ลุ้นสภาโหวตงบฯวันนี้‘ป้อม’การันตีผ่านฉลุยชัชชาติฟิตลุยงานกทม.
ยังไม่ขอเข้าพบนายกฯ

จับตาโหวตร่างพ.ร.บ.งบฯ วันนี้ ‘บิ๊กตู่’ มั่นใจเสียง พรรคเล็ก ‘บิ๊กป้อม’ การันตีผ่านชัวร์ ด้านพรรคธรรมนัส-พรรคเล็ก ไม่หักรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ ซัด ‘ประยุทธ์’ บริหารงานไม่เป็น ทำหนี้ประเทศเพิ่ม ให้เลิกโทษจำนำข้าว เพื่อไทยรุมถล่มจัดงบในกะลาครอบ ขูดรีดภาษีประชาชน ‘รังสิมา’ แฉชั้นอนุกมธ.มี ตบทรัพย์ แนะไลฟ์สดทุกห้อง ศาลรธน.ฟัน ‘สำลี รักสุทธี’ พ้นส.ส.ภูมิใจไทย เหตุเคยต้องคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์ ‘ชัชชาติ’ ฟิตลุยงานผู้ว่าฯ กทม. ระบุยังไม่ขอพบนายกฯ โฟกัสงานท้องถิ่นก่อน

‘ชัชชาติ’รับใบรับรองเป็นผู้ว่าฯกทม.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดพิธีมอบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ส.ถ./ผ.ถ.6/1) โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นตัวแทนมอบ ซึ่งขณะนี้มีส.ก.ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง 45 คน จาก 50 คน ส่วนอีก 5 ราย กกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากมีคำร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นายแสวงกล่าวแสดงความยินดีต่อนาย ชัชชาติ และ ส.ก.ทุกราย พร้อมขอให้ทุกคนทำหน้าที่ได้สำเร็จตามที่ประชาชนคาดหวังไว้ ขอบคุณทุกท่านที่ทำให้การเลือกตั้งมีความสร้างสรรค์ ต่างไปจากครั้งที่ผ่านมาจนมีความน่าสนใจ ยืนยันว่า กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้ทำตามความต้องการของผู้ใด โดยเราทราบถึงกระแสทุกอย่างของสังคม ยืนยันว่าเราไม่ละเลยเรื่องใดไป รวมถึงไม่หวั่นไหวและน้อยใจกับเรื่องต่างๆ

จากนั้น เวลา 12.40 น. นายชัชชาติ เดินทางเข้าศาลาว่าการกทม. เขตดินแดง มีประชาชนส่วนหนึ่งมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ ชายคนหนึ่งพาเป็ดชื่อ ‘มีสุข’ มาด้วย บางคนกล่าวว่า “รอมานาน ผู้ว่าฯ ในดวงใจ” ขณะที่ข้าราชการและบุคลากร กทม.ที่มาต้อนรับได้ขอถ่ายภาพ ส่งเสียงกรี๊ดอย่างคึกคัก

ยึดหลักโปร่งใส-ไม่เน้นพีอาร์
เวลา 13.14 น. นายชัชชาติ พร้อมคณะ ผู้บริหารเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจําศาลาว่าการกทม. และพบปะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ โดยนายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกทม.กล่าวต้อนรับและมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีว่า ขอให้เชื่อใจในการทำงานของ ข้าราชการกทม. ซึ่งได้รับทราบรายละเอียดนโยบาย 214 ข้อแล้ว ทุกคนพร้อมทำงาน

นายชัชชาติกล่าวว่า ดีใจที่มีเพื่อนร่วม เดินทาง ตนไม่ใช่นายอย่าเรียกว่านาย อยากให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน หลักการคือมีอะไรพูดกัน ถ้าทำอะไรไม่เหมาะเข้ามาคุยกันได้ และตนจะไม่ทนต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะนี้มีคนมาแอบอ้างชื่อตนแล้วยืนยันไม่ใช่ตน เพราะเรามาด้วยความโปร่งใส สุจริตจริงๆ

ส่วนป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ ห้ามมีชื่อ รูป เพราะไม่ต้องการประชาสัมพันธ์ตัวเอง จะทำงานร่วมกับข้าราชการในศาลาว่าการกทม. วันจันทร์-ศุกร์ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า และขอให้ ผอ.เขตช่วยปลูกต้นไม้ 20,000 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่วนโครงการเมกะโปรเจ็กต์อาจต้องกลับไปประเมินและทบทวน เพื่อเรียงลำดับความสำคัญก่อน เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ การก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย หรือการปรับปรุงสวนลุมพินี ซึ่งรวมมูลค่าหมื่นล้านบาท นำงบกระจายไปยัง 50 เขต นโยบายของตนเน้นที่เส้นเลือดฝอยเป็นหลัก เพราะ เชื่อว่าจะดูแลประชาชนได้ดีกว่าเดิม

เปิดตัวทีมงาน-ลุยแก้ปัญหาด่วน
หลังจากนั้น นายชัชชาติขึ้นเวทีที่ลานหน้าองค์พระพุทธนวราชบพิตร เปิดตัวทีม ผู้บริหารประกอบด้วย รองผู้ว่าฯ กทม. 1.นายวิศณุ ทรัพย์สมพล ดูแลด้านโครงสร้าง พื้นฐาน 2.นายจักกพันธุ์ ผิวงาม ดูแลด้านการเงิน การคลัง 3.น.ส.ทวิดา กมลเวชช ดูแลด้าน ภัยพิบัติและสาธารณสุข และ 4.นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ดูแลด้านการศึกษาและสังคม

คณะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. 1.นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. 2.นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ 3.พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก 4.พล.อ.ท.นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ 5.พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี 6.นางวิลาวัลย์ ธรรมชาติ 7.นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี 8.นายภาณุมาศ สุขอัมพร และ 9.นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์

เลขานุการ ได้แก่ นายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ผู้ช่วยเลขานุการ ผู้ว่าฯ กทม. ประกอบด้วย นายเอกวรัญญู อัมระปาล น.ส.ศนิ จิวจินดา นายจิรัฏฐ์ ม้าไว และนายสิทธิชัย อรัณยกานนท์

นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า ต้องเริ่มลุยงานทันทีเพราะมีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องเร่งด่วนคือเรื่องน้ำท่วม ความปลอดภัยทางถนน ทางม้าลาย ส่วนเรื่องหาบเร่-แผงลอย นโยบายยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการโอนอ่อน เพราะเริ่มมีข่าวว่ามีการรุกล้ำพื้นที่ทางเท้ามากขึ้น ต้องหาข้อสรุปเรื่องหาบเร่แผงลอย จุดที่สมดุลอยู่ตรงไหน และวันที่ 2 มิ.ย. จะเชิญบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เข้ามาให้ข้อมูลในรายละเอียดเรื่องของสัญญาโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้โปร่งใส เพื่อจะได้มี รายละเอียดไปคุยกับรัฐบาลได้มากขึ้น

เวลา 15.50 น. นายชัชชาติเดินทางไปสวนเบญจกิติ เขตคลองเตย เพื่อร่วมปลูกต้นไม้ 99 ต้น และเวลา 18.00 น. มาสามย่านมิตรทาวน์ เปิดงาน Pride Month 2022

ก้าวแรก – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก้าวเท้าขวาเป็นเท้าแรกเข้าทำงานที่ศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า โดยมีข้าราชการและบุคลากรกทม. รอต้อนรับและขอถ่ายภาพกับผู้ว่าฯ คนใหม่อย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

ยังไม่ขอพบนายกฯ
นายชัชชาติกล่าวถึงการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะยังไม่รู้จะคุยอะไร ขอโฟกัสเรื่องงานใน ท้องถิ่นก่อน เพราะผมได้รับเลือกตั้งให้มาทำงานในท้องถิ่น และหากจะพูดคุยจะทำตามลำดับขั้น คือเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ส่วนที่มีการเปรียบเทียบรัศมีการเมืองระหว่างนายกฯ กับผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ ยืนยันว่า เป็นมวยคนละชั้น ผู้ว่าฯ กทม.คือระดับท้องถิ่น แต่นายกฯ เป็นระดับรัฐบาลที่บริหารงานทั้งประเทศ เชื่อว่าไม่มีรอยต่อในการทำงานแน่นอน

ที่รัฐสภา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายชัชชาติ ต้องเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์เพื่อหารือถึงการทำงานหรือไม่ว่า กทม.คือ ท้องถิ่น ต้องทำงานร่วมมือกับส่วนกลาง อันดับแรกคือ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งโดยอำนาจตามกฎหมาย รมว.มหาดไทย สามารถปลดผู้ว่าฯ กทม.ได้ด้วย ที่มีความสำคัญรองลงมาคือ นายกฯ ที่ถือว่าไกลหน่อย แต่ก็จำเป็น เพราะบางอย่างจะต้องร่วมมือกันประสานกันได้

ในอดีตเคยมีผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการ เลือกตั้งและมีปัญหากับรมว.มหาดไทย สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือผู้ว่าฯกทม.กับรมว.มหาดไทยที่มาจากคนละพรรคกัน ที่จริงอยู่คนละพรรคไม่มีปัญหา แต่ถ้าต่างคนต่างเล่นการเมืองจะทำอย่างไร และเหตุนี้ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเกิดได้ยาก เพราะจะเหมือนเป็นเบี้ยหัวแตกหลายพรรค เราจึงทดลองกับ กทม.

เมื่อถามว่า ผู้ว่าฯ กทม.กับนายกฯ จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา เพราะนายชัชชาติไม่ใช่คนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว ตนเคยทำงานร่วมกับนายชัชชาติ และต่อให้บุคลิกแข็งกร้าว งานคืองาน ส่วนจะไปทำอย่างอื่นอะไรกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่คิดว่าเป็นปัญหา

‘บิ๊กตู่’รูดซิป‘ผู้กอง’กินข้าวพรรคเล็ก
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 1 มิ.ย. ที่อาคารรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มาร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน รอรับ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณีพรรคเล็กไปพบกับนายกฯ วันที่ 31 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่พยักหน้า ต่อข้อถามว่าวันเดียวกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) นัดกินข้าวกับพรรคเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่พยักหน้า และเมื่อถามว่ายังมั่นใจในเสียงพรรคเล็กใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ พยักหน้ารับเช่นเดิม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่านายกฯ ยังคงสงวนท่าทีการตอบคำถามและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

พรรคเล็กยอมรับเสียงแตก
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้อง 503 ชั้น 5 รัฐสภา กลุ่ม 16 นำโดย นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรักธรรม นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติไทย ได้พบปะพูดคุยกัน

ในวงประชุมนายคฑาเทพได้แสดงความเห็นว่า ขณะนี้เสียงของพรรคเล็กแตกไปคนละทาง แต่ภายในวันที่ 2 มิ.ย.ก่อน 18.00 น. จะต้องมาหารือร่วมกันเพื่อที่จะโหวตร่างพ.ร.บ. งบ 66 ไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนตัวมองว่าจากการชี้แจงของรัฐบาลในการพิจารณางบ ตอบคำถามฝ่ายค้านไม่ค่อยได้ ทั้งเรื่องการซื้ออาวุธ ราคาของแพง จากการชี้แจงเชื่อว่าประชาชนคงไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไร

ส่วนเสียงโหวตเท่าที่ประเมินเบื้องต้นมีส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 477 เสียง ซึ่งการโหวตรับร่างพ.ร.บ.งบ ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง 239 เสียงขึ้นไปเมื่อไปดูเสียงฝ่ายค้านตอนนี้มี 206 เสียงหากได้กลุ่มร.อ.ธรรมนัส 18 เสียงและพรรคเล็ 16 เสียง ไม่รับร่างจะเกินทันที

ด้านนายพิเชษฐ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่กลุ่ม 16 จะแถลงออกมาว่าจะสนับสนุนรัฐบาลเลยนั้นมันไม่ใช่ เราเป็นผู้แทนราษฎรต้องฟังทั้งสองฝ่ายให้จบกระบวนการ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเข้าพบนายกฯ เมื่อ 31 พ.ค. นายพิเชษฐกล่าวว่า นายพีระวิทย์ อยากนั่งกรรมาธิการ (กมธ.) ในโควตากลุ่ม 16 เพราะเป็นส.ส.มา 3 ปีแล้ว ไม่เคยเป็นเลย ปีนี้เป็นปีสุดท้ายจึงอยากเข้าร่วม

‘ธรรมนัส’ยันรัก‘บิ๊กป้อม’
จากนั้นเวลา 15.30 น.กลุ่ม 16 ได้เข้าพบ ร.อ.ธรรมนัส ที่ห้องของพรรคประชาธิปไตยใหม่ รัฐสภา เป็นเวลา 10 นาที

ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่ม 16 ให้ตนมาช่วยรับฟังคำหารือว่ามีทิศทางอย่างไรเนื่องจากหลายคนสับสนว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการโหวตร่างพ.ร.บ.งบ 66 จึงมี ข้อสรุปว่าขอให้ฟังการอภิปรายในสภาให้จบก่อน และช่วงค่ำวันเดียวกันนี้คงหารืออีกรอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางการลงมติยังไม่ชัดเจนใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เดิมมีการให้ข่าวว่าจะรับหลักการ แต่ตอนนี้เสียงแตก จึงให้ทิศทางว่าต้องหารือกันว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ ต้องไปในทิศทางเดียวกันทั้ง 18 เสียงของกลุ่ม 16 และ 18 เสียงของพรรคเศรษฐกิจไทย เพราะเราจับมือกันทำงานในสภาว่าให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสมาชิกกลุ่ม 16 หลายคน จะมาลงเลือกตั้งกับพรรคเศรษฐกิจไทย ในครั้งหน้า

ต่อข้อถามว่ากลุ่ม 16 พบทั้งนายกฯ และร.อ.ธรรมนัส และถูกวิจารณ์ว่ามีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่ใช่ ที่กลุ่ม 16 มาคุยกับตน เป็นการมาสรุปให้ฟังว่าเขายึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ ส่วนที่ไปพบกับนายกฯ เป็นเรื่องอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ช่วงนี้ไม่ได้คุยเลย เมื่อถามว่ายังรักกันเหมือนเดิมใช่ไหม ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า รัก เคารพ เหมือนเดิม แต่เรื่องการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง การเมืองต้องเป็นเรื่องของพรรค ซึ่งพล.อ.ประวิตร เข้ามาแทรงแซงไม่ได้

‘ประวิตร’การันตีงบผ่าน-ศท.ฉลุย
รายงานข่าวเปิดเผยว่า แม้ก่อนหน้านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านที่รวมเสียงกันได้ 208 เสียง จะพยายามรวบรวมเสียงจากพรรคเล็กที่มี 18 เสียง และกลุ่มของร.อ.ธรรมนัส อีก 16-18 เสียง ที่เคยแสดงท่าทีว่าจะโหวตคว่ำงบร่วมกับฝ่ายค้าน แต่ขณะนี้กลุ่มพรรคเล็ก 18 เสียง มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ระหว่างกลุ่มที่จะลงคะแนนเสียงไม่รับหลักการ กับกลุ่มที่จะของดออกเสียง ขณะที่บางส่วน มีท่าทีจะหันกลับไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล

ขณะเดียวกันเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ไม่มีเป็นเอกภาพ เนื่องจากมีกลุ่มที่แสดงท่าที ต้องการย้ายพรรคการเมือง อาทิ กลุ่มส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) 3 เสียง และกลุ่มงูเห่า งูแฝง ที่ถูกทาบทามจากบางพรรคการเมือง และมีสัญญาใจต่อกันกับ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางคน

ส่วนกลุ่มร.อ.ธรรมนัส ได้ลดท่าทีแข็งกร้าวลง เห็นว่าเรื่องงบเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องนำไปแก้ไขปัญหาต่างๆให้ชาวบ้าน นำไปพัฒนาประเทศ หากพร้อมใจโหวตคว่ำ ทั้งที่สถานะยังอยู่ฝ่ายรัฐบาล อาจส่งผลเสียในทางการเมือง พรรคเศรษฐกิจไทยจึงจะโหวตรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบ ประกอบกับพล.อ.ประวิตร ได้ยืนยันกับพรรคร่วมรัฐบาลว่า งบ 66 ผ่านวาระแรกแน่นอน และคุมเสียงส.ส.ในซีกรัฐบาลได้

สำหรับการจัดสรรโควตาในกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบ 66 ที่มีทั้งหมด 64 คน แบ่งเป็น สัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) 16 คน สัดส่วนส.ส. 48 คน ประกอบด้วยพรรค เพื่อไทย 13 คน พรรคพลังประชารัฐ 10 คน ภูมิใจไทย 6 คน ก้าวไกล 5 คน ประชาธิปัตย์ 5 คน เศรษฐกิจไทย 2 คน ชาติไทยพัฒนา 1 คน เสรีรวมไทย 1 คน ประชาชาติ 1 คน เศรษฐกิจใหม่ 1 คน เพื่อชาติ 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พลังท้องถิ่นไท 1 คน

‘ปู’จวกเลิกโทษจำนำข้าว
วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากที่พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงในการอภิปรายงบและพาดพิงรัฐบาลของตนว่าต้องใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท เป็นคำกล่าวหาเดียวกันที่เคยใช้เมื่อหลายครั้ง ซึ่งได้ชี้แจงไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.64 ว่า แม้รัฐบาลตนถูกโจมตีอย่างหนักว่าสร้างหนี้ ทั้งๆ ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) อยู่เพียง 45.91% แต่หลังรัฐประหารผ่านไป 8 ปี หนี้พุ่งขึ้นไปที่ 60.58% อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังมีแผนการก่อหนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไร้ยุทธศาสตร์ของการเพิ่มรายได้ ผิดหลักการที่ต้องใช้เงินกู้เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัว และเมื่อขณะนี้ประชาชนไม่มีรายได้เพิ่ม หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพียงพอ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถลดการขาดดุลงบลง

“ขอตั้งคำถามว่าการที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายของรัฐบาลคุณประยุทธ์ เป็นเพราะโครงการรับจำนำข้าว หรือบริหารงานไม่เป็น หากมองย้อนกลับไปดิฉันก็ยังคงภูมิใจที่ได้บริหารประเทศภายใต้หลักการที่เพิ่มเงินในกระเป๋าให้พี่น้องประชาชน พร้อมกับสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้น จนสามารถประกาศว่าจะทำงบให้สมดุลได้ในปี 60 แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งและความหวังของประชาชนได้แม้แต่น้อย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ

โฆษกรัฐบาลสวนแทน
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรยอมรับว่า การสร้างหนี้ในสมัยรัฐบาลตนเองนั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากโครงการประชานิยม เช่น การจัดซื้อแท็บเล็ตให้นักเรียน ป.1 หรือโครงการรถคันแรก ดังนั้น การอ้างว่าสัดส่วนหนี้มีเพียงแค่ 45.91% ต่อจีดีพี จึงฟังไม่ขึ้น จากนั้นจะโยนภาระหนี้ให้แบงก์ชาติดูแล ซึ่งเหมือนกับซุกหนี้ไว้ใต้พรม แต่ที่จริงแล้วหนี้ที่แท้จริงไม่ได้ลดลงเลย ขณะที่หนี้ของรัฐบาลปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากโรคระบาด และการกระตุ้นเศรษฐกิจจากวิกฤตของโลก ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ควรเอามาเทียบกันให้ตัวเองต้องอับอายมากขึ้นไปอีก

น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรเลิกหลงภูมิใจในตัวเองว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ หรือเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนมากขึ้นได้แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้มาจากการบริหารโดยใช้กลวิธีซุกหนี้ไว้ใต้พรม จนสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองมาถึงทุกวันนี้ใช่หรือไม่ เช่นเดียวกับการประกาศว่าจะทำงบสมดุลให้ได้ แต่ความจริงก็ไม่ได้ทำ

ขณะที่ตัวเลขหนี้สาธารณะที่นำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันนั้น ถ้าพี่น้องประชาชนศึกษาข้อมูลเชิงลึกจะพบว่า แม้ตัวเลขโดยรวมจะดูน้อยกว่า แต่สัดส่วนภาระหนี้ต่องบกลับเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่า 10% และยังสร้างภาระ ต่อมาแบบนี้เรื่อยๆ ที่สำคัญ เพราะน.ส. ยิ่งลักษณ์เชื่อคนรอบข้างที่บอกข้อมูลผิดๆ แบบนี้มาตลอดใช่หรือไม่ จึงต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วปล่อยให้รัฐมนตรีใน ครม.ตัวเองต้องติดคุกโดยไม่คิดจะกลับมาเหลียวแล

เพื่อไทยซัดจัดงบ‘กบในกะลา’
ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภาว่า การอภิปรายเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ราบรื่น ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่มีการก่อกวน ประท้วงให้เสียบรรยากาศ ฝ่ายค้านเสนอปัญหาและวิเคราะห์ได้ดีแต่ยังไม่ 100% แต่การตอบของรัฐบาลเป็นเทคนิคหรือไม่ก็ไม่ทราบ

ที่น่าเป็นห่วงคือการประมาณการรายรับที่ผิดและการประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีต่อไปผิด หากสมมติฐานตรงนี้ผิดจะเป๋ไปทุกตัว รัฐบาลประมาณการว่า จีดีพี ปี 65-66 จะโต 3.5-4% แต่ดูทุกสำนักประมาณการสูงสุดอยู่ที่ 3.2-3.3% การจัดงบจึงสุ่มเสี่ยงและจะไปเจอทางตันเพราะจีดีพีไม่โต เก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แต่เพดานเงินกู้ชนแล้ว จะไปกู้อีกก็ไม่ได้

“สิ่งที่ต้องจับตาคือการใช้ฐานของประเทศเป็นหลัก เหมือนสำนวนไทยว่ากบในกะลาครอบ ดูในกะลาของตนเอง และภูมิใจในกะลา แต่เมื่อเปิดกะลาออกไปดูก็พบว่าไม่ใช่ เราต้องทำอะไรมากกว่านี้” นายสุทินกล่าว

ฉบับขูดรีดปชช.-ถลุงซื้ออาวุธ
เมื่อเวลา 09.00 น. ในการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ในวาระ 1 เป็นวันที่ 2 ซึ่งการอภิปรายกำหนดวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. และลงมติราว 22.00 น.วันที่ 2 มิ.ย.

น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าร่างพ.ร.บ.งบ 66 ที่จะเริ่มใช้ช่วงปลายปี 65 ต้องเป็นงบที่เตรียมไว้ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 แต่นอกจากจะไม่ช่วยฟื้นฟู ยังทำงบแบบหารายได้เข้ารัฐโดยขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน จึงขอเรียกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าฉบับขูดรีดประชาชน

นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ใช้เงินมือเติบ สุรุ่ยสุร่าย อาทิ งบความมั่นคง ซื้ออาวุธระยะยาว 10 ปี รวมถึง 4.5 แสน ล้านบาท ขณะที่งบลงทุนที่ระบุไว้ 21.8% เป็นงบลงทุนจริงๆ แค่ 15.46% ต่ำกว่าระดับความเป็นจริง รัฐบาลประมาณการจัดเก็บรายได้ 2.49 ล้านล้านบาท แต่ปี 58-65 จัดเก็บ รายได้ต่ำกว่าเป้าทุกปี โดยเฉพาะปี 63 ต่ำกว่าเป้าถึง 3.4 แสนล้านบาท ต้องกู้เงินมาเพิ่ม ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะนี้ไทยมีหนี้สาธารณะแตะ 10 ล้านล้านบาท สูงสุดรอบ 15 ปี ถ้าปี 66 เก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าอีกต้องไปกู้เงินเพิ่มอีก เป็นภาระจัดทำงบปี 67

‘บิ๊กตู่’โต้กลับ-เหน็บหาเสียงผิดเวที
เวลา 10.53 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า งงๆ ว่าวันนี้เราพิจารณางบ 66 หรือพิจารณางบของพรรคการเมืองใหม่ที่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลในเวลานี้ อย่าใช้โอกาสนี้หาเสียงผิดเวที พร้อมปฏิเสธการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่ได้เก็บอัตราภาษีเพิ่ม ไม่ได้รีดเลือดใคร เพราะรู้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอเก็บเพิ่มไม่ได้อยู่แล้ว หนี้ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อน ตนไม่รู้สึก ไม่เห็นใจคนจนอย่างนั้นหรือ งบทุ่มเทลงไปมหาศาลให้ประชนชนเข้าถึง แต่ก็มากตามที่ท่านต้องการยังไม่ได้ เพราะงบจำกัด นโยบายเราคืออยู่รอด ปลอดภัย พอเพียง แต่พูดเหมือนไม่มีอะไรดีเลย

หลายคนอภิปรายถึงงบกลาง นายกฯ เอาไว้ใช้เอง เอื้อประโยชน์ พูดแบบไม่มีหลักการเลย ทุกอย่างมีกฎหมายกำหนดตรวจสอบได้ งบร้อยละ 40% ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ และเป็นค่าใช้จ่ายในอดีต เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำมาดูแลประชาชนเจ็บป่วยและบุคลากรด้านการศึกษา ส่วนมากเป็นการใช้จ่ายส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

จากนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า พรรคไม่ได้ใช้เวทีพิจารณางบหาเสียง แต่นี่คือเวทีพิทักษ์ภาษีประชาชน ถ้าพรรคติ นายกฯ อย่างเดียว ไม่นำเสนออะไรใหม่ๆ นายกฯ จะหาว่าเป็นเรื่องการเมือง ขอให้นายกฯ ทำความเข้าใจไว้ด้วย และไม่ต้องกลัวเมื่อถึงเวลาของพวกตนเมื่อไรเราจะทำแน่นอน

จากนั้น น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า อยากให้สภาเน้นเรื่องการเบิกจ่าย โดยเฉพาะการประชุมคณะอนุกมธ.ที่ควรห้ามเบิกอาหารซ้ำซ้อน หากเบิกทุกคณะจะสูญเสียงบจำนวนมาก และอยากเสนอให้การพิจารณางบในแต่ละปี ในส่วนของการพิจารณาใน ห้องคณะอนุกมธ. มีการไลฟ์สดให้พี่น้องประชาชนได้เห็นด้วย เพราะคณะอนุกมธ.เป็นคณะที่ตบทรัพย์ เป็นห้องเชือด ประชาชนจะไม่เห็นวิธีการ

ซัดไม่รับผิดชอบ-นายกฯโต้ทันที
เวลา 12.05 น. นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายกฯ บอกว่าพูดอะไร ส.ส.ก็ไม่ฟัง แสดงว่าส.ส.ไม่นั่งอยู่ แปลว่าไม่ฟัง แต่ตอนนี้ ตนพูด นายกฯก็ไม่นั่งฟัง ซึ่งจริงๆ แล้วเราฟัง เห็นทั้งกิริยาท่าทางของนายกฯ แต่ท่าน ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ฟังแล้วก็ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง เวลาทำงบก็ไม่รู้สึกรู้สา ต่อสถานการณ์ มาตอบในสภาเหมือนไม่ รับผิดชอบ บอกว่าไม่ได้ทำเอง ถ้าไม่อยากรับผิดชอบกับงบที่แถลงมา และในเอกสาร ก็ ลาออกไป แล้วให้คนอื่นมารับผิดชอบ

พล.อ.ประยุทธ์ใช้สิทธิ์โต้ว่า ที่ท่านกล่าวหาว่าตนไม่รับผิดชอบ โยนความผิดให้คนอื่น ยืนยันว่าไม่ใช่แบบนั้น ท่านฟังคำพูดของตนไม่เข้าใจ ตนพูดว่าตนทำงานโดยต้องฟังจากคณะกรรมการทุกคณะ อย่างไรนายกฯ ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่หนีแน่นอน จะดีจะชั่วก็ต้องรับอยู่แล้ว

“อยากให้ทุกคนเข้าใจในบางครั้ง ผมทราบดีว่าผมค่อนข้างจะอารมณ์แรงนิดนึง เพราะผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ผมพยายามระวังอย่างที่สุดในการที่จะพูดจาตรงนี้ และต้องขอขอบคุณในส่วนที่เป็นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จะรับไปแก้ไขปรับปรุงในขั้นตอนหลังจากงบผ่านไปแล้วในชั้นกมธ. ถ้าไม่ผ่านก็แล้วแต่ ค่อยไปว่ากัน เพราะประชาชนรออยู่ว่าเราจะทำอะไรใหม่ให้เขาได้อีก เราจะดูแลเขาต่อไปได้หรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขุนคลังมั่นใจเก็บรายได้ตามเป้า
เวลา 12.55 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงในสภาถึงการจะจัดเก็บรายได้ 2.49 ล้านล้านบาท ตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่ว่า ที่ผ่านมามีการจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าคือปี 59, 61, 62 ส่วนปี 57, 60, 63 และ 64 จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี การจัดเก็บรายได้จึงไม่เป็นตามเป้า โดยปี 63-64 การจัดเก็บรายได้ลดลง เพราะเผชิญสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องปิดประเทศ ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล ส่วนปี 65 การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เดือน ต.ค.64 – เม.ย.65 จัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 4 หมื่นกว่าล้านบาท คาดว่าสิ้นปี 65 จะจัดเก็บรายได้ตามประมาณการ หรืออาจสูงกว่าก็ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอยู่ในภาวะราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้น และวิกฤตยูเครน-รัสเซีย อาจทำให้เศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คาดไว้ แต่การส่งออกยังขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ ส่วน ปี 66 เมื่อเปิดประเทศ จะรับรายได้จาก นักท่องเที่ยว ทำให้มีฐานภาษี และรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จึงคาดว่าจะจัดเก็บได้ ได้ตามเป้าหมาย 2.49 ล้านล้านบาท

‘จุรินทร์’แจงเงินเฟ้อ-ราคาปุ๋ย
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ชี้แจงถึงอัตราเงินเฟ้อว่า เกิดจากภาวะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเงินเฟ้อต่ำที่สุด อีกทั้งยังคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยเฉลี่ย 3.5% อยู่ในลำดับที่ 163 จาก 192 ประเทศทั่วโลก

ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยไม่ได้ขึ้นไปทั้งหมด เพราะมีทั้งกลุ่มที่ราคาคงเดิม กลุ่มราคาปรับลด และกลุ่มราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่ยอมรับว่าปุ๋ยราคาแพงจริง เห็นใจและเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเราต้องแก้ไขปัญหาสองข้อ คือ แก้ไขราคาไม่ให้ค้ากำไรเกินควร และแก้ไขปัญหาให้มีปุ๋ยใช้ในปริมาณที่เพียงพอ ไม่ให้ขาดแคลน วันนี้ยังกำกับปริมาณให้เพียงพอได้ ด้วยปุ๋ยที่ต้องนำเข้าทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลก เพราะปุ๋ยผลิตจากน้ำมัน เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ปุ๋ยก็ต้องราคาแพงด้วย ค่าขนส่งสูงขึ้นราคาปุ๋ยก็ต้องเพิ่มเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาปุ๋ยทั่วโลก จะพบว่าบ้านเรายังอยู่ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศ

“ยืนยันว่าเครื่องยนต์ส่งออกไม่ได้ดับ ในสถานการณ์โลกต่างๆ ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ผลักดันการส่งออกได้อย่างงดงาม ปี 64 ทำรายได้ถึง 8.5 พันล้านบาท และในปีนี้ ผ่านไปเพียง 4 เดือน ทำ รายได้แล้ว 3.2 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าว่าสิ้นปีนี้ต้องให้ได้ 9 ล้านล้านบาท ฉะนั้นการ ส่งออกจึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญ” นายจุรินทร์กล่าว

‘เจ๊เจี๊ยบ’ฉะวิถีโจร-‘ชวน’เตือน
เวลา 14.00 น. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เหมือนช้างป่วยแล้วควาญช้างยังโง่เขลาเบาปัญญา งบตำรวจ 1.15 แสนล้านบาท 70% เป็นงบบุคลากรหรือเงินเดือน อีก 20% เป็นงบสร้างกับซื้อ ทั้งสร้างแฟลต สร้างโรงพัก เหลือแค่ 10% ที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนและบังคับใช้กฎหมาย งบปฏิรูปตำรวจ 3 พันกว่าล้านบาท เป็นงบที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง การพัฒนาระบบงานปฏิรูปตำรวจตรงไหน

ในส่วนศาลการให้ผู้พิพากษาไปร่วมหลักสูตรกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ขอให้เลิก เราทุ่มงบให้ศาลและอัยการมีอิสระ แต่กลับจัดหลักสูตรสร้างคอนเน็กชั่น อีกส่วนที่หากตัดออกได้หมดจะช่วยประหยัดงบได้คือศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ตัดไปเลย 100% ขณะที่การเลือกตั้งครั้งหน้า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นความหวังเดียว แต่เมื่อเห็นงบ กกต.ก็ต้องตกใจ ถ้าไม่ยุบสภา จะได้เลือกตั้งปี 66 แต่กกต.กลับตั้งงบไม่เพียงพอ หรือพล.อ.ประยุทธ์ติดใจวิถีโจร หรือคิดว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง

ทำให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมตักเตือนการใช้คำพูด แต่นางอมรัตน์ ถามกลับว่าผิดตรงไหน ก็เขาเป็นโจรปล้นประชาธิปไตย และเป็นโจรจริงๆ ประธานจึงชี้แจงว่าถ้อยคำใดที่หนักเกินไปก็ไม่เหมาะไม่ควร ไม่ต้องถอน แต่ขอเตือนว่าไม่เหมาะสม

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงประธานว่า ผู้อภิปรายกล่าวร้าย ขอให้สั่งให้ถอนคำพูด รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย ฝากเตือนผู้อภิปรายถึงสุภาษิตไทยว่าสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลจริงๆ ก่อนที่นาง อมรัตน์จะพูดว่า “ดิฉันไม่นับญาติกับโจร” ก่อนที่นางอมรัตน์จะอภิปรายต่อ

พท.แฉซื้ออาวุธทร.-เย้ยนายกฯบูด
เวลา 16.00 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายงบกระทรวงกลาโหมว่า กองทัพเรือ (ทร.) เสนอจัดซื้ออากาศยานไร้คนขับประจำฐานบินชายฝั่ง (เมล์ ยูเอวี) กำหนดวงเงิน 4,070 ล้านบาท กำหนดทีโออาร์ชัดเจนว่ามียูเอวี 3 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง เช่น ระบบอาวุธ, สถานีควบคุม (กราวด์ คอนโทรล) แต่การจัดซื้อมีเพียงตัว ยูเอวีและระบบควบคุมไม่ติดอาวุธ นอกจากนี้ ก่อนทีโออาร์ประกาศใช้ มีเสี่ยชื่อสองพยางค์ ใกล้ชิดกับบิ๊กในกองทัพ วิ่งเต้นให้แก้ไข ทีโออาร์ ให้ซื้อยูเอวีแบบไม่ซื้ออาวุธ เพราะบริษัทที่มีชื่อสามพยางค์ ไม่สามารถเสนอราคาอาวุธมาได้ และบริษัทผู้ผลิตอาวุธที่เสี่ยเป็นตัวแทนไม่สามารถขายอาวุธให้ไทยได้

ทราบมาว่าบริษัทที่ขายยูเอวีที่ไม่ได้ติดอาวุธ จะเพิ่มให้อีก 4 เครื่อง รวมเป็น 7 เครื่อง และลดราคาให้ 1,000 ล้านบาท เหลือ 3,000 ล้านบาท การลดราคาหรือเพิ่มจำนวนให้ไม่ใช่ประเด็น แต่สำคัญคือ หากยูเอวีไม่ติดอาวุธจะเป็นปัญหา ไม่สามารถสู้รบได้ และการซื้อ ยูเอวี 7 ลำไม่ติดอาวุธ มีราคาจริง 2,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่จัดซื้อ 3,000 ล้านบาท ถือว่าโครงการนี้ส่อมีเงินทอน นายกฯ และครม.บริหารงานแบบรัฐราชการบ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้จ่ายกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย ตนไม่ได้พูดเอง โลกโซเชี่ยลบอกว่ารัฐมนตรีกลาโหมบ้ง นายกฯ บูดมาก

ศาลรธน.สั่ง‘สำลี รักสุทธี’พ้นสส.
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้อง ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของส.ส.ของนายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98 (10) หรือไม่ กรณีนายสำลี เคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดมหาสารคามในคดีหมายเลขดำ ที่ อ 4064/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อ 134/2562 เป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึง ที่สุดว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของส.ส.ของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 89 (10) และมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) ว่า สมาชิกภาพของส.ส.ของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่วันเลือกตั้ง คือ วันที่ 24 มี.ค.62

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย และมีคำสั่งให้นายสำลี หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.นับตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.64 และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ประธานสภาต้องประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่เนื่องจากเดิมนายสำลี เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เมื่อพรรคถูกยุบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ทำให้ไม่สามารถเลื่อนผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็นส.ส.แทนได้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีส.ส.เหลือ 61 คน

ทอ.แจงต้องเดินหน้าซื้อเอฟ-35
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล เสนาธิการทหารอากาศ (เสธ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์กรณีจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ว่า ทอ.ทำงานหนักมาก มองว่าตั้งแต่ปี 2565-75 ต้องทยอยปลดประจำการเครื่องบินรบเพราะเครื่องเก่า ค่าซ่อมบำรุงสูงมาก หากปลดประจำการ 3 ฝูงบิน จะไม่มีโอกาสทดแทน 3 ฝูงบินแน่นอน จึงพิจารณาว่าเครื่องแบบไหนที่มีประสิทธิภาพ 1 ฝูงบินแต่ทดแทนได้ 3 ฝูงบิน ซึ่งเอฟ-35 ตอบโจทย์ที่สุด ที่สำคัญยังมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทอ.ไทยกับทอ.สหรัฐ เพราะส่วนใหญ่เราใช้อุปกรณ์ด้านการบินของสหรัฐซึ่งพัฒนาต่อยอด ทำให้ทอ.มีความพร้อมในการป้องกันภัยคุกคามในอนาคต สามารถเอา F-35 มาทดแทนเครื่องที่ปลดประจำการได้ทั้งหมด

ขอย้ำว่างบจัดซื้อเอฟ-35 ถ้าได้ก็เป็นงบของทอ.ปี 66 กว่า 700 กว่าล้านบาท ที่จะเริ่มต้นโครงการ เช่น ปรับปรุงสถานที่ อุปกรณ์สนับสนุนการบิน และอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบินซึ่งอาจไม่ต้องจ่ายทั้งลำก็ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นช้า อาจต้องยืดเวลาออกไปและอาจทบทวนโครงการอีก แต่หากไม่ผ่านในงบปี 66 ต้องยื่นต่อของบปี 67 เพราะเป็นโครงการที่จะมาทดแทนในสิ่งที่เรากำลังจะขาด และวิเคราะห์ว่าจะมีปัญหาในอนาคตแน่นอน ไม่ได้สร้างใหม่ในสิ่งที่เรามีอยู่ให้เกินเลย

มิตรภาพ – พิธีต้อนรับนายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีให้การต้อนรับ ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน