10จว.หนักติดเชื้อเกิน400 ตลาด-ร้านอาหารการ์ดตกต้นเหตุทำยอดป่วยใหม่พุ่ง เร่งฉีดเข็ม3นร.รับเปิดเทอม

นิวไฮอีก เสียชีวิตโควิดพุ่ง 119 ศพ มีเด็ก 2 ขวบด้วย ติดเชื้อรายวันยังเกิน 2 หมื่น เข้าข่ายเอทีเคอีกเกือบหมื่น พบ 10 จังหวัดติดเชื้อเกิน 400 ราย กรมอนามัยสำรวจพบ ‘ตลาด-ร้านอาหาร’ การ์ดตก คุมจำนวนคนไม่ได้ ปล่อยให้แออัด ไม่เว้นระยะห่าง ผู้ค้าตะโกนคุยกัน ไม่สวมแมสก์ ทำยอดป่วยพุ่ง สธ.เร่งฉีดเข็มกระตุ้นให้นักเรียนเตรียมพร้อมเปิดเทอมพ.ค.นี้ อดีตนายกแพทย สมาคมฯ แนะกลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเข็ม 3 mRNA ชี้ถ้าติดโควิดจัดเป็นผู้ป่วยสีเหลืองทันที

ตายนิวไฮอีก 119-ป่วยเกิน 2 หมื่น

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,289 ราย ติดเชื้อสะสม 3,993,292 ราย หายป่วยเพิ่ม 24,969 ราย หายป่วยสะสม 3,741,758 ราย ติดเชื้อเข้าข่ายเอทีเคอีก 9,313 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 119 ราย ซึ่งเป็นยอดนิวไฮของการระบาดระลอกโอมิครอน เสียชีวิตสะสม 26,629 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 224,905 ราย อยู่ในร.พ. 60,720 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 164,185 ราย มีอาการหนัก 2,024 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 872 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 28.1%

ทั้งนี้ผู้เสียชีวิต 119 ราย มาจาก 45 จังหวัด กทม.เสียชีวิตสูงสุด 12 ราย นครศรีธรรมราช 6 ราย นครราชสีมา อุบลราชธานี ชลบุรี จังหวัดละ 5 ราย สมุทรปราการ ปทุมธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สุโขทัย กาญจนบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย โดยภาคกลางและตะวันออก เสียชีวิตสูงสุด 31 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 28 ราย ภาคเหนือ 20 ราย ภาคใต้ 17 ราย และปริมณฑล 11 ราย เป็นชาย 70 ราย หญิง 49 ราย อายุ 2-99 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 97%

กทม.ติดเชื้อยังพุ่งเกิน 3 พัน

ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 3,110 ราย 2.ชลบุรี 736 ราย 3.นครศรีธรรมราช 726 ราย 4.สมุทร ปราการ 658 ราย 5.นครปฐม 630 ราย 6.นนทบุรี 622 ราย 7.ร้อยเอ็ด 562 ราย 8.นครราชสีมา 511 ราย 9.บุรีรัมย์ 483 ราย และ 10.ขอนแก่น 466 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 300 ราย มี 15 จังหวัด คือกาญจนบุรี 397 ราย, สงขลา 388 ราย, เลย 378 ราย, ศรีสะเกษ 373 ราย, ฉะเชิงเทรา 348 ราย, สมุทรสาคร 342 ราย, สุรินทร์ 341 ราย, ราชบุรี 328 ราย, อุดรธานี 325 ราย, อุบลราชธานี 323 ราย, เชียงใหม่ 312 ราย, ระยอง 312 ราย, หนองคาย 309 ราย, พัทลุง 304 ราย และสกลนคร 303 ราย

ขณะที่จังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 19 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม 92 ราย, นครนายก 87 ราย, พังงา 78 ราย, ตรัง 76 ราย, กระบี่ 75 ราย, ระนอง 71 ราย, ชุมพร 70 ราย, ตูล 65 ราย, พิจิตร 64 ราย, ตาก 47 ราย, ยะลา 33 ราย, ปัตตานี 30 ราย, แม่ฮ่องสอน 29 ราย, นราธิวาส 27 ราย, พะเยา 23 ราย, อุตรดิตถ์ 19 ราย, ชัยนาท 18 ราย, เชียงราย 7 ราย และลำพูน 1 ราย

สำหรับการติดเชื้อมาจากเรือนจำพบ 42 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 68 ราย ใน 22 ประเทศ โดยมาจากซาอุดีอาระเบียมากสุด 13 ราย กัมพูชา 9 ราย ออสเตรเลีย 6 ราย อังกฤษ มาเลเซีย ประเทศละ 5 ราย สิงคโปร์ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 50 ราย แซนด์บ็อกซ์ 6 ราย กักตัว 6 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 6 ราย จากกัมพูชา 3 ราย เมียนมา 3 ราย ส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-14 เม.ย. 2565 มีผู้เดินทาง 191,858 คน รายงานติดเชื้อ 895 คน คิดเป็น 0.47% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 180,399 คน ติดเชื้อ 759 คน คิดเป็น 0.42% แซนด์บ็อกซ์ 9,547 คน ติดเชื้อ 93 คน คิดเป็น 0.97% และกักตัว 1,912 คน ติดเชื้อ 43 คน คิดเป็น 2.25%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2565 จำนวน 26,928 โดส สะสม 131,631,366 โดส เป็นเข็มแรก 55,998,381 ราย คิดเป็น 80.5% เข็มสอง 50,667,986 ราย คิดเป็น 72.8% และเข็ม 3 ขึ้นไป 24,964,999 ราย คิดเป็น 35.9%

ฉีดเข็มกระตุ้นนร.-รับเปิดเทอม

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมห่วงใยผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในไทยยังทรงตัวสูง ขณะที่แนวโน้มผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น ดังนั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขอให้ทุกคนยังต้องเข้มในการปฏิบัติตามมาตรการเพื่อลดการติดเชื้อภายใต้ข้อกำหนดที่ศบค.ผ่อนคลายมาตรการให้จัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปี 2565 พร้อมขอลูกหลานพาผู้สูงอายุในครอบครัวไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดอาการรุนแรงและเสียชีวิตหากติดเชื้อได้ รวมทั้งขอให้เด็กอายุ 12-17 ปี เข้ารับการฉีดเข็มกระตุ้นก่อนเปิดเทอมช่วงเดือนพ.ค.นี้ด้วย

นายธนกรกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขแนะนำเด็กอายุ 12-17 ปี ขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ต้องมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นแล้ว ควรเข้ารับวัคซีนก่อนเปิดเทอมช่วงเดือนพ.ค. 2565 โดยสามารถเลือกรับได้ทั้งแบบเต็มโดส หรือครึ่งโดส ซึ่งทั้ง 2 แบบมีประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกัน เพียงแต่การฉีดครึ่งโดสจะมีผลข้างเคียงจากวัคซีนน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มเด็กที่สุขภาพปกติ จะฉีดโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ส่วนกลุ่มเด็กป่วยสามารถรับบริการในโรงพยาบาลที่รักษาได้ ขณะที่เด็กประถมศึกษาอายุ 5-11 ขวบฉีดเข็มแรกไปแล้วนั้นจะฉีดเข็มสองห่างจากเข็มแรกประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเร่งรัดฉีดเพื่อรองรับการเปิดเทอมต่อไป

เตือน‘ร้านอาหาร-ตลาด’เข้มโควิด

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังต้องเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดและร้านอาหาร ซึ่งผลสำรวจอนามัยโพล ระหว่างวันที่ 1-11 เม.ย. 2565 พบว่า ตลาดทำตามมาตรการเรื่องกำหนดจุดเข้า-ออก วัดอุณหภูมิก่อนเข้า ร้อยละ 80 ระบายอากาศที่ดี ร้อยละ 51 มีจุดล้างมือเพียงพอ ร้อยละ 50 ตามลำดับ แต่ที่ยังทำได้ไม่ดี คือคนแออัด ไม่เว้นระยะห่าง ร้อยละ 54 พ่อค้า แม่ค้า ตะโกนคุยกัน ไม่สวมหน้ากากหรือสวมไม่ถูกต้อง ร้อยละ 27 พ่อค้า แม่ค้ามีสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น ไม่ล้างมือ ทิ้งขยะ ไม่เป็นที่ เลี้ยงสัตว์บนแผงขายของ ร้อยละ 14 มีขยะล้นถังและมีแมลงวัน หนู แมลงสาบ ร้อยละ 12 และแผงร้านค้าอยู่ติดกันไม่เว้นระยะห่าง ร้อยละ 5

ส่วนร้านอาหารทำมาตรการได้ดี คือทำความสะอาดโต๊ะ ที่นั่ง ทันทีก่อน-หลังใช้บริการ ร้อยละ 73 มีเจลแอกอฮอล์ประจำโต๊ะ ร้อยละ 61 เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร และไม่นั่งตรงข้ามกัน หรือมีฉากกั้น ร้อยละ 51 ที่ยังทำได้น้อยที่สุด คือจำกัดเวลาทานอาหารไม่เกิน 2 ชั่วโมง ร้อยละ 18 พนักงานแยกกันกินอาหาร ไม่รวมกลุ่มกัน ร้อยละ 20 ยังพบเห็นผู้อื่นสวมหน้ากากไม่ถูกต้องหรือไม่สวม ร้อยละ 19.6

นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า ขอให้ตลาดทั่วประเทศทำตามมาตรการ COVID Free Setting จัดจุดเข้า-ออกเหมาะสมกับขนาดพื้นที่ จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร จัดระบบสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อม ทำความสะอาดทำลายเชื้อทุกวัน โดยเฉพาะพื้นผิวสัมผัสร่วมให้ทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีภาชนะรองรับขยะแบบมีฝาปิด ล้างตลาดตามหลักสุขาภิบาลสัปดาห์ละครั้ง จัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ผู้ค้าคนงานในตลาด คัดกรองความเสี่ยงก่อนเข้าตลาด หากเสี่ยงปานกลางหรือเสี่ยงสูง งดให้บริการและตรวจ ATK ทันที ผู้รับบริการปฏิบัติตามหลักป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด

ส่วนร้านอาหารเฝ้าระวังความเสี่ยงดังนี้ 1.ทำความสะอาดโต๊ะทันทีหลังใช้บริการ 2.ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและห้องน้ำ ทุก 1-2 ชั่วโมง 3.จัดอุปกรณ์กินอาหารเฉพาะบุคคล 4.กรณีจัดบริการอาหารรูปแบบ ผู้บริโภคบริการตนเองหรือบุฟเฟต์ ต้องจัดบริการถุงมือให้กับผู้บริโภค 5.จัดบริการ เจลแอลกอฮอล์ประจำทุกโต๊ะ หรือบริเวณที่เข้าถึงง่าย 6.เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลและโต๊ะกินอาหาร 1-2 เมตร หากมีพื้นที่จำกัดมีระยะไม่ถึง 1 เมตร ให้ทำฉากกั้น 7.จำกัดระยะเวลากินอาหารไม่เกิน 2 ชั่วโมง และ 8.มีการจัดการระบบระบายอากาศที่ดี โดยห้องน้ำควรเปิดพัดลมระบายอากาศตลอดเวลาที่ให้บริการ

สธ.ยันเตียงรักษาโควิดเพียงพอ

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์กรณีการตั้งข้อสังเกตถึงอัตราครองเตียงเริ่มเพิ่มสูงเหมือนตอนเดลตา รวมถึงผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจว่า ขณะนี้การติดเชื้อในสายพันธุ์โอมิครอน อัตราการครองเตียงรักษาพยาบาลยังไม่ถึงช่วงสายพันธุ์เดลตา ซึ่งช่วงเดลตาปอดอักเสบสูงสุดประมาณ 5 พันกว่าราย ตอนนี้ประมาณ 2 พันกว่าราย ส่วนใส่ท่อช่วยหายใจเดลตาประมาณ 1.3 พันราย ตอนนี้ประมาณ 800 กว่าราย

“สถานการณ์ตอนนี้แนวโน้มก็ดูขึ้นๆ ลงๆ ยังถือว่ารองรับได้ และที่ผ่านมา ร.พ.มีประสบการณ์สามารถเพิ่มเตียงการดูแลผู้ป่วยได้ ตอนนี้เราเน้นให้ดูแลกลุ่มอาการสีเหลืองและสีแดง ดังนั้นภาระหนักที่ดูสีเขียวของเดิมที่มีค่อนข้างเยอะก็ลดน้อยลง เชื่อว่าจะรับสถานการณ์ได้ รวมทั้งมียาใหม่ๆ ในการรักษาเพิ่มเติม” นพ.โอภาสกล่าว

ชี้‘โรคประจำถิ่น’ต้องฉีด 70%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความระบุว่าจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างน้อยร้อยละ 70 ในทุกกลุ่มประชากรและในทุกประเทศ เพื่อยับยั้งเชื้อโควิด-19 ไม่ให้กลายพันธุ์ โดยยกตัวอย่างการเกิดสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีต้นกำเนิดจากประเทศที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันน้อย และมีความเป็นไปได้สูงว่า BA.5 จะเข้าไปแทนที่เชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้

“จำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 70% ในทุกกลุ่มประชากรและในทุกประเทศ เพื่อยับยั้งไวรัสมิให้กลายพันธุ์ WHO เห็นว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลกขณะนี้สามารถปรับลดระดับให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ (อยู่ภายใต้การควบคุมของสาธารณสุขของแต่ละประเทศ) ภายในปี 2565 นี้ หากมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีนและยาต้านไวรัส และที่สำคัญต้องมีการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 70% ในทุกกลุ่มประชากรและในทุกประเทศ เพื่อยับยั้งไวรัสมิให้กลายพันธุ์

โควิด-19 เป็นปัญหาของโลก ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไวรัสโคโรนา 2019 จะหลบไปกลายพันธุ์ในประเทศที่ประชาชนมีการฉีดวัคซีนป้องกันน้อย และใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการแพร่ระบาดไปยังประเทศอื่นๆ แม้ว่าประชากรของประเทศนั้นจะได้รับการฉีดวัคซีน >70% ในทุกกลุ่มประชากร เพราะวัคซีนที่เราใช้ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ได้ลดลงทุกที เช่น วัคซีน mRNA ที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูง แต่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากโอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ได้เพียง 50%

จะสังเกตได้ว่าไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธุ์ล่าสุดคือ โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 มีต้นกำเนิดมาจากประเทศที่ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนน้อย เช่น Geuteng (BA.4) และ KwaZulu-Natal (BA.5) ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการกลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสดั้งเดิม “อู่ฮั่น” ถึง 90 และ 100 ตำแหน่งตามลำดับ ซึ่ง WHO คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงว่า BA.5 อาจจะระบาดเข้ามาแทนที่โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2”

แนะ 608 ฉีดเข็ม 3mRNA

ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวในรายการ Covid Forum ที่นี่มีคำตอบ จัดโดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมกับสมาคม สมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและ ผู้สูงอายุ ถึงประเด็น ในยุคโควิด-19 ดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคและผู้สูงอายุอย่างไร? ว่า ในช่วงที่ต้องพบปะคนหลากหลาย สำหรับกลุ่มสูงอายุ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว ควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่ 3 ด้วยชนิด mRNA เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระดับสูง ย้ำในผู้สูงอายุหากมีอาการป่วยแม้แต่ไข้เล็กน้อย บวกกับไอแห้งถี่ๆ ต้องตรวจ ATK ทันที เนื่องจาก ศบค.รายงานข้อมูลผู้ที่เสียชีวิตพบว่าหลายรายได้รับการรักษาช้า เพราะคิดว่าตนเองไม่ได้ติดโควิด ประกอบกับบางส่วนไม่ได้รับวัคซีน

“การดูแลผู้สูงอายุ นอกจากการรักษากายแล้วจำเป็นต้องให้กำลังใจ ดังนั้นการดูแลรักษาที่บ้าน (HI) ก็ช่วยให้สภาพจิตใจผู้สูงอายุที่ติดเชื้อดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคในกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น หัวใจ ไต ปอด และยังมีปัจจัยจากการสูบบุหรี่ ทำให้อวัยวะที่ต้องสู้กับเชื้อไม่สมบูรณ์เท่ากับคนหนุ่มสาว รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ”

ด้านนพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคม สมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและ ผู้สูงอายุ กล่าวว่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบการ สูญเสียในผู้สูงอายุ เพราะได้รับการรักษาช้า ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้ถือว่าเป็นกลุ่มสีเหลืองทันที โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที ขณะที่บางรายไม่จำเป็นต้องนอน ร.พ. สามารถรักษาที่บ้านได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสมีความจำเป็นมากที่ต้องรับใน 3-5 วันหลังจากมีอาการ โดยตอนนี้มี 3 ชนิดคือ ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาแพกซ์โลวิด และยาโมลนูพิราเวียร์

นพ.ฆนัทกล่าวต่อว่า สำหรับการดูแล ผู้ป่วยติดเตียงที่ติดเชื้อโควิด-19 ปัญหาใหญ่คือไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ ดังนั้น จำเป็นต้องตรวจ ATK หรือในบางรายที่มีอาการแต่ยังตรวจไม่พบเชื้ออาจจะต้องรักษาในเชิงป้องกัน เช่น การให้ยาทันทีเมื่อมีอาการ พร้อมพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษา ขณะเดียวกันการติดเชื้อในกลุ่มที่อายุมากๆ มีความจำเป็นที่ต้องดูแลใกล้ชิด โดยอาจจะต้องมีคนดูแลที่แข็งแรง 1 คนที่ได้รับวัคซีนแล้ว เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาที่บ้านได้ เพราะข้อสำคัญคือหากดูแลผู้สูงอายุไม่ดี น่ากลัวกว่าการติดเชื้อโควิด-19 โดยเน้นย้ำว่าผู้ดูแลจะต้องมีความใส่ใจผู้สูงอายุอย่างมาก สังเกตอาการ เช่น ซึม รับประทานอาหารน้อยลงหรือไม่

“การทำ HI ของผู้สูงวัยไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่มีความพิเศษกว่าในเรื่องการดูแล หที่จำเป็นที่ต้องมีคนดูแล อย่างไรแล้ว กรณีที่ผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นจะต้องอยู่ใน ร.พ. ทั้งนี้ ข้อสำคัญในการทำ HI ของผู้สูงอายุคือต้องไม่มีโรคประจำตัว และช่วยเหลือตัวเองได้” นพ.ฆนัทกล่าว

ลำปางป่วยใหม่ 1.7 พัน-ดับอีก 4

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สสจ.ลำปาง เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 รายใหม่ 1,780 ราย และเสียชีวิต 4 ราย ที่อ.เมืองลำปาง แจ้ห่ม เถิน และอ.เสริมงามแห่งละ 1 ราย โดยอ.เมืองลำปางมีผู้ป่วยติดเชื้อมากสุด 740 ราย รองลงมา อ.แจ้ห่ม 174 ราย อ.วังเหนือ และ อ.ห้างฉัตรแห่งละ 121 ราย อ.งาว 120 ราย และ อ.เกาะคา 111 ราย

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.65 มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 62,117 ราย เสียชีวิตสะสม 56 ราย เฉพาะเดือนเม.ย.65 ติดเชื้อสะสม 24,864 ราย เสียชีวิตสะสม 22 ราย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน