ข้าวหอมถุง-นมถั่วเหลือง สบู่-แชมพู-กาแฟขนราคา โซฮอล์ลิตร44-ดีเซลจ่อ รถขนสงขอปรับอีกรอบ จับตา‘ค่าไฟ’เก็บเพิ่มเอฟที

1 มิ.ย.พร้อมใจของแพงทั้งแผ่นดิน เบนซินขึ้นอีก 80 สตางค์ พุ่งลิตรละ 52.06 บาท โซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.65 บาท, อี20 อยู่ที่ 43.54 บาท และโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 44.38 บาท ส่วน อี85 ขึ้น 50 สตางค์ อยู่ที่ 37.24 บาท พรีเมียมโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 50.14 บาท ส่วนดีเซลทุกชนิดยังราคาเดิม หลังเพิ่งปรับลิตรละ 1 บาท สหพันธ์ขนส่งทางบก ประกาศขึ้นราคาขนส่งอีก 3% เป็น 15% จากที่ขึ้นแล้ว 12% สินค้าอุปโภคบริโภคพาเหรดขยับพรวด ตามแก๊สหุงต้มที่ปรับขึ้นราคาวันนี้ ทั้งปลา กระป๋องขึ้น 4 บาท เป็น 14 บาท สบู่ ครีมอาบน้ำพุ่ง 10% กาแฟทั้งแบบถุงและกระป๋องปรับด้วย ด้านกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ชี้หากไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลง ค่าเอฟทีก.ย.-ธ.ค.65 ขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. รายงานข่าวจาก ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค แจ้งว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอีกหลายรายได้เสนอขอปรับขึ้นราคาสินค้ามายัง กรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งรายใหญ่ และรายย่อย แต่ คน.ยังไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกแต่อย่างใด

แหล่งข่าวจากร้านค้าปลีกและค้าส่ง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. มีสินค้าอุปโภคและบริโภคจะขึ้นราคาตามต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ปลากระป๋องขึ้น 4 บาทต่อกระป๋อง จาก 10 บาท เป็น 14 บาท นมถั่วเหลืองขวดขึ้น 3 บาทต่อขวด จาก 12 บาท เป็น 15 บาท น้ำจิ้มไก่ขึ้น 10% กาแฟสำเร็จรูปทุกขนาดขึ้น 4-5 บาททั้งแบบถุงและขวด ครีมเทียมแบบถุงและกล่องขึ้นราคา 2-5 บาท กาแฟกระป๋อง ขึ้น 2 บาทต่อกระป๋อง จาก 15 บาท เป็น 17 บาท สบู่และครีมอาบน้ำขึ้น 10% ขณะที่ในเดือนก.ค. ได้รับแจ้งจะมีการปรับราคาขึ้น อาทิ น้ำยาซักผ้าขาว และน้ำผลไม้บางยี่ห้อ

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งและปลีกไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมิ.ย. เป็นช่วงเวลาที่ราคาสินค้าปรับราคาขึ้นตามต้นทุนการผลิตจริง หลังน้ำมันดีเซลและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้ผลิตเริ่มทยอยแจ้งร้านค้าส่งตั้งแต่เดือนพ.ค.แล้ว ล่าสุดได้รับแจ้งจากผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวหอมมะลิแท้บรรจุถุง น้ำหนักขนาด 5 กิโลกรัม จะขึ้นราคาขายปลีกทุกยี่ห้ออีก 5-10% ต่อถุงและน้ำอัดลม ยี่ห้อเป๊ปซี่จะขึ้นอีก 1-2 บาทต่อขวด ตอนนี้ไม่ใช่แค่สินค้าแพงอย่างเดียว คงต้องจับตาว่าวัถตุดิบจะขาดแคลนด้วยหรือไม่ หลัง 30 ประเทศทั่วโลกจำกัดการส่งออกอาหาร พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้หลายประเทศหันมาซื้อวัตถุดิบจากไทยมากขึ้น และอาจทำให้ขาดแคลนได้

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เปิดเผยว่า คน.ยังไม่อนุมัติให้ปุ๋ยเคมีปรับขึ้นราคาตามที่ได้ตกลงกันไว้ ทำให้ปุ๋ยเคมี บางชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยฟอสเฟตเริ่มขาดแคลน และอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเกษตรกรที่เพราะปลูกข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และอ้อย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ในฤดูเพาะปลูก ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายชะลอนำเข้าปุ๋ยแล้ว

ด้านนายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 1 บาท เป็น 33 บาท มีผลวันที่ 31 พ.ค. ในส่วนของสหพันธ์ฯ จะแจ้งทางบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่เป็นลูกค้าจะขอปรับค่าขนส่งขึ้นอีก 3% จากปัจจุบัน 10-12% เป็น 15% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีผลประมาณวันที่ 4-5 มิ.ย.

วันเดียวกัน รายงานข่าวแจ้งว่า พีทีที สเตชั่น และบางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขึ้น 80 สตางค์/ลิตร ส่งผลให้เบนซินอยู่ที่ 52.06 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.65 บาท, อี20 อยู่ที่ 43.54 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 44.38 บาท ส่วนอี85 ขึ้น 50 สตางค์ อยู่ที่ 37.24 บาท และพรีเมียมแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 50.14 บาท มีผลวันที่ 1 มิ.ย.2565 เวลา 05.00 น.

ส่วนกลุ่มดีเซลทุกชนิดยังคงราคาเดิม หลังจากเพิ่งปรับขึ้นลิตรละ 1 บาท โดยดีเซล บี7 บี10 และบี20 อยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียม บี7 อยู่ที่ 44.36 บาท

ขณะที่ น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันเดือนม.ค.-เม.ย.2565 อยู่ที่ 153.53 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 138.11 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทำให้ความต้องการใช้ในประเทศสูงขึ้น ยกเว้นการใช้กลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 29.60 ล้านลิตร/วัน ลดลง 3.9% เนื่องจากราคาที่อยู่ในระดับสูง การใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 6.93 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงอยู่ที่ 15.37 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงอยู่ที่ 5.74 ล้านลิตร/วัน และเบนซินลดลงอยู่ที่ 0.57 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.99 ล้านลิตร/วัน

สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนของปีนี้ เป็นการใช้ในกลุ่มดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 77.28 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.7% เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 อยู่ที่ 66.65 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 68% ดีเซลหมุนเร็ว บี20 อยู่ที่ 2.1 แสนลิตร/วัน เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และมาตรการช่วยเหลือโดยตรึงราคาให้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร

น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 7.22 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 48.8% เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการการบินและการเดินทางเข้า-ออกประเทศ รวมทั้งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เห็นชอบยกเลิกการตรวจ RT-PCR สำหรับผู้เดินทางเข้าไทยที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันสำหรับผู้เดินทางเป็น 10,000 เหรียญสหรัฐ และปรับระดับพื้นที่ตามสถานการณ์การระบาด เหลือพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 65 จังหวัด และพื้นที่นำร่อง ท่องเที่ยว (สีฟ้า) 12 จังหวัด โดยเริ่มมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ค.

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แก๊สหุงต้ม หรือแอลพีจี) เฉลี่ยอยู่ที่ 17.77 ล้านก.ก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.3% เนื่องจากการใช้ในภาคปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 16.3% มาอยู่ที่ 7.93 ล้านก.ก./วัน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 9.8% มาอยู่ที่ 2.01 ล้านก.ก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 9.1% มาอยู่ที่ 2.02 ล้านก.ก./วัน สำหรับการใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% มาอยู่ที่ 5.80 ล้านก.ก./วัน

การใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ทรงตัวในระดับเดิม เฉลี่ยอยู่ที่ 3.29 ล้านก.ก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.01% โดย ปตท. ขยายระยะเวลาการคงราคาขายปลีกเอ็นจีวีที่ 15.59 บาท/ก.ก. และราคาขายปลีกเอ็นจีวี สำหรับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเคยได้รับสิทธิผ่านมาตรการเอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกันที่ 13.62 บาท/ก.ก. จนถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2565 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงาน และการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ภาพรวมปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 4 เดือนของปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,018,628 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 11.4% เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 951,689 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่า 96,646 ล้านบาท/เดือน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา และน้ำมันสำเร็จรูป 66,938 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่า 5,801 ล้านบาท/เดือน ขณะที่การ ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 4 เดือนลดลง 8.6% อยู่ที่ 155,522 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่า 17,464 ล้านบาท/เดือน” น.ส.นันธิกากล่าว

ขณะที่ นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.2565 ยังไม่มีการพิจารณา เพราะต้องรอปิดรอบการคำนวณก่อน คาดว่าเริ่มคำนวณกลางเดือนมิ.ย.นี้ และจะประกาศในช่วงกลางเดือนก.ค. โดยกกพ.พิจารณาค่าเอฟทีต่อหน่วย ภายใต้หลักการการปรับขึ้นแบบขั้นบันได 3 งวด เฉลี่ยงวดละ 47.3 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยรับภาระอยู่ด้วย จึงลดลงอยู่ที่ 24.77 สตางค์ ดังนั้นหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคาดว่าค่าไฟงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 หรือรอบปลายปีจะปรับขึ้นประมาณ 40 สตางค์ ตามที่ประมาณการไว้

ด้านสถานการณ์ราคาแก๊สหุงต้มในเขตพื้นที่เทศบาลนครนครราชสีมา พบว่าผู้ค้าได้จ่อปรับราคาขึ้นเพิ่มอีก จากประเภทถัง 48 กิโลกรัมอยู่ที่ถังละ 1,185 บาท ถัง 15 กิโลกรัมถังละ 395 บาท ถัง 13.5 กิโลกรัมถังละ 385 บาท ถัง 11.5 กิโลกรัมถังละ 345 บาท ถัง 7 กิโลกรัมถังละ 225 บาท และถัง 4 กิโลกรัม (ปตท.) ถังละ 150 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวคือราคาขายหน้าร้านยังไม่รวมค่าส่งถังละ 10 บาท

นายบัณฑิต ริยะจันทร์ อายุ 53 ปี เจ้าของร้านขายแก๊สในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า แก๊สหุงต้มเป็นสินค้าที่จำเป็นในครัวเรือน อยากฝากไปทางรัฐบาลว่า ขอให้การปรับราคาแก๊สหุงต้มวันที่ 1 มิ.ย. เป็นครั้งสุดท้ายจะได้หรือไม่

ส่วนปัญหาน้ำมันแพง นายบุญทร รัตนโสม อายุ 78 ปี มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เปิดเผยว่า เมื่อก่อนนี้ตอนที่น้ำมันยังไม่แพง ตนเติมน้ำมัน 60 บาท อยู่ได้ 2-3 วัน แต่ตอนนี้ต้องเติมทุกวัน ทำให้รายได้จากการวิ่งรับส่ง ผู้โดยสารน้อยลง เพราะต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปเติมน้ำมันทำให้มีเงินเหลือเฉลี่ยต่อวันเพียงวันละ 200 บาท หลังจากหักค่าน้ำมันแล้วทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้ลำบากมาก

ด้านนายสุชัช สายกสิกร ประธานแปลงใหญ่มะนาว ต.ดอนไผ่ อ.ดำเนินสะดวก เปิดเผยว่า มะนาวดำเนินสะดวกถือเป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อของ จ.ราชบุรี โดยจะนิยมปลูกมะนาวสายพันธุ์แป้น เนื่องจากให้ผลดก ลูกใหญ่ ผิวบาง น้ำเยอะ และมีกลิ่นหอม ในอดีตจะมีการปลูกกันในรูปแบบต่างคนต่างขาย กระทั่งปี 2564 ได้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่มะนาว ต.ดอนไผ่ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 30 ราย มีเนื้อที่รวมกว่า 300 ไร่ ผลผลิตรวมต่อปีประมาณ 800,000 ลูก

“วันนี้มะนาวราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และมีมะนาวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาด ถึงแม้เกษตรกรส่วนใหญ่จะช่วยตัวเองด้วยการใช้ปุ๋ยคอก เพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก เนื่องจากปุ๋ยคอกจะใส่ได้ในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น หากนำมาใช้ในช่วงฤดูฝนจะทำให้โคนต้นมีความชื้นมากเกินไป เกิดเชื้อราทำลายต้นได้ ส่งผลทำให้สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่มะนาวบางส่วนเลิกปลูกมะนาว หันไปปลูกมะพร้าวน้ำหอม พืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ รวมถึงมีต้นทุนการปลูกที่ต่ำกว่า ใช้ปุ๋ยน้อยกว่า ตัดขายได้ราคาดี จึงอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ยแพงให้กับเกษตรกรชาวสวนมะนาวด้วย เพราะหากปล่อยให้เกษตรกรเผชิญกับภาระต้นทุนที่สูงเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คำว่า มะนาวดำเนินสะดวก มะนาวที่อร่อยที่สุดของประเทศ คงจะเลือนหายไปในไม่ช้า” นายสุชัชกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน