ไฟเขียว3เดือน-นำเข้า วัตถุดิบทำอาหารสัตว์
กรมค้าภายในถกผู้ผลิตชุดนักเรียนตรึงราคาจำหน่ายรับเปิดเทอม‘อู๊ดด้า’ไฟเขียวมาตรการแก้วัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลน ปลดล็อกมาตรการ 3:1 เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมเปิดให้เอกชนนำเข้าได้ พร้อมสั่งลุยมาตรการลดราคาช่วยประชาชน เสียงอ่อยเรื่องลอยตัวดีเซลทำให้ของแพง ยอมรับเพราะอยู่ปลายน้ำ ผู้ประกอบการรถร่วมบริการทั่วประเทศ เตรียมยื่นเงื่อนไขรัฐบาลช่วย หากไม่ก็ต้องขึ้นค่ารถโดยสารแน่นอน ส่วนผู้ค้าผักส่งใต้-มาเลเซียเผยราคาน้ำมันแพงกระทบต้นทุนค่าขนส่งแน่ หวั่นจะเสียลูกค้าให้จีน ด้านนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมู เพราะซ้ำเติมปัญหาและบิดเบือนกลไกตลาด
วันที่ 2 พ.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) และคณะกรรมการนโยบายอาหาร ครั้งที่ 1/2565 โดยมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง, ตัวแทนสภาเกษตรกรที่เกี่ยวกับข้าวโพด สมาคมชาวไร่มันสำปะหลัง, สมาคมการค้าพืชไร่, สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ หมู และไก่เนื้อ, สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ พร้อมกล่าวว่า ที่ประชุมนำเสนอมาตรการแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้คณะกรรมการฯพิจารณา ก่อนมีมติเห็นชอบตามมาตรการที่เสนอ คือ ผ่อนปรนมาตรการนำเข้าข้าวสาลี ยกเว้นการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วนเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค.65 รวมทั้งผ่อนปรนมาตรภาษีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ WTO ในโควตา โดยอนุญาตให้ผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าได้ นอกเหนือไปจากองค์การคลังสินค้า ระหว่างพ.ค.-ก.ค. อัตราภาษี 0% เพิ่มโควตานำเข้าขาวโพดเป็นไม่เกิน 6 แสนตัน จากเดิม 5.47 หมื่นตันเป็นการชั่วคราวในช่วง 3 เดือนนี้ และให้นำเข้าทางช่อง ทางอื่นๆ ได้โดยเฉพาะจากประเทศพม่า
“มาตรการนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาวัตถุดิบภายในประเทศขาดแคลนในช่วง 3 เดือนนี้ได้ โดยการนำเข้าข้าวสาลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวบาร์เลย์ ปริมาณรวมกันไม่เกิน 1.2 ล้านตัน ตั้งแต่ เม.ย.-31 ก.ค.นี้ เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดให้มีเหลือพอใช้อีก 1 เดือน ส่วนการแก้ปัญหาสินค้าแพงนั้น เชื่อว่ามาตรการการลดภาษีนำเข้า 0% ให้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ก็จะช่วยเรื่องต้นทุน ได้ คาดว่าจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในวันที่ 3 พ.ค.นี้”
นายจุรินทร์กล่าวต่อถึงมาตรการดูแลราคาสินค้าช่วงลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ว่า ต้องยอมรับความจริงว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลกระทบต้นทุนผลิตสินค้าและค่าขนส่งสินค้า ก่อนกระทบต่อมายังราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์นั้นอยู่ในส่วนของปลายน้ำ แต่ก็พยายามกำกับดูแลไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การกักตุนและค้ากำไรเกินควร หากพบก็จะใช้อำนาจดำเนินการเอาผิดโดยทันที
“เราจะกำกับราคาสินค้าจำเป็นทั้ง 18 หมวดให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการและ ผู้บริโภคอยู่ได้ การปรับราคาขึ้นจะพิจารณาเป็นกรณีตามต้นทุนที่แท้จริง โดยผู้ประกอบการต้องยอมเรื่องผลกำไรบ้าง แต่ยังเดินธุรกิจได้ ไม่ใช่ทำให้ต้องปิดกิจการและเลิกการผลิต ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนตามมา พร้อมสั่งการให้กรมการค้าภายในเดินหน้าโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาให้ได้”
ส่วนนายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสินค้าหลายรายการยื่นขอปรับราคามา แต่ยังไม่ได้อนุมัติให้รายใดขึ้นราคา รวมไปถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งจากการร่วมหารือกับผู้ผลิตทุกรายให้ช่วยตรึงราคาออกไปก่อน ร่วมทั้งยังเชิญผู้ผลิตและจำหน่ายชุดนักเรียนมาหารือเพื่อขอให้ตรึงราคาจำหน่ายด้วย ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งยังจะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาอีกด้วย
วันเดียวกันที่จ.นครราชสีมา นายสมคิด กิ่งกรดกลาง นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบให้มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ค.นี้เป็นต้นไป และจะมีการปรับราคาขึ้นเป็นขั้นบันไดนั้น ทำให้ผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้าทั่วประเทศได้รับผล กระทบอย่างหนัก ซึ่งสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ที่มีสมาคมขนส่งสินค้าทั่วประเทศเป็นสมาชิกอยู่ 10 สมาคม ก็ได้ส่งตัวแทนเดินทางไปยื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนนายกฯ มารับหนังสือ เพื่อขอให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าวอีกครั้ง เพราะถ้ายังปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวอยู่อย่างนี้ต่อไปอีก ทางผู้ประกอบการต่างๆ ก็คงต้องขึ้นค่าขนส่งอย่างน้อย 20% เพื่อให้สอดคล้องกับราคาต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น โดยในสัปดาห์หน้าทางสหพันธ์จะเรียกสมาชิกทั้ง 10 สมาคม มาหารือเพื่อหาข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรต่อไปอีกครั้ง
ด้านนายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ ผู้ประกอบการรถร่วมบริการบริษัทนครชัยทัวร์ จำกัด กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลส่งผลให้ผู้ประกอบการรถร่วมบริการทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะเดิมทีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พยายามขอความร่วมมือให้รถร่วมบริการทั้งหลายตรึงราคาค่าโดยสารไว้ในอัตราราคาน้ำมันดีเซลที่ 27 บาท แม้ว่าช่วงที่เกิดปัญหาเชื้อโควิด-19 หนักๆ ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งสูงไปถึง 30 บาทก็ตาม แต่ก็พยายามไม่ขึ้นราคา ยังคิดค่าโดยสารตามราคาน้ำมันดีเซลที่ 27 บาทเหมือนเดิม เพราะหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ราคาลอยตัวทะลุ 32 บาท และยังปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดไปอีก ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกันอย่างหนัก ในสัปดาห์นี้กลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมบริการใน จ.นครราชสีมา จะไปหารือกับกลุ่ม ผู้ประกอบการรถร่วมบริการทั่วประเทศที่กรุงเทพฯ โดยจะยื่นข้อเสนอให้รัฐบาล 2 แนวทาง คือ 1.ขอให้รัฐบาลใช้เงินช่วยอุดหนุนรถร่วมบริการป้ายเหลือง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบค่าต้นทุนน้ำมันที่สูง 2.หากรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่อุดหนุนก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด คือขึ้นค่าโดยสารตามต้นทุนราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจะต้องเลือกเอาแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตลาดศรีเมือง อ.เมืองราชบุรี ตลาดค้าส่งพืชผักและผลไม้ที่มีสินค้าการเกษตรเข้ามายังตลาดแห่งนี้มากถึงวันละ 700 ตัน ก่อนกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซีย น.ส.พรเพ็ญ ธรรมรักษ์เจริญ ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร เปิดเผยว่า ตนประกอบธุรกิจส่งสินค้าเกษตรประเภทผักและผลไม้ไปยังด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อส่งต่อให้กับลูกค้าในประเทศมาเลเซีย เพราะพืชผักและผลไม้ของภาคกลางมีความหลากหลายมากกว่าภาคใต้ ตนทำอาชีพส่งผักผลไม้ลงสู่ภาคใต้และมาเลเซียมานานกว่า 10 ปี โดยคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายรถบรรทุก 6 ล้อในราคา 22,000 บาท ต่อระยะทางไปกลับรวมกว่า 2,000 กิโลเมตร ลูกค้าจะสั่งสินค้าให้ได้เต็มน้ำหนักบรรทุกที่ 9-10 ตันต่อรอบ ก่อนหน้านี้ก็ประสบกับปัญหายอดสั่งซื้อลดลงถึงร้อยละ 40 เนื่องจากสินค้าเกษตรต่างปรับราคาขึ้นอันเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง ทำให้ทางร้านต้องแบกรับภาระค่าขนส่ง เพื่อประคองธุรกิจมาระยะหนึ่งแล้ว
น.ส.พรเพ็ญกล่าวต่อว่า การประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จึงเท่ากับเป็นการซ้ำเติมภาคธุรกิจขนส่งสินค้าเกษตร เพราะราคาน้ำมันถือเป็นหนึ่งในต้นทุนหลัก ราคาเหมาจ่ายคงจะใช้ไม่ได้ อาจจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น นั่นหมายถึง โอกาสที่คู่แข่งทางการค้าอย่างประเทศจีน ที่จะส่งผักบางชนิดที่เหมือนกับประเทศไทย แต่มีราคาถูกกว่าเข้ามาตีตลาดมาเลเซียได้ จึงอยากให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาน้ำมันแพงให้ได้โดยเร็ว เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้า รวมไปถึงผู้บริโภคทางภาคใต้จะต้องมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน
พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวยังเข้าตรวจสอบราคามะนาวที่ตลาดสดขอนแก่น เขตเทศบาลนครขอนแก่น ล่าสุดพบว่าราคาลดลงเหลือกระสอบละ 1,000 บาท และมีแนวโน้มที่จะปรับราคาลดลงต่อ เนื่องจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและมีพายุพาดผ่านในระยะนี้บ่อยครั้ง นางวงเดือน พรมวิเชียร อายุ 46 ปี แม่ค้ามะนาว กล่าวว่า เมื่อเดือน มี.ค.-เม.ย. ราคามะนาวมีราคาที่แพงมากถึงกระสอบละ 2,200 บาท พอมาช่วงปลายเดือนเม.ย. ต่อเนื่องถึงช่วงต้นเดือนพ.ค. ราคายู่ที่กระสอบละ 1,200 บาท ช่วงที่มีราคาแพงเป็นพราะฤดูแล้ง พื้นที่ปลูกมะนาวส่วนใหญ่ไม่มีฝน ทำให้ผลผลิตออกมาน้อย ขณะที่คนต้องการใช้เยอะจึงทำให้ราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด
“ตอนนี้ราคาถูกลงครึ่งต่อครึ่งเพราะว่าฝนเริ่มตก ทั้งยังคงมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงทำให้มะนาวออกผลเยอะมากทั้งมะนาวบ้านและมะนาวสวน จากเดิมที่มีราคาแพงร้านเคยขายลูกละ 7 บาท แต่ตอนนี้เหลือลูกละ 4 บาท และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเยอะกว่านี้เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้ในระยะนี้ลูกค้าไม่ต้องใช้สิ่งแทนความเปรี้ยวของมะนาวแล้ว”
วันเดียวกันนายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เปิดเผยถึงผลกระทบของภาวะโรค ASF เมื่อช่วงปลายปี 2564 ว่า ปรากฏผลชัดเจนในวันนี้ตามรอบการผลิตสุกร ปัจจุบันทั้งแม่พันธุ์สุกร ลูกสุกรหย่านม และสุกรขุน หายไปจากระบบมากกว่า 50% เพราะเกษตรกรเลิกเลี้ยงและหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่งของประเทศ จาก 2 แสนราย เหลือเพียง 8 หมื่นราย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ของอุตสาหกรรม ประกอบกับต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันยังมีปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาธัญพืชที่นำมาผลิตอาหารเพื่อการเลี้ยงสัตว์ที่ปรับสูงขึ้นมาตลอด เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เวลานี้ราคาพุ่งไปถึงกิโลกรัมละเกือบ 13 บาท ซึ่งเกษตรกรทุกคนยังคงรอความชัดเจนจากภาครัฐ ในแนวทางแก้ปัญหาต้นทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาคเห็นพ้องกัน ในการร่วมสนองนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล ด้วยการ “รักษาระดับราคาหน้าฟาร์ม 100 บาทต่อกิโลกรัม” ในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
“จากกลไกตลาด ที่ปริมาณผลผลิตหมูไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหมูปรับขึ้นมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น ราคาขณะนี้อยู่ที่ 98-100 บาทต่อกิโลกรัม เพียงให้เกษตรกรพอหนีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 98.81 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อประคองอาชีพนี้ให้สามารถเลี้ยงหมูรุ่นต่อไปได้เท่านั้น เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งหมด เฉพาะค่าน้ำมันที่ปรับขึ้นไปแล้ว เกษตรกรร่วมกันรักษาระดับราคาหมูหน้าฟาร์มไว้เช่นนี้ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของผู้บริโภคและช่วยให้ตลาดปรับตัวได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาและบิดเบือนกลไกตลาดอย่างแน่นอน”