ยกเลิกเทสต์&โก1พค.12จว.ลุ้นโรคประจำถิ่น

ศบค.ผ่อนคลายเข้าประเทศ ยกเลิก ‘เทสต์ แอนด์โก’ แต่ต้องโชว์หลักฐานฉีดวัคซีนครบ ปรับกักตัวเสี่ยงสูง 5+5ยกเลิกตรวจพีซีอาร์เข้าประเทศ ให้ตรวจแค่ เอทีเคในที่พัก พร้อมปรับพื้นที่สีใหม่ เหลือแค่สีเหลือง 65 จว. และสีฟ้าท่องเที่ยว 12 จว. ขยายเวลาดื่มเหล้าในร้านอาหารได้ถึงเที่ยงคืน จากเดิมแค่ 5 ทุ่ม ส่วนผับ บาร์ คาราโอเกะยังห้ามเปิด ระบุ 12 จว.ลุ้นประกาศโควิดเป็นโรคประจำถิ่น ไฟเขียวเปิดเรียนออนไซต์พ.ค.นี้ ‘บิ๊กตู่’ สั่งเร่งฉีดวัคซีนในเด็กรับเปิดเทอม ยอดติดเชื้อใหม่ 2.1 หมื่น เสียชีวิต 128 ราย

‘บิ๊กตู่’ประชุมศบค.ชุดใหญ่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 หรือศบค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 7/2565 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในช่วงต้นการประชุมว่า จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พบว่าผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผู้เสียชีวิตมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงให้ทบทวนและตรวจสอบ ว่ามาจากสาเหตุอะไร ก่อนได้รับคำชี้แจงว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว หรือฉีดวัคซีนไม่ครบ จึงขอให้เร่งรัดฉีดให้ครบตามที่สาธารณสุขกำหนด ให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการ และขอให้ติดตามการแพร่ระบาดในระยะ 2-4 สัปดาห์ หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างใกล้ชิด ทั้งต้องเตรียมมาตรการสำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ และการสวมหน้ากากอนามัย แสดงให้เห็นว่าช่วยลดการแพร่ระบาดของการติดเชื้อได้มาก

ศบค.ยกเลิก‘เทสต์แอนด์โก’
ต่อมาเวลา 11.50 น. ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งที่ประชุมมีการติดตามประเมินผลทั้งในช่วงที่ผ่านมา และประเมินผลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งต้องติดตามอีก 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามวันนี้สิ่งที่ทุกคนคาดหวังคือการผ่อนคลายมาตรการในการเข้าประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของมาตรการเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก (Test and Go) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติยกเลิกมาตรการเทสต์แอนด์โก เปลี่ยนเป็นการใช้การตรวจด้วยเอทีเค ซึ่งจะมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นในการเปิดการท่องเที่ยวของเรา ช่วงที่ผ่านมาเริ่มจะดีขึ้นแล้ว หลายประเทศก็ปรับมาตรการและค่อนข้างที่จะผ่อนคลายมากขึ้นพอสมควร ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยวมากพอสมควรในช่วงเวลานี้เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ อย่างไรก็ตามมาตรการที่มีการปลดล็อกในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางเรือ ทางอากาศ มาตรการในการตรวจและการดูแลมาตรการในการรองรับผู้โดยสารต่างๆ

“มีประเด็นที่สำคัญคือเรื่องการเปิดโรงเรียนที่ใกล้จะมาถึงแล้วในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ก็ต้องเตรียมมาตรการในการเปิดโรงเรียนแบบออนไซต์ ซึ่งทั้งหมดมีข้อกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการขอความร่วมมือรวมทั้งความเข้าใจและสิ่งที่ต้องเน้นย้ำกันคือการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือฉีดยังไม่ครบโดส รวมทั้งวัคซีนที่เกี่ยวกับเด็กต้องมีการเร่งรัดเพื่อจัดหาวัคซีนและเร่งดำเนินการฉีด วันนี้เด็กที่มีอายุเกิน 5 ขวบปีขึ้นไปก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ ทั้งนี้ยังไม่มีการฉีดวัคซีนให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งผู้ปกครองต้องระมัดระวังเพราะส่วนใหญ่ก็ติดมาจากผู้ปกครองทั้งสิ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการระมัดระวังตัวเองและครอบครัวให้มากที่สุดจำเป็นต้องขอความร่วมมือเพราะเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ รัฐบาลพยายามทำอย่างเต็มที่ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยต่างประเทศก็ชื่นชมเรามาโดยตลอดแม้จะมีสถิติการติดเชื้อแต่เขาดูในส่วนของมาตรการการรองรับของเรา การรักษาหาย รวมถึงผู้ที่มีอาการรุนแรงก็ลดลงเรื่อยๆ พูดถึงความพร้อมในการรักษาพยาบาล ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกส่วนราชการ รวมทั้งประชาชน อสม. ที่ช่วยกันทำให้ประเทศไทยมีความปลอดภัยมาถึงขณะนี้ซึ่งถือว่าดีกว่าหลายประเทศ ทุกประเทศต่างชื่นชมและอยากขอความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสาธารณสุขกับเรา ซึ่งก็ถือเป็นโอกาส” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ยังไม่สรุปโรคประจำถิ่น
นายกฯ กล่าวต่อว่า การประชุมวันนี้ มีการกำหนดพื้นที่สีส้ม เขียว เหลือง ฟ้า ส่วนพื้นที่สีแดงได้ยกเลิกแล้วทั้งหมดซึ่งรายละเอียดจะมีการชี้แจงโดยโฆษก ศบค.ต้องขอขอบคุณหน่วยงานด้านการสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มีการหารือและยกปัญหาที่เกิดขึ้นมาให้ที่ประชุมได้ตัดสินใจร่วมกัน โดยความเห็นชอบของฝ่ายสาธารณสุข ขณะที่แพทย์ต่างก็ยอมรับ ในเรื่องการท่องเที่ยวก็อาจจะต้องมีการพัฒนาว่าทำอย่างไรที่จะสามารถเพิ่มการท่องเที่ยวแบบ 2 ประเทศ 1 จุดหมาย ได้หรือไม่ ต้องมาดูว่าประเทศเขามีอะไรตรงไหนและเรามีจุดไหนจะสามารถบินตรงมาต่อเครื่องบินกันได้อย่างไร ก็ต้องไปในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย

เมื่อถามว่าสรุปแล้วในวันที่ 1 ก.ค.จะกำหนดให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปฏิเสธ ว่า ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ มีการหารือถึงมาตรการที่จะปลดล็อกการเข้าประเทศอย่างไรซึ่งมีรายละเอียดทั้งเรื่องการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ในระยะเวลายาวนาน จะต้องมีอะไรบ้าง แต่ถ้าเข้ามาพักเพียง 1-2 วันจะทำอย่างไร ส่วนที่จะพิจารณาให้เป็นโรคประจำถิ่นนั้นก็ต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง เพราะวันนี้เราก็ฟังความคิดเห็นจากต่างประเทศเข้ามาด้วย

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าสาเหตุใดจึงยังมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากขึ้นทั้งที่สถานการณ์แนวโน้มของการการป้องกันและการแพร่ระบาดเริ่มลดลง นายกฯกล่าวว่า ก็มีกันไปหาสาเหตุว่าเพิ่มขึ้นเพราะอะไรวันนี้ก็มีการรายงานว่ามีหลายสาเหตุที่สรุปมาและแยกประเภทได้ว่าเป็นกลุ่มของผู้สูงอายุ เป็นกลุ่ม 608 หรือไม่ มีการฉีดวัคซีนครบโดสหรือไม่ เป็นการเสียชีวิตจากโควิดหรือเสียชีวิตจากโรคอื่น ทั้งหมดมีสถิติค่อนข้างละเอียดมากกว่าหลายประเทศด้วย

“ทั้งนี้ขอให้เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เรื่องอะไรที่ไม่เป็นเรื่องก็ขอให้เบาๆ ลงบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วคือในวันที่ 1 พ.ค. ที่ประชุมมีมติยกเลิกมาตรการเข้าประเทศแบบเทสต์แอนด์โก ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวยอมรับว่า ใช่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป

ติดเชื้อเพิ่ม 2.1 หมื่น-ดับ 128
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.แถลงภายหลังการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการหารือ 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.สถานการณ์โควิด-19 โดยทั่วโลกและเอเชียคล้ายกันคือมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นมาก่อนและเริ่มลดลงแล้ว การเสียชีวิตก็เริ่มลดลง จึงเห็นภาพการประกาศผ่อนคลายของแต่ละประเทศทั่วโลก ส่วนประเทศไทยก็หลุดออกมาจากบัญชีที่เฝ้าระวังสูงๆ ของสหรัฐอเมริกา

สำหรับการติดเชื้อใหม่ของไทยวันนี้รายงาน 21,808 ราย เสียชีวิต 128 ราย กำลังรักษาตัว 190,780 ราย โดยผู้ที่มีอาการหนัก 1,985 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 913 ราย อัตราการใช้เตียงสีเหลืองและแดง 25.3% หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น เนื่องจากมีการใช้ระบบการดูแลแบบ “เจอ แจก จบ” ซึ่งดูแลแล้ว 1,777,974 คน ทำให้เตียงเหลืองและแดงมีเพียงพอ

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมียอดติดเชื้อโควิดสูง 2 ช่วง คือเม.ย. 2564 และม.ค.2565 ซึ่งทิศทางขณะนี้คล้ายกำลังจะลง แต่ผู้เสียชีวิตยังทรงๆ เหมือนดูสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนสถานการณ์ปอดอักเสบยังอยู่เหนือเส้นคาดการณ์สีเขียว ใส่ท่อช่วยหายใจอยู่เหนือเส้นสีเหลือง และผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่เส้นสีเหลือง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับวัคซีนและมีโรคประจำตัว

12 จว.ลุ้นประกาศโรคประจำถิ่น
ทั้งนี้การไปสู่โรคประจำถิ่นสำคัญอยู่ที่อัตราเสียชีวิต จะต้องต่ำกว่า 0.1% แต่เราอยู่ที่ 0.31% ซึ่งกลุ่มจังหวัดบางกลุ่มยังอยู่ในระยะการต่อสู้ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นบางจังหวัดทรงตัว และบางจังหวัดขาลง สถานการณ์ไม่เท่ากัน มีดังนี้ 1.กลุ่มจังหวัดขาขึ้นอยู่ในระยะการต่อสู้ (Combating) มี 21 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน แพร่ ลำปาง พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ สกลนคร บึงกาฬ เลย อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม หนองคาย ยโสธร มหาสารคาม ศรีสะเกษ นนทบุรี นครนายก กาญจนบุรี และอุทัยธานี

2.ระยะทรงตัว (Plateau) 44 จังหวัด ได้แก่ กทม. แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พะเยา พิจิตร ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สิงห์บุรี ลพบุรี ตาก สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี พัทลุง พังงา ชุมพร ชลบุรี สมุทรปราการ มุกดาหาร ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นคราชสีมา ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์

และ 3.ระยะขาลง (Declining) มี 12 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี กระบี่ ระนอง ตรัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

“แต่ละจังหวัดมีสถานการณ์แตกต่างกันไป ภาพรวมการประกาศว่าเป็นโรคประจำถิ่น เราต้องช่วยกันในเรื่องอัตราเสียชีวิตในการนำมาบอกว่าไปถึงระยะนั้นแล้วหรือไม่ คือน้อยกว่า 0.1% ในรายสัปดาห์ เป็นจำนวน 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเราใช้อัตราส่วนผู้เสียชีวิตจากโควิดหารด้วยผู้ป่วยโควิดรักษาแล้วคูณร้อย” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

ปรับโซนสีเหลือแค่เหลือง-ฟ้า
เรื่องที่ 2 การปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เสนอการปรับพื้นที่สีมีผลเริ่มวันที่ 1 พ.ค. โดยเหลือเพียงพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) เท่านั้น เดิมมีพื้นที่สีส้ม 20 จังหวัด ปรับเหลือเป็น 0 พื้นที่สีเหลือง เพิ่มจาก 47 จังหวัด เป็น 65 จังหวัด และพื้นที่สีฟ้าจากเดิม 10 จังหวัด ได้แก่กทม. กระบี่ กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี พังงา เพชรบุรี และภูเก็ต เป็น 12 จังหวัด ที่เพิ่มขึ้น 2 จังหวัด คือระยองและสงขลา ส่วนพื้นที่สีฟ้าบางพื้นที่มี 16 จังหวัด

ให้ดื่มในร้านได้ถึงเที่ยงคืน
สำหรับมาตรการสำคัญคือการปรับมาตรการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร แสดงถึงการผ่อนคลาย จากเดิมไม่เกินเวลา 23.00 น. ก็เป็นถึงเที่ยงคืน และยังคงจำกัดประเภทร้านอาหารที่บริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ จะต้องเป็นร้านที่ผ่าน SHA+ ขณะที่ผับบาร์คาราโอเกะ ยังไม่ให้เปิดเต็มรูปแบบ แต่สามารถดำเนินการปรับเป็นร้านอาหารได้ ซึ่งอนุญาตให้ก่อนอยู่แล้ว โดยให้ขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.จะช่วยคงสถานะการควบคุมกำกับพื้นที่เสี่ยงได้ และให้ทำงานที่บ้านตามเหมาะสม

นอกจากนี้ยังเห็นชอบแนวทางการจัดการสำหรับผู้เสี่ยงสูง จากเดิมใช้กักตัว 7+3 คือกักตัว 7 วัน สังเกตอาการตัวเอง ออกไปทำงานได้ อยู่ห่างคนอื่นอีก 3 วัน ก็ปรับเป็น 5+5 คือกักตัว 5 วัน และสังเกตอาการตัวเอง 5 วัน

ไฟเขียวเปิดเรียนออนไซต์
เรื่องที่ 3 คือ การเปิดเรียน ที่ประชุมรับทราบจากสธ. และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งการติดเชื้อในช่วงวันที่ 1-21 เม.ย. 2565 ของกลุ่มอายุ 0-19 ปี เมื่อเทียบกับทุกกลุ่มอายุถือว่ายังไม่มาก แต่อัตราเสียชีวิตสำหรับเด็กอายุ 0-5 ขวบที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมีมากที่สุด คือ 28 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว มีโรคเรื้อรัง และคลอดก่อนกำหนด ส่วนอายุ 6-18 ปี จำนวน 17 ราย

สำหรับมาตรการเตรียมพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 เน้นย้ำเรียนปลอดภัยแบบออนไซต์ จึงต้องฉีดเข็มกระตุ้นในระดับมัธยมศึกษา อายุ 12-17 ปี ส่วนระดับประถมศึกษาอายุ 5-11 ขวบ ก็ต้องเร่งฉีดวัคซีนด้วย ซึ่งจะฉีดผ่านระบบสถานศึกษา สถานศึกษาต้องประเมินตนเองเตรียมพร้อมก่อนเปิดเรียนผ่าน Thai Stop COVID Plus ส่วนนักเรียน ครู บุคลากร ต้องเข้มมาตรการอย่างต่อเนื่อง กรณีพบติดเชื้อโควิดและเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนโรงเรียนประจำ ต้องให้มีมาตรการ Sandbox Safety Zone in School โดยแยกพื้นที่ระหว่างคนปกติ เสี่ยงต่ำ เสี่ยงสูง

การฉีดวัคซีนกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เป้าหมาย 5.1 ล้านคน ฉีดเข็มแรก 2.5 ล้านคน หรือ 50.3% เข็มสอง 2.9 แสนคน คิดเป็น 5.8% ยังไม่มีการรับเข็มสาม ส่วนอายุ 12-17 ปี เป้าหมาย 4.7 ล้านคน รับเข็มแรก 4.3 ล้านคน คิดเป็น 89.9% เข็มสอง 3.9 ล้านคน คิดเป็น 81.1% และเข็มสาม 7.7 ล้านคน คิดเป็น 1.6% มาตรการตรงนี้นำมาสู่แผนการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน

เร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเด็ก
เรื่องที่ 4 แผนการให้บริการวัคซีน พ.ค.2565 โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เรารณรงค์ให้ฉีดวัคซีน โดย 84.1% รับเข็มแรก 79.7% รับเข็มสอง และ 39.8% ในเข็มสาม ส่วนกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ขวบยังน้อยอยู่ ดังนั้น เป้าหมายของเราตอนนี้จะให้เด็กรับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น โดยเด็กกลุ่ม 12-17 ปี เข็มสองที่ไม่ได้ไปฉีดตามนัด ให้ไปฉีดผ่านระบบสถานพยาบาล ส่วนอายุ 5-11 ขวบ ฉีดเข็มแรกและเข็มสองฉีดผ่านระบบสถานศึกษา และอายุ 12-17 ปีในเข็มกระตุ้นให้ฉีดผ่านระบบสถานศึกษาและสถานพยาบาลได้

สำหรับวัคซีนใน พ.ค.มีการเตรียมไว้ 7 ล้านโดส แบ่งตามกลุ่มเป้าหมาย คือ 1.ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ไม่เคยรับวัคซีน 9 แสนโดส 2.ผู้ที่อายุ 12-17 ปี ที่ไม่เคยรับวัคซีน 1 แสนโดส 3.เด็กอายุ 5-11 ขวบ เข็มสองและเก็บตกเข็มแรก 2 ล้านโดส และ 4.เข็มกระตุ้นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป 4 ล้านโดส ส่วนการบริจาควัคซีนให้แก่ต่างประเทศ เห็นชอบจะบริจาคแอสตร้าเซนเนก้า 1 ล้านโดสให้แก่เอธิโอเปีย 5 แสนโดสให้อัฟกานิสถาน และ 5 แสนโดสแก่ยูกันดา

สำหรับ Long Acting Antibody (LAAB) ซึ่งผู้ผลิตคือแอสตร้าเซนเนก้าที่เป็นวัคซีนพร้อมใช้ แต่ไม่ใช่การฉีดตัวเชื้อไปกระตุ้นภูมิ แต่อันนี้เอาภูมิคุ้มกันแล้วฉีดให้เข้าไป โดยจะให้แก่คนสร้างภูมิได้น้อย คาดว่ามีประมาณ 5 แสนราย ผู้ป่วยมะเร็ง 2 แสนราย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 2 แสนราย ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบและแพ้ภูมิตนเอง 1 หมื่นราย ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ 1 หมื่นราย ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี 8 หมื่นราย ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้งบประมาณที่เคยอนุมัติในการจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าฯ ที่มีจำนวนเพียงพอ ก็เพื่อนำมาเตรียม LAAB ให้แก่คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ยกเลิก‘เทสต์แอนด์โก’
เรื่องที่ 5 การปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากข้อมูลปีที่แล้วที่มีแซนด์บ็อกซ์ภูเก็ต ปรับมาเป็น Test&Go ทำให้ตัวเลขผู้เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น ช่วงม.ค.ที่เจอโอมิครอน เราเข้มลด Test&Go ทำให้คนเข้าประเทศลดลงมา แต่พอเปิดก็เริ่มเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่ ม.ค.-19 เม.ย. มาเที่ยวไทย 648,812 คน การปรับมาตรการมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว ส่วนคนที่ลงทะเบียนเข้าประเทศผ่านระบบ Thailand Pass และ Test&Go พบว่าไปด้วยกัน แสดงว่าอยากเข้ามาเมืองไทยจริงๆ ส่วนใหญ่คือมาตามนัดที่ลงทะเบียน ทำอย่างไรจะคงหรือเพิ่มนักท่องเที่ยวเข้ามา

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบ ต่อไป Test&Go ไม่ต้องมี ดูแค่ว่ามีวัคซีนหรือไม่มีวัคซีน โดยเริ่มวันที่ 1 พ.ค. เข้ามาผ่านระบบ Thailand Pass โชว์หลักฐานวัคซีนและประกันสุขภาพ 1 หมื่นเหรียญดอลลาร์ เข้ามาถึงให้ตรวจ ATK ด้วยตนเอง ระหว่างอยู่ที่พำนัก หากพบเชื้อไปรักษาที่มีประกัน หากไม่มีเชื้อก็ไปทุกที่ในไทย หากเสี่ยงสูงก็กักตัว 5+5 ส่วนที่ไม่มีหลักฐานฉีดวัคซีน ให้จองทำ AQ ระบบกักตัว 5 วันแล้วออกไปได้ ยกเว้นหากมีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบใน 72 ชั่วโมง ถ้าไม่มีเชื้อและไม่ได้รับวัคซีนเราก็ยอมให้ทำตัวแบบคนรับวัคซีนได้เลย

ส่วนคนเดินทางผ่านแดนทางบก กระทรวง มหาดไทยเน้นว่าจะเปิดเฉพาะจุดผ่านแดนถาวร ข้อปฏิบัติของคนสัญชาติไทย คือแบ่งฉีดวัคซีนครบและไม่ครบ ถ้ามีเอกสารฉีดวัคซีนมาก็เข้าได้เลย ไปตรวจ ATK ไม่ต้องกักตัว ติดเชื้อไปรักษา หากไม่ได้รับวัคซีนให้กักตัว SQ/AQ ส่วนผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย หากมา 2-3 วัน ทำไมต้องจ่ายแพงเรียนว่า การมาไม่ผ่าน Thailand Pass มีเอกสารฉีดวัคซีน ไม่ต้องมีประกันภัยก็เข้ามาได้ หากมาระยะยาว ก็จะเหมือนคนเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาว่ามีความพร้อมหรือไม่

‘บิ๊กตู่’จี้เร่งฉีดเข็มกระตุ้น
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีขอบคุณประชาชนที่ร่วมใจฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำให้ยอดเพิ่มขึ้น เป็นการฉีดวัคซีนในโรงพยาบาลเฉลี่ย 60,000 โดสต่อวัน ไม่รวมยอดการฉีดวัคซีนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ปัจจุบันการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีความครอบคลุมถึง ร้อยละ 36 เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุฉีดเข็มกระตุ้นครอบคลุมร้อยละ 39.4 โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 80

“นายกฯ ยังห่วงใยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยที่ขณะนี้พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นในระดับทรงตัวสูงอยู่ในหลักหมื่นจึงเน้นย้ำให้ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับการรีบเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยเร็ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและประชาชนสามารถอยู่กับโควิดได้อย่างปลอดภัยและเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไปได้”

‘หมออุดม’ชี้โควิดไทยขาลง
ด้าน นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศบค. กล่าวก่อนการประชุมศบค.ชุดใหญ่ถึงการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการว่า เราต้องดูสถานการณ์ ก่อนหน้านี้คาดว่ายอดผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ ปรากฏว่าประชาชนให้ความร่วมมือดีมาก ตอนนี้จึงต่างจากที่คาดการณ์ไว้เยอะ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการตรวจ RT-PCR อยู่ที่ 2.1 หมื่นราย หากรวมกับการตรวจเชื้อแบบ ATK จะอยู่ที่ 4-5 หมื่นราย ซึ่งเราเคยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้หลายเท่า แต่ปรากฏว่าไม่ขึ้น อีกทั้งเรามีคนไข้อยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศเพียง 1.9 แสนราย แสดงว่าอาการของคนไข้ไม่ได้หนัก คนไข้ที่ต้องใช้เตียงผู้ป่วยระดับ สีเหลืองและระดับสีแดง รวมกันใช้ไปเพียง 25% ของเตียงทั้งหมด ถือว่าน้อยมาก โดยรวมจึงอยากสรุปว่า คนไข้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ได้มากขึ้น และลดลงด้วย ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์หลังจากเทศกาลสงกรานต์ จึงคิดว่าแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง ดีกว่าที่เราคาดการณ์ไว้

นพ.อุดมกล่าวต่อว่า ส่วนที่ยังมีความกังวลเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตที่ยังมีตัวเลขประมาณ 120 ราย ตนอยากให้ดูตัวเลขกันใหม่ เพราะหากเทียบกับจำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้า โรงพยาบาล อยู่ที่ 0.29% หากนับผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมดอยู่ที่ 0.67% เมื่อเทียบกับทั่วโลกเรายังต่ำกว่าเขา จึงเป็นช่วงขาลง และลงเร็วกว่าที่เราคิด แต่หากจะเอาให้ชัวร์ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือนเม.ย.-ต้นเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นช่วง 14 วันหลังเทศกาลสงกรานต์ ที่พ้นระยะฟักตัว และเชื่อว่าตัวเลขไม่น่าจะขึ้นแล้ว

นพ.อุดมกล่าวว่า เมื่อสถานการณ์โควิดอยู่ในช่วงขาลง เราต้องมานึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจของเราตอนนี้ฟื้นช้ากว่าประเทศอื่น 1-2 เดือน ถือว่าเสียโอกาส แม้ที่ผ่านมาตนจะเน้นเรื่องสุขภาพเป็นหลัก แต่ตอนนี้ช่วงที่ไม่ได้มีผู้ป่วยมาก ประกอบกับคนไทยรู้จักระมัดระวังตัวเอง จึงคิดว่าทุกอย่างต้องผ่อนคลาย เพราะรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่กังวลคือในเดือนพ.ค.จะเป็นช่วงเปิดเทอม แต่การฉีดวัคซีนในเด็กทำได้เพียงครึ่งหนึ่ง คิดว่าเราไม่ควรมานั่งปิดโรงเรียน ต้องเปิดเรียนแบบปกติ ไม่เช่นนั้นเด็กจะเสียโอกาส เพียงแต่ขอร้องให้ผู้ปกครองพาเด็กไปฉีดวัคซีน และโรงเรียนต้องพยายามทำโควิดฟรีเซ็ตติ้งให้ดีที่สุด หากจะเปิดทุกอย่าง สิ่งที่กังวลคือคนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง ตอนนี้เรามียาตัวใหม่ที่จะได้ผลจริง คือยาโมลนูพิราเวียร์ และยาแพ็กซ์โลวิด ตอนนี้ตนกำลังกระตุ้นให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งนำเข้ามาให้ได้โดยเร็ว ขณะนี้อนุมัติหลักการไปแล้ว แต่กระบวนการช้า ส่วนยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว Long-Acting Antibody (LAAB) สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงที่ไม่สามารถกระตุ้นภูมิด้วยวัคซีนได้ว่าอยากให้ทำความเข้าใจว่าใช้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้เข้ามาแทนวัคซีน ไม่คุ้มค่า แต่ได้ประโยชน์ในกลุ่มคนที่กระตุ้นภูมิไม่ขึ้น

คาดนักท่องเที่ยวเข้าปท.พุ่ง 13 ล.
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่ ศบค.มีมติเห็นชอบยกเลิกกฎการตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ และลดวงเงินการประกันภัยเพื่อลดต้นทุนการเดินทาง จะช่วยสร้างกระแสใหม่ของการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนกับมาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนมา

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2565 จะมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 7-13 ล้านคน เมื่อรวมเป้าหมายการท่องเที่ยวคนไทยในประเทศอยู่ที่ 160 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 600,000 ล้านบาท จะทำให้ในปีนี้มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเที่ยวไทยประมาณ 1.3-1.5 ล้านล้านบาท

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า มติ ศบค.เห็นชอบปรับมาตรการเข้าประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2565 เป็น 2 รูปแบบ คือคนที่ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ และคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบตามเกณฑ์ โดยยกเลิกเทสต์แอนด์โก ยกเลิกการตรวจ RT-PCR สำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ แต่ยังต้องลงทะเบียนผ่านระบบไทยแลนด์ พาส เพื่อตรวจสอบการฉีดวัคซีนและการทำประกันภัย วงเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดิม 20,000 เหรียญสหรัฐ

ส่วนการตรวจ ATK หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนักท่องเที่ยว ส่วนคนฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ให้แสดงผลตรวจ RT-PCT ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก็เดินทางเข้าประเทศได้เหมือนระบบปกติ แต่ถ้าไม่มีต้องเข้าพักตามระบบในสถานที่กักกัน (AQ) เพื่อกักตัว 5 วัน ดังนั้น เชื่อว่าคนกลุ่มนี้คงเลือกวิธีตรวจ RT-PCT ไม่เกิน 72 ชั่วโมงมากกว่า เพื่อไม่ถูกกักตัว

ทั้งนี้ การปรับการเข้าประเทศเหมือนปกติ ก่อนที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ต้องโหลดแอพพลิเคชั่นหมอชนะ ซึ่งทุกครั้งที่มีมติผ่อนปรนการเข้าประเทศ ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า จะทำให้ปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวจีน ถ้าหากมี ถือเป็นโบนัส

พบ 10 ล้านคนยังไม่ได้ฉีด
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวถึงจำนวนผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 แม้แต่เข็มเดียวในประเทศไทยว่า ถ้าพิจารณาจากผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการฉีดและได้ฉีดแล้ว ซึ่งคำนวณจากฐานประชากร 69 ล้านคน ถ้าตัดเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังฉีดวัคซีนไม่ได้ 3-4 ล้านคนจะเหลือจำเป็นต้องฉีดวัคซีนประมาณ 65 ล้านคน ตอนนี้ฉีดได้ประมาณ 55-56 ล้านคน อัตราส่วนก็ประมาณ 85% ขึ้นไป เกือบ 90% ส่วนคนที่ควรจะต้องฉีดแล้วยังไม่ฉีดเหลือประมาณ 9-10 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้อย่างไรบางส่วนก็ไม่ฉีด แม้จะไปเคาะประตูถึงบ้านก็ไม่ขอฉีด

“วิงวอนอีกครั้งว่าอย่ากลัววัคซีน ตอนนี้มีวัคซีนหลายชนิดสำหรับฉีด อย่างไรการฉีดวัคซีนก็มีประโยชน์กว่า อีกกลุ่มที่ยังฉีดไม่ได้ คือมีโรคประจำตัว และอาการยังไม่คงที่ แพทย์จะยังไม่ให้ฉีด ยังต้องรอก็มีอยู่พอสมควร บางทีเราไปชวนให้ฉีดก็แจ้งมาว่าแพทย์ยังไม่ให้ฉีด ต้องรอให้อาการคงที่ก่อน ส่วนกลุ่มติดเตียงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย วัคซีน COVOVAX ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ต้องดูเป็นรายบุคคล โดยให้แพทย์ที่ดูแลว่าอาการคงที่หรือไม่” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ยังไม่ฉีดในผู้ป่วยโรคประจำตัวที่อาการยังไม่คงที่ เนื่องจากวัคซีนแม้จะปลอดภัย แต่อาจจะมีไข้ขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้อาการที่เป็นอยู่มากขึ้นได้ การฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้ จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ให้แพทย์ที่ดูแลรักษาพิจารณา สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต ที่ฉีดวัคซีนแล้วภูมิคุ้มกันขึ้นน้อยนั้น ก็พยายามหาวิธีเพิ่มเติม จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กำลังดูข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญกำลังประเมินในเร็วๆ นี้ และแนะนำให้มาบูสเตอร์ตามที่กำหนดจะช่วยได้ เพราะถ้าปล่อยเวลานานไปภูมิส่วนใหญ่จะ ลดลง

เมื่อถามว่ากลุ่มเสี่ยง 608 มีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน นพ.โอภาสกล่าวว่า ตัวเลขผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนเข็มสามประมาณ 39.7% เนื่องจากบางคนยังไม่ถึงเวลาฉีด เพราะฉีดเร็วเกินไปไม่มีประโยชน์ คนที่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้น ฉีดแล้วประมาณ 70% ส่วนที่ถึงเวลาฉีดบูสเตอร์ แต่ยังไม่ได้ฉีดเหลือประมาณ 30% ถือว่าดีขึ้น ก็จะเร่งฉีดหลังสงกรานต์อีกครั้ง

11 ร.พ.กรุงเปิดวอล์กอินฉีด
นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกทม. กล่าวว่า ขณะนี้สำนักการแพทย์ มีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดทั้งหมด 3,498 เตียง ครองเตียงในโรงพยาบาลหลัก 366 เตียง โรงพยาบาลสนาม 593 เตียง Hospitel 756 เตียง รวม 1,715 เตียง คิดเป็นร้อยละ 49.03 เหลือเตียงว่างพร้อมรองรับผู้ป่วยอีก 1,793 เตียง นอกจากนี้ยังเตรียมบุคลากรทางการแพทย์สำหรับดูแล ผู้ป่วยทุกระดับความรุนแรง และทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ติดเชื้อ โควิด-19 แบบผู้ป่วยนอกเพิ่มเติมจากระบบปกติ เพื่อรองรับกรณีผู้ป่วยยังเข้าระบบ HI หรือ CI ไม่ได้ เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและจ่ายยาตามระดับอาการและให้คำแนะนำในการกลับไปแยกกักรักษาที่บ้าน โดยหากมีอาการรุนแรง ศูนย์เอราวัณจะประสานและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาใน ร.พ.สนาม ร.พ.หลัก ตามระดับความรุนแรงต่อไป

สำหรับความคืบหน้าการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 เชิงรุก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนกลุ่ม 608 รวมถึงการค้นหาประชาชนแฝงที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทยที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนให้มารับวัคซีนโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงอาการหนักและเสียชีวิต ขณะนี้รณรงค์ฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง 608 ณ จุดฉีดต่างๆ ทั้งในและนอกโรงพยาบาล

ทั้งนี้ปรับแผนการให้บริการฉีดวัคซีน โควิด-19 เข็มที่ 1 เข็ม 2 เข็ม 3 และเข็มกระตุ้น สำหรับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ชาวไทยและต่างชาติ ทุกสิทธิ ต่อเนื่องจากศูนย์ฉีดอื่นๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้ ในวันและเวลาราชการ ณ จุดบริการฉีดวัคซีนที่ร.พ.ในสังกัด กทม. ทั้ง 11 แห่ง โดยเปิดวอล์กอินฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และ ไฟเซอร์ จุดบริการฉีดวัคซีนที่ร.พ.ทั้ง 11 แห่ง ประกอบด้วย ร.พ.กลาง ร.พ.ตากสิน ร.พ.เจริญกรุงประชารักษ์ ร.พ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ ร.พ.เวชการุณย์รัศมิ์ ร.พ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ร.พ. ราชพิพัฒน์ ร.พ.สิรินธร ร.พ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ร.พ.คลองสามวา และร.พ.บางนากรุงเทพมหานคร

อุบลฯติดเชื้อพุ่งเกือบ 5 พัน
ส่วน จ.อุบลราชธานี มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,661 ราย จากการตรวจระบบ PCR 444 คน และเข้าข่ายติดเชื้อ ATK 4,217 คน ผู้ป่วยกำลังรักษา 29,437 คน เป็นผู้ป่วยปอดอักเสบ 416 คน และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 34 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ผู้เสียชีวิตสะสมจากการระบาดระลอกนี้ 173 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขเทศบาลนครอุบลราชธานี นำรถตรวจชีวนิรภัยพระราชทานตรวจดำเนินการค้นหาตรวจเชิงรุก กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่อาศัยอยู่รอบตลาดใหม่บ้านดู่ ตลาดใหม่บ้านดู่ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครอุบลฯ อ.เมือง จ.อุบลฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนของประชาชนจากอำเภอใกล้เคียงด้านทิศตะวันออก จากการตรวจ 257 คน พบติดเชื้อ 21 คน

จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่หมดช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละ 4-5 พันคน คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด จึงเตรียมสถานที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการสีเหลืองและสีแดง ให้อยู่ในโรงพยาบาลสนาม และโรงพยาบาลหลัก ส่วนผู้ป่วยสีเขียวให้รักษาอยู่ที่บ้าน

ด้านนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี สั่งให้รณรงค์ให้ผู้สูงอายุเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะยอดฉีดเข็ม 3 ยังต่ำเพียงร้อยละ 30 พร้อมให้ผู้ที่เดินทางกลับมาจากเที่ยวและเยี่ยมญาติกักตัว ไม่พบปะสังสรรค์กับใคร 7 วัน

หนุ่มติดโควิดหนีรพ.อุดรฯ
เมื่อเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่รปภ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ต้องวิ่งไล่ชายคนหนึ่งไปทางสวนสาธารณะหนองประจักษ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร.พ.หลังหนีออกจากร.พ. ทราบเบื้องต้นว่า หนุ่มรายนี้เป็นชาวจ.อุดรธานี อายุประมาณ 35 ปี รู้ผลติดโควิด และเจ้าหน้าที่จะนำตัวมารักษา แต่ปรากฏว่าหนุ่มรายนี้ไม่อยู่แล้ว วิ่งหนีออกจากร.พ.ไปสวนสาธารณะหนองประจักษ์ทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่รปภ.ของร.พ.และเทศบาลนครอุดรฯ และเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาลเข้าไปเกลี้ยกล่อมอยู่นานเกือบ 1 ช.ม. หนุ่มรายนี้จึงยอมให้เจ้าหน้าที่พาตัวมารักษ

หนีร.พ. – จนท.สวมชุดป้องกันเชื้อพาชายวัย 35 ปี กลับร.พ.ศูนย์อุดรธานี หลังตรวจพบติดโควิดแล้วเครียดวิ่งหนีไปนั่งอยู่ในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จนท.ต้องกล่อมนานกว่าชั่วโมงจึงจะยอมรักษาตัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน