เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 พ.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ อายุ 20 ปี นักเคลื่อนไหวอิสระ อดีตกลุ่มทะลุวัง ผู้ต้องหาคดีดูหมิ่นสถาบันฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 112 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ม.368 ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในคดีโพสต์เฟซบุ๊กไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ได้ยื่นหนังสือของความเป็นธรรมในคดี มีนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ลงมารับหนังสือ
นายกฤษฎางค์กล่าวว่า ขณะนี้ น.ส.ทานตะวันไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ ตัวเอง จึงอยากขอให้ท่านอัยการสูงสุดพิจารณา และได้ระบุพยานมาทั้งหมด 3 ฝ่าย คือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิสูจน์ประเด็นเกี่ยวกับการ กระทำของผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาในเชิงธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติในประวัติศาสตร์ ชาติไทยว่าไม่ได้เป็นการติดต่อประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด, นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตอัยการ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ประเด็นเกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาว่าไม่ ความผิดต่อกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเป็นเสรีภาพที่ได้รับการปกป้องจากกฎหมาย, นายรณกร บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ เกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาว่าไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตราอื่นตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด จึงขอฝากหนังสือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขอความเป็นธรรมในการสอบพยานเพิ่มเติม
ด้านนายอิทธิพรเปิดเผยว่า เรื่องนี้คงต้องนำเสนอให้ อัยการสูงสุดพิจารณา ซึ่งทางเราจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาฝากขังครั้งสุดท้าย ที่พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอฝากขังเอาไว้ และจะครบภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้ การที่ทางทนายของ น.ส.ทานตะวันได้มายื่นเอกสารวันนี้ทางเราก็จะรีบดำเนินการภายในวันนี้ทันที ส่วนจะมีคำสั่งอย่างไรต่อไปเป็นเรื่องดุลพินิจของคณะกรรมการทำงาน ในส่วนของการให้ประกันตัวนั้นตนขอเรียนว่าเป็นอำนาจของทางศาล ที่ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาให้ฝากขังต่อหรือไม่ เพราะในคดีของมาตรา 112 เองก็มีผู้ต้องหาหลายคนที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะไม่ได้มีการกระทำที่จะไป ก่อความวุ่นวาย และกระทำความผิดซ้ำอีก