สธ.ชงลดกักตัวไม่ตรวจเอทีเค

‘บิ๊กตู่’ถกศบค.ชุดใหญ่วันนี้ สธ.ชงผ่อนคลายมาตรการ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ เล็งลดวันกักตัวคนไม่ฉีดวัคซีน ยกเลิกตรวจเอทีเค พร้อมปรับโซนสี เริ่ม 1 พ.ค. ‘อนุทิน’ แจงเหตุอัตราติดเชื้อน้อยไม่เกิน 100 รายต่อวัน มั่นใจระบบสาธารณสุขรองรับได้ เล็งเปิดประเทศเต็มรูปแบบ 1 ก.ค. ยอดตายโควิดยังพุ่ง 129 ราย อีสานมากสุด 51 ราย ติดเชื้อใหม่ 2.1 หมื่น ศูนย์จีโนมฯ แนะจับตาโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย ห่วง BA.2.12.1 ระบาดในไทยเหมือนนิวยอร์ก ระบุภูมิจากติดเชื้อโอมิครอนอาจป้องกันสายพันธุ์อื่นไม่ดี ย้ำต้องฉีดวัคซีน อินเดียมอบวัคซีนโคโวแว็กซ์ 2 แสนโดสให้ไทย

ติดเชื้อเพิ่ม 2.1 หมื่น-ตาย
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21,931 ราย ติดเชื้อสะสม 4,106,230 ราย หายป่วยเพิ่ม 24,619 ราย หายป่วยสะสม 3,889,912 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 129 ราย เสียชีวิตสะสม 27,392 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 188,926 ราย อยู่ในร.พ. 49,403 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI, CI 139,523 ราย มีอาการหนัก 2,021 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 885 ราย อัตราครองเตียงสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 25.1% ส่วนผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ATK 20,926 ราย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 129 ราย มาจาก 45 จังหวัด กทม.เสียชีวิตสูงสุด 10 ราย ตามด้วยร้อยเอ็ด 9 ราย, เลย อุบลราชธานี เชียงใหม่ ชลบุรี จังหวัดละ 6 ราย, สมุทรปราการ สกลนคร จังหวัดละ 5 ราย, ปทุมธานี มหาสารคาม ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี กาญจนบุรี จังหวัดละ 4 ราย ที่เหลือเสียชีวิตจังหวัดละ 1-3 ราย โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสียชีวิตสูงสุด 51 ราย ภาคกลางและตะวันออก 37 ราย ภาคเหนือ 13 ราย ปริมณฑล 11 ราย และภาคใต้ 8 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 69 ราย หญิง 60 ราย อายุ 1-99 ปี เฉลี่ย 79 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 98%

ตายเกินร้อย 12 วันซ้อน
สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 129 ราย พบว่าเป็นประชากรกลุ่ม 608 หรือประชากรที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงร้อยละ 98 แบ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 108 ราย และประชากรผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรังอีก 19 ราย และผู้ที่ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 2 ราย

จากข้อมูลพบว่าตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.65 มีการรายงานพบผู้เสียชีวิตเกิน 100 รายติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 12 วันแล้ว โดยวันที่ 10 เม.ย. เสียชีวิต 108 ราย, 11 เม.ย. 105 ราย, 12 เม.ย. 101 ราย, 13 เม.ย. 106 ราย, 14 เม.ย. 115 ราย, 15 เม.ย. 119 ราย, 16 เม.ย. 125 ราย, 17 เม.ย. 128 ราย, 18 เม.ย. 124 ราย, 19 เม.ย. 129 ราย, 20 เม.ย. 128 ราย และ 21 เม.ย. 129 ราย

15 จว.ป่วยรายวันเกิน 400
ส่วน 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 2,907 ราย 2.ขอนแก่น 996 ราย 3.ชลบุรี 798 ราย 4.สมุทรปราการ 775 ราย 5.นครศรีธรรมราช 638 ราย 6.ศรีสะเกษ 635 ราย 7.สมุทรสาคร 603 ราย 8.ร้อยเอ็ด 565 ราย 9.ฉะเชิงเทรา 481 ราย และ 10.บุรีรัมย์ 471 ราย

สำหรับจังหวัดติดเชื้อเกิน 400 ราย มีอีก 5 จังหวัด คือ อุบลราชธานี 456 ราย, ราชบุรี 447 ราย, ระยอง 439 ราย, นนทบุรี 438 ราย และสกลนคร 407 ราย

จังหวัดติดเชื้อระดับ 300 ราย เพิ่มขึ้นจาก 11 จังหวัด เป็น 14 จังหวัด ระดับ 200 ราย ลดลงจาก 13 จังหวัด เหลือ 8 จังหวัด ระดับ 100 ราย เพิ่มขึ้นจาก 14 จังหวัด เป็น 18 จังหวัด และจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย ลดลงจาก 26 จังหวัด เหลือ 21 จังหวัด ส่วนจ.ลำพูน ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่

ปอดอักเสบ-ใส่ท่อหายใจพุ่ง
ทั้งนี้ ตามสถานการณ์ผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามกราฟจะพบว่าผู้ป่วยปอดอักเสบ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. มี 1,846 ราย แต่วันที่ 21 เม.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 2,021 ราย, ส่วนผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. มี 815 ราย แต่วันที่ 21 เม.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 885 ราย

ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิต ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. มี 89 ราย แต่วันที่ 21 เม.ย. มี 129 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ย 14 วัน ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. มี 25,430 ราย แต่วันที่ 21 เม.ย.นั้น ยังคงเป็นเส้นตรงแต่ขยับลงอย่างชัดเจน

ฝรั่งเศสเข้าไทยมากสุด
ส่วนการติดเชื้อมาจากเรือนจำ 135 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 94 ราย ใน 26 ประเทศ มาจากฝรั่งเศสมากที่สุด 18 ราย กัมพูชา 15 ราย ออสเตรเลีย เยอรมนี ประเทศละ 10 ราย อังกฤษ 9 ราย สหรัฐอเมริกา 7 ราย มาเลเซีย 6 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 5 ราย ตุรกี อินเดีย ไอซ์แลนด์ สิงคโปร์ ประเทศละ 4 ราย ที่เหลือติดเชื้อประเทศละ 1-3 ราย โดยเข้าระบบ Test&Go 95 ราย แซนด์บ็อกซ์ 3 ราย กักตัว 2 ราย และลักลอบเข้าประเทศ 15 ราย จากกัมพูชา

สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1-20 เม.ย.65 มีผู้เดินทาง 275,559 คน รายงานติดเชื้อ 1,364 คน คิดเป็น 0.49% แบ่งเป็นระบบ Test&Go 261,215 คน ติดเชื้อ 1,195 คน คิดเป็น 0.46% แซนด์บ็อกซ์ 11,732 คน ติดเชื้อ 124 คน คิดเป็น 1.06% และกักตัว 2,612 คน ติดเชื้อ 45 คน คิดเป็น 1.72%

ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 20 เม.ย.65 จำนวน 128,459 โดส ฉีดสะสม 131,950,758 โดส เป็นเข็มแรก 56,053,301 ราย คิดเป็น 80.6% เข็มสอง 50,766,875 ราย คิดเป็น 73% และเข็ม 3 ขึ้นไป 25,130,582 ราย คิดเป็น 36.1%

‘อนุทิน’แจงชงผ่อนคลายเข้าปท.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้า ประเทศต่อศบค.วันที่ 22 เม.ย.นี้ จะเป็นการเปิดประเทศแบบเต็มสูบหรือไม่ว่า สธ.ในฐานะผู้นำเสนอการใช้มาตรการต่างๆ เบื้องต้นเราพิสูจน์แล้วว่าจำนวนการติดเชื้อจากผู้เดินทางเข้าประเทศมีน้อยมาก เทียบกับการติดเชื้อในประเทศวันละ 2 หมื่นราย ไม่รวมการตรวจ ATK ขณะที่ผู้เข้าประเทศเราตรวจ RT-PCR พบวันละประมาณไม่เกิน 100 คน บางคนเป็นคนไทย เราห้ามเขาเดินทางเข้ามาไม่ได้ ดังนั้นอัตราการติดเชื้อผู้เดินทางเข้าประเทศเราคิดว่ารับมือได้ เราต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ตั้งใจจะเปิดให้กว้างขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนสามารถสร้างรายได้ มีงานทำมีกิจวัตรเป็นปกติได้

“ไม่อยากให้ไปพาดหัวว่า เปิดแล้ว กว้างแล้ว สธ.โอเค เพราะเรามี ศบค. ทุกอย่างไม่ได้จบที่สธ. แต่เรามีหน้าที่เสนอ ซึ่งในศบค.มีกระทรวงมหาดไทย คมนาคม ต่างประเทศ สถาบันการแพทย์ต่างๆ นายกฯ เราต้องไปหารือในนั้น ซึ่งสธ.ที่รรับผิดชอบการป้องกัน ดูแลรักษาทางการแพทย์ เรามีความเห็นแบบนี้ ไปเข้าข้อจำกัดหน่วยงานอื่นหรือไม่ก็มาหารือกัน แล้วมีมติออกมา เราทำงานเป็นทีม” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าสธ.มองว่าการผ่อนคลายมากขึ้นจะมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างมีปัจจัยเสี่ยง อยู่ที่บริหารปัจจัยเสี่ยงอย่างไร อย่างออกจากบ้านไม่เสี่ยงโควิดก็เสี่ยงอุบัติเหตุ ทุกคนมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว อยู่ที่ประเมินเสี่ยงและระมัดระวังอย่างไร หลักเดียวกันกรณีโควิดก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ถ้าไม่ให้เสี่ยงก็โทเทิลล็อกดาวน์ แต่ประชาชนเราไม่ไหว ซึ่งที่ผ่านมาเราประเมินและบริหารความเสี่ยง ทำมาตลอดรวมถึงโรคอื่นด้วย ซึ่งโรคเกิดมา 2-3 ปี ไม่ได้เลวร้ายมากขึ้น ก็หาวิธีอยู่ร่วมกันและทำลายมัน

สธ.รับมอบโคโวแว็กซ์ 2 แสนโดส
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบวัคซีนโควิด 19 “COVOVAX” 2 แสนโดส มูลค่า 60 ล้านรูปีที่ได้รับบริจาคจากกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (QUAD) 4 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ว่า วันนี้ประเทศไทยได้รับการบริจาควัคซีน COVOVAX ที่ผลิตจากประเทศอินเดีย เป็นวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต ซึ่งขอขึ้นทะเบียนกับ อย. ในการใช้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยเน้นใช้ในกลุ่มที่แพ้วัควีนแพลตฟอร์มอื่น แต่จะมีการส่งเอกสารเพิ่ม เพื่อขยายความครอบคลุมช่วงอายุลงไปจนถึงอายุ 12 ปี ทั้งนี้ยังใช้เป็นวัคซีนแรกเริ่มก่อน ยังไม่ได้เป็นบูสเตอร์โดส ซึ่งผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่าการนำมาใช้บูสเตอร์ยังมีหนทางทำได้ คือการทดสอบโดยสถาบันทางการแพทย์ และนำเข้าสู่คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า วัคซีนมาถึงเมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยจะเข้าสู่การตรวจรับรองรุ่นการผลิตโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และอย.จะตรวจสอบว่าเป็นไปตามสูตรที่แจ้งหรือไม่ ส่วนการกระจายอยู่ที่กรมควบคุมโรค ซึ่งตนหารือกับปลัด สธ.และอธิบดีกรมควบคุมโรคว่าก่อนนำไปกระจายอย่างแพร่หลาย หรืออนาคตหากมีการสั่งซื้อถ้ามีความจำเป็น ต้องทดสอบคุณภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้มั่นใจว่าจะเป็นวัคซีนที่สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนช่วงวัยไหน มีข้อจำกัดทางสุขภาพอย่างไร” นายอนุทินกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงกล่าวว่า กรณีที่สธ. เสนอให้เปิดประเทศเต็มรูปแบบนั้นจะเสนอให้เปิดประเทศเร็วที่สุด คาดว่าน่าจะเร็วกว่าแผนเดิมที่เคยกำหนดไว้ประมาณวันที่ 1 ก.ค.65 ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ด้วย

จ่อลดกักตัว-เลิกตรวจเอทีเค
พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมศปก.ศบค.ว่า ในที่ประชุมศบค.วันที่ 22 เม.ย.นี้ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอปรับมาตรการตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเข้าประเทศว่า ศบค.จะพิจารณาข้อเสนอที่เป็นแนวทางสำคัญตามที่นายกฯ มอบไว้ เรื่องการเข้าประเทศ ปัจจุบันมี 2 ประเด็นหลัก คือการกักตัว สำหรับคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จะปรับให้สะดวกขึ้น เช่นถ้ามีการกักตัวที่เชื่อถือได้มาแล้วก็จะลดจำนวนวันกักตัวลง และเรื่องการปรับระบบเทสต์แอนด์โก สำหรับผู้ได้รับวัคซีน ซึ่งทั่วโลกมีการผ่อนคลายมากแล้ว จะเสนอให้ปรับระบบให้นักท่องเที่ยวและคนไทยที่จะกลับเข้าประเทศได้รับความสะดวกมากขึ้น เราต้องพิจารณาทุกมิติ โดยการตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางเข้ามาถึง อาจจะปรับ เนื่องจากพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศมีเปอร์เซ็นต์ลดลง โดยจะหารือว่าการตรวจเอทีเคจะใช้ลักษณะอย่างไร หรือไม่ต้องตรวจเลย

“ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกเทสต์แอนด์โก หรือระบบไทยแลนด์พลัส เรารับฟังมาตลอด แต่อยากให้เข้าใจ โดยเฉพาะไทยแลนด์พลัส ไม่ใช่ระบบที่ไม่ดี ถ้าย้อนไปในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาหากไม่มีระบบนี้ เวลานี้ยังไม่ทราบ ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ระบบต่างๆ ก็ต้องปรับ และถ้ามีการปรับระบบเข้าประเทศ จะใช้ไทยแลนด์ พลัสเท่าที่จำเป็น โดยยึดหลักความปลอดภัย และให้เกิดความสะดวกที่สุด”

ปรับโซนสีด้วย-เล็งเริ่ม 1 พค.
พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า หากที่ประชุมศบค.เห็นชอบการปรับระบบเข้าประเทศ แผนการดำเนินงานจะเริ่มในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นที่ต้องขยับ โดยมาตรการที่จะปรับ มีทั้งทางอากาศ ทางบก ซึ่งทางบกจะพยายามเปิดด่านทางบกให้ได้ทั่วประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการ และจะนำมาพิจารณาในวันที่ 22 เม.ย. เช่นเดียวกัน โดยผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาร่วมกันว่าใช้วิธีใดในการเปิด และใช้เงื่อนไขเดียวกับทางอากาศที่มาตรการอาจจะน้อยกว่า

พล.อ.สุพจน์กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมศบค.จะพิจารณาเรื่องปรับโซนสีพื้นที่ ซึ่งเราประเมินตามเงื่อนไขที่มี และเท่าที่ดูตัวเลขสถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ผ่านมา คาดว่าจะพิจารณาปรับโซนสีให้ดีขึ้นในทุกจังหวัด ส่วนมาตรการป้องกันในปัจจุบัน ทั้งประชาชนและสถานประกอบการณ์ปรับตัวอยู่กับโควิดได้ดีขึ้น ดังนั้นการปรับโซนสีในหลายจังหวัดที่เป็นสีส้ม จะได้ปรับสถานการณ์ให้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมศบค.จะพิจารณามาตรการรับมือการเปิดภาคเรียนเดือนพ.ค.นี้อย่างไร พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า นายกฯ ให้ความสำคัญเรื่องนี้ วันนี้ ศปก.ศบค.จะคุยเรื่องเงื่อนไขบางประการที่กำหนดไว้ในมาตรการที่ทำให้สถานศึกษามีข้อจำกัดในการให้นักเรียนไปเรียนออนไซต์ (ที่ตั้ง) แบบเต็มจำนวน ซึ่งเราต้องปรับเงื่อนไขให้เรียบร้อย ขณะที่โรงเรียนก็ต้องมีมาตรการรองรับได้อย่างปลอดภัย

ให้หมอประเมินถอดหน้ากาก
เมื่อถามถึงกรณีมีการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อยากให้กรุงเทพฯเป็นพื้นที่นำร่อง เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตปกติ สามารถเปิดหน้ากากอนามัยได้ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้วางมาตรการที่จะให้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตปกติและโควิดเป็นโรคประจำถิ่น และมาตรการเหล่านี้ยังปรับได้อีก แต่อยากย้ำว่าโควิด ต้องอยู่กับเราอย่างน้อยไปอีก 1 ปี ดังนั้นมาตรการสำหรับคนที่ติดโควิดแล้วสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ประกอบอาชีพได้ คือเราต้องปรับตัว ป้องกันตัวเองโดยสวมหน้ากากอนามัย ที่จำเป็นเพราะเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ในการป้องกัน และยังต้องรักษาระยะห่างเท่าที่จำเป็น ขณะที่สถานประกอบการต้องใช้มาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้ง และสุดท้ายคือขีดความสามารถรองรับด้านสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จะเป็นหัวใจให้เราอยู่กับโควิดได้

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการพิจารณาให้ถอดหน้ากากเหมือนบางประเทศหรือไม่ พล.อ. สุพจน์กล่าวว่า เรื่องนี้แพทย์ประเมินต่อเนื่อง

ใช้ฉีด18ปีขึ้นไป-ไม่เคยได้วัคซีน
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วัคซีน COVOVAX เป็นชนิดโปรตีนซับยูนิต ซึ่งผลิตและใช้ในหลายวัคซีนที่ผ่านมา ส่วน mRNA เป็นวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ แม้มีความปลอดภัย เพราะฉีดไปเป็นหมื่นล้านโดสแล้ว แต่ความปลอดภัยระยะกลางและระยะยาวยังบอกไม่ได้ เพราะฉีดยังไม่ครบ 2 ปี วัคซีนโปรตีนซับยูนิตเป็นเทคโนโลยีใช้มานาน จึงค่อนข้างปลอดภัยพอกับชนิดเชื้อตาย บางคนที่ห่วงความปลอดภัยของ mRNA หรือมีผลข้างเคียงจากวัคซีนชนิดอื่นๆ ทั้งเชื้อตาย ไวรัลเวกเตอร์ หรือ mRNA ก็สามารถมาฉีดตรงนี้ได้ ยกตัวอย่างคนที่ฉีด mRNA บางคนมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไม่ได้แนะนำให้ฉีดเข็มต่อไป ก็ให้มาฉีดตัวนี้ ทั้งนี้การใช้เป็นไปตามที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ในคนอายุ 18 ปีขึ้นไป เข็ม 1 และเข็ม 2 ห่างกัน 3 สัปดาห์ ยังไม่ได้ขอเป็นบูสเตอร์โดส

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า การกระจายจะไปตามจุดฉีดจังหวัดต่างๆ ข้อบ่งชี้คืออายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นเข็ม 1 และเข็ม 2 ซึ่งหาคนฉีดค่อนข้างยาก แต่จะมีการประชุมอีโอซีเพื่อกระจายเป็นพื้นฐานให้ทางจังหวัด เพื่อให้คนที่แพ้วัคซีนหรือฉีดวัคซีนตัวอื่นไม่ได้มาฉีด ส่วนบูสเตอร์โดสต้องขอหาข้อมูลวิจัยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัคซีน COVOVAX มีอายุใช้งานถึงเดือนก.ย. 2565 โดยกรมควบคุมโรคยืนยันว่าสามารถใช้ทัน เนื่องจากเบื้องต้นมี 2 แสนโดส และจะพิจารณาในอนาคตว่าจะสั่งซื้อต่อไปอย่างไร

ชี้‘BA.2.12.1’หลบภูมิได้มากขึ้น
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่า เชื้อ โควิดสายพันธุ์โอมิครอนในไทยขณะนี้ สายพันธุ์ย่อย BA.1 ลดลงจนอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วน BA.2 ที่ระบาดหนักเริ่มพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง โดยมีการกลายพันธุ์ตัวลูก BA.2.12 ซึ่งเป็นตัวที่แพร่ระบาดทั่วโลกขณะนี้ แต่เราไม่ได้ให้ความสนใจมาก เนื่องจากความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดไม่ต่างจากตัวแม่ BA.2 อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวลูกย่อยออกมาอีก คือ BA.2.12.1 มีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งนิดเดียว แต่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและจะแพร่ระบาดได้มากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา พบว่ามีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พบสัดส่วน 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศ พบมากที่สุดในนิวยอร์ก อัตราการแพร่ระบาดเพิ่มจากตัวแม่เป็นเท่าตัว กลายพันธุ์ต่างจากไวรัสอู่ฮั่นเดิมมากกว่า 90 ตำแหน่ง และมีอัตราการแพร่ระบาดถึง 96% เหนือกว่า BA.2

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วสันต์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่พบ BA.2.12.1 แต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเรามีตัวแม่ BA.2.12 ซึ่งในฐานข้อมูลกลางโควิดโลก GISAID วันที่ 19 เม.ย. พบ BA.2.12 ในไทยจากการสุ่มถอดรหัสพันธุกรรมไม่น้อยกว่า 186 ตัวอย่าง แต่หน้างานจริงอาจจะมีมากกว่านั้น ทั้งนี้โดยธรรมชาติการกลายพันธุ์ของไวรัสจะอยู่ในช่วง 2-3 เดือน เมื่อมีตัวใหม่โผล่ขึ้นแล้วก็จะค่อยๆ ลดลงจนหายไป แต่หากมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็อาจจะกลายพันธุ์เป็นตัวอื่นได้ คาดหวังว่า BA.2.12 ที่กำลังพบในไทยจะเพิ่มขึ้นและลดลงหายไป ไม่กลายพันธุ์ออกลูกเป็น BA.2.12.1 ส่วนลูกผสมตระกูล X ทั่วโลกขณะนี้พบมีกว่า 20 ตระกูล X แต่มีจำนวนน้อยมากเพียงหลักสิบหลักหน่วยเท่านั้น ไม่ได้พบว่ามีการแพร่ระบาดมากขึ้น ก่อนหน้าที่ศูนย์จีโนมฯ พบ XE 1 รายก็ยังไม่ได้พบมากขึ้น

ชี้ภูมิโอมิครอนกันพันธุ์อื่นได้ไม่ดี
“ข้อมูลล่าสุดจากนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศได้ทดสอบนำแอนติบอดีของผู้ติดเชื้อโอมิครอนมาทดสอบภูมิคุ้มกัน พบว่าป้องกันได้แต่เฉพาะโอมิครอน แต่สายพันธุ์อื่นในอดีตหรืออนาคตอาจจะป้องกันได้ไม่ดีนัก ต่างกับคนที่ฉีดวัคซีน ดังนั้น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อให้ภูมิคุ้มกันสูง จึงเป็นเรื่องสำคัญ จากเดิมเชื่อกันว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติน่าจะดี แต่ข้อมูลนี้ยังมีเพียงชิ้นเดียว ต้องรอข้อมูลที่มีการวิจัยยืนยันมากกว่านี้ ดังนั้น การดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อดีที่สุด เพราะหากติดแล้วยังมีผลทำให้เกิดภาวะลองโควิดได้ ศูนย์จีโนมฯ เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เป็นการนำข้อมูลจาก GISAID,WHO, U.S. CDC หรือข้อมูลวิจัยจากประเทศต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งวิเคราะห์ศึกษาสถานการณ์ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการตระหนัก เท่าทันความรู้นำไปสู่การเรียนรู้หาแนวทางป้องกัน ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดความตระหนก หวาดกลัว หรือเป็นการหิวแสง”

นนท์เปิดวอล์กอิน‘ฉีดไฟเซอร์’
เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี โพสต์ข้อความระบุว่า “นนท์พร้อม SPECIAL PFIZER (ฝาเทา) WALK IN?”

ขอเชิญประชาชน อายุ 18 ปีขึ้น ไปรับวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 1 – 4 ทุกสัญชาติ ทุกพื้นที่ เริ่มวันที่ 25 เม.ย.- 9 พ.ค.2565 หรือจนกว่าวัคซีนจะหมดเวลาในการฉีด

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่รพ.สต. ใกล้บ้านท่าน

กรณี รพ.สต. ในพื้นที่เทศบาลนครนนทบุรี ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครนนทบุรี หรือหน่วยบริการใกล้บ้าน

ผู้มีความประสงค์ติดต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่http://gishealth.moph.go.th/pcu/admin/report2.php

‘บิ๊กตู่’ย้ำเตรียมพร้อมเปิดเรียน
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอให้สถานศึกษาทุกสังกัดเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนพ.ค.นี้ ให้มีความปลอดภัย ตามมาตรการสาธารณสุขในโรงเรียน เน้นจัดการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบออนไซต์ ออนไลน์ และแบบผสมผสาน เตรียมอาคารสถานที่ ครูและสื่ออุปการณ์การเรียนการสอน ให้พร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนในทุกรูปแบบ โดยกำชับกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ ติดตาม ดูแล ป้องกันการเกิดปัญหาวิกฤตหลังเปิดภาคเรียน

นายธนกรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรเน้นย้ำลูกหลานที่ไปโรงเรียนว่า ไม่ควรถอดหน้ากากอนามัย ไม่ลืมตรวจเอทีเค ไม่เล่นเป็นทีมหรือกลุ่มใหญ่ ไม่นั่งติดกันทั้งเวลาเรียน คุยเล่น ทานข้าว และไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน สำหรับการเรียนภายในห้องเรียนต้องนั่งเรียนแบบมีการเว้นระยะ รวมถึงไม่เปิดแอร์เรียนนานเกิน 2 ชั่วโมง ต้องมีการเปิดหน้าต่างระบายอากาศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน