พปชร.แจงลบทิ้งโพสต์ชูนโยบายโจ้-สันติโต้เดือดตู่ประชุมที่ญี่ปุ่นม็อบโผล่ขับไล่

‘บิ๊กตู่’ ร่วมประชุม นิกเคอิฟอรัมที่โตเกียว เจอคนไทย ถือป้ายไล่ ไม่เอารัฐประหาร ‘บิ๊กน้อย’ ลั่นออกจากพรรคเศรษฐกิจไทยแล้ว ไม่โกรธใคร วอนทุกฝ่ายยุติขัดแย้ง ‘ชัยวุฒิ’ มั่นใจเสียงรัฐบาลยังปึ้ก โหวตผ่านศึกซักฟอกได้ชัวร์ ‘ธรรมนัส’ โวอีก มีส.ส.ในมือเกิน 40 คน ฉะกลับรัฐมนตรีปากดี ระวังตกเก้าอี้ พปชร.แจงลบโพสต์นโยบาย เป็นเพจโฆษณาเก่า เตรียมปรับกลยุทธ์โซเชี่ยลใหม่ ‘ไพบูลย์’ เย้ยเพื่อไทยโหนกระแส ‘ชัชชาติ’ ระวังผิดกฎหมาย ‘ยุทธพงศ์’ ท้า ‘สันติ’ เดิมพันเก้าอี้กลางสภา

‘บิ๊กตู่’ประชุมนิกเคอิฟอรัม
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 26 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ เพื่อเข้าร่วมการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 27 ระหว่าง 26-27 พ.ค. ที่ กรุงโตเกียว ตามคำเชิญของบริษัท Nikkei ซึ่งมีกำหนดการสำคัญนอกเหนือจากการเข้าร่วมประชุม คือการหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกฯญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเพิ่งเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1-2 พ.ค. เพื่อติดตามและต่อยอดผลการเยือนไทย รวมทั้งเป็นโอกาสพบภาคเอกชนญี่ปุ่น ต่อยอดความร่วมมือกับนักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย ถึงด้านนโยบายการดำเนินธุรกิจ/ลงทุนในไทย

เวลา 13.00 น.ตามเวลากรุงโตเกียว ที่โรงแรมอิมพีเรียล พล.อ.ประยุทธ์กล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum ถึงหัวข้อหลักของการประชุมต่อคำถามเอเชียจะมีบทบาทอย่างไรเมื่อช่องว่างขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทุกมิติว่า เอเชียจะมีส่วนสร้างสันติภาพ ความมั่นคงและความมั่งคั่งทุกด้านอย่างไร คำตอบคือ เอเชียต้องยืดหยุ่นต่อการปรับตัว สนับสนุนความยั่งยืน การเจริญเติบโตจะไม่มีความหมายหากไม่มีความยั่งยืน

มุมมองของไทย 3 สิ่งที่เชื่อว่าเอเชียจะร่วมกันมุ่งให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค คือ 1.กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.สนับสนุนระบบพหุภาคีต่อไป 3.สำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจต้องเกิดควบคู่ไปกับความยั่งยืน

ม็อบญี่ปุ่น – กลุ่มคนไทยในประเทศญี่ปุ่นชูป้ายไม่เอารัฐประหาร ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขณะไปร่วมประชุมนิกเคอิฟอรัม ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว พร้อมเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้ต้องขังคดีทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ายบุญรือ กลับสมบูรณ์ อายุ 59 ปี คนขับบาดเจ็บ จนท.เร่งนำส่งร.พ. สอบสวนทราบว่าขณะผู้เสียชีวิตข้ามถนน

เจอคนไทยถือป้ายไล่พ้นนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum ที่กรุงโตเกียว ปรากฏว่ามีกลุ่มคนไทยในญี่ปุ่นออกไปถือป้ายประท้วง และขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง โดยเพจของกลุ่ม UDD news ทวีตข้อความและคลิปบรรยากาศว่า คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น รวมตัวกันไล่ “ประยุทธ์” ที่หน้าโรงแรมอิมพีเรียลโตเกียว พร้อมเรียกร้องปล่อยเยาวชน เรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง และยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

กลุ่มดังกล่าวระบุว่า ขอให้รัฐบาลปล่อยเด็กและเยาวชนเพราะเด็กๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย เด็กๆ ผิดอะไรแค่พวกเขาออกมาพูดความจริง ทำไมจึงรับไม่ได้ จนต้องนำตัวไปติดคุกด้วย เอากฎหมายมาจากไหน มาประเทศญี่ปุ่นเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำไมไม่เอาตัวอย่างจากประเทศที่เขาพัฒนาไปเป็นตัวอย่าง ทำไมไม่นำเอาสิ่งดีๆ ไปใช้ หรือกลับไปพัฒนาประเทศ ทำไมต้องทำลายอนาคตของเด็กๆ จากนั้นกลุ่มกลุ่มดังกล่าวได้พร้อมใจกันตะโกนคำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาราชจงเจริญ ประยุทธ์ออกไป get out” พร้อมทั้งระบุด้วยว่าการนำเด็กไปคุมขังมันง่ายเกินไปกับสิ่งที่พวกเขาพูดความจริง แน่จริงมาต่อสู้ด้วยการพัฒนาประเทศดีกว่า

ป้ายขับไล่ ระบุว่า “ประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนทุกคน” UDD JAPAN นอกจากนั้นยังมีการชูภาพถ่ายของพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมข้อความ “No Coup” ไม่เอารัฐประหาร โดยการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบและเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็น

‘บิ๊กน้อย’วอนยุติขัดแย้ง-ไม่โกรธใคร
จากกรณีความขัดแย้งภายในพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เกี่ยวกับจุดยืนจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปหรือไม่ ซึ่งพล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เห็นว่าควรสนับสนุนไปก่อน แต่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรค ประกาศชัดเจนว่าไม่สนับสนุน กระทั่งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) 15 คน ลาออกจากที่มีทั้งหมด 22 คน ทำให้กก.บห.สิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ ตามข้อบังคับพรรค ขณะที่พล.อ.วิชญ์ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเมื่อค่ำวันที่ 24 พ.ค. โดยกำหนดเลือกกก.บห.ชุดใหม่วันที่ 7 มิ.ย.โดย ร.อ.ธรรมนัสประกาศพร้อมเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และยืนยันไม่ย้ายกลับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตามที่มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ชักชวน

เช้าวันที่ 26 พ.ค. พล.อ.วิชญ์ โพสต์ เฟซบุ๊ก “วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ว่า “ผมขอให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและไม่เคยโกรธเคืองใคร ผมเองก็เดินออกมาแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจ ทำงานทำหน้าที่ของตนให้ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม นึกถึงส่วนรวม ประชาชน ประเทศชาติกัน”

ด้านนายคมสันต์ พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคเศรษฐกิจไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอชี้แจงการลาออก เนื่องจากอาน้อย พล.อ.วิชญ์ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย ผมจะยื่นลาออกจากรองโฆษกพรรค และสมาชิกพรรคด้วย”

‘ชัยวุฒิ’ยันเสียงรบ.แน่น-ไม่นับศท.
ที่รัฐสภา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสที่จะเชิญ ร.อ.ธรรมนัส กลับมาอยู่พรรค พลังประชารัฐว่า ยืนยันว่ายังไม่มีใครไปเชิญ พวกเรายังทำงานร่วมกันได้ และเข้าใจได้ว่ามีความต้องการจะไปทำในสิ่งที่ถนัด มีพรรคของตัวเอง มีอิสระในการทำงาน และในพรรคยังไม่มีใครพูดคุยกันว่าอยากให้ ร.อ.ธรรมนัสกลับมา กระแสข่าวก็คือข่าวลือ ต่างคนต่างอยู่ก็แฮปปี้ดีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีพรรคเศรษฐกิจไทย ยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ฝั่งไหน จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ดูจากจำนวนเสียงที่มีอยู่ของรัฐบาล หากไม่นับพรรคเศรษฐกิจไทยก็ยังผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ มั่นใจว่าเสียงยังพอแน่นอน

“ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานด้วยกันมา ยังคงรักและเคารพนับถือ การออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เหมาะสม อีกทั้งต้องทำงานร่วมกับรัฐบาล ทำงานเพื่อประชาชน ยังเชื่อว่าไม่มีความ ขัดแย้งกันขนาดที่ร.อ.ธรรมนัสจะไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน แต่เขาจะคิดอย่างไรผมไม่ทราบ ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจ” นายชัยวุฒิกล่าว

‘ผู้กอง’ฉะกลับ-โวมีเกิน40เสียง
ด้านร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ตอบโต้นายชัยวุฒิ กรณีที่มั่นใจว่าหากไม่นับพรรคเศรษฐกิจไทยรัฐบาลมีเสียงยังพอ ยังผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ว่า ในเรื่องส่วนตัวทุกครั้งที่ตนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ตนจะพูดบนพื้นฐานความเป็นจริง แต่นายชัยวุฒิเช้าพูดอย่างหนึ่งบ่ายพูดอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีความแน่นอน พูดเอามันอย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าพรรคเศรษฐกิจไทยยังเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตอภิปราย ไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เสียงของเรามีทั้งหมด 18 เสียง โดยเป็นส.ส.อยู่ในสภา 16 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่มีความสำคัญและเสียงในมือตนไม่ได้มีเพียงแค่ 16 เสียง เพราะหากฟังนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม 16 ให้สัมภาษณ์ก็จะทราบชัดเจนว่าตนมีเสียงจากที่อื่นอีกเยอะ ดังนั้น รัฐมนตรีแต่ละคน หลายคนก็ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติบ้านเมืองเยอะ พึงระวังตัวด้วย

ต่อข้อถามว่า แสดงว่ามีเสียงมากกว่า 40 เสียง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ใช่ ผมยืนยันว่าผมมีมากกว่า 16 เสียง” ผู้สื่อข่าวถามว่ามากกว่า 40 เสียงหมายถึงพรรคเศรษฐกิจไทยและกลุ่ม 16 ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ใช่ อย่าลืมว่าตนมีพี่น้องเยอะ ที่นั่งอยู่ฝ่ายรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านนั้นไม่ต้องพูดถึง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงพี่น้องในพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ใช่ ส่วนที่โพสต์ในเพจของตนว่าขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของผมที่ชนะการเลือกตั้งส.ก.หลายคน ผมพูดเรื่องจริง ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มรักษ์กรุงเทพ รวมถึงยังมีอีกหลายพรรคที่เป็นครอบครัวผม ไม่อยากพูดมาก”

ฮึ่มรัฐมนตรี – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย พร้อมส.ส.ในสังกัดรวม 18 คน เปิดแถลงฝากถึงรัฐมนตรีหลายคนระวังตกเก้าอี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้น ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 26 พ.ค.

จวก‘รมต.ปากดี’-ระวังตกเก้าอี้
เมื่อถามว่าแสดงว่าสามารถเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ต้องดูที่เหตุและผล ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ รัฐมนตรีหลายคนปากเก่ง แต่ในทางปฏิบัติและการบริหารแผ่นดินล้มเหลว ต้องระวัง อย่าเอาดีแต่พูด โกหกผู้ใหญ่ไปวันๆ อย่าทำ

“พูดเอามันอยู่เรื่อยเลย ตัวเองคอร์รัปชั่น ระวังเถอะ รัฐมนตรีที่พูดเก่งๆ เดี๋ยวจะตกเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว หมดอนาคตการเมือง อวดเก่งเหลือเกิน ผมมีข้อมูลแน่น มีทุกอย่างในการอภิปราย รัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ น้องๆ ผมทั้งหลาย ก่อนเป็นรัฐมนตรีน่ารัก พอเปลี่ยนหัวโขนสวมแล้วก็เปลี่ยนนิสัย ขอให้ระวังเถอะ และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้จำนวนส.ส.ที่เพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะส.ส. แบบเขตเป็นครอบครัวผมเยอะ ฝากบอกรัฐมนตรีปากดีด้วย” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะดึงพรรคเล็กเข้าไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจในการเลือกตั้งครั้งหน้า ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ก็มีหลายคนที่เข้ามา

นายบุญสิงห์ วรินทรลักษณ์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย แถลงภายหลังการประชุมกก.บห.พรรคเศรษฐกิจไทยชุดรักษาการ ว่า ในวันนี้ได้กำหนดให้มีการประชุม กก.บห.พรรคชุดใหญ่ ในวันที่ 10 มิ.ย. เวลา 13.00 น. ซึ่งจะใช้สถานที่ที่ใกล้กับอาคารรัฐสภา คาดว่าจะใช้เวลาการประชุมในวันดังกล่าวไม่นาน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาและอุปสรรคเพราะสมาชิกทุกคนรู้หน้าที่และบทบาทของตนเองอยู่แล้ว ที่จะต้องมีกิจกรรมร่วมกันกับพรรค

ชพน.โต้ 3 ส.ส.ร่วมก๊วนจ้องล้มรบ.
นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวอ้างชื่อตนเอง นายดล เหตระกูล นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.พรรคชาติพัฒนา ในนามกลุ่ม 16 ส.ส. + 2 เคลื่อนไหวเพื่อจ้องล้มรัฐบาล ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถือเป็นหน้าที่หลักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าการรวมกลุ่มเพื่อตรวจสอบ จะเป็นการจ้องล้มรัฐบาลอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง และอะไรที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน พรรคชาติพัฒนาพร้อมที่จะตรวจสอบ และดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงของพรรคการเมือง และความต้องการของประชาชน ที่เลือกเราเข้ามาทำหน้าที่

ส่วนกรณีที่ระบุว่าการรวบรวมรายชื่อครั้งนี้ เพื่อนำไปผนึกกับร.อ.ธรรมนัส เพื่อใช้ต่อรองในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องการต่อรอง และจะไปผนึกกับใคร ตนก็ไม่ทราบ ต้องไปถามนายพิเชษฐ หัวหน้ากลุ่ม 16 ส.ส.เอง

พรรคเล็กจี้‘บิ๊กป้อม’มาคุยเอง
นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวถึงท่าทีของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ต่อการโหวตสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาล ทั้งในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ คงต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า แม้ วันนี้ตนยังอยู่กับฝ่ายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเล็กยังยืนยันอยู่กับฝ่ายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุรทินกล่าวว่า 8 พรรคเล็กวันนี้ยังอยู่กับรัฐบาล ที่ออกไปมีเพียงพรรคของนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคเดียว แต่อยากจะแนะนำรัฐบาล เวลาส่งผู้ประสานงานมา อย่าส่งรัฐมนตรีบางคนมา เพราะมาคุยก็ตกลง ตัดสินใจอะไรไม่ได้ และขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่เคยบอกว่าเป็น ผู้จัดการรัฐบาล ลงมาพูดคุยกับพรรคเล็กด้วยตนเองดีกว่า และไม่ต้องกังวลเรื่องกล้วย ไม่มีความหมาย ที่พูดเพียงอยากเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตรมาพูดคุยเองกับพรรคขนาดเล็ก มาพูดคุยกันแบบผู้ใหญ่คุยกัน

พปชร.แจงลบโพสต์นโยบาย
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสวิจารณ์เรื่องการลบนโยบายในเพจของพรรคพลังประชารัฐที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งปี 2562 ว่า ไม่ทราบเรื่องลบโพสต์ แต่นโยบายเก่าที่ยังทำไม่สำเร็จนั้น มีหลายนโยบายอยู่ระหว่างทำไปแล้ว หลายนโยบายอาจปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ทำทุกเรื่อง อดีตผ่านไปแล้ว อยากให้มองไปข้างหน้ามากกว่า และอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค จึงต้องปรับนโยบายหลายอย่างตามพรรคอื่นด้วย สำหรับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำอยู่ระหว่างการหารือกัน แต่กลไกการปรับขึ้นค่าแรงที่แท้จริง เป็นเรื่องไตรภาคี ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล โดยทั้งหมดต้องคุยกันหลายฝ่าย

ขณะนี้ผู้บริหารพรรคมีมติให้ปรับปรุงนโยบาย รับฟังเสียงประชาชน ปรับปรุงการทำงานของพรรคหลายด้าน อย่างการประชาสัมพันธ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาบางนโยบายยังไม่ถูกใจพี่น้องประชาชน จากนี้ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น มีนโยบายใหม่ๆ มีแนวทางการทำงานใหม่เพื่อให้พรรคเข้มแข็ง ทันสมัย ตรงกับความต้องการของประชาชน ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ก่อนการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังขายได้หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา หากปรับปรุงการทำงานแล้วมีนโยบายใหม่ๆ ค่อยว่ากันอีกที ว่าจะเดินหน้าอย่างไรสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต เรื่องหลักตอนนี้คือการทำนโยบายให้ตรงตามความต้องการของประชาชน ทำงานให้ดีขึ้น

เป็นเพจโฆษณาเก่า-จ่อยกเครื่องใหม่
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ผู้บริหารพรรคมีมติจะปรับปรุงระบบโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กครั้งใหญ่ของพรรคให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งจะสามารถเชื่อมต่อกับผู้สมัคร ส.ส.ทั้งประเทศ เป็นการเตรียมเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้า

ส่วนเรื่องนโยบายที่ผ่านมา บางนโยบายที่เราทำไม่ได้ เพราะทางพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้ดูกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นๆ เช่น มารดาประชารัฐ เพราะพรรคอื่นดูแล ส่วนเรื่องค่าแรง หลังจากที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เข้าไปดูแล ตอนนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ สิ่งที่ไม่ได้ระบุ แต่เราทำก็มากมาย เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งที่ผลักดันโดยพรรค ร่วมรัฐบาล

ทั้งหมดขอย้ำว่าเพจที่ลบออกไปคือ เพจโฆษณา ซึ่งควรจะลบออกหลังสิ้นสุดการโฆษณา 1 ปี ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น และจัดให้ สอดรับกับกระทรวงที่ดูแลเพื่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม การปรับ กลยุทธ์โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กใหม่เป็นนโยบายอันดับแรกในการบริหารพรรค ซึ่งจะได้เห็นความทันสมัยทั้งของทีมงาน กระบวนการ และการสร้างเครือข่าย โดยมอบหมายให้นายชัยวุฒิ เป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ พรรคพลังประชารัฐมีความเป็นเอกภาพ สามัคคี พร้อมจะทุ่มเทให้กับการทำงาน

ลุยงาน – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนางปวีณา หงสกุล อดีตรัฐมนตรี และว่าที่ส.ก.พรรคเพื่อไทย ร่วมลงพื้นที่ตรวจปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากหมู่บ้านในซอยช่างอากาศอุทิศ 16 เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 26 พ.ค.

เย้ยพท.หน้าไม่อายโหน‘ชัชชาติ’
นายไพบูลย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเปรียบเทียบนโนบายของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. กับนโยบายของพรรค พลังประชารัฐ ที่มีเสียงวิจารณ์ทำไม่ได้จริงว่า นโยบายบางส่วนของพรรคที่ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในขอบเขตของกระทรวงที่พรรคดูแล นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทย (พท.) พยายามโหนกระแสความนิยมของนายชัชชาติมากเกินไป ตนเกรงว่าอาจจะมีปัญหาทางข้อกฎหมาย เพราะนายชัชชาติ ยืนยันกับสื่อ มานานแล้วว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพรรคเพื่อไทย มีความเป็นอิสระจากพรรคการเมือง ทำตัวเป็นกลางเพื่อให้โดนใจประชาชน บางครั้งนักการเมืองหากสังกัดพรรคก็ไม่ใช่ว่าจะดี

“นอกจากเรื่องข้อกฎหมายแล้ว ยังมี เรื่องความอายด้วย พรรคเพื่อไทยไปโหน นายชัชชาติ ไม่อายหรืออย่างไร อ้างเรื่องแลนด์สไลด์ ทำให้เข้าใจผิด และอาจจะผิดกฎหมายด้วย” นายไพบูลย์กล่าว

ส่วนตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นอยู่นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า ทำไมจึงเอาคนอายุน้อยมาเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือครอบครัวนี้ไม่มีคนรุ่นปู่ย่า ตนมองว่าความใหม่ ความสด ไม่ใช่คุณสมบัติที่จำเป็นของผู้นำในปัจจุบัน ผู้นำควรมีอายุมาก เพื่อให้มีวุฒิภาวะ เช่น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง หรือโจ ไบเดน กระแสผู้นำอายุน้อยถือว่าหมดยุคไปนานแล้ว ตอนนี้ผู้นำต้องมีอาวุโส แต่ทันสมัย

‘อุตตม-สนธิรัตน์’ทัวร์อีสาน
ที่โรงแรมณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) พร้อมแกนนำพรรค อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุพล ฟองงาม ประธานภาคอีสาน นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าและผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน กว่า 20 คน ลงพื้นที่พบประชาชน และเปิดตัวผู้แสดงเจตจำนงเป็น ผู้สมัคร ส.ส.หนองบัวลำภู ได้แก่ นางศรัญยา สุวรรณพงษ์ เขต 1 นายอภิรัฐ มุกขะกัง เขต 3

นายอุตตมกล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยอาสามาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องต้นทุน ค่าครองชีพ รายได้ตกต่ำลง ปัญหาหนี้สินที่สะสมมายาวนาน จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและประเทศไทยเผชิญมรสุมเศรษฐกิจติดต่อกันมาหลายปี กลายเป็นหลุมลึกที่ทำให้คนไทยไม่สามารถหลุดออกจากวงจรความยากจนได้ พรรคมีแนวคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนแล้ว พร้อมจะประกาศเป็นนโยบายในเร็วๆ นี้

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงเช้าที่ จ.หนองบัวลำภู แล้ว คณะทีมผู้บริหารพรรคสร้างอนาคตไทยเดินทางไปเปิดตัวผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัครส.ส.สกลนคร และจะเดินสายต่อไปยัง จ.มุกดาหาร และอุบลราชธานี

‘ชินวรณ์’ซัดฝ่ายค้านเล่นเกมคว่ำงบ
ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รองประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.ว่า พรรคฝ่ายค้านออกมาแถลงจะคว่ำร่างพ.ร.บ.งบ วาระที่ 1 ตนวิเคราะห์ว่า ทางการเมืองเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แต่โดยหลักทั่วไปการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบ ส่วนใหญ่ฝ่ายค้านที่ผ่านมาจะเห็นชอบในชั้นรับหลักการก่อน จากนั้นเมื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 จึงจะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ส่วนใหญ่จะงดออกเสียงในชั้นรับหลักการ

การที่ฝ่ายค้านออกมาประกาศคว่ำตั้งแต่วาระที่ 1 นั้น เป็นการเล่นเกมการเมืองมากเกินไป เพราะส.ส.ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน ขับเคลื่อนร่างพ.ร.บ.งบ เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนมาพัฒนาให้เดินหน้าต่อไป เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และโดยหลักรัฐธรรมนูญแล้ว ถึงแม้ว่างบจะไม่ผ่านความเห็นชอบหรือโดนคว่ำไปก็ตาม รัฐบาล สามารถนำพ.ร.บ.งบประมาณของปีที่ผ่านมา มาใช้ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

อยากเรียกร้องให้ส.ส.ช่วยกันรับเอกสารงบไปศึกษา หากมีข้อบกพร่องแนวทางใด หรือพบว่ามีการใช้จ่ายไม่สุจริตโปร่งใส ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน อยากให้ส.ส.ช่วยกันตรวจสอบการจัดตั้งงบที่มาของรายได้ของงบ ตลอดจนโครงการว่าสอดรับกับงบหรือไม่

วิป 2 ฝ่ายเคาะเวลา 47 ชม. 30 นาที
นายอรรถกร ศิริลัทยากร ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล เปิดเผยผลการหารือร่วมกันของตัวแทนวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพื่อจัดสรรเวลาในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 วงเงิน 3,185 ล้านล้านบาท ในวาระแรก วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. ว่า เวลารวมที่จะใช้อภิปรายมีทั้งสิ้น 47 ชั่วโมง 30 นาที โดยจัดสรรให้กับประธานในที่ประชุม 3 ชั่วโมง 30 นาที คณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาล 22 ชั่วโมง โดยรวมเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลง หลักการและเหตุผลรวมถึงรายละเอียด ก่อนที่สมาชิกจะอภิปรายด้วย และฝ่ายค้าน 22 ชั่วโมง

มติของวิปทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงว่าจะใช้เวลาประชุมไม่ต่ำกว่าวันละ 7 ชั่วโมง 30 นาที โดยการประชุมวันที่ 31 พ.ค. เริ่ม เวลา 09.30-01.00 น. ส่วนวันที่ 1 มิ.ย. และวันที่ 2 มิ.ย. เริ่มเวลา 09.00-01.00 น. ส่วนการลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่จะอยู่ในวันที่ 2 มิ.ย. เบื้องต้นคาดว่าจะลงมติได้ในช่วง เวลา 22.00 น.

ดันถกพ.ร.บ.กัญชา 8 มิ.ย.
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า ร่างพ.ร.บ.พืชกัญชากัญชง ที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ได้รับการบรรจุในวาระการพิจารณาของสภา โดยขอเลื่อนระเบียบวาระส่งผลให้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในวันที่ 8 มิ.ย.นี้

“มีเหตุจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีการตรากฎหมายออกมาเร็วที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบจากการนำกัญชา กัญชง ไปใช้ในทางที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์เพื่อการแพทย์ ต้องขอขอบคุณฝ่ายค้าน และรัฐบาล ที่เข้าใจความจำเป็นเร่งด่วนนี้ จึงได้เลื่อนระเบียบวาระให้พิจารณาในวันที่ 8 มิ.ย.” นายศุภชัยกล่าว

เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.พืชกัญชากัญชง ในวาระที่ 1 แล้ว คาดว่าจะมีการตั้งกมธ.ขึ้นมาพิจารณาต่อ จะใช้ระยะเวลาพิจารณา 2 เดือน โดยมีการนำข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ข้อห่วงใยจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ต่างๆ ที่ได้แสดงความห่วงใย มาเป็นข้อหารือในชั้นกรรมาธิการ เพื่อความรอบคอบในการพิจารณาต่อไป

‘โจ้-สันติ’โต้เดือดท่อส่งน้ำอีอีซี
เมื่อเวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าเป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ถามนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เรื่องความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการประมูลโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก หรือโครงการท่อส่งน้ำอีอีซี

นายสันติได้ชี้แจงที่มาที่ไปอย่างละเอียด ยืนยันกระบวนการต่างๆ เป็นความรัดกุม รอบคอบของกรมธนารักษ์ ที่เป็นข้าราชการประจำทำตามขั้นตอน และไม่ใช่การเฉพาะเจาะจงคัดเลือก 5 บริษัทใหญ่เข้าร่วมเสนอราคา สิ่งที่นายยุทธพงศ์แถลงที่พรรคเพื่อไทยระบุว่ากรมธนารักษ์ ไม่สนับสนุนให้บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ทำต่อ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นไม่จริง

ส่วนตัวเลขตอนประมูลรอบแรก ทั้ง อีสท์ วอเตอร์ และบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เสนอตัวเลขประมาณ 3,000 ล้านบาท เช่นเดียวกัน ซึ่งยังไม่มีการเปิดซองประมูล ส่วนการประมูลรอบสอง พบว่าอีสท์ วอเตอร์ ให้ตัวเลข 2.4 หมื่นกว่าล้านบาท ขณะที่บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ให้ 2.5 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าใน 30 ปีที่ผ่านมาอีสท์ วอเตอร์จ่ายผลตอบแทนให้กับกรมธนารักษ์ 500 กว่าล้านบาทเท่านั้น เงินเป็นหมื่นๆ ล้านบาท หายไปไหน หลังจากเรื่องนี้จบ ตนจะต้องตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ และอะไรต่างๆ ให้ปรากฏชัดและชี้แจงกับประชาชนให้ได้ว่าเงินของแผ่นดิน รายได้ของรัฐหายไปไหน

ท้าเดิมพันตำแหน่งส.ส.-รัฐมนตรี
นายยุทธพงศ์ถามต่อว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปลดนายสันติ ออกจาก รมช.คลัง พร้อมตั้งคำถามถึงการตั้งข้อสังเกตของอัยการสูงสุดในการร่างสัญญาจัดหา ผู้ดำเนินการ และความน่าเชื่อของอีสท์ วอเตอร์ ที่มีมากกว่าบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด โดยสำนักงานอีสท์ วอเตอร์ ที่ถนนวิภาวดีรังสิต มีสินทรัพย์ 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด อยู่ในซอยพหลโยธิน 8 มีสินทรัพย์ 1,615 ล้านบาท ทำไมถึงไปเชื่อบริษัทเล็กๆ อย่างนั้น และเรื่องนี้ต้องนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะ นายกฯ และประธานอีอีซี เพราะนายกฯ จะมาออกตัวว่ามีหน้าที่แค่กำกับดูแลไม่ได้ ท่านจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

นายสันติ ชี้แจงว่า ตนไม่สนใจบริษัทใหญ่ หน้าตาดี เพราะโกงเยอะแยะไป คนยากจน ซื่อสัตย์สุจริต เต็มแผ่นดิน ดังนั้นขอให้ไปเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ การจะดูคนแต่ภายนอก ตนไม่เชื่อถือ ส่วนที่อ้างถึงนายกฯ ตนเข้าใจ นายกฯ ได้เชิญตนไปถามและตรวจสอบ พร้อมแจ้งรมว.คลัง จึงได้ตั้งกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสแล้ว

“ผลประโยชน์ที่หายไป ขอให้องค์กรตรวจสอบเต็มที่ ส่วนผลประโยชน์ที่ได้เพิ่มมากขึ้นต้องตรวจสอบว่าทำตามกฎหมายขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องแล้วข้าราชการก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงต้องเดินหน้าเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์ ส่วนที่บอกว่าทำแบบอื่นจะได้ประโยชน์มากกว่า ทีแรกบอกท่านว่าทำไมไม่ช่วยอีสท์วอเตอร์ ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ พอผมบอกว่าอีสท์วอเตอร์ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ กลับแถไปเรื่องอื่น การเป็นผู้แทนฯต้องซื่อสัตย์ต่อประชาชน” นายสันติกล่าว

ทำให้นายยุทธพงศ์ลุกขึ้นสวนว่า ตนไม่เคยบอกว่าอีสท์วอเตอร์ เป็นรัฐวิสาหกิจ และ “ขอท้าดร.สันติ ว่าผมเคยพูดหรือไม่ ท้าเอาตำแหน่งเป็นเดิมพันกับผมหรือไม่ หากผมไม่ได้พูดว่าอีสท์วอเตอร์ เป็นรัฐวิสาหกิจท่านลาออกจากรัฐมนตรี ถ้าผมพูดผมลาออกจาก ส.ส.”

มท.1โยนกทม.เคาะรถไฟฟ้า
ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่ประชุมสภา พิจารณากระทู้ถามสดของนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ถึงการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ยังหาข้อสรุป ไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้พล.อ.อนุพงษ์ได้เสนอเรื่องให้ครม. ต่ออายุสัมปทานไปอีก 30 ปี จากปีพ.ศ.2572 ไปถึง พ.ศ.2602 โดยกำหนดเงื่อนไขของกทม. เช่น ค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย นอกจากนี้ยังจะต่อสัญญาออกไปอีก 13 ปี จึงจะทำให้หมดในปีพ.ศ.2585

พล.อ.อนุพงษ์ชี้แจงที่มาของการต่อสัญญาสัมปทานและจ้างบีทีเอสเดินรถต่ออีก 13 ปี ส่วนจะถูกกฎหมายหรือไม่ ต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าเป็นอย่างไร ถ้าผิดก็ต้องดำเนินการ หากผู้ว่าฯ กทม. คนใดทำผิด ตนจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตอบได้เลยว่าเจตนาคือต้องทำเพื่อบริการประชาชน ตนไม่ได้หนีความรับผิดชอบ

ขอย้ำว่าไม่มีการต่อสัญญาอีก 13 ปี แต่เป็นเรื่องที่กทม. จ้างเดินรถต่อ ผิดถูกอย่างไรต้องให้ป.ป.ช. พิจารณา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ว่า การดำเนินการนั้นมีผลถูกต้อง แต่คนทำจะมีความผิดอย่างไรเป็นคนละเรื่องกัน อันดับแรก คือ ยังไม่มีการต่อสัมปทานใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่ ครม.กำลังพิจารณาว่าหากยังคาราคาซังอยู่ จะมีมติ ออกไปได้หรือไม่ตามข้อเจรจา และที่ทำมาทั้งหมดยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชน และมีความโปร่งใสตามกฎหมาย

จากนั้นจะถามไปที่กทม. ที่มีผู้บริหารชุดใหม่ ซึ่งจะมีข้อมูลทุกอย่างกำหนดแนวทางมา ตนไม่สามารถเข้าไปร่วมคิดได้ ถ้าแจ้งว่าทำได้ เราจะนำเรื่องเข้าครม. ทุกอย่างก็จะจบ จะราคา 65 บาทตลอดสาย หรือจะต่อสัญญาหรือไม่ ไม่ต้องสนใจ คือให้อยู่ที่กทม. จะตัดสินใจอย่างไร

จำคุกมือโพสต์คุกคามลูกตู่ 5 ปี

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทนายความประจำสำนักกฎหมาย อ.อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง และเพื่อน ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าแจ้งความดำเนินคดีนายวุฒิชัย สฤษฎ์เลิศวรสิน มือโพสต์ทวิตเตอร์ข้อความคุกคามยุยงเชิญชวนเจอให้ข่มขืน น.ส.ธัญญา และ น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา บุตรสาวฝาแฝดของ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ตัดสินจำคุกนายวุฒิชัย 7 ปีครึ่ง แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไม่เคยกระทำผิดมาก่อน และให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา

นายอภิวัฒน์กล่าวว่า คดีนี้แจ้งความที่สน.นางเลิ้งเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2564 โดยออกหมายเรียกตัวนายวุฒิชัยมาพบพนักงานสอบสวน 29 มี.ค.2564 แต่ผู้ต้องหาเข้ามาพบก่อน เมื่อ 24 มี.ค.2564 จากนั้นจึงขอหมายค้นที่พักตรวจสอบอุปกรณ์โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือและสิ่งที่เกี่ยวข้องพบหลักฐานแน่นหนา ไม่ได้ถูกแฮ็กตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง จนท้ายที่สุดเจ้าตัวให้การรับสารภาพ ถูกนำตัวส่งฟ้องศาลนำมาสู่การตัดสินในวันเดียวกันนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน