำมาสู่คำถามที่ว่า อนาคตมีโอกาสจะรับตำแหน่งอื่นอีกหรือไม่ เช่น นายกฯของประเทศไทย
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ว้าว นายกฯเลยใช่ไหมค่ะ (หัวเราะ) ต้องแล้วแต่คนในพรรคจะเมตตาเราว่าแค่ไหน จะต้องออกมาข้างนอกว่า ประชาชนคิดอย่างไรมากกว่า”
พิธีกรถามต่อว่าอยากเป็นไหม น.ส. แพทองธารนิ่งคิดชั่วครู่พร้อมย้อนถามว่า นายกฯหรอ วันนี้ใช่ไหม ยังไม่อยากค่ะ แต่รู้สึกว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อิ๊งว่าถ้าเวลามันถึง มันใช่ ไม่รู้ความคิดจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ ณ วันนี้ ที่พูดกับพี่วู้ดดี้อยู่ ยังไม่ได้อยากเป็นนายกฯ เราอยากจะเก่งกว่านี้ก่อน อยากจะมีประสบการณ์มากกว่านี้สักหน่อย
ไม่หวั่นถูกขุดคุ้ย-ขอเป็นปชต.
ถามว่า การเมืองค่อนข้างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม จะมีการขุดคุ้ย สืบค้น ใน โซเชี่ยลออกมาหมด พร้อมแล้วใช่หรือไม่ ที่จะยืนอยู่กลางแจ้ง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ชินวัตรถูกขุดคุ้ยมาตลอดเลย ยังไม่มีวันไหน ยังไม่ถูกขุดคุ้ยเลย เป็นมานานแล้ว อิ๊งปรับตัวตรงนั้นมานานแล้ว เรารู้อยู่แล้วว่ายังไม่มีอะไรที่เขายังไม่ขุดคุ้ย คิดว่ากูเกิ้ลไปก็เจอหมด ทุกคนมีสิทธิมีเสียงพูด ควรเป็น ประชาธิปไตยเต็มๆ เสียที
พิธีกรถามว่ามีอะไรอยากจะบอกกับพี่น้องชาวไทยอย่างเป็นทางการเลย น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ถึงจะเป็นบทบาทใหม่ แต่ทุกบทบาทที่ได้รับ ก็มีความตั้งใจมากๆ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ก็อยากจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศดีขึ้น อนาคตจะเอาโอกาสอะไรมาให้เรา เราคงต้องทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดแน่นอน ถ้าจะฝากก็ฝากพรุ่งนี้เพื่อไทย รวมทั้งส่วนตัวสนับสนุนเรื่อง LGBTQ และเรื่องสมรสเท่าเทียม
ตอนท้าย วู้ดดี้ถามว่า เมื่อลงสนามการเมือง กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เอาจริงๆ นะ เคยคิด แต่ไม่ได้คิดไปในแง่นั้น คือแค่รู้สึกว่า มันต้องดีขึ้น การเมือง เศรษฐกิจ ความคิดของประเทศ มันต้องดีขึ้น มันต้องก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว เราจะไม่หยุดอยู่ที่เดิม ความยุติธรรมต้องชัดเจนขึ้น ทุกอย่างต้องเคลียร์ขึ้น โลก โซเชี่ยลมันแรง อย่างที่พี่บอก
ฝ่ายค้านจัดสัญจรน่าน
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงโครงการฝ่ายค้านพบประชาชนในวันที่ 27 มี.ค.ที่โรงแรมดิอิมเพลสน่าน จ.น่าน ว่า ธีมงานเราชัดเจนว่า “ทวงคืนอำนาจประชาชน : บริหารล้มเหลวซ้ำซาก ประชาชนจน ประเทศเจ๊ง” เพราะรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวผิดพลาดเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก ซึ่งเวทีเสวนาครั้งนี้จะฟังความเห็นพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกับเวทีในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมาในหัวข้อ “หมดเวลานายกฯ ก่อนประเทศหมดเวลา” เพียงแต่เปลี่ยนธีมเนื้อหาสาระเท่านั้น
ส่วนความคืบหน้าในการเตรียมเนื้อหาและญัตติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 นั้น เราประชุม 2 ครั้งแล้วโดยได้ตั้งคณะทำงานเพื่อดูเนื้อหาสาระในการอภิปรายที่มีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยและประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เป็นประธาน
ยืนยันว่าเรามีมติจะยื่นญัตติดังกล่าวให้เร็วที่สุด เว้นแต่มีสถานการณ์หรือเหตุการณ์ เบื้องหน้าขณะนั้นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ถ้าเรายื่นไปแล้วเสียประโยชน์ ก็จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ส่วนในเนื้อหาสาระการอภิปรายนั้น ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมข้อมูล และคณะทำงานจะรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนญัตติต่อไป

โต๊ะ 2 ล้าน – พรรคประชาธิปัตย์จัดดินเนอร์ทอล์ก ‘Go Together, Go Further’ ระดมทุนสู้เลือกตั้ง 120 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 2 ล้านบาท เมนูหรูปูอลาสก้า คาเวียร์ ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อค่ำวันที่ 25 มี.ค.
ปชป.ระดมทุนเตรียมเลือกตั้ง
เวลา 16.30 น.ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว BCC Hall แกรนด์ บอลรูม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดงานดินเนอร์ทอล์ก ภายใต้ชื่องาน “Go Together, Go Further” เพื่อระดมทุนพรรค ซึ่งจัดที่นั่งโต๊ะละ 5 คน จำนวน 120 โต๊ะ โต๊ะละ 2 ล้านบาท รวมประมาณ 150-200 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีแกนนำพรรค ส.ส. สมาชิกพรรค ตัวแทนจากภาคเอกชน และนักธุรกิจ มาร่วมงานอย่างคึกคัก
ภายในงานมีเมนูอาหาร ประกอบด้วย ปูอลาสก้าและไข่ต้มในน้ำพร้อมซอสผงกะหรี่และคาเวียร์ ซุปอาหารทะเลบุยยาเบสกับขนมปังกระเทียม ปลาหิมะอบซอสครีมมะนาวเนยสด มันฝรั่งบดและผักโขม ถั่วฟาว่า ขนมพานาคอตต้ากับมิกซ์เบอร์รี่เชื่อมเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมเลมอนเชอร์เบทบน อัลมอนด์บิสกิต
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้คืองานของพวกเราทุกคน แขกที่มาในวันนี้คือพวกเรา เหมือนคนในครอบครัว และงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์จะเดินไปหาท่านทุกคน
งานวันนี้เป็นการระดมทุนหรือเรียกง่ายๆ ว่า งานหาเงิน เราทำเปิดเผยถูกต้องตามกฎหมาย เพราะประชาธิปัตย์ไม่เคยทำอะไรใต้ดิน ยืนยันว่าทุนที่ได้ในวันนี้จะใช้อย่าง คุ้มค่าที่สุด โปร่งใสที่สุด เพราะถือว่าประชาธิปัตย์เป็นของคนทุกคน วันนี้เราจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อยากเชิญทุกคนที่มีความสนใจและมีอุดมการณ์ตรงกัน เราพร้อมเปิดบ้านรับคนนอก หรือคนที่มีอุดมการณ์เข้ามาทำงานร่วมกัน
‘ดร.ซุป’ให้ยึดยุทธศาสตร์ชาติ
เวลา 18.50 น. นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) และอดีต ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) บรรยายหัวข้อเรื่องเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลกว่า คำว่า Go Together เราจะไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน สถานการณ์บ้านเมืองของเราและสถานการณ์ของโลกในเวลานี้ ถ้าไม่เดินไปพร้อมกัน จะเกิดสงครามทุกด้าน ไม่ใช่สงครามที่เรารบพุ่งกันเอง แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจโลก สงครามโรคภัยไข้เจ็บ สงครามความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในโลก ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกคงไม่มีครั้งใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าช่วงนี้ เรียกว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจริงๆในหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่านี้มาก่อน
สำหรับไทยนั้นต้องเตรียมพร้อมรับมือ ตนคิดว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของเราที่หลายคนบอกว่ายาวนานเกินไปนั้น ตนเชื่อว่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเราทุกด้าน ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องเข้าใจในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และช่วยกันพยายามผลักดันโครงการนี้ต่อไป
“การเมืองบ้านเราเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ถ้าทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจะไม่มีทางสำเร็จได้ จึงต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยยุทธศาสตร์ชาติของเราชัดเจนว่าจะต้องพัฒนาคนอย่างไรให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่แค่การท่องจำ ผมขอให้คะแนนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายเฉลิมชัย ในการผลักดันเรื่องการเกษตร และความสามารถในการแข่งขันสินค้าของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก ผมขอให้คะแนนทั้งสองท่านสูงมาก” นาย ศุภชัยกล่าว
‘จุรินทร์’ขอให้มั่นใจปชป.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ “ยุทธศาสตร์ การนำเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด”ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา เราผ่านวิกฤตไม่ว่าจะเป็นโควิด เศรษฐกิจ การเมืองมาได้ โดยเฉพาะในภารกิจที่พรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นั่นหมายถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดจากการที่เราตั้งหลักไว้ชัดตั้งแต่ต้น หลายคนเคยได้ยินวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ที่ใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต นี่คือนวัตกรรมที่เป็นวิสัยทัศน์อย่างหนึ่งที่มีต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้เห็นมาแล้วในประเทศที่พัฒนา เช่น ญี่ปุ่น ตนคิดว่าประเทศไทย ถัดจากนี้ไป ต้องเป็นเศรษฐกิจผสมผสาน ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่โควิดมา ทุกอย่างก็พัง
พรรคการเมืองคือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างไปสู่ความสำเร็จของประเทศ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะต่างกับพรรคอื่น เพราะเราเป็นสถาบันการเมืองอยู่มา 76 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 77 เป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต ปัจจุบัน และจะมีอนาคต เป็นพรรคการเมืองของคนทุกรุ่น และจะอยู่ดำรงต่อไปตราบ ชั่วฟ้าดินสลาย ทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน เพราะการบ้านประเทศคือการบ้านพรรคประชาธิปัตย์
“ขอให้มั่นใจว่าการสนับสนุนของทุกท่านในวันนี้ ท่านได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนพรรคการเมือง ที่เป็นสถาบันทางการเมือง ที่ยั่งยืนที่สุด และดีที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศ”นายจุรินทร์กล่าว
‘วิษณุ’เชื่อแก้กม.ลูกเสร็จทัน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีข้อกังวลเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จะเสร็จตามกำหนดเวลาหรือไม่ ว่า การดำเนินการมีระยะเวลา 180 วัน ซึ่งนานพอที่จะทำให้ทัน หากไม่ทันก็ใช้ร่างที่มี แต่ถ้าไม่อยากใช้กฎหมายนี้ก็ต้องแก้ไขให้ทันตามกรอบเวลา ฉะนั้นไม่มีคำว่าไม่ทัน
ส่วนจะแก้ออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญ จะพิจารณารัฐบาลไม่ได้ไปยุ่งอะไรเลย ที่จะอันตรายคือถ้าทำไม่ทันแล้ว เกิดต้องใช้กฎหมายลูกอันเดิมโดยที่ยังแก้ไม่เสร็จ เช่น เกิดยุบสภา จะใช้ร่างนี้ก็ไม่ได้ แต่อาจต้องใช้ร่างนี้เพราะไม่อย่างนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะเอากฎหมายอะไรมาใช้ เป็นต้น ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า คิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง
ฟันธงเซียนรู้-เสี่ยงแลนด์สไลด์
ต่อข้อถามว่ากติกาเลือกตั้งใหม่ที่จะออกมาสามารถทำให้เกิดคะแนนแลนด์สไลด์เหมือนที่บางพรรคประกาศหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ก็อาจเกิดขึ้นได้ และถ้าใครคิดว่าจะมีอันตรายตรงจุดไหนก็ช่วยมีสติปัญญาแก้ไป
การแก้กฎหมายลูกต้องรู้ตั้งแต่ตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มีส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) 100 คนว่าจะเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น เพราะแต่ละคนเป็นเซียนทางการเมือง ทำไมจะอ่านเกมไม่ออก เขาจึงตั้งใจจะให้ออกมาอย่างนี้ เห็นได้ที่ก่อนหน้านี้พรรคนั้นพรรคนี้อยากได้แบบนี้ แต่อีกพรรคต้องการอีกอย่าง เพราะเขารู้ว่าสุดท้ายจะนำไปสู่อะไร และในที่สุดพรรคไหนชนะก็ออกมาเป็นแบบนี้ คือบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เมื่อมาถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปแบบนี้ ไม่มีทางที่จะหวนกลับไปใช้บัตรใบเดียวนอกจากแก้รัฐธรรมนูญใหม่
พปชร.ยังไม่ส่งซิก2บัตรเบอร์เดียว
ด้านนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียวทั้งประเทศ หรือคนละเบอร์ว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐยังไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมาว่าจะให้โหวตในทิศทางใด เนื่องจากวันที่ 30 มี.ค.จะมีการประชุมกมธ.เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งจะมีการแสดงความคิดเห็นเรื่องบัตรเลือกตั้งเบอร์เดียวทั้งประเทศหรือคนละเบอร์ เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐอย่างเดียว เพราะกมธ.มีทั้ง ส.ส. พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และส.ว. ดังนั้น ต้องรอฟังความเห็นเหตุและผลจากทุกฝ่ายก่อน
ข้อตกลงของ กมธ.ถ้ามีการลงมติจะต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้กมธ.มาโหวตอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะประธานกมธ. ยังไม่ได้แจ้งชัดเจนว่าจะมีการโหวตเลยหรือไม่ โดยแจ้งแค่นัดประชุมเท่านั้น แต่เชื่อว่าความเห็นของ กมธ.จะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบ
ส่วนตัวมีความเห็นว่าดีทั้งเบอร์เดียวกันและคนละเบอร์ การใช้เบอร์เดียวกันทำให้คนจำง่าย แต่ข้อเสียคือเทคนิคทางการเมืองอาจไปทำอะไรที่พิสดาร ส่วนตัวแบบไหนก็ได้เพราะอยู่ที่คนตั้งใจเลือก ถ้าคนไม่ตั้งใจเลือก ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ไม่เอาอยู่ดี ซึ่งบัตรคนละเบอร์จะมีข้อดีในเรื่องการประเมินคนว่าได้คะแนนนิยมเท่าไร และพรรคได้คะแนนนิยมเท่าไร เพราะถ้าเบอร์เดียวอาจไหลตามกัน
ประกาศเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-พัทยา
วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 ฉบับ เรื่อง กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กับกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) และผู้ว่าฯ กทม.แล้ว
ประกาศกกต.เรื่อง กำหนดให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายก เมืองพัทยานั้น มีเนื้อหาดังนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติเห็นสมควรให้มีการจัดการเลือกตั้ง โดยให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ กกต.ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้ง และให้สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ
ประกาศกกต. เรื่อง กำหนดให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ตามที่ ครม.ได้มีมติเห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหาร ท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร โดยให้จัดการเลือกตั้ง ส.ก.กทม. และผู้ว่าฯ กทม. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ กกต.ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้ง
รับสมัคร 31 มี.ค.-กาบัตร 22 พ.ค
หลังจากนี้วันที่ 28 มี.ค. ทางผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น จะได้ออกประกาศให้มีการเลือกตั้งและกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งตามแผนจัดการเลือกตั้งของ กกต. วันรับสมัครรับ เลือกตั้งจะเป็นวันที่ 31 มี.ค.-4 เม.ย., 11 เม.ย. ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัคร, 14 เม.ย. วันสุดท้ายยื่นคำร้องต่อ กกต.กรณีไม่รับสมัคร, 26 เม.ย. ประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง และประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
1 พ.ค. วันสุดท้ายของการแต่งตั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)/รปภ. และวันสุดท้ายการยื่นคำร้องคัดค้านการรับสมัคร, 6 พ.ค. วันสุดท้ายส่งหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน, 11 พ.ค. วันสุดท้ายเปลี่ยนแปลงหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง วันสุดท้ายเพิ่มชื่อ/ถอนชื่อ และวันสุดท้าย กกต.วินิจฉัยสิทธิสมัคร, 14 พ.ค. วันสุดท้ายแจ้งการแต่งตั้งตัวแทนผู้สมัคร, 15-21 พ.ค. วันแจ้งเหตุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง, 21 พ.ค. วันสุดท้ายศาลอุทธรณ์/ศาลอุทธรณ์ภาควินิจฉัยสิทธิสมัคร วันสุดท้ายอบรมเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง/มอบวัสดุอุปกรณ์ และ 22 พ.ค. วันเลือกตั้ง
‘ดร.เอ้’โชว์นโยบายสู้ศึก
เวลา 16.10 น. ที่ที่ทำการไปรษณีย์กลาง บางรัก พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน “1,000,000 ก้าว #เราทำได้” เพื่อนำเสนอนโยบาย “เปลี่ยนกรุงเทพฯ #เราทำได้” สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และส.ก. โดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยผู้สมัครส.ก. 50 คน ร่วมเปิดตัวนโยบายดังกล่าว
นายสุชัชวีร์กล่าวว่า พวกเราต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงกทม.ให้เป็นเมืองสวัสดิการที่ดูแลประชาชนฟรี ถูกและมีคุณภาพ โดยเปลี่ยนแรก คือเปลี่ยนชีวิตคนกรุงเทพฯ และเปลี่ยนที่ 2 คือเปลี่ยนเมือง หยุดปัญหาซ้ำซาก
สำหรับนโยบายการเปลี่ยนชีวิตคน มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.เรื่องปากท้อง เงินต้องเต็มบ้าน งานต้องเต็มมือ ซึ่งมีหลายสิ่งที่ตนตั้งใจทำทันที ถ้าได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯกทม. อาทิ การอัดฉีดเงินและสร้างงาน ด้วยการตั้งกองทุนเพื่อการจ้างงานชุมชนในทุกชุมชน โดยมีกทม.เป็นผู้ช่วยเรื่องเงินและการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นการทำงานแลกเงิน และประชาชนได้รับประโยชน์ และการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไวไฟ 150,000 จุดทั่วกทม.เพื่อให้คนกทม.ได้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี และการจัด 12 เทศกาลใหญ่ และ 50 เทศกาลเขต เพื่อให้กทม.มี รายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล
2.เรื่องสาธารณสุข หมอมี สาธารณสุขดี ใกล้บ้าน ด้วยการส่งเสริมศูนย์บริการสาธารณสุขให้มีอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย และมีแพทย์เฉพาะทางประจำการ และ 3.โรงเรียนดี อยู่ใกล้บ้าน โดยจะต้องมีโรงเรียนประจำเขต ที่มีตั้งแต่ระดับก่อนอนุบาล ต่อเนื่องจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีครูที่ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องมีหลักสูตรการเรียนรู้ขั้นต่ำ 3 ภาษา พร้อมสนับสนุนวิชากีฬา ดนตรี และเรียนรู้ทักษะวิชาชีพต่างๆ มีโภชนาการที่ดีครบทั้ง 5 หมู่ มีคุณภาพ
เปลี่ยนชีวิตคนกรุง-เปลี่ยนเมือง
นายสุชัชวีร์กล่าวว่า ด้านนโยบายสำหรับการเปลี่ยนเมือง มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.การแก้ปัญหาจราจรแบบเบ็ดเสร็จ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) และการทวงคืนผิวการจราจรจากการก่อสร้างบางส่วน เพื่อช่วยบรรเทาการจราจร ต้องสร้างทางเท้าที่มีมาตรฐานสากล ต้องบังคับใช้กฎการจราจรอย่างเข้มข้นเท่าเทียม รวมถึงสร้างทางจักรยานลอยฟ้าเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถขี่รถจักรยานไปทำงานได้
2.การแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำเน่า และน้ำหนุนซ้ำซาก โดยเฉพาะการทำแก้มลิงใต้ดินแก้น้ำท่วม และ3.การเปลี่ยนเมืองให้น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยต้องติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและทางน้ำในบริเวณที่มีการก่อสร้าง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดสำหรับการก่อสร้างที่สร้างมลพิษเกินมาตรฐาน การประกาศสงครามกับฝุ่นพิษ PM2.5 การระงับการให้บริการรถโดยสารที่สร้างมลพิษเกินค่ามาตรฐาน การปฏิวัติระบบการจัดเก็บขยะ การส่งเสริมการแยกขยะในครัวเรือน เป็นต้น
พปชร.เปิดตัว50ผู้สมัครส.ก.
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ นายอภิชัย เตชะอุบล ผอ.ศูนย์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ พร้อมด้วย พล.ต.ท. สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รองผู้อำนวยการศูนย์ นายธวัชชัย ปิยะนนทยา โฆษกศูนย์ น.ส.บุณณดา สุปิยพันธุ์ รองโฆษกศูนย์ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครส.ก. พรรคพลังประชารัฐทั้ง 50 เขต พร้อมชูสโลแกน “# พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ”
นายอภิชัยกล่าวว่า กทม. เป็นพื้นที่หลักของพรรค เพราะการเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา เราได้ 12 เขต สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความไว้วางใจกับพรรคพลังประชารัฐมากที่สุดดังนั้นในการเลือกตั้งส.ก. พรรคจะส่งผู้สมัครทั้ง 50 เขต เพื่อรับใช้ชาวกทม.โดยมีทั้งคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ สิ่งที่เราอยากเข้ามาขับเคลื่อนแก้ปัญหา คือ การเดินทางของคนกรุงเทพฯ การทำมาหากิน การค้าขาย ปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม การเพิ่มพื้นสีเขียว เป็นต้น
โดยนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันทีคือผลักดันให้ทุกหน่วยงาน มาบูรณาการและร่วมกันสร้างโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้เราจะเปิดช่องทางสื่อสารสร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครส.ก.กับประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาผ่านระบบออนไลน์ และกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกอย่างจบ
ชูจุดขายผลงาน‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’
“มั่นใจว่ากระแสความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และผลงานที่ผ่านมาที่ช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ปัญหาปากท้อง มีโครงการและมาตรการต่างๆ รวมถึงผลงานพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ที่เป็นแกนนำรัฐบาล เป็นการพิสูจน์ได้ว่า ตัวแทนของพรรคพลังประชารัฐทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายอภิชัยกล่าวว่า
เราอาจไม่ใช่พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายขายฝัน เหมือนกับพรรคอื่น ไม่ใช่ ผู้วิเศษ แต่จะแก้ปัญหา เคียงข้าง รับใช้ชาวกรุงเทพฯ เราสัญญาว่า บ้านต้องอบอุ่น ปากท้องต้องอิ่ม ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ยืนยันว่าคนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนกรุงเทพฯไม่ใช่พอได้เป็นผู้แทนแล้วเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ
ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่คิดว่าการชูพล.อ. ประยุทธ์ จะกลายเป็นจุดอ่อนใช่หรือไม่ นายอภิชัยกล่าวว่า ไม่ มั่นใจว่านายกฯปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีอยู่แล้ว ที่สำคัญทำให้บ้านเมืองมีความสงบจากการที่มีการเดินขบวนของกลุ่มต่างๆ และดูแลอย่างดี ประชาชนไม่เสียเลือดเนื้อ ต่อข้อถามว่าจะนำอะไรไปขายคนรุ่นใหม่ที่ไม่รักพล.อ.ประยุทธ์ นายอภิชัยกล่าวว่า เราก็ขายนโยบาย เพราะเราไม่ได้ยึดใครคนใดคนหนึ่ง
ต่อข้อถามว่า การที่พรรคไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. จะมีผลต่อการส่งผู้สมัครส.ก.หรือไม่ นายอภิชัยกล่าวว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเรามีส.ก.ที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และส.ก.ของเราสามารถทำงานร่วมกับผู้ว่าฯกทม.ได้ทุกคน ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งเป้าได้ส.ก.กี่เขต นายอภิชัยกล่าวว่า อยากได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อยู่ที่ประชาชนจะไว้วางใจ เมื่อถามว่ามั่นใจว่าผลงานของ ส.ก.และนายกฯจะขายคนกทม. ได้หรือไม่ นายอภิชัยกล่าวว่า มั่นใจว่าขายได้
ม็อบบุกจี้‘บิ๊กตู่’เลิกพรบ.ชุมนุม
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่บริเวณแยกนางเลิ้ง กลุ่มเครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน นำโดย น.ส.สุนทรี หัตถี เซกิ่ง ผู้แทนเครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือ และนำรายชื่อประชาชนจำนวน 13,779 รายชื่อ ยื่นถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เพื่อคัดค้านพ.ร.บ.ควบคุมการรวมกลุ่มของประชาชนทุกรูปแบบ
น.ส.สุนทรีระบุว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการควบคุมประชาชน ทั้งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเรื่องหลักความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศ ต้องเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคมได้ โดยปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมของภาครัฐ เพื่อความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ ทางกลุ่มจึงเสนอ 3 ข้อเรียกร้อง ให้ยกเลิกกระบวนการร่าง และผลักดันพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรม ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ปี พ.ศ…. โดยให้ทุกขั้นตอนในการร่างกฎหมาย มีการสร้างระบบ และพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส เข้าถึงได้ ไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งประเมินผลกระทบต่อสาธารณะ และองค์กรประชาชน ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงอย่างแท้จริง และเสนอการเข้าถึงทรัพยากรสิทธิในการดำเนินงานต้องสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของประเทศไทย และปราศจากการแทรกแซง ที่ไม่ได้สัดส่วนของรัฐเพื่อความเป็นอิสระ และประสิทธิภาพในการสมาคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ระบุว่าแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อจะยื่นหนังสือที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล แต่ปรากฏว่าเมื่อมาถึง เจ้าหน้าที่ได้ปิดถนนพิษณุโลก ฝั่งขาเข้า 2 เลน ไปถึงแยกสวนมิสกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรอบเชิงสะพาน มีการนำแผงเหล็กร้อยลวดสะลิง มาวางกั้นขวางเชิงสะพาน และใช้เจ้าหน้าที่ยืนตรึงบริเวณด้านหลังอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอยู่ภายในบริเวณสำนักงาน ก.พ. อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ตัวแทนเครือข่ายไม่สามารถเข้ามาได้ จึงได้ทำกิจกรรมที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนที่จะทยอยเดินทางกลับ และเปิดการจราจรให้สัญจรได้ตามปกติ

สอบแบงก์ – กลุ่มทนายอาสายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ กรณีรับจำนองที่ดินซึ่งออกโฉนดโดยมิชอบ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.