เพชรบุรีผวา-บุกเข้ารร.สุวรรณภูมิเริ่มกรองแล้ว

เริ่มแล้วสนามบินสุวรรณภูมิคัดกรองเข้ม ‘ฝีดาษลิง’ไทยแลนด์พาส เน้นกลุ่มคนเดินทางจากประเทศเสี่ยงสูง หากพบอาการไข้ 38 องศา มีผื่น ตุ่ม เจ็บคอ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง พร้อมแจกให้รีบนำส่งร.พ. ด้านเพชรบุรีผวา หลังน.ร.โรงเรียนดังถูกลิงแสมกัด ส่งตรวจหาเชื้อฝีดาษลิง ‘บิ๊กตู่’เตือนอย่านำเข้าสัตว์ป่าผิดกม. สธ.เผยคณะกรรมการวิชาการเห็นชอบ ‘ฝีดาษลิง’ เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากยังไม่พบผู้ป่วยในไทย ไม่แพร่เป็นวงกว้างในต่างประเทศ ส่วนการเฝ้าระวังคนเดินทางเข้าประเทศยังไม่พบผู้ป่วยหรือ ผู้ป่วยสงสัย

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เริ่มให้บริการคัดกรองโรคฝีดาษลิงสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศ ผ่านระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ซึ่งจะช่วยให้ตรวจจับกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น และป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ หลังพบการแพร่ระบาดในหลายประเทศ และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ทั้งนี้การเฝ้าระวังโรคภายในประเทศ คือเน้นการติดตามเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ประเทศในแถบทวีปแอฟริกากลาง เช่น ไนจีเรีย และคองโก และประเทศในยุโรปที่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว ซึ่งเมื่ออยู่ที่สนามบินในประเทศต้นทางอาจจะยังไม่แสดงอาการ แต่เมื่อมาถึงประเทศไทยอาจมีอาการได้

สำหรับการคัดกรองจะดูว่ามีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือประวัติมีไข้ร่วมกับมีอาการหนึ่งอาการ ได้แก่ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง และต่อมน้ำเหลืองโต ประกอบกับมีผื่นกระจายตามลำตัว มีลักษณะเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง หรือตุ่มตกสะเก็ด และเดินทางมาจากหรืออาศัยอยู่ในประเทศที่มีการรายงานการระบาดของโรคฝีดาษลิงในประเทศภายใน 21 วัน พร้อมทั้งแจกบัตรเตือนสุขภาพ (Health beware card) เป็น QR code ให้ผู้ที่มีอาการดังกล่าวสแกนเข้าระบบเพื่อรายงานอาการป่วย ซึ่งหลักๆ ในบัตรจะระบุว่าหากมีอาการ เช่น ไข้ มีตุ่มให้รายงานเข้าระบบและรีบไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด รวมถึงแจ้งประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย

ส่วนการป้องกันโรคฝีดาษลิง คือ 1.กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที 2.ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรอง และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า 4.หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ และ 5.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ

ส่วนกรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าวโพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊กมีข้อความระบุว่า นักเรียนชายผู้ทรงพลังจับลิงด้วยมือเปล่าและทุ่มลงฟาดกับพื้น ฟังดูโหดร้ายแต่ลิงไม่ได้น่ารักทุกตัว สิ่งที่เด็กในโรงเรียนนี้ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน คือฝูงลิงจำนวนมากบุกเข้ามาก่อความวุ่นวายทั้งไล่กัดเด็กนักเรียน แย่งของกิน สร้างความเดือดร้อนมาอย่างยาวนาน กรณีของเด็กคนนี้น่าเห็นใจที่สุด หลังอดกลั้นไม่ไหวระเบิดอารมณ์ด้วยความโมโหเพราะถูกฝูงลิงเข้ามาทำร้ายกัดน้องจนเลือดอาบ ตอนนี้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็กนักเรียนที่ถูกลิงกัดเรียนอยู่ที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

นายวิชัย ไหมจุ้ย รองผอ.โรงเรียนพรหมานุสรณ์กล่าวว่า หลังทราบข่าว ตนเรียก ด.ช.อัฐเศรษฐ์ เรืองสุวรรณ นักเรียนชั้น ม.3/2 ที่ถูกลิงรุมกัดมาสอบถาม ทราบว่าก่อนเกิด เหตุด.ช.อัฐเศรษฐ์ถือข้าวออกจากโรงอาหารเพื่อนำไปทิ้งที่ถังขยะที่ตั้งอยู่ภายใต้อาคาร 9 ปรากฏว่ามีลิงตัวหนึ่งเข้ามาแย่งข้าวจากมือ ด้วยความโมโห ด.ช.อัฐเศรษฐ์จึงจับหางลิงทุ่มฟาดกับพื้นปูน จากนั้นมีลิงตัวอื่นๆ อีก 4-5 ตัว วิ่งเข้ามารุมกัดด.ช.อัฐเศรษฐ์จนบาดเจ็บที่แขนด้านขวา ครูที่รับผิดชอบงานอนามัยของโรงเรียนจึงรีบนำตัวด.ช.อัฐเศรษฐ์ไปส่งที่โรงพยาบาลมหาชัยเพชรรัชต์ เพื่อทำแผลและฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า โดยไม่ได้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตามที่เป็นข่าว

วันเดียวกัน ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม พร้อมนายชาตรี วชิรเผด็จศึก ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ.เพชรบุรี นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำเจ้าหน้าที่ รวมถึงสัตวแพทย์จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย เข้าตรวจสอบกรณีลิงแสมบุกทำร้ายนักเรียนชั้นม.3 ของโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์

ดร.ยุทธพลกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจะดำเนินการโดยใช้วิธีพื้นเมืองชาวเพชรบุรี คือนำลิงกังมาใช้ในการจำกัดและควบคุมพื้นที่ของลิงแสม บริเวณโดยรอบโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ไม่ให้เข้ามาบุกรุกทำลายทรัพย์สินและเพื่อป้องกันการลงมาทำร้ายเด็กนักเรียน ครูอาจารย์หรือผู้ปกครองที่มารับลูกหลาน พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจกับนักเรียน ในการอยู่ร่วมกันกับลิงแสมอย่างปลอดภัย รวมทั้งความรู้ด้านกฎหมายและความรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนในระยะต่อไปมอบให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี สำรวจประชากรลิงแสม เพื่อดำเนินการควบคุมประชากรลิงแสม โดยวิธีการทำหมัน พร้อมทั้งเก็บสถิติตัวอย่างเลือดเพื่อนำมาวิเคราะห์โรคต่างๆ รวมทั้งการจัดทำแหล่งน้ำ แหล่งอาหารเพิ่มเติม ให้เพียงพอต่อปริมาณลิงแสม เพื่อดึงลิงแสมกลับคืนพื้นที่เขาวัง โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีเข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาลิงรบกวนครั้งนี้ด้วย

นายยุทธพลกล่าวด้วยว่า ได้ประสานผอ.โรงเรียนพรหมานุสรณ์ เพื่อขอให้นำนักเรียนคนดังกล่าวเข้ารับการตรวจค้นหาเชื้อโรคฝีดาษลิงด้วย เนื่องจากเป็นห่วง และเพื่อความไม่ประมาท เบื้องต้นทราบว่านักเรียนคนดังกล่าวฉีดวัคซีนกันบาดทะยักเรียบร้อยแล้ว

“ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ทีมสัตวแพทย์ นำโดยน.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต นายสัตวแพทย์หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่าจะนำทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ประชุมหารือร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด เพื่อหาแนวทางประชาสัมพันธ์โรคฝีดาษลิงให้กับประชาชนชาวจ.เพชรบุรีทราบ ขออย่าตื่นตระหนก เพราะโรคฝีดาษลิงไม่ได้ติดกันง่ายๆ เหมือนโควิด-19 อีกทั้งจะวางแนวทางประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจและให้ความรู้กับนักเรียน ครู อาจารย์ ของโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ซึ่งอยู่ติดกับเขาวัง รวมถึงโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถป้องกันตัวและอยู่ร่วมกับลิงอย่างปลอดภัยหากลิงกลับลงมาอีกหรือเผชิญกับลิง และภายหลังการประชุมดังกล่าวเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ของ กระทรวงทรัพยากรฯโดยส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และสัตวแพทย์จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จะเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนพรหมานุสรณ์ เพื่อผลักดันให้ลิงแสมกลับขึ้นเขาวังโดยไม่มีการทำร้ายลิง แต่จะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ คือการนำลิงกังมาไล่ลิงแสม มาจำกัดและควบคุมพื้นที่ลิงแสม บริเวณโดยรอบโรงเรียน ไม่ให้เข้ามาบุกรุกแหล่งอาหาร หรือทำลายทรัพย์สิน เป็นการป้องกันไม่ให้ลิงมาทำร้ายเด็กนักเรียน ครู อาจารย์ในบริเวณโรงเรียนได้”

ด้านนายพิชัยกล่าวว่า ตามข้อสั่งการท่านที่ปรึกษารมว.ทส. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี จะดำเนินการจัดส่ง เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงสัตวแพทย์จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย และจากส่วนกลางมาดำเนินการในการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น พร้อมกันนี้ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี มาเพื่อดำเนินการเฝ้าระวังลิงแสมที่มีลักษณะดุร้าย เพื่อผลักดันกลับสู่ถิ่นอาศัยต่อไป

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงที่แพร่ระบาดในกลุ่มประเทศยุโรปในขณะนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีความตระหนักและติดตามสถานการณ์ โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) อย่างใกล้ชิด โดยสั่งการให้นายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (CITES) เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้แทนด่านควบคุมโรค กรมควบคุมโรค ผู้แทนฝ่ายการแพทย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผู้แทนด่านกักกันสัตว์ป่า ประชุมหารือเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติงานในการควบคุมและเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง

และมีแนวทางการปฏิบัติงานดังนี้ 1.แจ้งด่านตรวจสัตว์ป่าทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราการนำเข้า และนำผ่านสัตว์ป่าต่างประเทศ รวมทั้งเฝ้าระวังการลักลอบการนำเข้าสัตว์ป่ากลุ่มลิง และกลุ่มสัตว์ฟันแทะ ที่เข้ามาในราชอาณาจักร 2.แจ้งให้ ผู้ประกอบการที่นำเข้าสัตว์ป่ากลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นพาหะของโรคฝีดาษลิง ขอให้ตรวจโรคฝีดาษลิงเพิ่มเติมจากข้อบังคับการตรวจโรคของกรมปศุสัตว์ (REQUIREMENTS FOR THE IMPORTATION OF ZOO AND WILD ANIMALS INTO THE KINGDOM OF THAILAND)

3.ประสานด่านกักกันสัตว์ ของกรมปศุสัตว์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ขอให้ตรวจสอบใบรับรองสุขภาพสัตว์ (Health Certificate) ของผู้นำเข้าสัตว์ป่ากลุ่มเสี่ยงว่ามีการตรวจโรคฝีดาษลิงหรือไม่ ก่อนอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย 4.ขอความร่วมมือผู้นำเข้าสัตว์ป่าต่างประเทศ หากเป็นไปได้ขอให้ชะลอการยื่นคำขอ หรือการนำเข้าสัตว์ป่ากลุ่มเสี่ยงที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิงเข้ามายังประเทศไทย

5.ให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่าที่มีการนำเข้า นำผ่าน สัตว์ป่าต่างประเทศเพิ่มความเข้มงวดและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานตามมาตรการสาธารณสุข เพราะมีโอกาสสัมผัสสัตว์ป่าที่เป็นพาหะของโรคฝีดาษลิง 6.ดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังเชิงรุก ติดตามตรวจสอบสุขภาพของสัตว์ป่ากลุ่มลิงและกลุ่มสัตว์ฟันแทะที่ได้นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์ป่าดังกล่าวไม่เป็นพาหะของโรคฝีดาษลิง พร้อมทั้งสอบถามสุขภาพของผู้เลี้ยงว่ามีอาการที่คล้ายคลึงกับผู้ติดเชื้อจากโรคฝีดาษลิงหรือไม่ และ 7.ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางอี-เซอร์วิส ให้ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าต่างประเทศฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง หากมีข้อสงสัย หรือเหตุฉุกเฉินขอให้แจ้ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สายด่วน 1362

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตือนประชาชน ไม่นำเข้าสัตว์ป่าแบบผิดกฎหมาย เนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายและทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและกวดขันตามแนวชายแดนทั้งทางบกและทางน้ำ ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามแดนที่อาจจะนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิง รวมทั้งระมัด ระวังในการติดตามข่าวสาร อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมหากฉีดวัคซีน AstraZeneca เสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิง ไม่เป็นความจริง

“กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฝีดาษลิง เนื่องจากโรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟัน ซึ่งคนก็สามารถติดโรคได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85% ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ”

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า ฝีดาษลิงระบาดมาหลายปีในประเทศแถบแอฟริกา แต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มพบผู้ป่วยฝีดาษลิงในประเทศแถบยุโรป พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการเดินทางไปในแถบแอฟริกาและนำเชื้อกลับมา โดยแพร่ระบาดในบางประเทศ จำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ระดับหลักร้อยราย โรคนี้ที่ผ่านมาเป็นโรคจากสัตว์สู่คนเป็นหลัก แต่เมื่อเริ่มแพร่จากคนสู่คนได้แล้ว ทำให้เกิดการระบาดเกิดมากขึ้น พบว่ามี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ West African clade ซึ่งอัตราป่วยตายอยู่ที่ ร้อยละ 1 ต่ำกว่าสายพันธุ์ Central African clade ซึ่งมีอัตราป่วยตายร้อยละ 10 หรือน้อยกว่าประมาณ 6-10 เท่า สำหรับสัตว์รังโรค คือสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นต้น และลิง การติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือแผลของสัตว์ป่วย ซึ่งในสัตว์อาจไม่มีตุ่มแบบคน ส่วนติดจากคนสู่คน คือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆ สัมผัสแผลคนไข้ สัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยโดยตรง เสื้อผ้าของใช้ผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่ง

“บางประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการ โควิด ไม่ใส่หน้ากาก และมีการรวมกลุ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการระบาดขึ้นช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับระยะฟักตัวอยู่ที่ 5-21 วัน อาการป่วยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรุนแรง อาการมี 2 ช่วงคือ ช่วง 5 วันแรก อาการนำคือไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และหมดแรง ระยะนี้เริ่มแพร่เชื้อได้บ้างแล้ว และช่วงออกผื่นในอีก 2-3 วันหลังมีไข้ จะมีผื่นขึ้นเป็นไปตามระยะผื่น เริ่มจากใบหน้า ลำตัว แขนขา โดยสามารถพบบริเวณเนื้อย่อยอ่อนของร่างกายได้คือช่องปาก และอวัยวะเพศ ทั้งนี้ผื่นตุ่มทั้งร่างกายจะอยู่ในระยะเดียวกัน ต่างจากโรคสุกใสที่มีตุ่มเก่าและใหม่พร้อมกันในเวลาเดียวกัน” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า ลักษณะของผื่น ตุ่มของโรคฝีดาษลิง จะเริ่มจากตุ่มนูนแดงเล็กๆ เป็นตุ่มใส ตุ่มหนอง เมื่อแตกหนองไหลออกก็จะเป็นแผล เป็นหลุมและหายไป บางรายอาจมีผลข้างเคียงเป็นแผลเป็นตามมา แต่ส่วนใหญ่หายเองได้ บางรายอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาสุขภาพเดิม อาการรุนแรงสำคัญคือปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่กระจกตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

สำหรับการระบาดในแถบยุโรป ขณะนี้มีรายงาน 257 ราย ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเชื้อยืนยันแล้ว 169 ราย และผู้ป่วยสงสัย 88 รายที่ต้องตรวจสอบต่อ โดยประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่คือ เดนมาร์ก โมร็อกโก และอาร์เจนตินา ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังโดยศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีโรคฝีดาษลิง กรมควบคุมโรค ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยหรือผู้ป่วยสงสัยฝีดาษลิง และยังไม่เคยมีรายงาน จึงต้องเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศเป็นหลัก

“ประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ป่วย แต่ไม่นิ่งนอนใจ เราเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งการเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศ คือ มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการป่วยอย่างน้อย หนึ่งอย่างคือ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีผื่นตุ่มนูน ร่วมกับประวัติเดินทางหรืออาศัยในประเทศที่มีรายงานการระบาด มีประวัติร่วมกิจกรรมที่มีรายงานพบผู้ป่วยเข้าข่ายหรือยืนยัน และประวัติสัมผัสใกล้ชิดสัตว์ป่าประเภทสัตว์ฟันแทะ ลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนำเข้าจากแอฟริกา นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังผู้ป่วยที่รักษาในร.พ. คลินิกโรคผิวหนัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เตรียมพร้อมทีมสอบสวนโรค เตรียมพร้อมด้านเวชภัณฑ์ ทั้งยา วัคซีน และอุปกรณ์การแพทย์” นพ.จักรรัฐกล่าว

เมื่อถามถึงผลการประชุมคณะกรรมการวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงโรคฝีดาษลิง นพ.จักรรัฐกล่าวว่า คณะกรรมการวิชาการมีมติเห็นชอบให้จัดโรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และเป็นโรคระบาดนอกราชอาณาจักรและในบางประเทศที่มีการระบาดภายในประเทศแล้ว ยังไม่จัดเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเบื้องต้นยังไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย ลักษณะการแพร่กระจายของโรคเป็นลักษณะของคนใกล้ชิดกันมากๆ เฉพาะกลุ่ม ยังไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างไปหลายๆ ทวีป และอัตราป่วยตาย ยังเป็นสายพันธุ์ที่ป่วยรุนแรงน้อย โดยประเทศไทยมีการคัดกรองผู้เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2565 ยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยและขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยโรคนี้มาก่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน