จากแอฟริกาเข้าไทยต้องสงสัย-ตรวจเชื้อโควิดป่วยเพิ่ม4.8พัน

‘อนุทิน’ยันผู้ป่วยสงสัยจากแอฟริกาเดินทางเข้าไทยไม่ได้ติดเชื้อ ‘ฝีดาษลิง’ แต่ติดเชื้อ ‘เริม’ สั่งกักตัวรอดูอาการ ‘อภ.’ งัดวัคซีน ฝีดาษที่เก็บแช่แข็ง 43 ปีส่งตรวจกรมวิทย์ พบเพาะเชื้อขึ้น คาดยังมีประสิทธิภาพ เร่งตรวจคุณภาพวัคซีน ลพบุรีสุ่มตรวจลิง หาเชื้อฝีดาษ สธ.ระบุทั่วโลกป่วยแล้ว 344 ราย สเปนมากสุด ส่วนไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เฝ้าระวังคัดกรองที่สนามบินต่อเนื่อง ส่วนโควิดยังทรงตัว ติดเชื้ออีก 4.8 พัน เสียชีวิตเพิ่ม 29

ติดโควิดเพิ่ม 4.8 พัน-ตาย 29
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 4,837 ราย ต่ำกว่าหมื่นรายต่อเนื่อง 26 วัน ติดเชื้อสะสม 4,434,511 ราย หายป่วยเพิ่ม 5,198 ราย หายป่วยสะสม 4,358,396 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 29 ราย เสียชีวิตสะสม 29,910 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 46,205 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI, CI 27,376 ราย และอยู่ในร.พ. 18,829 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 979 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 493 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 13.8% ส่วนผู้ติดเชื้อในเรือนจำมี 4 ราย และติดเชื้อจากต่างประเทศ 4 ราย มาจากอินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 29 รายมาจาก 16 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี 5 ราย, นครราชสีมา 4 ราย, กทม. นครปฐม เลย อุดรธานี ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี จังหวัดละ 2 ราย และหนองบัวลำภู สกลนคร ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ และระยอง จังหวัดละ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 15 ราย หญิง 14 ราย อายุ 21-94 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 93%

สำหรับ 10 จังหวัดที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ 1.กทม. 1,986 ราย 2.ขอนแก่น 173 ราย 3.บุรีรัมย์ 139 ราย 4.นนทบุรี 115 ราย 5.ชลบุรี 112 ราย 6.สมุทรสาคร 105 ราย 7.มหาสารคาม 93 ราย 8.สมุทรปราการ 87 ราย 9.นครราชสีมา 81 ราย และ 10.ชัยภูมิ 78 ราย

ส่วนจังหวัดที่ติดเชื้อไม่ถึง 100 ราย มี 69 จังหวัด จำนวนนี้เป็นจังหวัดที่ติดเชื้อน้อยกว่า 10 ราย มี 13 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี 9 ราย, ระนอง 7 ราย, สตูล 7 ราย, พะเยา 6 ราย, เชียงราย 4 ราย, ชัยนาท 3 ราย, นราธิวาส 3 ราย, ยะลา 3 ราย, สิงห์บุรี 3 ราย, กระบี่ 2 ราย, พังงา 2 ราย, แพร่ 1 ราย และแม่ฮ่องสอน 1 ราย ส่วนลำพูน และลำปางไม่มีผู้ป่วยรายใหม่

การฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 26 พ.ค.65 จำนวน 145,523 โดส ฉีดสะสม 137,101,149 โดส เป็นเข็มแรก 56,675,745 ราย คิดเป็น 81.5% เข็มสอง 52,476,311 ราย คิดเป็น 75.4% และเข็ม 3 ขึ้นไป 27,949,093 ราย คิดเป็น 40.2% ภาพรวมผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็ม 3 แล้ว 43.9% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรกแล้ว 2.97 ล้านคน คิดเป็น 57.8% และเข็มสอง 1.55 ล้านคน คิดเป็น 30.2%

สงสัยป่วยฝีดาษ-ตรวจพบเป็น‘เริม’
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเฝ้าระวังโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ตนเดินทางกลับมาจากการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก (WHA) เมื่อเข้ามาถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ นพ.โรม บัวทอง นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกองระบาดวิทยาและกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรครายงานและพาเดินดูขั้นตอนมาตรการเฝ้าระวังที่สนามบิน ย้ำว่าผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยยังต้องลงทะเบียนผ่านไทยแลนด์ พาส (Thailand pass) หากผู้ที่สงสัยป่วยเป็นโรคฝีดาษลิง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถนำตัวอย่างเชื้อหรือสารคัดหลั่งมาตรวจวินิจฉัยได้ว่าเป็นฝีดาษลิงหรือไม่ เนื่องจากมี DNA Code อยู่

“อย่างกรณีชาวต่างชาติที่พบว่าเป็นผู้เข้าข่ายสงสัยก็ได้เชิญมาสถาบันบำราศนราดูร และเก็บตัวอย่างไปตรวจ พบว่าเป็นการติดเชื้ออื่น คือเริม แต่ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไรก็ต้องระวังในเรื่องการสัมผัสใกล้ชิด ดังนั้น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่าง จะช่วยได้มาก ให้ห่างไกลความเสี่ยงติดเชื้อฝีดาษลิง” นายอนุทินกล่าว

ขณะนี้มีการตรวจเชื้อผู้ที่สงสัยมากน้อยแค่ไหน นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ตรวจตามที่เราได้รับแจ้งว่ามีผู้ป่วยหรือสงสัยว่าป่วย อย่างรายนี้ก็ต้องไปดูว่าสัมผัสใคร เท่าที่ทราบก็มีจำนวนหนึ่ง ต้องตรวจติดตามและขอให้มาแสดงตน เพราะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออะไรก็ตาม เช่น เริม หรือสุกใส ก็ต้องรีบเข้ามาพบแพทย์

สั่งกักตัวรอดูอาการ
เมื่อถามว่าจะมีการกักตัวผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคฝีดาษลิงอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า หากเข้าข่ายก็จะมี พ.ร.บ.โรคติดต่อที่อนุญาตให้กักตัวได้ อย่างน้อยก็ในช่วงที่รอการตรวจหาเชื้อ

เมื่อถามข้อมูลเบื้องต้นของผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อที่ได้รับการกักตัว นายอนุทินกล่าวว่า มาจากประเทศทางตะวันตกแอฟริกา โดยเราเฝ้าระวังทั้งหมด กรมควบคุมโรคตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) กรณีโรคฝีดาษลิงขึ้นมาแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อถามถึงการหารือกับ ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลกเรื่องวัคซีนฝีดาษ นายอนุทินกล่าวว่า ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลกบอกว่าหากมีความจำเป็นก็จะให้การสนับสนุนตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม เรานำวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคฝีดาษ ไข้ทรพิษที่มีการแช่แข็งเก็บรักษาไว้โดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ส่งไปยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าการเพาะเชื้อเป็นอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ วิจัย นำมาทำเป็นวัคซีนหรือยารักษาโรค หากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็สามารถประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินเพื่อดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้ ทั้งนี้ การตระหนักรู้และป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญและดีที่สุด

“เราแช่แข็งไว้อยู่แต่เก็บมากว่า 40 กว่าปีก็ต้องนำมาตรวจดูว่าเชื้อยังใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก ตอนถามเขาก็ยังไม่ได้บอกว่าวัคซีนนี้จะตรงกับสายพันธุ์ของโรคฝีดาษลิงในปัจจุบันหรือไม่ เราก็ต้องพึ่งพาตัวเองเท่าที่ทรัพยากรเรามีอยู่ ไม่ได้อยู่เฉยๆ” นายอนุทินกล่าว

นำเชื้อฝีดาษมาตรวจคุณภาพ
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วัคซีนฝีดาษที่ อภ.เก็บรักษาไว้ 43 ปีในลักษณะผง (Dry freeze) มีประมาณหมื่นโดส โดยปกติจะเก็บไว้เป็นตัวอย่างหรือการอ้างอิง เราจึงนำมาตรวจดู ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อให้ทราบว่าวัคซีนยังมีคุณภาพหรือไม่ คือมีความปลอดภัย มีเชื้อปนเปื้อน สารเคมีเปลี่ยนไปหรือไม่ และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหรือไม่ เพราะข้อมูลการปลูกฝีดาษคน (Smallpox) ที่หยุดปลูกไปเมื่อปี 2523 ที่ระบุว่าป้องกันได้ 85% เป็นข้อมูลเก่า แต่ฝีดาษตัวปัจจุบันยังไม่มีข้อมูล ถ้าเราเจอคนไข้ในประเทศไทยจะเอาเชื้อฝีดาษลิงปัจจุบันมาเพาะ และเอาผู้ที่เคยรับวัคซีนนำเลือดมาตรวจว่าภูมิคุ้มกันสู้กับเชื้อฝีดาษลิงได้หรือไม่ ส่วนที่มีการตรวจผู้สงสัยยังไม่พบฝีดาษลิง เป็นโรคอื่น

“สำหรับวัคซีนฝีดาษที่นำมาตรวจ เป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ที่มาทำให้น็อกหมดฤทธิ์ เมื่อนำมาตรวจดูก็พบว่าเชื้อโตเร็วมาก หรือเชื้อยังแอ๊กทีฟอยู่ทั้งที่ผ่านมา 43 ปี แต่กระบวนการยังอีกยาว โดยวันนี้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูว่าเราต้องตรวจอะไรอีกบ้าง หากจะใช้จริง ต้องทำอย่างไรบ้าง หากมีเชื้อฝีดาษลิงมาก็จะมาตรวจกับคนที่ภูมิจากวัคซีนหรือตรวจกับวัคซีนว่าเป็นอย่างไร” นพ.ศุภกิจกล่าว

เมื่อถามถึงการตรวจหาเชื้อฝีดาษลิงในผู้ที่เข้าข่ายสงสัยมีกี่ราย และใช้วิธีการใด นพ.ศุภกิจกล่าวว่า เมื่อมีเคสสงสัยมาเราก็ตรวจ หากยังไม่มีผื่นก็เก็บตัวอย่างเชื้อจากจมูก เพื่อทำ RT-PCR แต่หากมีผื่นแล้วก็เก็บตัวอย่างจากผื่น ซึ่งมีโอกาสเจอเชื้อมากกว่า ดังนั้นหาก ผู้ที่มาจากแอฟริกา อังกฤษ ที่เริ่มมีไข้ มีความเสี่ยงสูงเราก็นำมาตรวจ แต่ช่วงที่เริ่มแพร่เชื้อคือช่วงที่ออกผื่น ซึ่งช่วงนั้นทำให้สังเกตได้ คนก็จะเลี่ยงการสัมผัสได้

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. และประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า วัคซีนฝีดาษที่อภ.แช่แข็งเก็บไว้นั้น เมื่อนำไปเพาะเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าเชื้อยังขึ้นอยู่ จึงน่าจะยังมีประสิทธิภาพ

ทั่วโลกป่วยฝีดาษลิง 344 ราย
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิงทั่วโลกว่า ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.2565 ที่มีการรายงานผู้ป่วยรายแรกในประเทศที่ไม่ใช่พื้นที่โรคประจำถิ่นของโรคนี้ ล่าสุด ข้อมูลวันที่ 26 พ.ค. 2565 มีการรายงานผู้ป่วยทั้งหมด 344 ราย เพิ่มขึ้น 35 ราย โดยประเทศที่มีผู้ป่วยสูง 5 ลำดับแรก ได้แก่ สเปน 120 ราย อังกฤษ 77 ราย โปรตุเกส 49 ราย แคนาดา 26 ราย และเยอรมนี 13 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดโรค อยู่ในกลุ่มอายุ 20-59 ปี

สำหรับสถานการณ์โรคฝีดาษลิงในประเทศไทย วันที่ 26 พ.ค. ยังไม่พบผู้ป่วยภายในประเทศ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังและคัดกรองอย่างเข้มงวดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเสี่ยงที่มีการรายงานพบผู้ป่วย ให้เฝ้าระวังสังเกตอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบ และรายงานเข้าสู่ระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand pass) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ

ด่านเบตงตรวจเข้มสกัดฝีดาษลิง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด่านพรมแดนเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเบตง คัดกรองโรค โควิด-19 รวมถึงการเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ผ่านระบบ Thailand Pass ซึ่งจะช่วยให้ตรวจจับกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น และป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ หลังพบการแพร่ระบาดในหลายประเทศ และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเน้นการติดตามเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง

น.ส.ธัญณภัส ชาระ หัวหน้าด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเบตง กล่าวว่า ระยะนี้เป็นช่วงเริ่มเปิดให้เดินทางเข้าประเทศไทยได้มากขึ้น และเป็นช่วงเตรียมการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นของโรคโควิด-19 ดังนั้นอาจมีความเสี่ยงจากผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในทวีปแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ประเทศไทยจึงยกระดับเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงภายหลังการเปิดประเทศ เพื่อความไม่ประมาทเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน แม้จะยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น ซึ่งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเบตง นอกจากจะคัดกรองโรคโควิด-19 แล้ว ยังเพิ่มการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคฝีดาษลิงสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศและเน้นติดตามเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียยังไม่พบการระบาดของโรคฝีดาษลิงเช่นกัน

ด้านนายวงศ์วิทย์ อัครวโรทัย สาธารณสุขอำเภอเบตง กล่าวว่า ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและยืนยันว่าสถานการณ์ในประเทศยังไม่มีอะไรน่าตื่นตกใจ ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดของโรคในไทย ซึ่งกรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคทั้งต่างประเทศและในประเทศ คัดกรองบุคคลที่มาจาก 17 ประเทศเสี่ยง นอกจากนี้สาธารณสุขอำเภอเบตงให้ความรู้ทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่และอสม. รวมถึงประชาชน และเฝ้าระวังและสังเกตอาการผู้ที่เดินทางมาในพื้นที่ ให้คอยสังเกตอาการเจ็บป่วย และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้ติดเชื้อและแพร่เชื้อ

ลพบุรีตรวจลิงสกัด‘ฝีดาษ’
ด้าน นพ.สุชิน คันศร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังคนที่เข้ามาประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดโรคฝีดาษลิง โดยคัดกรองบุคคลตามขั้นตอนที่กำหนด ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย สำหรับจ.ลพบุรีมีประชากรลิงจำนวนมากและมีประชาชนอยู่ใกล้ชิดกับลิงที่ศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด จากการติดตามยังไม่พบมีลิงติดเชื้อโรคฝีดาษลิง อย่างไรก็ตาม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสุ่มลิงเพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อโรคฝีดาษลิง พร้อมกับกิจกรรมการทำหมันลิงในต้นเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวลพบุรีและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ได้สื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก

“ผู้ที่มาท่องเที่ยวจ.ลพบุรีขอให้มั่นใจว่าขณะนี้ลพบุรียังไม่มีโรคฝีดาษลิง สิ่งสำคัญในการป้องกันโรคฝีดาษลิงและอีกหลายโรคคือการใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวในจ.ลพบุรีได้อย่างมีความสุขเหมือนเดิม”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน