30พค.นี้-ถูกร้อง2เรื่อง ฝ่ายค้านยันคว่ำงบ66 พท.จัด40ขุนพลรุมถล่ม กลาโหมได้มากกว่าสธ. รบ.โต้ขอทานจัดวันเกิด

สภาเตรียมถลกร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท รัฐบาลโต้ฉายางบขอทานจัดวันเกิด ฉะฝ่ายค้านจ่อโหวตคว่ำ ชี้เป็นบาปต่อประชาชน ‘สุทิน’ย้ำฝ่ายค้านตีตกแน่ เพื่อไทยเตรียม 40 ขุนพลชำแหละ ซัด ‘บิ๊กตู่’ ถนัดสร้างหนี้ งบรายจ่ายชักหน้าไม่ถึงหลัง พรรคสร้างอนาคตไทยยันชู ‘สมคิด’ เป็นแคนดิเดต นายกฯ อันดับ 1 โวสมัยหน้าเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จับตาจันทร์ 30 พ.ค.นี้ กกต.ถกรับรองผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. เผย ‘ชัชชาติ’ ถูกร้อง 2 เรื่อง ปมป้ายหาเสียงรีไซเคิล-อ้างดูถูกระบบราชการ

กางงบปี 66-ขาดดุล 6.95 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งให้นัดประชุมสภา เป็นพิเศษ ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. เวลา 09.30 น. มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวน 3.185 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่าย ปี 2565 จำนวน 85,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.74 เป็นงบขาดดุล 6.95 แสนล้าน ซึ่งวงเงิน ดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 17.79 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

สำนักงบประมาณ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 มีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศจากการผ่อนคลายของผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว ภายใต้มาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงื่อนไขด้านฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ การกลายพันธุ์และการระบาดของเชื้อไวรัส และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5-2.5

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2-4.2 มีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี ขณะที่ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก การกลายพันธุ์และการระบาดของไวรัส รวมทั้งการลดลงของแรงขับเคลื่อนทางการคลัง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 0.5 -1.5

ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 ม.ค.2565 มี 9.73 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 56.9 ของจีดีพี ประกอบด้วย หนี้ที่เป็น ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรงและการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล 9.28 ล้านล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ได้ค้ำประกัน 4.47 แสนล้านบาท

กห.1.97 แสนล.-สธ.1.56 แสนล.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2566 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2.96 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.96 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 5.49 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 7.59 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1.22 แสนล้านบาท ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารการจัดการภาครัฐ 6.58 แสนล้านบาท และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ 4.02 แสนล้านบาท

สำหรับงบรายจ่ายจำแนกตามกระทรวงและหน่วยรับ 10 อันดับแรก มีดังนี้ อันดับที่ 1 งบกลาง 5.9 แสนล้านบาท อันดับที่ 2 กระทรวงศึกษาธิการ 3.259 แสนล้านบาท แต่ลดจากงบประมาณปี 2565 จำนวน 4.5 พันล้านบาท อันดับที่ 3 กระทรวงมหาดไทย 3.255 แสนล้านบาท อันดับที่ 4 กระทรวงการคลัง 2.85 แสนล้านบาท

อันดับที่ 5 ทุนหมุนเวียน 2.06 แสนล้านบาท อันดับที่ 6 กระทรวงกลาโหม (กห.) 1.97 แสนล้านบาท แต่ลดจาก งบประมาณปี 2565 จำนวน 4.3 พันล้านบาท อันดับที่ 7 กระทรวงคมนาคม 1.8 แสนล้านบาท อันดับที่ 8 รัฐวิสาหกิจ 1.62 แสนล้านบาท อันดับที่ 9 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 1.56 แสนล้านบาท และอันดับที่ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1.26 แสนล้านบาท

รบ.โต้ฉายางบ-ใครคว่ำบาป
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย(พท.) ตั้งฉายางบปี 2566 เหมือน “ขอทานจัดงานเลี้ยงวันเกิด” กระจายงบเพื่อซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล ว่า แล้วแต่เขา เรามองว่าเป็นการพูดเพื่อ ดิสเครดิตของรัฐบาล ถ้าพูดแบบนั้นก็เหมือนไม่ได้เป็นผู้แทนประชาชน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐเตรียมความพร้อมในการอภิปรายงบปี 66 ไว้แล้ว จะพูดเน้นวิชาการที่เป็นประโยชน์ ดูความเหมาะสม มากกว่าการจะไปตอบโต้อะไร จะชี้แจงข้อมูลและมีการท้วงติงในเรื่องที่อาจไม่เห็นด้วยพร้อมกับข้อเสนอแนะ ขณะนี้มีผู้ที่แสดงความประสงค์ขออภิปรายพอสมควร แต่ด้วยเวลาที่พรรคได้จัดสรร 2-3 ชั่วโมง ดังนั้นจะพูดอย่างสร้างสรรค์ เวลาที่เหลือจะเผื่อไว้ให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่คิดจะประท้วงอะไรหากไม่มีการพูดนอกกรอบจนเกินเลยไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านเตรียมชำแหละงบในหลายส่วน เตรียมหมัดเด็ดชี้แจงอย่างไร นายนิโรธกล่าวว่า เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนทราบงานของตัวเองและสามารถชี้แจง ได้อยู่แล้ว ครั้งนี้ถือเป็นการอภิปราย ครั้งสุดท้ายของผู้แทนราษฎรชุดนี้ จึงอยากให้ทุกคนพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และผ่านชั้นรับหลักการ เรื่องอะไรที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ให้ไปพูดคุยถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการ(กมธ.)

“ใครที่คิดจะคว่ำงบตั้งแต่เริ่มต้น ผมมองว่าไม่มีจิตวิญญาณของผู้แทน ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่แค่คิดในใจ ก็บาปต่อประชาชนที่เลือกผู้แทนคนนั้นมาแล้ว เพราะเรื่องงบต้องไปใช้ในการดูแลประชาชน และบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของเงินเดือนค่าจ้างข้าราชการ และ อีกหลายเรื่อง” นายนิโรธกล่าว

‘ชินวรณ์’มั่นใจผ่านวาระแรก
ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชา ธิปัตย์(ปชป.) รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ขณะนี้ วิปรัฐบาลได้กำหนดสมาชิกคณะกรรมาธิการ พิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 จำนวน 64 คน ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) 16 คน ส.ส.รัฐบาล 27 คน และส.ส.ฝ่ายค้าน 21 คน โดยแบ่งตามเวลาที่ได้รับมอบหมายมา 22 ชั่วโมง คือ ครม. 9 ชั่วโมง และส.ส.รัฐบาล 13 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายสุทิน ตั้งฉายา งบปี 2566 เหมือนขอทานจัดงานเลี้ยงวันเกิด นายชินวรณ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน จัดงบไม่ตอบโจทย์ และไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ฝ่ายรัฐบาลมองว่างบปี 2566 ต่อเนื่องจากการแก้ไขวิกฤตโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าทำได้ในระดับที่น่าพอใจ จนได้รับการชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก แม้อาจจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ เราจึงต้องชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจัดงบเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมองค์ความรู้ทางเศรษฐกิจ และการวิจัย ที่รัฐบาลเตรียมการและความพร้อมรองรับการขยายตัวหลัง โควิด-19

ตนยังมั่นใจว่าร่างพ.ร.บ.งบ จะผ่านวาระ 1 แน่นอน ประการแรก คือ ทุกพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคเศรษฐกิจไทย(ศท.) มีส่วนร่วมในวิปรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง และยังร่วมกันเตรียมพร้อมอภิปราย และเห็นชอบในการตั้งกมธ. ประการที่สองจำนวนส.ส.ทั้งสภา มี 476 คน เป็นฝ่ายรัฐบาล 268 คน และฝ่ายค้าน 208 คน การลงมติงบ ใช้เสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยังมากกว่าแน่นอน ถึงแม้จะมีกลุ่มอื่นเป็นตัวแปรบ้าง และประการที่สาม โดยปกติสภา จะต้องรับหลักการงบ ในวาระ 1 เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องจัดทำงบประจำปี เพื่อนำไปใช้ให้ทันภายใน 105 วัน

“ที่สำคัญคือ พรรคการเมืองใดลงมติอย่างไร ก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ ว่าลงมติเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และความ ขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการลงมติให้เป็นไปตามหลักการของการจัดทำงบ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด เพราะหากงบไม่ผ่านจะมีผลทางการเมืองแน่นอน และรัฐบาลต้องรับผิดชอบทันที” นายชินวรณ์กล่าว

ปชป.ติวเข้ม 20 ส.ส.ขึ้นเวที
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้นัดประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา13.30 น. เพื่อพิจารณาเนื้อหาสาระรายละเอียดของร่างพ.ร.บ.งบปี 2566 โดยพรรคได้เตรียมความพร้อมมาระยะหนึ่ง หลังจากได้รับเอกสารงบมาศึกษาเป็นเบื้องต้นแล้ว จึงได้มอบหมายให้ ส.ส. 20 ท่าน ที่มีความรู้ ความสามารถ และสนใจประเด็นต่างๆ ร่วมอภิปรายถึงแง่มุมที่น่าสนใจ เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อดี ข้อด้อย ของการจัดทำงบ โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ก่อนที่จะพิจารณารายละเอียด โดยกมธ.วิสามัญที่สภาจะตั้งขึ้นต่อไป

ส่วนที่ฝ่ายค้านมองว่า ร่างพ.ร.บ.งบฉบับนี้ เหมือนขอทานจัดงานเลี้ยงวันเกิดนั้น ก็แล้วแต่มุมมองของฝ่ายค้าน แต่อยากให้มองว่า เป็นงบของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฝ่ายค้านจึงควรใช้เวทีที่ประชุมสภาติติง และเสนอแนะแนวทางวิธีการที่จะช่วยทำให้งบเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศโดยรวม ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด

ฝ่ายค้านจ่อตีตก-ขู่จัดหนักพปชร.
ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธาน วิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคร่วม ฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่างบครั้งนี้ให้ผ่านไป ไม่ได้ ไม่ใช่เล่นเกมการเมืองอะไร แต่เป็นเพราะเราเห็นแล้วว่ารัฐบาลจัดงบโดยไม่เกิดความหวัง เศรษฐกิจไม่ฟื้น ไม่กระตุ้นให้เกิดการผลิต เป็นเพียงการกระจายงบหาเสียงเพื่อซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล หวังคงสถานะของตัวเอง

ทั้งนี้ มีคนถามว่าทำไมไม่งดออกเสียงเหมือนที่ผ่านมา แล้วค่อยไปแก้ไขกันในวาระ 2 ก็ต้องบอกว่าการจัดทำงบหลายปีที่ผ่านมา เราไม่เห็นด้วยแต่ก็ให้ผ่านเพื่อให้รัฐบาลไปแก้ไข แต่ 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยแก้ไขเลย ไม่ยอมนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาไปแก้ไข รัฐบาลกลับใช้เสียงข้างมากผ่านกมธ. ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ให้เดินตามความต้องการของตัวเอง ดังนั้นครั้งนี้ฝ่ายค้านจะไม่ให้ผ่าน ให้รัฐบาลกลับไปทำงบใหม่ ไม่ก็รอให้รัฐบาลใหม่มาทำ เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงจนเอาชนะใจเราได้ ดังนั้นขอให้เตรียมชี้แจงให้ดี

ส่วนนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐหลายเรื่องที่แถลงต่อสภา แล้วทำไม่ได้ว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายพรรค เพื่อไทยอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายมหาชน ว่าจะสามารถลงโทษรัฐบาลได้หรือไม่ แต่ในมาตรการทางการเมือง เรื่องที่คุณพูดแล้วไม่ทำ เราจะจัดหนักในการอภิปรายงบปี 2566 รวมทั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย เราเล่นคุณหนักแน่

พท.เตรียม 40 ขุนพลชำแหละ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การอภิปรายงบปี 2566 พรรคเพื่อไทยมีหมัดเด็ด เช่น งบกระทรวงกลาโหมที่เห็นได้ชัดว่า การซื้ออาวุธยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยจะต้องมีการอภิปรายถึงเรื่องความจำเป็นต่างๆ รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องโควิด-19 เรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่การจัดสรรงบยังไม่ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า นำงบไปเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร โดยวางตัวผู้อภิปรายหลักในการชี้ประเด็นต่างๆ ประมาณ 10 คน และมีผู้อภิปรายสนับสนุนประมาณ 40 คน

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคสุญญากาศที่ประเทศไทยถูกแช่แข็ง ขาดการพัฒนา เนื่องมาจากการบริหารงานที่ล้มเหลว ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ นานเท่าไร ประเทศยิ่งเสียโอกาสในการพัฒนานานเท่านั้น สะท้อนให้เห็นได้ผ่านการใช้งบ 2 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดทำงบรายจ่ายปี 2566 เป็นงบขาดดุลที่จำเป็นต้องกู้เงินชดเชยสูงถึง 6.95 แสนล้านบาท คิดเป็น 22% เพื่อมารองรับงบลงทุนทั้งหมด เต็มเพดานวินัยการเงินการคลัง หมายความว่าถ้ารัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมาเติมได้ ประเทศจะไม่มี งบลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว

ซัด‘บิ๊กตู่’ถนัดสร้างหนี้
2.เงินนอกงบจาก พ.ร.ก.เงินกู้อีก 5 แสนล้านบาทที่อนุมัติในปีที่แล้ว ปัจจุบันเหลือให้เบิกใช้อีก 7 เดือนถึงสิ้นปี 2565 เพียง 4.8 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยเพียงเดือนละ 6 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น งบที่ใช้ไปแล้วกว่า 4 แสนล้าน ส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายเยียวยาจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด และโครงการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านมาตรการต่างๆ โดยไม่มีโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือการผลักดันส่งเสริมธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน

“การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ปิดประตูการพัฒนาประเทศ งบรายจ่าย ชักหน้าไม่ถึงหลัง ถนัดสร้างหนี้เพิ่มให้ลูกหลาน กู้เงินนอกงบมาแต่ใช้ไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งอยู่นาน ประชาชนรายได้ ยิ่งไม่มี แต่หนี้บาน การพิจารณารับร่าง งบปี 2566 วาระ 1 ในรอบนี้ คงต้องพิจารณากันอย่างหนักเพื่อให้การใช้งบเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง” นายชนินทร์กล่าว

หยัน‘หมอระวี’ปั่นราคากล้วย
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ระบุว่า ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย รับสัญญาณจากคนแดนไกล จับมือกับฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองในสภา คว่ำงบปี 2566 ว่า นพ.ระวีย่อมรู้ตัวดีว่าช่วงเวลานาทีทองที่จับพลัดจับผลูได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกำลังจะหมดไป

ก่อนหน้านี้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องระบบการเลือกตั้ง ที่จะทำให้ส.ส.ปัดเศษเอื้ออาทรยังคงอยู่ แต่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ออกมาลงทุนจี้ตัวเองเป็นตัวประกัน ปั่นราคากล้วยจนหลอน วาทกรรมลิงหิวกล้วย เกิดจากพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็ก เรียกร้องต่อรองผลประโยชน์ทุกช็อต จนแกนนำรัฐบาลปฏิเสธการดูแลกันพัลวัน ประกอบกับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โอกาสพรรคเล็กกลับมาแทบเป็นศูนย์ จึงทำให้การเข้าถึงกล้วยฝืดเคือง ลิงกินกล้วยดุ จนแทบหมดสวน จะหากล้วยจากไหนมาแจกจ่ายเพิ่มได้ตลอดเวลา สนิมเกิดจากเนื้อใน จะปั่นราคากล้วยกันอย่างไร ก็ขอให้จำกัดเฉพาะในวงจรการเมืองย้อนยุค ไม่สร้างสรรค์เฉพาะกลุ่ม ไม่ควรไปกล่าวหาหรือพาดพิงบุคคลภายนอกให้เสียหาย

“สภาพรัฐบาลในขณะนี้ ไม่ต้องมีใครไปทำอะไร วิกฤตเสถียรภาพ วิกฤตเศรษฐกิจ ไร้ผลงาน รัฐบาลแพ้ภัยตัวเอง พร้อมอับปางได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะพรรคแกนหลักหรือพรรคร่วมรัฐบาลขนาดไหน เตรียมตัวสูญพันธุ์ การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่มีใครเลือกกลับมาอย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์กล่าว

อย่ามโนทุกอย่างเป็นเกมไล่รบ.
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นพ.ระวี อ้างว่ามีความพยายามโค่นล้มรัฐบาลในช่วงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบปี 2566 คงลืมมองไปว่าที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ สร้างวิกฤตให้ประเทศชาติและประชาชนมากแค่ไหน ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนต้องเดือดร้อนกันเท่าไร จึงมองทุกเรื่องเป็นเกมการเมืองและพยายามปกป้องรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

“ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลควรเลิกคิดถึงแต่ตำแหน่ง อำนาจและความอยู่รอด ของตัวเอง ควรหันมองความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนบ้าง แล้วจะเห็นว่าพล.อ. ประยุทธ์ควรอยู่ในอำนาจรัฐต่อไปหรือไม่ วันนี้ประเทศชาติวิกฤตมากแล้ว หาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเห็นแก่พี่น้องประชาชน ควรช่วยกันส่งสัญญาณถึงพล.อ.ประยุทธ์ให้ยุติบทบาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือมาแก้ไขปัญหาประเทศชาติและประชาชน เพื่อให้รอดจากวิกฤตครั้งนี้ก่อน ไม่ควรคิดแต่จะรักษาตำแหน่งของตัวเอง โดยปะติดปะต่อเรื่อง สร้างภาพเกมการเมือง แล้วโยนความผิดให้คนอื่นเช่นนี้” นายจุลพันธ์ กล่าว

ก้าวไกลฉะจัดไม่เหมาะสม
ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) จัดงาน: “Hackathon งบ 66” ระหว่างวันที่ 28 -29 พ.ค. เพื่อชวนประชาชนร่วมออกแบบ งบประมาณฉบับก้าวไกล ที่ประชาชนอยากเห็น โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล กล่าวว่า งบปี 2566 จำนวน 3.185 ล้านล้านบาทนั้น สูงขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 2-3 ตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองหรือไม่ โจทย์แรกที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้จัดสรรงบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีที่สุด โจทย์ที่ 2 คือโจทย์แห่งยุคสมัย ความท้าทายใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามา ทั้งสังคมสูงวัย ภาวะโลกรวน และความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ที่ต้องทำอย่างไรให้จัดสรรงบที่พร้อมรับมือ

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวว่า งบปี 2566 พบว่าส่วนแรก ร้อยละ 40 ถูกใช้จ่ายไปกับค่าใช้จ่ายของบุคลากร ส่วนที่ 2 ที่ตัดไม่ได้ คือ งบชำระหนี้และดอกเบี้ย ที่ในอนาคตจะสูงขึ้น เพราะหลายประเทศทั่วโลกปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ซึ่งจะกระทบอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลไทยกู้ยืมมาด้วย

ส่วนที่ 3 คือเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเป้าร้อยละ 25 เป็นขั้นต่ำที่จะแบ่งรายได้ให้กับท้องถิ่น แต่ในความเป็นจริงมีภารกิจหลายเรื่องที่ท้องถิ่นไม่ได้คิดหรือมีอิสระทางการเงิน เป็นเพียงแค่ท่อผ่านงบ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ส่วนที่ 4 คือในส่วนของสวัสดิการที่รัฐบาลต้องจัดสรรตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม ซึ่งส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุประชากรในวันที่เราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยส่วนที่ 5 คือ ภาระผูกพัน ซึ่งเป็นหนี้เดิมที่มาจากรัฐบาลเคยตั้งโครงการไว้ และรวมกับก้อนใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ด้วย

เมื่อดูรายจ่ายทั้ง 5 ส่วนนี้ ทำให้งบปี 2566 ใช้ได้จริงแค่ 9.3 แสนล้านบาท และรัฐบาลยังต้องเอาไปใช้กับโครงการใหญ่ๆ ที่จะเริ่มโครงการในปีนี้อีก หมายความว่างบที่รัฐบาลเหลือใช้จริงๆ ที่จะเอามาคิดโครงการต่างๆ มีไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบประเทศปีนี้ ทั้งๆ ที่ปัญหาของประเทศมีอยู่อย่างมากมาย

สอท.ยันชู‘สมคิด’แคนดิเดตนายกฯ
วันเดียวกัน นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) พร้อมนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี เพื่อเปิดตัวนายจำลอง พรหมสวัสดิ์ และน.ส.ตวงทิพย์ จินตะเวช ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรค และพบประชาชน

นายอุตตมกล่าวว่า นโยบายหลักของพรรค คือ มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องคนไทย และวิกฤตของคนทั้งประเทศ ทั้งค่าใช้จ่าย รายได้และ หนี้สิน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นคนส่วนใหญ่ ที่ยังไม่หลุดจากวงจรความยากจน และถูกซ้ำเติม จากสถานการณ์ โควิด-19 และราคาพลังงาน

พรรคขอให้คำมั่นกับคนอีสานว่า จะสนับสนุนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 เพราะมีความสามารถทางเศรษฐกิจที่ทุกคนยอมรับ เหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน และพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ขอให้ประชาชนเลือกส.ส. ของพรรค ให้โอกาสเข้าไปแก้ปัญหาประเทศ

“พวกเราเดินออกมาจากรัฐบาลชุดนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะพบว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้เห็นแล้วประเทศเดินไม่ได้ จึงตั้งพรรคขึ้นมาและจะไม่หันหลังกลับไปอีก ขอยืนยันว่าพรรคเราไม่ได้เป็นนอมินีใคร ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร ถ้าจะเป็นก็เป็นให้กับพี่น้องประชาชนเท่านั้น” นายอุตตม

โวขอเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า หลายปีที่ประเทศไทยไม่มีความสุข เหตุจากการเมือง ที่แบ่งขั้วแบ่งฝักฝ่าย ต่างฝ่ายต่างยึดประโยชน์พวกพ้อง ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง คนอีสานเสียโอกาสการพัฒนา และไม่มีใครดูแลความเดือดร้อน มองไม่เห็นอนาคต

พรรคสร้างอนาคตไทยพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะมองว่าสถานการณ์ของแต่ละขั้วการเมือง แทบจะไม่มีโอกาสที่พวกเขาจะทำงานเพื่อแก้ปัญหากับพี่น้องประชาชนจริง แต่พรรคสร้างอนาคตไทยมุ่งทำเพื่อประชาชน และต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เศรษฐกิจดีขึ้น จึงขอให้คนอีสานและคนไทยทั้งประเทศร่วมกันเปลี่ยนสิ่งเดิม การเมืองเดิม เพื่ออนาคตของลูกหลาน

ลุยต่อเนื่อง – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่สำรวจปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ตรวจสอบบริเวณแยกท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ พบว่าคลองระบายน้ำถูกตัดขาดจากการก่อสร้างอุโมงค์ท่าพระ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.

จับตากกต.ถกผลเลือกตั้งกทม.
รายงานข่าว เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 30 พ.ค. เวลา 13.00 น. ทางสำนักงานกกต.จะเสนอรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยผลคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในนามอิสระ ได้ 1,386,215 คะแนน ส่วนส.ก. ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 20 คน พรรคก้าวไกล 14 คน พรรคประชาธิปัตย์ 9 คน กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 3 คน พรรคพลังประชารัฐ 2 คน และพรรคไทยสร้างไทย 2 คน

ส่วนระยะเวลาประกาศผลการเลือกตั้ง ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 17 ระบุว่ากกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษหรือไม่ ให้กกต.สืบสวนหรือไต่สวนให้แล้วเสร็จ และประกาศผลการเลือกตั้ง หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง

เดินตลาด – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ออกเดินตลาดนัดสวนจตุจักร ทักทายประชาชนแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น พร้อมกับพูดคุยผู้ประกอบการและให้กำลังใจในช่วงค้าขายไม่ดี เมื่อวันที่ 28 พ.ค.

‘ชัชชาติ’ถูกร้อง 2 เรื่อง
ในเบื้องต้นมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.และส.ก. รวม 24 คำร้อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปิดป้ายหาเสียงไม่ถูกต้อง และข้อความที่ใช้หาเสียงหมิ่นเหม่เกินกรอบอำนาจหน้าที่ เข้าข่ายหลอกลวง เป็นต้น

สำหรับนายชัชชาติ ถูกร้องเรียน 2 เรื่อง คือ 1.กรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อกกต.ขอให้ไต่สวนกรณีทำป้ายหาเสียงเป็นผ้าไวนิลมีเจตนาแฝงเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถนำไปรีไซเคิลทำกระเป๋า- ผ้ากันเปื้อน เข้าข่ายกระทำการเพื่อจูงใจให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเอง เบื้องต้น กรณีนี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้ง จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้กับผู้ใดภายหลังจากการเลือกตั้ง ตามคำกล่าวอ้างของผู้ร้องหรือไม่ หรือเป็นแค่เพียงนโยบายหาเสียงเพื่อรักษา สิ่งแวดล้อม นโยบายรีไซเคิลและรียูสสิ่งของ

2.การร้องเรียนเกี่ยวกับระบบราชการ ซึ่งเป็นการแจ้งผ่านหน่วยงานอื่นไม่ใช่กกต.โดยตรง อ้างว่านายชัชชาติ ระบุเนื้อหาทำนองว่าระบบราชการอาจจะส่งผลต่ออุปสรรคการปฏิบัติงานเพราะมีขั้นตอนเยอะ โดยผู้ร้องอ้างว่าการระบุเช่นนี้เหมือนเป็นการดูถูกระบบราชการ เบื้องต้นกรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้ง และยังไม่สามารถระบุได้ว่าตรงกับข้อกฎหมายใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน