วิษณุเล็งรื้อกม.ลงโทษ ทั้งพระ-สีกาเสพเมถุน

ผอ.สำนักพุทธฯ ยันเกาะติดกรณีกาโตะ ส่วนวิษณุเล็งรื้อกฎหมายเอาผิดทั้งพระปาราชิกและสีกาที่เสพเมถุนปัดฝุ่นจากฉบับเดิมที่เลิกใช้ไปแล้ว ด้านตร.เร่งสรุปคดีเบิกเงินจากบัญชีวัดไปใช้ ส่วนตัวเคลียร์ข่าว-เปย์สีกา ชี้เข้าข่ายเป็น เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ส่วนผู้สนับสนุนร่วมเซ็นให้เบิกก็มีความผิดด้วยเช่นกัน เผยสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว คาดเร็วๆ นี้มีความชัดเจน ขณะที่พระดอนคนกลางทยอยเคลียร์จ่ายเช็คเด้ง ส่งคนสนิทจ่ายเงินให้คู่กรณี แต่ยังมีเจ้าทุกข์โผล่เพิ่มเบี้ยวจ่ายค่าก่อสร้างกุฏิทรงไทย

ความคืบหน้ากรณีนายพงศกร จันทร์แก้ว หรือ อดีตพระกาโตะ นักเทศน์ชื่อดัง ที่ตกเป็นข่าวฉาวมีความสัมพันธ์เสพเมถุนกับสีกา จนต้องลาสิกขาทิ้งผาเหลือง แต่ยังถูกเปิดโปงกรณีเบิกเงิน 6 แสนบาทของวัดเพ็ญญาติ จ.นครศรีธรรมราช มาใช้ปิดข่าวและจ่ายให้สีกาใบตองที่มีสัมพันธ์ด้วย

วันที่ 6 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปปป. อยู่ระหว่างลงพื้นที่สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรรมการวัด, ไวยาวัจกร และพระลูกวัดเพ็ญญาติ จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนานครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะระเบียบการเบิก-จ่ายเงินของวัด คาดว่าหลังจากนี้คดีน่าจะมีความชัดเจนขึ้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวอีกว่าการเบิกจ่ายเงินวัดของอดีตพระกาโตะนั้น ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว แม้จะนำเงินมาคืนแล้วก็ตาม เพราะถือว่าเงินวัดที่ไม่สามารถให้ใครนำไปใช้ส่วนตัวได้ ถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดของเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งการเอาเงินของวัดไปใช้ส่วนตัว น่าจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 147 คือ เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และถ้าไม่มีหนังสือแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส ก็จะเข้าข่ายข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนในการนำเงินวัดออกมาใช้ ก็ต้องมีความผิดไปด้วย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อถึงกรณีของพระครูวินัยธรสุวิจักษณ์ ปัญญาวโร หรือ พระดอน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดวังตะวันออก ที่เป็นคนกลางรับเงินไปจ่ายเพื่อปิดข่าว จะเป็นพยานสำคัญที่ต้องนิมนต์มาสอบสวนด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัว นอกจากนี้พนักงานสอบสวนอาจจะต้องเรียก น.ส.พริมวรินทร์ พิธาวรเสฐ หรือใบตอง มาให้ปากคำเช่นกัน เพราะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อดีตพระกาโตะอาจเป็นเหยื่อก็ได้เช่นกัน เพราะกรณีนี้เป็นการเข้าข่ายการกรรโชกทรัพย์ ที่วางแผนเพื่อจะมารีดทรัพย์หรือไม่ ดังนั้น ทั้งอดีตพระกาโตและสีกาตอง หากบริสุทธิ์ใจก็ควรที่จะมาให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ยืนยัน เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการลงพื้นที่สอบตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเบิกถอนเงินวัดของอดีตพระกาโตะของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปปป. ในวันเดียวกันนี้ เบื้องต้นได้เรียกสอบพยานบุคคลจำนวนหลายปาก อาทิ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายก อบต.กะเปียด จ.นครศรีธรรมราช และคณะกรรมการวัดผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารเบิกถอนเงิน เพื่อซักถามข้อสงสัยในประเด็นที่อดีตพระกาโตะนำเงินมาคืนวัด และประเด็นบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่วมลงชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีวัด

สำหรับความเคลื่อนไหวของอดีตอดีตพระกาโตะ ล่าสุดได้ปล่อยคลิประบุว่า ได้คืนเงิน 6 แสนบาทที่ยืมจากวัดเพ็ญญาตินำไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และบอกทางวัดว่าเมื่อถึงเวลาก็จะคืนให้ในวันที่ 5 พ.ค. แต่พอเป็นข่าวก็เปลี่ยนมาคืนในวันที่ 4 พ.ค.ซึ่งตนไม่ได้มีเจตนาที่จะโกงเงินวัดนำไปใช้ส่วนตัว ตอนนี้มีเงินติดตัวอยู่ 4 พันบาท แต่ยังมีเงินที่เก็บตอนยังไม่บวชและเงินเหลือจากงานศพแม่อีกก้อนหนึ่ง ซึ่งจะแก้ไขไปทีละเรื่อง

ด้านพ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปขอข้อมูลของพระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรมต่างๆ และได้รับการยืนยันว่าไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไร ซึ่งเขาไปทำอะไรก็ไม่ทราบ และเพิ่งทราบว่าพระรูปนี้มีหมายจับติดตัว

สอบพระย้อย – พนักงานสอบสวนนิมนต์ ‘พระย้อย’ พระธนวัฒน์ จกฺกวโร ผู้เปิดโปงคลิปฉาวอดีตพระกาโตะมาให้ปากคำตามหมายเรียกในฐานะพยานกรณี เปิดประเด็นเรื่องจ่ายเงิน 3 แสนบาทให้นักข่าวเพื่อปิดข่าว ที่สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

ที่ห้องประชุม สภ.เมือง พระธนวัฒน์ จักกวโร หรือพระย้อย ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ถาวร จันทรพล สว.(สอบสวน) ตามหมายเรียกในฐานะพยานที่เกี่ยวกับกรณีเปิดประเด็นเรื่องเงิน 3 แสนบาทเพื่อปิดข่าว โดยหลังจากให้ปากคำเสร็จเรียบร้อยแล้วได้กล่าวว่ามาตามคำนิมนต์ของตำรวจมาให้ปากคำเรื่องเงิน 3 แสนบาทที่จะใช้ปิดข่าวและตนเป็นคนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาในฐานะพยานซึ่งได้ให้รายละเอียดกับตำรวจไปหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ได้ข้อมูลมาจากไหนเกี่ยวกับเงิน 3 แสนบาทจ่ายค่าปิดข่าวอย่างไร พระย้อยกล่าวว่ามีนักข่าวในพื้นที่ส่งคลิปไปให้และให้ถามเพราะมี “พระคนกลาง” เอาเงินเพื่อจะมาปิดข่าวจริง แต่ไม่ได้จ่ายค่าปิด เพราะเห็นว่าข่าวบานปลายออกไปมาก

ต่อมานายสุเมธ มากรักษ์ อายุ 47 ชาว จ.นครศรีธรรมราช ผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน หลังถูกพระครูวินัยธรสุวิจักขณ์ เบี้ยวค่าจ้างการก่อสร้างปรับปรุงศาลาทรงไทย โดยนำเอกสารสัญญาจ้างปรับปรุงศาลาทรงไทยในวัดวังตะวันออก วงเงิน 2 แสนบาท และบันทึกประจำวันที่แจ้งความไว้หลังถูกเบี้ยวหนี้ค่าก่อสร้างเมื่อเดือนมิ.ย.2563 รวมทั้งเอกสารเกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่งเป็นหลักฐานด้วย ซึ่งชำระหนี้ค่าก่อสร้างที่ยังเหลืออีก 1 แสนบาท จนถึงขณะนี้ยังไม่ยอมชำระตามสัญญา จึงมาแจ้งความลงบันทึกประจำวัน อีกครั้ง

ด้าน พ.ต.ท.สมเชิญ ทองใหญ่ รอง ผกก.(สอบสวน) ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน พร้อมแนะนำให้นายสุเมธนำหลักฐานเข้าฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง เพื่อให้พระครูวินัยธร สุวิจักขณ์มาชำระหนี้ ในส่วนของพนักงานสอบสวนนั้นยังไม่สามารถดำเนินการ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นคดีแพ่ง ส่วนความเคลื่อนไหวของพระดอนนั้นล่าสุด พ.ต.อ. ณัฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.เมือง แจ้งว่า เมื่อเวลา 14.30 น. ตัวแทนของพระดอนได้มาพร้อมกับเจ้าทุกข์คดีเช็คเด้ง ได้จ่ายเงินจากให้แล้วจำนวน 1.3 แสนบาท และยังค้างอยู่ 4 หมื่นบาท ซึ่งเจ้าทุกข์ได้ถอนแจ้งความไปแล้ว และตอนนี้ก็เหลือหมายอีกคดีเดียวคือยอด 2 แสนบาท ที่ จ.ภูเก็ต เห็นว่าจะมาเคลียร์ถัดไป หากเคลียร์หมดก็จะจบกันไป เพราะถือเป็นคดีแพ่งยอมความกันได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีความอื้อฉาวในวงการสงฆ์ในขณะนี้ หลังจากนายกรัฐมนตรี เรียกเข้าหารือที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าว่า นายกไม่ได้ฝากเรื่องอะไร แต่ตนได้บังเอิญเจอผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จึงได้คุยกันเกี่ยวกับกรณีมีผู้เสนอแก้ไขกฎหมายเอาผิดกับพระที่ปาราชิก

เมื่อถามว่า เป็นห่วงว่ามันจะกลายเป็นโดมิโนที่ลามไปในหลายๆ วัดหรือไม่ รอง นายกฯ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าวิตก จริงๆ แต่จะทำอย่างไรเดี๋ยวลองคิดกันดู ซึ่งในอดีต ปี 2500 เราเคยมีกฎหมายที่มีการระบุว่า พระที่ทำปาราชิกโดยเสพเมถุนกับผู้หญิง ไม่ว่าหญิงผู้นั้นจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ถือว่าพระสงฆ์มีความผิด และผู้หญิงก็มีความผิด แต่ต่อมาเห็นว่า ควรยกเลิก ซึ่งปัจจุบันกฎหมายนี้ไม่มีแล้ว ก็ต้องไปดูว่าเหตุผลที่ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไปเพราะอะไร การมาเรียกร้องให้มีกฎหมายลงโทษแบบนี้ ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีมาแล้วแต่เราก็ยกเลิกไปแล้ว วันนี้ถ้าจะเอามาใช้อีกก็ไม่ขัดข้อง ถ้าเราคิดว่าสมควร ก็เป็นหน้าที่ของสำนักพุทธ และอาจจะต้องมีกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศาสนา และนักกฎหมายมาร่วมกันพิจารณาด้วย ว่าสมควรที่จะเอากฎหมายฉบับเก่ากลับมาใช้ใหม่หรือไม่ หรือจะเขียนใหม่ให้มันดีกว่าเดิมอย่างไร เพราะถ้าไปดูเหตุผลที่ทำไมยกเลิกในตอนนั้นก็จะพบว่า มันจำเป็นต้องยกเลิกในตอนนั้นจริงๆ วันนี้เราพึ่งพาประชาชนและสื่อมวลชนดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมสงสัยว่าสำนักพุทธศาสนาดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ในขณะนี้ นายวิษณุกล่าวว่า เขาทำอยู่ มีการติดต่อประสานกับเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบอยู่ เพราะเมื่อยอมรับก็เท่ากับว่าปาราชิกโดยเสพเมถุน และเมื่อต้องปาราชิก ก็เหมือนตาลยอดด้วนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส คือไม่สามารถบวชได้อีกตลอดชีวิต และนี่คือเหตุผลว่าทำไมปี 2500 จึงมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ เพราะถือว่ารับโทษทางวินัยของพระสงฆ์ไปแล้ว หากจะมาติดคุกอีก ก็อาจจะแปลก นี่คือตามกฎหมายในอดีต

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการลาสิกขาไปก่อนที่จะมีการถกเถียงว่า ปาราชิกหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทางสำนักพุทธฯกำลังประสานดำเนินการอยู่เพื่อให้เกิดหลักฐานรองรับไว้ในทะเบียนว่าปาราชิกไม่เช่นนั้น เวลาจะบวชอีก พระอื่นหรือวัดอื่นอาจจะไม่รู้ เมื่อถามว่า ตอนนี้ความเสื่อมในพระพุทธศาสนามันเกิดขึ้นแล้ว ทางสำนักพุทธฯจะสามารถเรียกศรัทธาจากประชาชนมาได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เราก็ต้องช่วยกันทั้งประเทศ โดยสำนักพุทธฯอาจจะมีบทบาทมากหน่อย ขอให้เขารวบรวมข้อมูลความชัดเจนให้ได้สักหน่อยก่อนแล้วค่อยออกโรงมาชี้แจง

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องนี้แต่ยังมีกรณีของพระผู้ใหญ่ จังหวัดอื่นๆ อีก รองนายกฯ กล่าวว่า อย่าพูดว่าพระผู้ใหญ่เลย พระผู้น้อยก็มีเยอะแยะไป ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องของเงินทอนวัด ยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ นายวิษณุย้อนถามว่า “คุณไม่รู้หรือ” เมื่อถามว่า กรณีเงินทอนวัดมีอีกหรือ นายวิษณุกล่าวว่า รอดูอีกสักพักแล้วกัน เมื่อถามว่ารอดูใคร นายวิษณุกล่าวว่า ก็รอดูแล้วกัน เมื่อถามว่าเป็นพระในกรุงเทพฯ หรือ ไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ รอดูอีกหน่อย รอดูแล้วกัน

ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ยืนยันว่า สำนักพุทธฯ จะติดตามเรื่องกรณีอดีตพระ กาโตะ จนถึงที่สุด โดยขณะนี้ในเรื่องของเงินวัดเพ็ญญาติ ที่อดีตพระกาโตะยืมมาจำนวน 6 แสนบาทขณะยังเป็นพระ เพื่อนำไปให้สีกาและเคลียร์ข่าวฉาว ต่อมาหลังสึกไปแล้วอดีตพระกาโตะได้นำเงินมาคืนแล้วนั้น ต้องหาหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนว่าขณะที่ยังเป็นพระ ได้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสจริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นรักษาการเจ้าอาวาสจริง จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานยักยอกเงิน เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และผู้รักษาการเจ้าอาวาส จะมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วย แต่หากกาโตะมีสถานะเป็นพระลูกวัด เมื่อนำเงินไปคืนก็ถือว่าสิ้นสุดแล้ว ซึ่งขณะนี้ สำนักพุทธฯ รอหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนจากทางคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ที่ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดเพ็ญญาติขึ้นมาแล้ว ต้องให้เวลาคณะสงฆ์ดำเนินการด้วย

นายสิปป์บวรกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีพระคนกลางที่รับเงินจากกาโตะเพื่อจะนำไปเคลียร์ข่าวให้นั้น พบว่ามีคดีความติดตัวมาอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ตามขั้นตอนของคณะสงฆ์แล้ว หากมีคดีความทางโลกอยู่ จะต้องรอให้คดีความสิ้นสุดเสียก่อนแล้วกระบวนการทางพระธรรมวินัยจึงจะดำเนินการต่อ ส่วนกระแสข่าวว่าพระรูปดังกล่าวยังรับเงินมาเพื่อช่วยวิ่งเต้นเรื่องสมณศักดิ์ด้วยนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ทั้งสองเรื่องนี้สำนักพุทธฯ ไม่นิ่งเฉย และจะดำเนินการตามขั้นตอนจนถึงที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน