ตอนเข้าประเทศสูงอายุ2ล้านคนไม่ได้ฉีดวัคซีน
‘บิ๊กตู่’ ประชุมศบค.ชุดใหญ่วันนี้ สธ.ชงยกเลิกตรวจ PCR เมื่อเดินทางถึงไทย ตรวจ แค่ ATK ก็พอ หวังกระตุ้น ท่องเที่ยวส่วนคนไทยยังใช้เกณฑ์เดิม ก่อนหน้านี้ ก่อนเข้าประเทศ 72 ช.ม. ทำให้ นักท่องเที่ยวเข้าไทยเพิ่มขึ้น ‘อนุทิน’ ห่วงผู้สูงอายุกว่า 2 ล้านยังไม่ได้ฉีดวัคซีนสักเข็ม สั่งสสจ.ทั่วประเทศจัดวอล์กอินฉีด สธ.ระบุฉีดเข็ม 5 ยังต้องรอผลศึกษาก่อน เผยติดเชื้อใหม่ 2.6 หมื่น เข้าข่าย ATK 2.4 หมื่น เสียชีวิต อีก 91 มีผู้เฒ่า 102 ปีด้วย องค์การเภสัชกรรมนำเข้า ‘ยาโมลนูพิราเวียร์’ รักษาโควิด 20 ล้านเม็ด เข้ามาล็อตแรก 6 ล้านเม็ดในเม.ย.นี้
ติดเชื้อเพิ่ม2.6หมื่น-ตายอีก 91
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อใหม่เกินหมื่นรายเป็นวันที่ 62 ในการระบาดระลอกโอมิครอน วันนี้พบติดเชื้อรายใหม่ 26,081 ราย ติดเชื้อสะสม 3,807,908 ราย หายป่วย 26,011 ราย หายป่วยสะสม 3,534,063 ราย เสียชีวิต 91 ราย เสียชีวิตสะสม 25,788 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 248,057 ราย อยู่ในร.พ. 62,901 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI CI 185,156 ราย มีอาการหนัก 1,846 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 774 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 28% ติดเชื้อเข้าข่าย ATK 24,728 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 91 ราย มาจาก 40 จังหวัด ได้แก่ กทม. 10 ราย, กำแพงเพชร เพชรบุรี จังหวัดละ 5 ราย, ร้อยเอ็ด เลย ฉะเชิงเทรา จังหวัดละ 4 ราย, มหาสารคาม เชียงใหม่ กาญจนบุรี ชลบุรี จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี มุกดาหาร เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก ระนอง ชุมพร ภูเก็ต ระยอง ตราด นครนายก สระแก้ว ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย และนครราชสีมา หนองบัวลำภู อุบลราชธานี อำนาจเจริญ พิจิตร ตรัง สงขลา ปัตตานี อุทัยธานี อ่างทอง จันทบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย เป็นชาย 56 ราย หญิง 35 ราย อายุ 23-102 ปี เป็น ผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 99%
อีสานติดเกินร้อยเกือบยกภาค
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,926 ราย 2.ชลบุรี 1,542 ราย 3.นครศรีธรรมราช 1,059 ราย 4.ขอนแก่น 936 ราย 5.สมุทรปราการ 879 ราย 6.สมุทรสาคร 753 ราย 7.ราชบุรี 650 ราย 8.นนทบุรี 611 ราย 9.ร้อยเอ็ด 599 ราย และ 10.สงขลา 582 ราย
สำหรับจังหวัดติดเชื้อถึง 400 รายขึ้นไปยังมีอีก 11 จังหวัด คือ ระยอง 555 ราย, ฉะเชิงเทรา 554 ราย, ศรีสะเกษ 530 ราย, สุพรรณบุรี 515 ราย, นครปฐม 514 ราย, บุรีรัมย์ 513 ราย, อุดรธานี 493 ราย, เชียงใหม่ 450 ราย, ปทุมธานี 450 ราย, นครสวรรค์ 440 ราย และอุบลราชธานี 434 ราย โดยภาพรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มีการติดเชื้อเกินร้อยรายเกือบยกภาคถึง 18 จังหวัด
การติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 79 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 81 ราย ใน 15 ประเทศ มาจากกัมพูชามากที่สุด 18 ราย เป็นการลักลอบเข้าประเทศทั้งหมด ซาอุดี อาระเบีย 16 ราย ออสเตรเลีย 12 ราย เยอรมนี 11 ราย อังกฤษ 7 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 54 ราย แซนด์บ็อกซ์ 7 ราย กักตัว 2 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 18 ราย จากเมียนมา สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-6 เม.ย. 2565 มีผู้เดินทาง 81,852 คน รายงานติดเชื้อ 311 คน คิดเป็น 0.38% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 76,258 คน ติดเชื้อ 269 คน คิดเป็น 0.35% แซนด์ บ็อกซ์ 4,688 คน ติดเชื้อ 35 คน คิดเป็น 0.75% และกักตัว 906 คน ติดเชื้อ 7 คน คิดเป็น 0.77%
ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 6 เม.ย. ฉีดได้ 291,056 โดส สะสมแล้ว 130,638,890 โดส เป็นเข็มแรก 55,786,160 ราย คิดเป็น 80.2% ของประชากร เข็มสอง 50,453,919 ราย คิดเป็น 72.5% ของประชากร และเข็มสาม 24,398,811 ราย คิดเป็น 35.1% ของประชากร
ยอดผู้โดยสารเข้าไทยพุ่ง
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินทางเข้าราชอาณาจักรหลังศบค.ผ่อนคลายมาตรการให้ยกเลิกการตรวจ RT-PCR ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) รายงานว่าจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 11,623 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค. ที่เฉลี่ย วันละ 7,003 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.97 ส่วนเที่ยวบินขาเข้าระหว่างประเทศ มีจำนวนเฉลี่ยวันละ 141 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค. ที่เฉลี่ยวันละ 137 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.92 คาดว่าจากนี้จะมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น
นายธนกรกล่าวต่อว่า การปรับมาตรการเข้าประเทศระยะถัดไปในเดือนพ.ค.นี้ ให้ลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Pass และยกเลิกการตรวจ RT-PCR ระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางเข้าราชอาณาจักร เมื่อเดินทางมาถึงและระหว่างพำนักให้มีการตรวจหาเชื้อ กรณี Test & Go และ Sandbox ให้ตรวจแบบ ATK ที่สนามบิน หรือสถานที่ที่ทางราชการกำหนด ในวันที่มาถึง และวันที่ 2 กรณีแซนด์บ็อกซ์ อยู่ในพื้นที่ 5 วัน กรณี ควอรันทีน กักตัว 5 วัน ให้ตรวจ RT-PCR วันที่ 4-5 และกรณีผู้ควบคุมยานพาหนะฯ ให้ตรวจ Self-ATK ในวันที่ 5
“หลังศบค.ผ่อนคลายมาตรการ มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล และการปรับมาตรการระยะถัดไปในเดือนพ.ค. ตามที่ศบค.เห็นชอบแล้ว คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยว เดินทางเพิ่มขึ้น และจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจภาคการ ท่องเที่ยวของไทย กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”
‘บิ๊กตู่’ย้ำเข้มงวดสงกรานต์
นายธนกรกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมย้ำให้เข้มงวดมาตรการช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ทุกคนเข้มงวดมาตรการแนะลูกหลานที่จะเดินทางกลับบ้าน ทำตัวเองให้ปลอดจากเชื้อโควิด-19 โดยระมัดระวังตนเองช่วง 1 สัปดาห์ ก่อนเดินทางตามมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด และตรวจ ATK คัดกรองตนเองก่อนกลับบ้าน ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา พร้อมขอความร่วมมือระมัดระวังการรวมกลุ่มเฉลิมฉลอง และกำชับทุกหน่วยงานตรียมมาตรการรับมือให้ดีที่สุด
นายธนกรกล่าวว่า ในวันที่ 8 เม.ย. นายกฯ จะเป็นประธานประชุมศบค.ชุดใหญ่ คาดว่าจะมีวาระสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับและสนับสนุนการเดินทางของประชาชนทั้งไปและกลับภูมิลำเนา รวมทั้งรายละเอียดการจัดกิจกรรมสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งการหารือเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ในทุกด้าน ตามมาตรการกลางที่ศบค.กำหนด เชื่อมั่นว่าหากประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตนตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัดจะสามารถรับมือได้ แม้จะมีการคาดการณ์ช่วงหลังสงกรานต์อาจเพิ่มสูงขึ้น
“สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเตรียมสายด่วนสปสช. 1330 เพิ่มคู่สายรองรับเป็น 3,000 คู่สาย โดยโทร. 1330 กด 18 ซึ่งเป็นระบบลงทะเบียนที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษาโดยเฉพาะกลุ่ม 608, เด็ก 0-5 ขวบ, คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการรักษาที่บ้านหรือ Home Isolation-HI ให้ก่อน พร้อมอำนวยความสะดวกประสานการหาเตียงเพื่อเข้ารักษาใน ร.พ. ส่วนกลุ่มสีเหลือง-แดง เข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถใช้สิทธิยูเซ็ป รักษาในร.พ.รัฐและเอกชนที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”
‘อนุทิน’สั่งทุกรพ.จัดวอล์กอินฉีด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ก่อนเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ขอให้ประชาชน Self Clean Up ตัวเอง 1 สัปดาห์ งดการรวมกลุ่ม ไม่ไปสถานที่เสี่ยง ฉีดวัคซีนให้ครบ และตรวจ ATK ก่อนเดินทางเพื่อลดความเสี่ยงในการเอาเชื้อไปแพร่ให้คนในครอบครัว หากตรวจพบติดเชื้อก็งดการเดินทางไปก่อน แยกตัวและรักษา ซึ่งไม่ใช่ทุกคนต้องได้ยาต้านไวรัส ส่วนใหญ่ก็หายเอง โดยไม่ต้องกินยา ด้วยความแข็งแรง และภูมิที่สร้างมาต่อต้านเชื้อ บางคนกินยาตามอาการ บางคนกินฟ้าทะลายโจร เว้นมีอาการค่อนข้างหนัก แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาต่านไวรัสตามสมควรแก่เหตุ
สำหรับผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนใหญ่ 90% เป็นผู้สูงอายุ และกว่า 60% ไม่ได้รับวัคซีน จะเห็นว่าบุคคลทั่วไป วัยทำงาน วัยเด็กวัยรุ่น รับวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะเข็ม 3 แทบไม่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตเลย แม้จะติดเชื้อก็แทบไม่มีอาการ ไทยฉีดวัคซีนมากกว่า 130 ล้านโดส วัคซีนทำงานทำหน้าที่ตรงความคาดหวัง แต่มีจุดเดียวที่ไม่ตรงความคาดหวัง คือผู้สูงอายุ มี 2 ล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีน การเร่งฉีดผู้สูงอายุเฉพาะกลุ่มทำได้ยากกว่าการรณรงค์ทั่วไป ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ ทั้งนี้ ขอให้ลูกหลานที่กลับบ้านพา ผู้สูงอายุมารับการฉีดวัคซีน โดยจะมีข้อสั่งการถึงสถานพยาบาลในสังกัดสธ.ทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมบริการวอล์กอินผู้มาฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่ และให้นายแพทย์สาธารณสุข ทุกจังหวัด ผอ.ร.พ.ทุกแห่ง และกรมควบคุมโรคจัดเตรียมวัคซีนให้พร้อม ย้ำว่าช่วงสงกรานต์ไม่ต้องฉีดน้ำ มาฉีดวัคซีนแทน
นายอนุทินกล่าวถึงการประชุมศบค.วันที่ 8 เม.ย. จะเสนอปรับมาตรการเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ว่า เราพยายามผ่อนคลายมาตรการทุกอย่างเต็มที่ ซึ่งยังไม่พูดตอนนี้ อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคจะเสนอหลายเรื่อง เช่น เรื่องของการตรวจหาเชื้อด้วย RT-PCR หากเห็นชอบกันทั้งหมดอาจจะงด แต่เพื่อความสบายใจของประชาชนอาจเหลือแค่การตรวจ ATK ถ้าเราผ่านสถานการณ์ช่วงสงกรานต์นี้ได้ดี จะถือว่าประชาชนเข้าใจและปรับตัวที่จะอยู่อย่างปลอดภัยจากสถานการณ์โควิดได้ อาจจะผ่อนคลายมาตรการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าฉีดวัคซีนกลุ่มอายุ 608 ได้ครบ จะผ่านเหตุการณ์ความเสี่ยงต่างๆ ไปได้อย่างสวยงาม
“ถ้าผ่านสงกรานต์นี้ได้ทุกอย่างก็น่าจะดี ขอความร่วมมือ เพราะสธ.ก็ลุ้นตรงนี้ถ้าประชาชนปฏิบัติตนตามขั้นตอนที่ สธ.แนะนำก่อนเดินทางกลับ ประเทศไทยจะก้าวข้ามจุดเสี่ยงที่สุด สงกรานต์น่าจะสุดท้ายแล้ว ที่เป็นเทศกาลใหญ่ หากดูสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพ้นสงกรานต์ด้วยดีจะไปมีปัญหาอีกทีก็คือเทศกาลปีหน้า ดังนั้น 8 เดือนที่เหลือนี้น่าจะมีวิธีบริหารจัดการสถานการณ์โควิดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ” นายอนุทินกล่าว
สูงอายุ 2 ล้านคนยังไม่ได้ฉีด
ด้านพญ.สุมนี วัชระสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุยัง ไม่ได้วัคซีนแม้แต่เข็มเดียว 2.07 ล้านคน ส่วนใหญ่กว่า 50% เป็นคนมีโรคประจำตัว เป็นผู้สูงอายุติดบ้านไม่อยากออกไปไหน กลัวโควิด คิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงไม่ได้ไปเจอใครเลยไม่ฉีด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ และภาคอีสาน เขตสุขภาพที่ 10 จากข้อมูลที่ผ่านมาเราพบว่าในช่วงเทศกาลจะมีผู้ติดเชื้อในบ้านพุ่งสูงขึ้น และจากการวิเคราะห์การเสียชีวิตพบว่าจะมีการเสียชีวิตสูงหลังมีการติดเชื้อในช่วงเทศกาล
เล็งนำเข้ายาโมลนูฯ 20 ล้านเม็ด
ด้านนพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ภายในเม.ย.นี้ ยาโมลนูพิราเวียร์ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 โดยเฉพาะนั้นจะทยอยส่งมาถึงประเทศไทย 20 ล้านเม็ด ล็อตแรกคาดว่าน่าจะเข้ามาราวๆ 6 ล้านเม็ดเร็วๆ นี้ นอกจากนี้อภ.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาชีวสมมูลของยาดังกล่าว เพื่อดำเนินการผลิตในประเทศเอง คาดว่าน่าจะได้ทะเบียนภายในปีนี้
“ยาโมลนูพิราเวียร์ เป็นยาสำหรับรักษาโรคโควิดโดยเฉพาะ ราคานำเข้าปัจจุบันพอๆ กับยาฟาวิพิราเวียร์ แต่เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์ ไม่สามารถใช้ในผู้ป่วยโควิดอายุต่ำกว่า 18 ปีได้ จึงยังจำเป็นต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในการรักษาโรคดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเราผลิตได้เองก็จะทำให้มีราคาถูกลง” นพ.วิฑูรย์กล่าว
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมศบค.ชุดใหญ่ วันที่ 8 เม.ย. มีวาระที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะรายงานให้ที่ประชุมรับทราบ อาทิ การรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงแนวโน้มการระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อ, รายงานการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ค่าบริการที่เหมาะสม ตลอดจนการเข้าถึงของประชาชน, รายงานผลการดำเนินการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าราชอาณาจักรทางบก ทางน้ำและทางอากาศ และแผนการปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักรในระยะต่อไป
สำหรับวาระที่คาดว่าจะนำเข้าพิจารณา อาทิ มาตรการควบคุมโรคแบบบูรณาการ สำหรับการจัดกิจกรรม ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข (ศปก.สธ.) ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพ มหานคร
นอกจากนี้จะพิจารณาแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ขณะที่กระทรวงแรงงาน เตรียมเสนอแนวทางการปรับลดมาตรการการนำเข้าแรงงานต่างด้าว เข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจ และการนำแรงงานต่างด้าว สัญชาติ กัมพูชา และเมียนมา เข้ามาทำงานตามมาตรา 64 แห่งพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
คร.แจงชงเลิกตรวจ RT-PCR
ด้านนพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงสธ. ว่า ที่ประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุขมีข้อสั่งการสำคัญในช่วงสงกรานต์ 2 เรื่องที่ต้องทำร่วมกัน คืออุบัติเหตุและ โควิด-19 ซึ่งจะมีคนเดินทาง ก็จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ จึงมอบให้หน่วยบริการเตรียมรองรับ 7 วันอันตราย ทั้งการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ โดยจะส่งวัคซีนให้ถึงยังรพ.สต. พร้อมให้เตรียมกำลังคน ยา เตียงทั้งโควิดและอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ รวมถึงให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผอ.ร.พ.ศูนย์ ร.พ.ทั่วไป ประจำพื้นที่จัดบริการ จัดกำลังคนทำงาน รองรับการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโควิดที่จะมีการตรวจพบมากขึ้น
รอผลศึกษาฉีดเข็ม 5
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเป็นเข็มที่ 5 ว่า ข้อมูลที่กรมควบคุมโรครวบรวมและนำเสนอต่อที่ประชุมผู้บริหารสธ. พบว่าการฉีดวัคซีนโควิดกระตุ้นเข็มที่ 3 มีประโยชน์อย่างแน่นอน การฉีดวัคซีน 2 เข็มช่วยลดอัตราเสียชีวิต 5-6 เท่า การฉีดเข็ม 3 ลดได้ 30-40 เท่า ที่ผ่านมาข้อมูลยืนยันว่าผู้ที่รับวัคซีน 4 เข็มยังไม่มีรายใดที่ติดเชื้อโควิดแล้วเสียชีวิต สำหรับเข็ม 5 เรากำลังรวบรวมข้อมูล โดยการเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันในกลุ่มผู้รับวัคซีนเข็ม 3 และ 4 เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันลดลงระดับใด แต่ขณะนี้ข้อมูลยัง ไม่มากพอที่จะระบุว่าจะฉีดเข็ม 5 เมื่อไร แต่ขอให้ทุกท่านมารับเข็ม 4 ก่อน ซึ่งเข้าใจว่าเข็ม 5 น่าจะห่างจากเข็ม 4 เป็นเวลาพอสมควร
“เน้นย้ำว่าการฉีดวัคซีนโควิดบูสเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่ม 608 มีประโยชน์ ลดอัตรา เสียชีวิต การรณรงค์ช่วงก่อนสงกรานต์ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนไม่ได้รับวัคซีน จึงเป็นเรื่องที่เน้นย้ำช่วงสงกรานต์ ให้ลูกหลานพาไปรับวัคซีนใกล้บ้าน” นพ.โอภาสกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีเสนอยกเลิกตรวจ RT-PCR เหลือ ATK ต่อศบค. นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นข้อเสนอให้ยกเลิกในส่วนของผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทย จากเดิมยกเลิกการตรวจก่อนเข้าประเทศ 72 ชั่วโมง เหลือเพียงการตรวจ RT-PCR เมื่อมาเดินทางถึงไทยวันแรก ก็จะพิจารณาให้ยกเลิกเช่นกัน โดยจะเสนอศบค.วันที่ 8 เม.ย. แต่จะมีผลหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศที่จะเหลือแค่ตรวจ ATK อย่างเดียว ส่วนหลักเกณฑ์การตรวจ RT-PCR ในประชาชนทั่วไปยังเหมือนเดิม คือตรวจเมื่อมีอาการและรักษาตัวในร.พ.เท่านั้น