ดึง‘ไอติม’นั่งผจก.สื่อสาร ‘โรม’โฆษกพรรคคนใหม่ พปชร.โวย‘เศรษฐกิจไทย’ปั่นข่าวนายกฯขัดตาทัพ
ก้าวไกลจัดประชุมใหญ่คึกคัก ‘พิธา’ ตั้งเป้ากวาดส.ส.เกิน 100 ที่นั่ง ไม่สนเก้าอี้นายกฯ สำรอง ยึดระบบรัฐสภาเป็นหลัก แนะ ‘ประวิตร’ เคลียร์ปมฉาวก่อนคิดเป็นผู้นำประเทศ ‘ไอติม พริษฐ์’ เปิดตัวนั่ง ผู้จัดการสื่อสาร ตั้ง ‘โรม’ โฆษกพรรค โฆษกรัฐบาล-พปชร.โวยพรรคธรรมนัส ปั่นกระแส นายกฯขัดตาทัพ เหน็บแค่กลยุทธ์การเมือง ‘นิพนธ์’ ปลุกปชป.ต้องหนักแน่น เตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า เลขาฯ เพื่อไทยเย้ย ‘บิ๊กตู่’ เปิดสภา 22 พ.ค.เจอ 3 เรื่องใหญ่ ทำรัฐบาลสะดุด หมอชลน่าน ชี้ไร้สัญญาณโหวตคว่ำร่างกฎหมายลูก ดักคอรัฐบาลยุบสภา หวังอยู่ยาว พรรคกล้าดึง ‘กอร์ปศักดิ์’ นั่งประธานทีมยุทธศาสตร์
โฆษกโวยหยุดปั่นนายกฯคนนอก
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีมีความพยายามปั่นกระแสเรื่องนายกฯ สำรอง หรือนายกฯ คนนอกว่า อยากขอร้องว่าไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตามหยุดสร้างความสับสนได้แล้ว อยากให้เพลาเรื่องการเมืองแล้วมาช่วยรัฐบาลทำงานให้ประชาชนจะดีกว่า ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าในทิศทางที่ดี เพราะ ผู้ที่จะได้รับผล กระทบโดยตรงมากที่สุดจากการปั่นกระแสที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็คือประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอมแน่นอน เพราะที่ผ่านมานายกฯ บริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจว่ารัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ ชี้แจงฝ่ายค้านได้ทุกประเด็นอย่างแน่นอน
“หากมองความเป็นจริงจะพบว่า เรื่องนายกฯ สำรองหรือนายกฯ คนนอกแทบเป็นไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองก่อน ไม่ใช่จะเสนอใครขึ้นมาก็ได้ วันนี้ไม่ว่าจะพรรคไหนต่างเฝ้ารอให้กฎหมายลูกผ่านความเห็นชอบของสภาโดยเร็วที่สุดทั้งนั้น จึงไม่จำเป็นต้องสร้างกระแสปั่นป่วนจนกระทบต่อการพิจารณากฎหมายลูกให้ล่าช้า เรื่องนายกฯ สำรองหรือ นายกฯ คนนอกไม่ใช่ทางออก และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกจังหวะ ไม่ถูกเวลา นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนแล้วจะยิ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้นไปอีก” นายธนกรกล่าว
พปชร.ฉะพรรคธรรมนัสโยนหิน
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีแกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เสนอใช้มาตรา 272 วรรคสอง เลือกนายกฯ คนนอก หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง โดยมองว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคมีความเหมาะสมว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดหลักของการมีนายกฯ ไว้แล้ว การจะเสนอนายกฯ ที่อยู่นอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด ถามว่ามีจุดประสงค์อย่างไร ตนมองว่าการโยนหินลักษณะนี้เป็นแค่กลยุทธ์ทางการเมือง เพราะเวลานี้เข้าสู่ปลายเทอมของส.ส.จะครบวาระ 4 ปี จึงหวังให้เกิดกระแสเพื่อให้คนได้รู้จักได้มีตัวตน แต่การเสนอลักษณะนี้ยิ่งสร้างความสับสนให้ประชาชน
“ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็น แต่ต้องไม่สร้างความเข้าใจผิดให้สังคมและประชาชน ส่วนจะหวังผลอย่างไรนั้น ไม่ขอแสดงความเห็น และต้องบอกว่าการจะเสนอนายกฯ คนนอกไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีองค์ประกอบ มีขั้นตอน หลักเกณฑ์ มีเสียงสนับสนุนในสภา” นายรงค์กล่าว
ย้ำเรื่องนายกฯ ต้องยึดตามรธน.
ผู้สื่อข่าวถามถึงเจตนาที่สนับสนุนชื่อพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ คนนอกได้ ทั้งที่พรรคพลังประชารัฐย้ำชัดว่าสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดต นายกฯ นายรงค์กล่าวว่า ควรยึดตามรัฐธรรมนูญ 2560 ส่วนเจตนาของคนที่เสนอเรื่องนี้ ในช่วงนี้ ไม่ขอวิจารณ์ และเชื่อว่าประเด็นนี้ไม่กระทบกับพรรค แต่จะทำให้ประชาชนสับสนได้
เมื่อถามย้ำว่าการเสนอเรื่องนี้หวังเขย่าสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง 2 ป.หรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า สังคมอาจมองได้ทั้งนั้น แต่ย้ำว่าเรื่องของนายกฯ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และหากมีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้นคงต้องไปดูในช่วงเดือนมิ.ย.ที่จะมีเรื่องกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 วาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของนายกฯ รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พท.มั่นใจแลนด์สไลด์เกิน 250 คน
ที่โรงเรียนสูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราช สีมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรค เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองว่า พรรคเชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ส.ส.เกิน 250 คนขึ้นไป เพราะหากเกินกึ่งหนึ่งแล้วถือเป็นความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลได้ ยังไม่รวมกับพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกันที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นั้นพรรคยังไม่ได้กำหนด ตอนนี้ถือว่าเร็วเกินไป แต่หากมีการยุบสภาจะทราบทันทีว่าใครเป็น แคนดิเดตนายกฯ
ส่วนการจัดหานายกฯ สำรองหากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้รับความไว้วางใจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า มีการหารือกันบ้าง แต่ไม่ขอเปิดเผย รายละเอียด สำหรับประเด็นอภิปรายนั้นมีประเด็นหลักๆ ทั้งเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และทำให้รัฐเสียหาย เรื่องการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมาตรา 157 รัฐบาลไม่สามารถทำตามนโยบายที่แถลงต่อสภาได้ ถือเป็นการหลอกลวงประชาชน รวมถึงปัญหาข้าวของแพงที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้เลย ทั้งนี้ หลังจากร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 3 แล้วจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมแล้ว
เย้ยรัฐบาลเจอศึกหนัก 3 เรื่อง
“เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ไม่ครบเทอม เปิดสภาในวันที่ 22 พ.ค.นี้ รัฐบาลจะพบเจอกับเหตุการณ์หนักๆ อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ การผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 เรื่องญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเรื่องใหญ่ที่สุดคือการตีความวาระนายกฯ 8 ปี ซึ่งในเดือนส.ค.นี้จะครบ 8 ปี จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในส่วนนี้ด้วย” นายประเสริฐกล่าว

ก้าวไกลคึก – พรรคก้าวไกลจัดประชุมใหญ่ มีตัวแทนพรรค 77 จังหวัดเข้าร่วมคึกคัก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคประกาศกวาดส.ส.เกิน 100 ที่นั่ง และเลือกนายรังสิมันต์ โรม เป็นโฆษกพรรคคนใหม่ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อ 30 เม.ย.
‘พิธา’ตั้งเป้ากวาดเกิน 100 ส.ส.
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พรรคก้าวไกล จัดประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2565 โดยในช่วงเช้า มีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ตัวแทนสมาชิกพรรคภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือ และกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและสาขาพรรค เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจกรรมของพรรคในรอบปีที่ผ่านมา พิจารณาเห็นชอบรายงานการเงินในรอบปีที่ผ่านมา พิจารณาการแก้ไขข้อบังคับพรรค และรายงานผลการดำเนินงานและแผนงานในอนาคตของพรรค
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงการตั้งเป้ากวาดส.ส.ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าว่า มีตัวเลขในใจทั้งส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่จะพยายามพูดคุยกันภายใน ซึ่งวิธีคิดคือ ดูจากผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และผลการเลือกตั้งของคณะก้าวหน้า รวมถึงปัจจัยที่เราต่อสู้อย่างต่อเนื่อง เช่น พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา หรือพื้นที่บางกลอย จ.เพชรบุรี เรามั่นใจว่าน่าจะได้ส.ส.เกิน 100 คน
แนะ‘บิ๊กป้อม’แจงเรื่องฉาวก่อน
เมื่อถามว่าจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ส.ส.มากกว่า 100 คน นายพิธากล่าวว่า เราจะทำงานหนักมากขึ้น ทำงานละเอียดมากขึ้น และทำงานด้วยข้อมูลมากขึ้น ครั้งที่แล้วสมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ มีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อย ตอนนี้เราเริ่มทำงานมาเป็นปีแล้ว เตรียมตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. และทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้นมากขึ้น ประกอบกับการทำงานในสภาของส.ส.พรรคก้าวไกล ที่จะทำงานคู่ขนาน
ส่วนที่มีการเสนอพล.อ.ประวิตร เป็น นายกฯ สำรอง กรณีเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง นายพิธากล่าวว่า โดยหลักการในระบบรัฐสภา นายกฯ ควรเป็นส.ส. และอยู่ในรายชื่อแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคการเมือง ส่วนแคนดิเดต นายกฯ จะเหมาะสมหรือไม่ ต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ขณะเดียวกันพล.อ.ประวิตร ยังมีเรื่องค้างคาใจของประชาชนจำนวนมาก และยังไม่ได้รับการชี้แจง เช่น เรื่องมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด หรือเรื่องค้ามนุษย์ ตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องชี้แจงต่อประชาชน
ไม่สนนั่งนายกฯสำรอง
เมื่อถามว่าหากนายพิธาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ สำรอง กรณีเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะรับหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ไม่ ตนทำตามระบบที่รัฐสภาเป็น สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจแบบนี้ต้องรักษาระบบเอาไว้ให้มั่น ถ้ามาก็ต้องมาจากประชาชนและมีความชอบธรรมด้วย
เมื่อถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในสภา ช่วงที่รัฐบาลยังเหลืออายุอยู่ และชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่มีอยู่ ยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน มองว่าใครเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนี้ นายพิธากล่าวว่า “รอให้อุบัติเหตุเกิดก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ก้าวไกลจัดทัพ-โรมนั่งโฆษก
ต่อมาเวลา 12.15 น. นายพิธาแถลงผลประชุมสามัญใหญ่ประจำปีว่า มีการเตรียม ตัวเพื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทั้งการปรับทัพใหม่ เรื่องความโปร่งใสในการรายงานความคืบหน้าให้กับสมาชิกได้ทราบ เรื่องของสถานะการเงิน และการปรับข้อบังคับพรรคเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ให้ครอบคลุมบุคลากรภายนอกพรรคด้วย เพื่อให้ตอบสนองต่อสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนข้อบังคับพรรคให้อนุญาตให้คนนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบได้ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันด้วย
เมื่อถามถึงการปรับทีมโฆษกพรรค นายพิธากล่าวว่า ต้องมีการสื่อสารที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา รวดเร็ว กระฉับกระเฉง ซึ่งโฆษกคนใหม่ของพรรค คือ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีรองโฆษกพรรค 2 คน คือ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม และนายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขตหลักสี่-จตุจักร ซึ่งทั้ง 3 คน เป็น 3 ประสานให้ทีมกระชับมากขึ้น และตอบสนองสถานการณ์การเมืองได้เร็วมากขึ้น
ปลุกเลือกส.ส.ก้าวไกลเต็มสภา
จากนั้นเวลา 13.30 น. เป็นเวที “เปลี่ยนประเทศไทย ก้าวไกลทั้งแผ่น” โดยนายพิธากล่าวเปิดนโยบายเรือธงพรรคก้าวไกล ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตอนหนึ่งว่า วิสัยทัศน์สำหรับตน คือการมองไปข้างหน้า กำหนดจุดเป้าหมาย และย้อนมาที่จุดแข็งและภารกิจของพรรค และประเทศ วิสัยทัศน์ที่ดีคือ มีความชัดเจน มีความท้าทาย มีพลังในตัวเอง และมีความเป็นไปได้ เรายังยึดมั่นใน 3 รากฐาน 8 เสาหลัก และ 1 ปัก ธงประชา ธิปไตย ที่ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นอย่างดี และพรรคยังคงเร่งทำงานขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
นายพิธากล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เราต้องทำให้ประชาชนเลือกส.ส.พรรค ให้เต็มสภา และให้เป็นพรรคใหญ่ของสภา เพื่อให้การยกเลิกเกณฑ์ทหารทำได้ทันที ให้การสมรสเท่าเทียมทำได้ทันที สุราก้าวหน้าทำได้ทันที และรัฐสวัสดิการทำได้ทันที ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลง เพราะไม่พอใจของเก่า แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ประเทศไทยทั้งองคาพยพอยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21
ย้ำชู‘พิธา’แคนดิเดตนายกฯ
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เรื่องการเตรียมความพร้อมของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เดินหน้าใกล้ครบ 400 เขตแล้ว ที่ผ่านมาตั้งแต่ปิดสมัยประชุมสภา เราจัดงานอบรมและเตรียมพร้อมว่าที่ผู้สมัครส.ส. ไปแล้ว 9 ครั้ง ครบทุกภูมิภาค แต่จะทยอยทำเรื่อยๆ จนครบ 400 เขต และแน่นอนว่า แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคก้าวไกล มีคนเดียวคือ นายพิธา
นายชัยธวัชกล่าวว่า ในส่วนสำนักเลขา ธิการพรรค เราปรับให้รองเลขาธิการพรรคมีความกระชับมากขึ้น และพร้อมทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ รองเลขาธิการพรรคจะมี 4 คน ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรค 10 คน ยังเป็นคนเดิม สำหรับยุทธศาสตร์ของพรรค มี 2 เรื่องใหญ่คือ เราจะสร้างรากฐานของพรรคให้เข้มแข็ง พร้อมกับการเตรียมการเลือกตั้ง จะมีการปรับโครงสร้างหลายอย่าง การเตรียมความพร้อมของผู้สมัคร ทีมงานจังหวัด ความพร้อมเรื่องนโยบายเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน การเลือกตั้งครั้งหน้าชัยชนะของเราจะเป็นการตอกย้ำสถานะนี้ให้มั่นคงมากขึ้น และเราต้องการได้คะแนนเสียงจากประชาชนทั้งประเทศมากที่สุด และได้ ส.ส.เขตจากทุกภูมิภาค
‘ไอติมพริษฐ์’เปิดตัวอยู่ก้าวไกล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ มีการแต่งตั้งนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล โดยนายพริษฐ์กล่าวบนเวทีว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 คือปัญหาอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาทางการเมือง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หากประเทศจะมีเสถียรภาพได้ ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่เปิดช่องให้ศาล หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ เปิดช่องการรองรับรัฐประหาร ส่งเสริมการแข่งขันตลาดเสรี เท่าเทียม ทลายการผูกขาด รวมถึงการจัดการกับวุฒิสภา ซึ่งเป็นกลไกสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร
นอกจากนี้ยังต้องสร้างกลไกจัดการการคอร์รัปชั่น สร้างระบบที่ดี ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่แก้ทุจริตได้จริง คุ้มครองสิทธิคนไทยในการเข้าถึงข้อมูลรัฐ และคุ้มครองผู้ที่ออกมาเปิดเผยการทุจริตของรัฐ รัฐธรรมนูญปัจจุบันปัญหาเยอะมาก แต่หลายปีที่ผ่านมากลับถูกแก้ไขแค่เรื่องเดียวคือ เลือกตั้ง ดังนั้น เราจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับก้าวไกล โดยมี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง
“ผมเลยมาขอโอกาสจากสมาชิกพรรคก้าวไกลทุกท่าน จากประชาชนทุกคนทั่วประเทศ ขอโอกาสให้เป็นส่วนหนึ่งของพรรคก้าวไกล มาร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ และสร้างประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม” นายพริษฐ์กล่าว
นิพนธ์ปลุกปชป.ต้องหนักแน่น
ที่โรงแรมต้นอ้อย แกรนด์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิดเห็น “นำท่าข้ามสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ของพรรค เขต 3 จ.สงขลา โดยมีนายสมยศ พลายด้วง ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต 3 สงขลา พร้อมแกนนำ สมาชิกพรรค ผู้แทนประชาชนในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ เข้าร่วมกว่า 200 คน
นายนิพนธ์กล่าวว่า จากประสบการณ์ของพรรค ทุกครั้งที่มีปัญหา คนที่อยู่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา ตนคิดว่าคำพูดชี้แนะของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรค เราต้องรับฟัง อะไรที่ท่านบอกกล่าว จึงต้องนำไปคิดไตร่ตรอง และช่วยกันทำพรรคให้แข็งแรง เพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอให้มั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะเดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป ขอย้ำว่าในท่ามกลางวิกฤต ย่อมมีโอกาสเสมอ สิ่งสำคัญคือแกนนำและสมาชิกของพรรคต้องหนักแน่น เชื่อมั่นว่าพรรคได้ทำสิ่งดี มีคุณค่าต่อประเทศชาติมาตลอด
นายนิพนธ์กล่าวว่า ในวันที่ 2 พ.ค. เวลา 15.00 น. จะมีการประชุมกก.บห. เพื่อรับทราบการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีของนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ว่าพรรคได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และจะพิจารณารายงานการเสนอแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อปิดช่องโหว่ผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศเข้ามาเป็นสมาชิก หากที่ประชุมกก.บห.เห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การยกร่างข้อบังคับและเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคต่อไป
‘กรณ์’ลั่นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
ที่ห้องวายุภักษ์ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พรรคกล้า ประชุมใหญ่ สามัญประจำปี 2565 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค และสมาชิกพรรคเข้าร่วมงาน โดยไฮไลต์การประชุมครั้งนี้ มีการเปิดตัวนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรค
นายกรณ์กล่าวในหัวข้อฟื้นเศรษฐกิจ แก้วิกฤตปากท้องว่า การประชุมครั้งนี้เท่ากับเวลาที่เราได้มาทำงานครบ 2 ปีพอดี เราลงเลือกตั้งซ่อมหลายครั้ง และเห็นว่าประชาชนให้โอกาสกับเรามากขึ้น ซึ่งเราต้องทำงานอย่างหนักก่อนจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ในอีก 10 เดือนข้างหน้า ตนมั่นใจว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือการเมืองแบบใหม่ การเมืองที่มีความสร้างสรรค์ การเมืองที่ทำด้วยคนที่เป็นมืออาชีพ พวกเราจะไม่ประกาศว่าจะได้ส.ส.กี่คน หรือจะแลนด์สไลด์ เราจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ เราเป็นพรรคใหม่ยังมีการบ้านที่ต้องทำอีกมาก แต่ที่อยากบอกคือเราพร้อมทำงานหนัก พร้อมรับฟังประชาชน และพร้อมเสียสละ และสำหรับพรรคกล้า ประชาชนต้องมาก่อน
เปิดตัว‘กอร์ปศักดิ์’ปธ.ยุทธศาสตร์
จากนั้นนายกรณ์ได้เปิดตัวคณะกรรมการเศรษฐกิจ โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ทำหน้าที่ประธานยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรค โดยมีตน และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค เป็นที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจต่อไป ส่วนนายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค ดูแลเรื่องเศรษฐกิจคนตัวเล็ก และนายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาธนาคารแห่งประเทศไทย มาเป็นที่ปรึกษานโยบายด้านเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจดิจิตอล ช่วยงานด้านเศรษฐกิจดิจิตอล รวมทั้งยังมี ร.อ.หญิงเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และอดีตคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาดูแลงานด้านท่องเที่ยว โดยเฉพาะเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคล้านนา
ชลน่านชี้ไร้สัญญาณคว่ำกม.ลูก
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผูนำฝ่ายค้านในสภา กล่าวในรายการ พบผู้ชมผู้ฟังออนไลน์ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ตอนหนึ่งว่า ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มองว่าบัตร 2 ใบต่างเบอร์ จะเกิดความยุ่งยากในการจัดเลือกตั้ง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องพิมพ์บัตรกว่า 400 แบบ โดยเฉพาะเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ยืนยันว่าเมื่อร่างกฎหมายลูกเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 กมธ.เสียงข้างน้อยจะยังสู้ต่อ ส่วนที่ระบุว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและการซื้อเสียงนั้น ยังไม่มีหลักวิชาการเข้ามาสนับสนุน เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาจะยอมรับเหตุผล ดังกล่าวในวาระที่ 3 ได้
เมื่อถามว่าจะมีปัจจัยอะไรส่งผลต่อการลงมติคว่ำร่างกฎหมายลูกหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในมุมผู้จัดทำร่างกฎหมายขณะนี้ ยังมั่นใจว่าไม่มีปัจจัยใดทำให้กฎหมายลูกไม่ผ่าน แต่การเมืองไทยไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน ซึ่งสิ่งที่จะทำให้กฎหมายลูกไม่ผ่าน มีแค่ 2 ประเด็นคือ สมาชิกรัฐสภาคว่ำร่าง หรือยุบสภาก่อนกฎหมายลูกจะผ่าน โดยเวลานี้ เมื่อพิจารณาย้อนหลังถึงวันรับร่างกฎหมาย ยังมีสัญญาณที่ดี เว้นแต่กรณีต้องการสืบทอดอำนาจโดยไม่ต้องการยุบสภา ก็อาจจะคว่ำร่างกฎหมายลูกได้ นั่นคือผู้มีอำนาจต้องการอยู่ในอำนาจโดยใช้ช่องทางการไม่มีกฎหมายลูกจึงจะไม่มีการเลือกตั้ง
ดักคอรัฐบาลยุบสภาหวังอยู่ยาว
“สิ่งที่น่ากังวลคือ ช่วงการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ในวันที่ 31 พ.ค. และวันที่ 1-2 มิ.ย. หากมีวิกฤตตรงนั้น ทุกอย่างก็จบ ผมเป็นห่วงเรื่องการยุบสภาว่า จะใช้กฎหมายใดเพื่อรองรับการเลือกตั้ง แม้มีนักวิชาการออกมาเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อนำมาบังคับใช้ได้ แต่พ.ร.ก.ออกมาเพื่อบังคับใช้แทนพ.ร.บ. ไม่สามารถบังคับใช้แทนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ จะให้ กกต.เป็นผู้พิจารณาออกประกาศก็เสี่ยงผิดกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าว จะเกิดกรณีเดดล็อกต่อประเทศ แต่จะมีประโยชน์ต่อรัฐบาลที่จะรักษาการได้ยาว หากรัฐบาลคิดที่จะอยู่ต่อ โดยใช้กรณีดังกล่าว ผมมองว่าเป็นการคิดร้ายต่อประเทศและประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ ควรคิด” นพ.ชลน่านกล่าว
4ผู้สมัครโชว์วิสัยทัศน์การอ่าน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 เม.ย. ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ที่งาน SUMMER BOOK FEST 2022 มีการจัดกิจกรรมเสวนาเวที “(ว่าที่) ผู้ว่าฯ กทม. อ่านอะไร:วิสัยทัศน์เรื่องการอ่านและนโยบายเกี่ยวกับวงการหนังสือ” โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายสกลธี ภัททิยกุล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และน.ต.ศิธา ทิวารี เข้าร่วมเสวนา มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
นายสกลธีกล่าวว่า หากตนเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะลดความเหลื่อมล้ำในการอ่านของคนกรุงเทพฯ ต้องหมดไป ทำให้คนรักการอ่านเข้าถึงหนังสือให้ได้มากที่สุด เน้นเรื่องงบประมาณพัฒนาห้องสมุด อีกทั้งห้องสมุดใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มีแค่ 30 แห่ง ดังนั้น เราต้องเอาห้องสมุดเข้าไปหาชุมชน คำนึงถึงผู้ใช้บริการเป็นหลัก
น.ต.ศิธากล่าวว่า เราต้องบาลานซ์การอ่านคือ ไม่ปิดกั้นรับสิ่งใหม่ๆ และไม่อคติกับอดีต การให้คนเข้าถึงการอ่าน พัฒนาห้องสมุดที่ดี ทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย ทำให้การศึกษาเกิดความเสมอภาค โรงเรียนรัฐบาล คุณภาพเทียมเท่าโรงเรียนเอกชน เชื่อว่าโรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนใกล้บ้าน ช่วยลดปัญหาเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และลดปัญหาจราจรติดขัด
นายวิโรจน์กล่าวว่า วันนี้เราต้องชนะวาทกรรมคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดให้ได้ หากวิสัยทัศน์การอ่านคือ แค่สนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงการอ่านได้สะดวก มีหนังสือที่ดี แต่สุดท้ายแล้วมันแก้วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ เสรีภาพในการเลือกอ่าน สามารถวิจารณ์และเคารพความเห็นต่างได้ หากจะทำให้วัฒนธรรมการอ่านของไทยเข้มแข็ง ต้องเริ่มจากโรงเรียน โดยเฉพาะในสังกัดกรุงเทพฯ ต้องปราศจากการบูลลี่ ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่เสรีภาพ การจัดการเรียนการสอนควรลดการประเมิน เน้นความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มทักษะการใช้ชีวิต ให้นักเรียนค้นหาตัวเองให้เจอ เมื่อไหร่ที่ทุกพื้นที่มีเสรีภาพ เชื่อว่าวัฒนธรรมการอ่านจะเข้มแข็งขึ้น
ด้านนายชัชชาติกล่าวว่า การอ่านเปลี่ยนชีวิตของคน ตนมองว่าห้องสมุดที่สวยที่สุด อยู่ในชุมชนแออัดย่านคลองเตย พื้นที่ 70 ไร่ แม้จะเป็นห้องสมุดเล็กๆ แต่นี่คือจุดที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ เด็กสามารถเข้ามาอ่านได้ ดังนั้น อย่างแรกกทม. ต้องมีห้องสมุดที่มีคุณภาพทุกเขตทุกแขวง และขยายไปยังศูนย์เด็กเล็กทุกพื้นที่ รวมทั้งการอ่าน E-Book นอกจากนี้ต้องมีบ้านหนังสือชุมชน ทุกคนเข้าถึงได้ ต้องมีต้นทุนทางความคิดที่หามาได้จากการอ่าน ห้องสมุดลงทุนน้อย แต่ได้ประโยชน์เยอะ