โดนลวงขึ้นไปคอนโดแล้วปลุกปล้ำลวนลามษิทราเผยเคสที่อังกฤษ เหยื่อวัย18จ่อรื้อคดีแย้มมีติดต่อมาอีก2

ไฮโซสาวชื่อดังอายุ 30 ปีเหยื่อรายที่ 15 รุดให้การเพิ่มถูก ‘ปริญญ์’ อนาจาร เผยลวงไปคอนโดฯที่เคยพาราย อื่นๆเข้าไปทำทีพูดคุย จากนั้นก็ ถูกลวนลามกระทำอนาจารและจูบปาก แต่สามารถหลบหนีออกมาได้ ด้าน ‘ทนายตั้ม’ เผยมีติดต่อเข้าแจ้งข้อมูลอีก 2 ราย เผยจากนี้ไปคงต้องสกรีนเข้ม เพราะได้คำเตือนว่าจะจัดคนสวมรอยเข้ามาเพื่อทำลายน้ำหนักคดี นอกจากนี้ยังทราบว่าเหยื่อรายแรกก็ถอนตัวไปแล้ว เนื่องจากมีนายตำรวจระดับพล.ต.ต. เข้าเจรจา ระบุเคสเหตุการณ์ที่ประเทศอังกฤษ สาวที่ถูกกระทำเตรียมรื้อคดีขึ้นมาใหม่ โฆษกบช.น.ยันผู้บังคับบัญชาสั่งทำคดีตรงไปตรงมาโดยอิงกับพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด เตือนผู้สวมรอยป่วนคดีระวังข้อหาแจ้ง ความเท็จ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 เม.ย. ที่ สน.ปทุมวัน พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ในฐานนะโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีของนายปริญญ์ พาณิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคการเมือง กรณีก่อเหตุลวนลาม อนาจาร และข่มขืนกระทำชำเรา โดยมีผู้เสียหายรวม 14 ราย แจ้งความที่ สน.ลุมพินีไว้แล้ว

พล.ต.ต.จิรสันต์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั้งหมดมี 14 คดี แบ่งเป็นในกองบัญชาการตำรวจ นครบาล 12 คดี ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี 1 คดี และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ 1 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากบางเรื่องอาจจะหมดอายุความการร้องทุกข์ ที่เป็นความผิดที่สามารถยอมความได้ หลังจากรู้เหตุ รู้ตัวบุคคล ต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน และบางความผิดที่เป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ หากเป็นคดีอาญาแผ่นดินต้องดูจากอายุความ เช่น คดีอนาจารมีจำคุกโทษไม่เกิน 10 ปี อายุความไม่เกิน 15 ปี ดังนั้น หากเหตุเกิดปี 2562 ก็ถือว่ายังไม่ขาดอายุความ ซึ่งต้องดูว่าหลักฐานจากผู้เสียหายที่มาแจ้งความนั้น เป็นความผิดอะไร หากหมดอายุความตามที่กล่าวมานั้น จะถือว่าหมดอายุความตามตัวบทกฎหมาย แต่เรื่องที่เป็นอาญาแผ่นดินก็จะต้องดำเนินตามกฎหมาย

พล.ต.ต.จิรสันต์เปิดเผยอีกว่า สำหรับ ผู้เสียหายที่มาแจ้งใหม่ทั้ง 9 คดี ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานฐานดูว่าเป็นความผิดใดบ้าง ส่วนเรื่องที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม กังวลว่าอาจมีผู้เสียหายบางรายมาแจ้งความเท็จ ขอให้ผู้ที่จะมาแจ้งไตร่ตรองให้ดี เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายข้อหาแจ้งความเท็จและอาจจะถูกคู่กรณีฟ้องที่ทำให้เกิดความเสียหายอีกด้วยส่วนหนึ่งด้วย

โฆษก บช.น.ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และพล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น.ให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานและตามกฎหมาย ซึ่งมอบหมายให้พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผบช.น. เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลให้ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยอิงพยานหลักฐานเป็นหลัก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการ มูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่มีหญิงสาวผู้เสียหายรายหลาย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายปริญญ์ข้อหากระทำอนาจารและข่มขืนว่า ตอนนี้ตนมั่นใจในการทำงานของตำรวจ ถึงแม้ว่าในหลายคดีที่เหตุจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็มีการจัดเก็บพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน จนสำนวนการสอบสวนค่อนข้างรัดกุม คดีนี้จะมีจุดบอดเพียงแค่ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความช้าไป และเหตุก็เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ขาดอายุความ มีเคสตัวอย่างในต่างประเทศ ที่คนใหญ่คนโตมักถูกดำเนินคดี เนื่องจากเชื่อว่าเหยื่อจะไม่กล้าแจ้งความอีกด้วย

นายษิทรากล่าวต่อว่า สำหรับเหยื่อรายที่ 15 นั้นเป็นสาวไฮโซ อายุประมาณ 30 ปีนั้น ได้ประสานกับตนมานานแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยตัวตน เพราะว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง และเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ในฐานะพยานไปแล้ว เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 หลังจากเหยื่อพูดคุยกับผู้ต้องหาได้ประมาณ 4 เดือน ก็ถูกพาไปที่ห้องพักในคอนโดฯ เช่นเดียวกับผู้เสียหายรายอื่นๆ จากนั้นก็ถูกลวนลาม จูบปาก แต่สามารถหลบหนีออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีเหยื่ออีก 2 ราย ที่ประสานมาแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ ทราบอีกด้วยว่า ที่ผ่านมามีการพยายามจ่ายเงินให้ผู้เสียหายบางราย เพื่อให้จบเรื่องด้วย ซึ่งมีเหยื่อ 2 รายถอนตัวออกไป

นายษิทรากล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ว่า ไม่ทราบว่าพรรคจะดำเนินการอย่างไร เพราะช้าไปแล้ว อีกทั้งพรรคยังไม่มีอำนาจสอบสวน ตามจริงพรรคน่าจะทราบพฤติกรรมผู้ก่อเหตุมาก่อนแล้ว เรื่องทางอินเตอร์เน็ตก็มีเยอะแยะ การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแถลงขอโทษนั้น ตนมองว่าถูกสังคมกดดันมากกว่า

นายษิทรากล่าวอีกว่า สำหรับคดีคงยังไม่ส่งฟ้องเร็วๆ นี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กันผู้เสียหายเป็นพยาน 3 ราย จาก 12 คน อย่างไรก็ตาม มีผู้ใหญ่ที่สนิทกับตนและหัวหน้าพรรค การเมืองหนึ่งมาเตือนว่าให้ระวังโดนโต้กลับ ก็ไม่ทราบว่าเป็นการเตือนในลักษณะไหน แต่ยอมรับว่ากังวลว่าจะมีคนแฝงตัวมาเป็นผู้เสียหายมาทำให้ดูเป็นเกมการเมือง จนทำให้เหยื่อทั้งหมดดูเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา จากนี้มีใครติดต่อมาต้องระวังมากขึ้น ที่ผ่านมาก็ได้ตรวจสอบทุกเคส บางคนมีแช็ต ภาพถ่ายหลักฐาน แต่คนที่มาเล่าเหตุการณ์อย่างเดียว ก็คงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด

นายษิทรากล่าวว่า ตอนนี้ไม่ได้พูดคุยกับ ผู้เสียหายรายแรกแล้ว เพราะไม่ให้ความร่วมมือกับตน ซึ่งมีตำรวจยศพลตำรวจตรีนายหนึ่งคอยมาคุยกับแม่ จึงกังวลว่าจะเป็นคนห้ามผู้เสียหายมาคุย ซึ่งตนบอกให้ทำหนังสือมอบฉันทะ ให้ไปค้านการประกันตัวผู้ต้องหาที่ศาล แต่เหยื่อรายนี้ก็ไม่ทำ ทั้งนี้ ได้มอบคลิปอีกชิ้นระหว่างผู้เสียหายกับผู้ต้องหาเป็นหลักฐานให้ตำรวจไปแล้ว

วันเดียวกัน นายษิทรายังได้โพสต์ใน เฟซบุ๊ก ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ระบุว่า #เกมส์การเมือง ตอนนี้สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ การส่งผู้เสียหายมาแล้วแกล้งให้จับโป๊ะได้ จากนั้นก็รับสารภาพว่าทำเพื่อกลั่นแกล้งรองหัวหน้าพรรค เพื่อทำลายความชอบธรรมของเหยื่อที่แท้จริง นับจากนี้ผมจะพยายามสกรีนทุกคนที่เข้ามาใหม่ ให้ไม่มีพวกผสมโรงเข้ามาก่อความวุ่นวายครับ และขอบคุณไฮโซชื่อดังที่ถูกรองหัวหน้าพรรคลวนลาม เข้าให้การเป็นพยานยืนยันพฤติกรรมหื่น กับพนักงานสอบสวนสน.ลุมพินีเรียบร้อยแล้ว #เหยื่อรายที่15

ต่อมา นายษิทรา เปิดเผยถึงกรณีมีข่าวผู้เสียหายกรณีถูกอดีตรองหัวหน้าพรคการเมืองข่มขืนและลวนลามถอนแจ้งความว่า ยืนยันยังไม่มีผู้เสียหายถอนแจ้งความแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีผู้เสียหายทั้งคนเก่าที่แจ้งความไปแล้ว และผู้เสียหายคนใหม่ที่ยังไม่ได้แจ้งความไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้เชื่อว่าคำให้การของ ผู้เสียหายทั้งหมด จะทำให้ศาลเชื่อถือได้ใน คำให้การ ซึ่งตลอดเวลายังมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาให้ข้อมูลอยู่ตลอด

ส่วนกรณีที่มีนายตำรวจยศ “พล.ต.ต.” เข้ามาแทรกแซงผู้เสียหายรายแรกนั้น ยอมรับว่า ไม่ใช่เครือญาติของผู้เสียหาย แต่แม่ของผู้เสียหายเรียกว่า “ลุง” ซึ่งนายตำรวจคนนี้ มีพฤติกรรมทำให้ผู้เสียหายไม่ให้ความร่วมมือกับตน ซึ่งหลังจากนี้จะส่งหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบถามว่านายตำรวจคนดังกล่าวเป็นใคร ซึ่งหากพบตัวก็จะมีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา แต่หากเป็นตำรวจนอกราชการ ก็จะไม่มีความผิดทางวินัย แต่ยังคงมีความผิดทางอาญา เนื่องจากเข้าไปแทรกแซงคดีความ

นายษิทรากล่าวต่อว่าเบื้องต้นทราบว่านายพลคนดังกล่าว เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายเพียง 1 ราย และยังไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับ รายอื่นด้วยหรือไม่

ล่าสุด นายษิทราโพสต์ในเฟซบุ๊กระบุว่า ผู้เสียหายคนไทยที่ประเทศอังกฤษ ขณะเกิดเหตุอายุ 25 ปี ได้โทร.มาเล่าให้ฟังว่ารู้จักกับนักการเมืองคนดัง ที่ประเทศอังกฤษ ขณะนั้นน้องเรียนปริญญาโท นักการเมืองคนนี้ฝึกงานที่แบงก์ ออฟ อิงแลนด์ (Bank of England) และได้หลอกล่อว่าสามารถพูดคุยกับผู้บริหาร เพื่อให้น้องมาทำงานที่ธนาคารแห่งนี้ได้

หลังจากนั้นก็ได้มีการโทร.คุยกันหลายครั้ง และได้มีการนัดหมายให้มาพบที่อพาร์ตเมนต์ ใกล้ไฮด์ปาร์ก เมื่อไปถึงปรากฏว่าไม่มีคนอยู่ จู่ๆ นักการเมืองคนดังกล่าวก็เข้ามาทำร้ายร่างกาย ลวนลาม และข่มขืน น้องสู้ไม่ได้ กรี๊ดดังเท่าไหร่ก็ไม่มีคนได้ยิน เคสนี้ได้มีการแจ้งความครับ น้องทราบว่านอกจากน้องยังมีผู้เสียหายอายุ 18 ปีอีกคน ไม่แน่ใจว่าชาติไหนแต่น่าจะเป็นคนเอเชีย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ Ealing Police Station เก็บหลักฐานทั้งเสื้อผ้า กล้องซีซีทีวี ไว้ทั้งหมด

หลังเกิดเหตุน้องเล่าให้ฟังว่า น้องดิ่งมาก ครอบครัวเสียใจอย่างหนัก น้องถึงขนาดตัดผม โกนหัว น้ำหนักลดฮวบ เพราะอยากจะเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด ไม่อยากเป็นคนเดิมอีกแล้ว น้องต้องลาออกจากงาน ย้ายเมืองไปอยู่ที่อื่น

แต่ที่น่าเศร้าที่สุด หลังจากน้องแจ้งความ มีผู้หญิงไทยผู้กว้างขวางคนหนึ่งในอังกฤษ ทั้งโทร. ทั้งมาหาน้องที่ทำงาน ข่มขู่ให้ยุติการดำเนินคดี น้องปรึกษากับทางบ้าน กลัวแม่ที่อยู่เมืองไทยจะไม่ได้รับความปลอดภัย กลัวหลายๆ อย่าง เพราะนักการเมืองคนนี้มีคอนเน็กชั่นในสถานทูตเยอะมาก ในที่สุดน้องยุติการดำเนินคดีไว้ก่อน (ตามกฎหมายอังกฤษสามารถกลับมาดำเนินคดีได้) ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่

แต่วันนี้น้องเห็นคนไทยหลายคนที่ร่วมชะตากรรมกล้าออกมาสู้ น้องจะไปตรวจสอบว่ากล้องซีซีทีวีกับเสื้อผ้าในวันเกิดเหตุยังอยู่ไหม ถ้าอยู่น้องพร้อมเริ่มนับหนึ่งดำเนินคดีข่มขืนที่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง!!

#พวกเราส่งกำลังใจไปที่อังกฤษให้น้องคนนี้กันนะครับ

เมื่อเวลา 15.50 น.วันเดียวกัน ที่ สน.ลุมพินี พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น.ดูแลด้านกฎหมายและคดี เข้าติดตามดูสำนวนคดีที่มีหญิงผู้เสียหายหลายสิบราย เข้าแจ้งความเอาผิดอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ รายหนึ่ง ในข้อหากระทำอนาจารฯ และข่มขืนกระทำชำเรา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนเปิดเผยว่า ได้มาติดตามการรับแจ้งความหลังมีเหยื่อ 9 รายมาแจ้งความวานนี้ และอีก 1 รายมาแจ้งก่อนหน้านี้ รวมผู้เสียหายทั้งสิ้น 15 ราย แบ่งเป็น จ.เชียงใหม่ 1 ราย จ.เพชรบุรี 1 ราย สน.ลุมพินี 14 ราย สน.ห้วยขวาง 1 ราย และนอกประเทศอีก 1 ราย พร้อมรับคำร้องทุกข์เพิ่ม 8 คดี จากเดิม 3 คดี ในจำนวนนี้ ขาดอายุความ 2 ราย โดยทุกคดี แบ่งตามพฤติการณ์ก่อเหตุว่าเข้าข่ายอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเรา

“ล่าสุดกำลังพิจารณาคดีที่มีเหยื่อ 1 รายมีคลิปเสียงในข่าว เนื่องจากมีความลังเลใจในเรื่องความสัมพันธ์ เพราะหลังเกิดเหตุที่ถูกกระทำก็ยังคงติดต่อกับผู้ต้องหา สำหรับคดีใหม่ทั้ง 9 คดีนั้น ตำรวจจะตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปเนื่องจากบางคดีผ่านมานาน ทั้งนี้ ภายหลังการพิจารณาแต่ละคดีแล้วเสร็จ หากมีพยานหลักฐานก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งสามารถออกหมายจับได้ในคดีที่มีโทษจำคุกเกิน 3 ปี” รองผบช.น.กล่าว

พล.ต.ต.ไตรรงค์กล่าวอีกว่า ในการตรวจค้นคอนโดฯที่เกิดเหตุในคดีข่มขืน 3 คดีแรกนั้น เรื่องผ่านมา 1 ปีแล้ว ในการตรวจสอบ แม้จะหาหลักฐานได้น้อยก็ต้องทำ โดยได้เก็บวัตถุพยานต่างๆ ส่งให้เจ้าหน้าที่ พฐ.ทำบันทึกมาเปรียบเทียบคำให้การผู้กล่าวหาว่ามีน้ำหนักเพียงใด ยืนยันว่า 3 คดีแรกของ สน.ลุมพินี ผู้กล่าวหายังคงยืนยันคำให้การเดิมว่าจะเอาผิดกับผู้ต้องหา ตำรวจจึงไม่หนักใจ เพราะมีหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ที่กังวลคือข้อหาอนาจาร หากกระทำกันเพียงลำพัง สามารถยอมความได้ และคดีมีอายุความ 3 เดือน ซึ่งหากส่งสำนวนถึงอัยการ หากมีการไกล่เกลี่ย ผู้เสียหายสามารถไม่เอาความผู้ก่อเหตุได้

ส่วนคดีเมื่อปี 2563 ที่ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีความคืบหน้า ผกก.สน.ลุมพินี ได้ตรวจสอบแล้ว แต่ต้องสอบถามผู้เสียหายอีกครั้ง เพราะกลับมาให้การในลักษณะที่ลังเลใจว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุหรือไม่ ส่วนกรณีมีตำรวจชั้นนายพลพยายามไกล่เกลี่ยผู้เสียหายให้ไม่เอาผิดนั้นยังไม่ทราบ ขณะที่คดีที่มีผู้เสียหายอ้างว่าถูกวางยาได้รับเลขคดีไว้ตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วว่าจะมีการเรียกหรือดำเนินการอย่างไรกับผู้ถูกกล่าวหาต่อไป

เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินคดีนายธนัตถ์ หรือลูกนัท ธนากิจอำนวย ที่ตะโกนโวยวายแล้วจอดรถขวางทางเข้าออก ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นคอนโดฯของผู้ต้องหาหรือไม่ รอง ผบช.น.กล่าวว่า สน.ลุมพินี ได้รายงานเหตุมายังกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 เพื่อรายงานให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลพิจารณาแล้ว หากผิดกฎหมายก็จะดำเนินการต่อไป เพราะเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

ทั้งนี้ ยอมรับว่าพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้เชิญแอนนา ภรรยาลูกนัท ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีให้มาชี้จุดจริง เพราะผู้เสียหายจำร้านอาหารที่ผู้ต้องหานัดหมายมาพบก่อนจะพาเข้าไปคอนโดฯไม่ได้ แต่เป็นเพียงการชี้จุดที่ร้านอาหารและหน้าคอนโดฯเท่านั้น ไม่ได้เชิญไปชี้จุดบนห้อง ซึ่งตำรวจได้ชี้แจงขั้นตอนให้ทราบแล้วว่าเพื่อไม่ให้เป็นการปนเปื้อนของพยานหลักฐานและกลายเป็นข้อโต้แย้งของผู้ต้องหาในทางคดี แต่ตำรวจได้ขออนุญาตจากทนายความ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของห้องก็ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่ามีหมายศาลคุ้มครอง ทำให้เกิดภาพขณะลูกนัทส่งเสียงโวยวายชี้หน้าต่อว่าทนายที่ทางเข้าคอนโดฯดังกล่าว

“ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากเป็นผู้เสียหาย ไม่มีข้อบังคับให้ผู้เสียหายมาชี้จุด เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็น จะมีเพียง ผู้ต้องหาเท่านั้นที่เป็นกรณีบังคับ ซึ่งคดีนี้มี ผู้เสียหายหลายรายจึงไม่จำเป็นต้องไปชี้จุดเกิดเหตุทั้งหมด หากพาทุกรายไปชี้จุดอาจทำให้พื้นที่จุดเกิดเหตุปนเปื้อน ไม่เป็นธรรมทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย จึงให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ถ่ายวิดีโอและทำแผนผัง ก่อนให้ผู้เสียหายมาชี้จุดตามที่จัดทำไว้ เพื่อประกอบสำนวนคดี แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ” รอง ผบช.น.กล่าวและว่า

กรณีทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม อ้างว่าอาจมีผู้เสียหายเข้ามาสร้างเรื่องเพื่อหาผลประโยชน์ทางการเมือง พล.ต.ต.ไตรรงค์ยืนยันว่าหากมีการสร้างเรื่องแล้วตรวจสอบพบ ก็จะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ มีโทษ จำคุก 5 ปี ก็ขออย่าให้มี เพราะเคยมีการแจ้งความลักษณะนี้มามาก ซึ่งคดีนี้กำลังตรวจสอบอยู่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน