สธ.ชี้เจอแน่ป่วยฝีดาษลิงรายแรกในไทย เนื่องจากมีคนจากต่างประเทศจำนวนมากเข้ามา ร่วมงาน ‘ไพรด์พาเหรด’ ในกรุงเทพฯ สัปดาห์หน้า เตรียมคุมเข้มเที่ยวบินจาก 6 ชาติทั้งแอฟริกา อังกฤษ โปรตุเกส สเปน แคนาดา และเยอรมนี แนะเว้นระยะห่างคนเป็นผื่น เลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่งใกล้ชิด กอดจูบ ศบค.เผยติดโควิดลดเหลือ 2.5 พัน เสียชีวิตเพิ่ม 34 ‘อนุทิน’ ห่วงเปิดผับบาร์ยอดติดเชื้อพุ่ง
ห่วงฝีดาษลิงโผล่‘ไพรด์พาเหรด’
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า จากการเฝ้าระวังและ คัดกรองโรคฝีดาษลิงในประเทศ ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยและผู้ป่วยเข้าข่ายเพิ่มเติม ส่วนชาวต่างชาติ 3 รายที่ผลการตรวจพบว่าเป็นโรคเริม รักษาตัวและกลับบ้านไปตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.65 โดยการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงที่เป็นโรคติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิด แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่กรมควบคุมโรคก็ประสานไปยังโรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทางต่างๆ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคผิวหนัง ว่าหากพบผู้ป่วยที่เข้านิยามให้ส่งข้อมูลมาส่วนกลาง แต่ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังไม่เข้านิยาม เช่น ไม่มีตุ่ม ไม่ออกผื่น อย่างไรก็ตาม โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย ยังอยู่ในโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเทียบได้กับโรคไข้เลือดออก
เมื่อถามว่าหากประเมินสถานการณ์โรคฝีดาษลิงทั่วโลก คาดว่าไทยเราจะพบผู้ป่วยประมาณช่วงใด นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า สำหรับการพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงเริ่มต้นในเดือนพ.ค.จากเทศกาลไพรด์ (pride festival) ประเทศสเปน ซึ่งสัปดาห์นี้ไทยเราก็จะมีงานไพรด์พาเหรดขึ้น อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องเฝ้าระวังเที่ยวบินตรงจากประเทศที่พบการติดเชื้อในประเทศแล้ว ตอนนี้มี 5 จากเดิม 3 ประเทศ คือ แอฟริกา อังกฤษ โปรตุเกส สเปน และแคนาดา และจับตาเยอรมนีเพิ่มเติม ทั้งนี้ผู้เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 1 หมื่นคนต้นๆ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงในไทย เนื่องจากสัปดาห์นี้จะมีการเดินขบวนพาเหรดงานไพรด์ในไทยที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีผู้เดินทางมาจากต่างประเทศเข้าร่วมงาน ก็อาจจะพบผู้ป่วยเข้ามาอย่างแน่นอน
สธ.เฝ้าระวัง-แนะอย่าใกล้ชิด
เมื่อถามถึงมาตรการที่ต้องเตรียมในการจัดงานไพรด์พาเหรด นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ที่จัดงานยังไม่ได้ประสานข้อมูลมา แต่กระทรวงสาธารณสุขวางแผนระบบเฝ้าระวังสถานพยาบาลในกรุงเทพฯ พร้อมประสานเครือข่ายผู้ดูแลงานโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาในคลินิกเฉพาะทางด้วย แต่ย้ำว่าโรคฝีดาษลิงไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เป็นโรคติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรง ดังนั้นมาตรการ Universal Prevention หรือ UP ด้วยการเว้นระยะห่างกันจะดีที่สุด
เมื่อถามต่อว่าหากผู้เข้าร่วมงานไพรด์พาเหรดจะต้องเฝ้าระวังตนเองต่อไปอีกกี่วัน นพ.จักรรัฐกล่าวว่า หากมั่นใจว่าไม่ได้ใกล้ชิดผู้ที่อาการป่วย ออกผื่นก็ไม่น่ากังวล แต่หากใกล้ชิดกันโดยไม่ได้สังเกต ก็เป็นความเสี่ยง ฉะนั้นหากพบผู้ที่มีอาการผื่นก็ขอให้พามาตรวจที่ร.พ. เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่โรคฝีดาษลิง ทั้งนี้ ระยะฟักตัวของโรคคือ 5-21 วัน ดังนั้น หากจะเฝ้าระวังตัวเองก็ต้องอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังจากความเสี่ยงนั้นๆ อาการเบื้องต้น 10 วันแรกจะเป็นไข้ หลังจากนั้นจะเป็นผื่นขึ้น ก็ขอให้รับการตรวจที่ร.พ.
“ช่วงงานไพรด์พาเหรด แม้คนที่ร่วมงานยังไม่มีผื่น แต่ถ้าจะให้ดียังคงต้องทำ UP เว้นระยะห่างจากคนให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งมีความกังวลว่าหลังจากจบงานแล้วจะมีการเที่ยวกันต่อหลายวัน มีการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ ก็อาจติดเชื้อได้” ผอ.กองระบาดวิทยา กล่าว
เมื่อถามถึงแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงจำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยชุด PPE หรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ใช่โรคติดต่อจากระบบทางเดินหายใจ แต่ติดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งแบบใกล้ชิด เช่น การกอด การจูบ ฉะนั้นคนทั่วไปที่เดินผ่านคนมีอาการผื่น ก็ไม่มีความน่ากังวล เพียงแต่เดินห่างๆ ก็พอ เพราะระยะแพร่เชื้อส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่ออกผื่นแล้ว
เผย 12 คนเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ
นพ.จักรรัฐกล่าวถึงการเฝ้าระวังติดตามกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงต่ำ 12 รายที่ใกล้ชิด ผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงบนเครื่องบินที่รอต่อเครื่องในไทยไปออสเตรเลียว่า ทั้ง 12 ราย ขณะนี้ไม่มีอาการใดๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ จึงไม่น่ากังวล แต่โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย เรียกว่าความรุนแรงไม่ได้มาก หายเองได้ เพียงแต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากเริ่มมีอาการและเข้าพบแพทย์ก็จะรักษาตามอาการให้หายได้
เมื่อถามถึงกรณีบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนตั้งคำถามว่าต้องมีวัคซีนป้องกันให้กับบุคลากรด้วยหรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ต้องศึกษาและพิจารณาว่าการใช้สอดคล้องกับการระบาดหรือไม่ หากมีการระบาดจำนวนมากจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันคนส่วนใหญ่ไม่ให้ป่วย แต่หากไม่มีเคสและมาฉีดวัคซีนก่อน ผลข้างเคียงที่เกิดจากการฉีดวัคซีนอาจรุนแรงกว่าไม่ฉีด ซึ่งการประเมินสถานการณ์ทั่วโลกไม่ใช่หลักหมื่นหลักแสนราย จึงต้องประเมินสถานการณ์ก่อน
“ขอให้มีการติดตามสถานการณ์ก่อน หากจะฉีดวัคซีนต้องมีปริมาณมากเพียงพอ และต้องฉีดให้กับคนที่เกี่ยวข้องก่อน คือกลุ่มที่ดูแลคนเดินทางมาจากต่างประเทศ หรือบุคลากรทางการแพทย์ แต่บุคลากรการแพทย์จะเป็นกลุ่มไหนก็ต้องพิจารณาอีก เพราะบุคลากรก็มีจำนวนมากเช่นกัน ส่วนจะสั่งซื้อหรือไม่ อย่างไรก็ต้องมีการพิจารณาวางแผน ทั้งหมดต้องติดตามข้อมูลก่อน” นพ.จักรรัฐกล่าว
ติดโควิดเพิ่ม2.5พัน-เสียชีวิต 34
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้รายงาน 2,560 ราย ติดเชื้อสะสม 4,457,580 ราย หายป่วยเพิ่ม 5,605 ราย สะสม 4,391,307 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 34 ราย เสียชีวิตสะสม 30,081 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 36,192 ราย อยู่ ร.พ.สนาม HI CI 20,578 ราย และอยู่ในร.พ. 15,614 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 846 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 417 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 11.8% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 6 ราย และติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 2 ราย
เปิดวันแรกเข้าไทยเกือบ2หมื่น
ด้านพญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศบค. แถลงว่า จากมติศบค.ผ่อนคลายเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ได้ยกเลิกการเข้าประเทศในระบบ Test&Go ซึ่งหากเป็นคนไทยเข้าประเทศๆ ได้เพียงเตรียมเอกสารรับรองฉีดวัคซีน ส่วนต่างชาติ มี 2 รูปแบบ คือ VIP เตรียมเอกสารวัคซีน ประกันชีวิต 1 หมื่นเหรียญ ร่วมพาสปอร์ต หากไม่ฉีดวัคซีนเข้ามาได้ แบบที่ 2 คือ TIP คือมีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ 72 ชั่วโมงก่อนเข้าไทย หากไม่ตรวจเข้ามาถึง ต้องตรวจ ATK โดยเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทำประกันชีวิตและพาสปอร์ตเช่นกัน สำหรับผู้เดินทางเข้ามาวันที่ 1 มิ.ย. หลังยกเลิก Test&Go และลงทะเบียนผ่าน Thailand Pass เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.เข้ามาทางอากาศ 19,767 คน โดยฉีดวัคซีนครบ 19,713 คน ไม่ได้ฉีดวัคซีน ใช้ผลตรวจ 54 คน ส่วนเข้ามาทางบก 34 ด่าน ผลการตรวจเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยมีรายงาน 2 คน ส่วนใหญ่เข้ามาหลังยกเลิก Test&Go พบผู้ติดเชื้อน้อยมาก
พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า ส่วนการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ ในพื้นที่สีเขียว 14 จังหวัด และสีฟ้า 17 จังหวัด ซึ่งขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงเที่ยงคืน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับกทม. ตำรวจ สุ่มตรวจเยี่ยมสถานบันเทิงว่าเป็นไปตามมาตรฐาน และมาตรการสาธารณสุขหรือไม่ ซึ่งการเปิดกิจการต้องผ่านการประเมิน Thai Stop COVID 2+ พนักงานรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ปิดและมีการใช้เวลาร่วมกันของกลุ่มคนเป็นเวลานาน ต้องตรวจ ATK สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งกรมอนามัยรายงานว่ามีจำนวนสถานบันเทิงทั่วประเทศรับการประเมินวันที่ 23-30 พ.ค. ทั่วประเทศ 3,761 แห่ง มี 3,522 แห่ง หรือ 94% ผ่านการประเมิน Thai Stop COVID2+ แล้ว ส่วนพื้นที่สีเขียวและสีฟ้าที่เปิดได้นั้น มีร้านสถานบันเทิงประเมิน 3,412 แห่ง ผ่านประเมิน 3,196 แห่ง คิดเป็น 94% ฝากผู้ที่ไปเป็นลูกค้า ก่อนเข้าร้านให้มองหาป้ายใบรับรองการผ่านการตรวจ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองเมื่อไปเที่ยว หากเราไปแล้วยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือยังไม่ได้เข็มกระตุ้น ควรไปรับก่อน เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการ
“การเปิดผับบาร์คาราโอเกะ ศบค. ให้ศปก.มท.และกรมอนามัย ติดตามสุ่มตรวจเป็นระยะ ถ้าไม่เป็นตามมาตรฐานความปลอดภัย จะได้รับการตักเตือน หากยังมีความเสี่ยงอยู่ อาจจะต้องให้พักปิดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงให้ปลอดภัยมากขึ้น” พญ.สุมนีกล่าว
ไม่ต้องตรวจเอทีเคทุกสัปดาห์
พญ.สุมนีกล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีการเปลี่ยน แปลงในวันที่ 1 มิ.ย. คือการรายงานสถาน การณ์โควิดของไทยวันนี้มีการปรับรายงานเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีอาการและไปรับการรักษาในสถานพยาบาล คือ ผู้ป่วย จากเดิมที่เป็นผู้ติดเชื้ออาจมีอาการหรือไม่ก็ได้ ตอนนี้จะเน้นผู้ป่วยติดเชื้อและมีอาการไปรับบริการที่สถานพยาบาล โดยตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่วันนี้อยู่ 2,560 ราย แนวโน้มการป่วยหนักลดลงอย่างชัดเจน ทั้งปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ ส่วนผู้เสียชีวิตวันนี้ 34 ราย แนวโน้มก็ยังลดลง แต่ 100% ผู้เสียชีวิตยังเป็นกลุ่มเสี่ยง เป็นผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 82% และมีโรคเรื้อรัง 18% โดย 53% ไม่ได้รับวัคซีนเลย แม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลุ่มเป้าหมายหลักที่มีความเสี่ยง ต้องไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น คือสูงอายุและเด็กเล็ก
“สถานการณ์โควิดในไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จำนวนผู้ป่วย อาการหนัก และเสียชีวิต ลดลง แต่ขณะนี้มีมาตรการผ่อนคลายกิจการกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ต่อไปอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้บ้าง ขอความร่วมมือประชาชนคงมาตรการป้องกันตนเองครอบจักรวาล ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เป็น 2 มาตรการหลักประชาชนในการดูแลป้องกันตนเอง ส่วนสธ.และสถานพยาบาลจะดูแลเตรียมความพร้อมดูแลรักษาโควิดสำหรับผู้ที่ต้องมารักษาที่ร.พ. โดยมีการจัดการ 3 พอ คือ เตียงพอ ยาวัคซีนพอ และบุคลากรทางการแพทย์พอ ส่วนสถานประกอบการ โรงเรียน กิจการ ห้างร้านต่างๆ อยู่ภายใต้มาตรการ COVID Free Setting ไม่จำเป็นต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ แต่ตรวจเมื่อมีอาการหรือมีความเสี่ยงสงสัยติดเชื้อ” พญ.สุมนีกล่าว
พญ.สุมนีกล่าวต่อว่า ทั้งหมดเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกับโควิดแบบรู้ทัน ป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคได้ ส่วนการแถลงข่าวจะลดวันแถลงตามสถานการณ์ คือเหลือเดือนละ 2 ครั้ง เป็นพฤหัสฯเว้นพฤหัสฯ หากตรงกับวันประชุมศบค.ใหญ่ก็จะเลื่อนไปเป็นวันประชุมใหญ่แทน
พบ 6 คนไทยไร้หลักฐานฉีดวัคซีน
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากประเทศไทย กำหนดให้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.65 คนไทยที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย ไม่ต้องกรอกข้อมูลในระบบ Thailand Pass แต่จะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หรือผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 (Pro-ATK หรือ RT-PCR) ในการเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าในการบังคับใช้มาตรการวันแรกพบปัญหานักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้าประเทศ 6 คน ไม่มีการแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนและผลตรวจ ATK ซึ่งตรวจพบที่ด่านควบคุมโรคขาเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกคำสั่งให้ผู้โดยสารดังกล่าวรีบไปตรวจ ATK โดยให้สถานพยาบาลเป็นผู้รับรองและส่งผลกลับมาภายในเวลา 48 ชั่วโมง หากครบกำหนดเวลาไม่ส่งผลตรวจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
“หลังบังคับใช้มาตรการวันแรก ก็มีปัญหา โดยวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมามีผู้โดยสารชาวไทยจากต่างประเทศเดินทางเข้าไทยรวม 4,000 คน พบปัญหา 6 คน ที่ไม่มีใบรับรองฉีดวัคซีนหรือผลตรวจ ATK ดังนั้นจึงขอเตือนไปยังคนไทยที่จะเดินทางเข้าไทยให้เตรียมผลตรวจให้พร้อม เพราะหากเดินทางเข้าไทย แต่ไม่มีผลตรวจและเจ้าหน้าที่ด่านสาธารณสุขที่สนามบินทั่วประเทศ ตรวจเจอ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โรคติดต่อ มีโทษปรับ 2 หมื่นบาท หรือ จำคุก 1 ปี”
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยวันที่ 1 มิ.ย.2565 ซึ่งเป็นวันแรกที่ไทยเปิดประเทศว่า มีจำนวนผู้โดยสารรวม 19,767 คน จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมาตรการด้านสาธารณสุขสำหรับการเดินทางเข้าไทย ปรากฏว่ามี ผู้โดยสารที่แสดงหลักฐานวัคซีนครบตามข้อกำหนด 19,713 คน และผู้โดยสารที่มีผลตรวจ ATK 54 คน โดยจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทย ซึ่งเป็นชาวไทยรวม 2,000 คน พบว่า 6 คนไม่มีหลักฐานการฉีดวัคซีนและผลตรวจ ATK ตามข้อกำหนด
สธ.แจงขอรับเข็ม 5 ได้เลย
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการให้วัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นเป็นเข็มที่ 5 ว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข(สธ.)ให้นโยบายในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้กับคนไทย ด้วยการเร่งฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ที่รับวัคซีนเข็มที่ 3 ครบ 3 เดือนให้มารับเข็มที่ 4 ส่วนประชาชนทั่วไปรับเข็มที่ 3 ครบ 4 เดือนให้มารับเข็มที่ 4 และพิจารณาการให้วัคซีนเข็มที่ 5 ในกลุ่มผู้ที่มีความจำเป็น เช่นต้องเดินทางไปต่างประเทศที่กำหนดให้รับวัคซีนในชนิดต่างๆ หรือกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เมื่อถามถึงหลักการให้วัคซีนเข็มที่ 5 ในประชาชนทั่วไปที่อยากจะขอรับการฉีด สธ.ส่งหนังสือไปยังหน่วยบริการฉีดแล้วหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศแนวทางการให้วัคซีนเข็มที่ 5 อย่างเป็นทางการ เนื่องจากข้อมูลการฉีดในไทยยังน้อยอยู่ แต่หากผู้ประสงค์จะรับก็ให้ติดต่อได้ที่หน่วยบริการฉีดวัคซีน โรงพยาบาล และสถานพยาบาล ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการเดิมอย่างที่เราเคยปฏิบัติกันมาคือ พิจารณาระยะเวลาให้วัคซีนและชนิดวัคซีนตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น ผู้ที่อาจไปตรวจระดับภูมิคุ้มกันมาแล้วพบว่าภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ
ถามต่อว่าแนวทางของวัคซีนเข็ม 5 ควรจะเป็นชนิดใด นพ.โอภาสกล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าการฉีดจะเป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากการเริ่มต้นวัคซีนแต่ละคนต่างกัน รวมถึงจุดประสงค์ที่จะฉีดด้วย เช่น ผู้ที่จะไปประเทศญี่ปุ่น ที่กำหนดวัคซีนไฟเซอร์ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับได้ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แพทย์ก็จะพิจารณาวัคซีนเข็มกระตุ้นให้
‘อนุทิน’รับเปิดผับบาร์ทำติดเชื้อพุ่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ตรวจสถานบันเทิง หลังศบค.ผ่อนคลายให้เปิดบริการตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์แล้ว ยอมรับว่าเป็นห่วง เนื่องจากแต่ละสถานที่มีความเสี่ยงเยอะเพราะใช้เสียงเต็มที่ ยอมรับว่าอาจมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ทุกร้านมีมาตรการป้องกันเต็มที่ โดยกรุงเทพฯ มีสถานบันเทิงกว่า 300 แห่ง ที่มาขออนุญาตเปิดให้บริการ ได้แจ้งเรื่องการดำเนินการป้องกันแล้ว สิ่งสำคัญคือขอให้ฉีดวัคซีนให้เยอะๆ 3-4 เข็มยิ่งดี ก่อนที่จะไปเที่ยว เพราะต่อให้ติดเชื้อก็ไม่เป็นไร จะไม่มีอาการหนักหรือเสียชีวิต ถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีน เข้าไปเที่ยวไม่ได้ หากเจ้าหน้าที่จับได้ ถือว่าผิดกฎหมาย ดังนั้นแต่ละร้านต้องคัดกรองและต้องประเมินให้ดี ใช้ความระมัดระวัง การจะไปหยุดหรือล็อกคงไม่ใช่เรื่อง หากทำความเข้าใจได้และคนไปเที่ยวฉีดวัคซีน ติดเชื้อไม่ต้องกินยาก็หาย ถ้าเข้าใจก็เดินหน้าต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้หากพบติดเชื้อ จะกลับมาใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าทุกคนฉีดวัคซีนหมดแล้วติดเชื้อ จะไม่เป็นไร กินยาฟาวิพิราเวียร์ หรือฟ้าทะลายโจร ได้ บางคนติดเชื้อ 3-4 วันก็หาย ไม่ต่างจากโรคอื่นที่เคยเป็น จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่เราคุ้นเคย เช่นไข้เลือดออก หรือเป็นไข้หวัดอีกชนิด และขณะนี้ที่เห็นชัดคือคนที่ฉีดวัคซีนพบติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยลง อาจมีหลุดที่ติดเชื้อมาบ้าง แต่เตียงโรงพยาบาลมีพร้อม และผู้ป่วยที่ต้องใช้เตียงก็น้อยลง
เมื่อถามว่าจะใช้เวลากี่วันประเมินตัวเลข หลังให้เปิดสถานบันเทิง จึงจะมีมาตรการออกมารับมือ นายอนุทินกล่าวว่า วงรอบการติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน ถ้ามีการติดเชื้อเพิ่มมาเป็นหมื่นคน แสดงว่าเป็นไปตามที่ประเมินว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ต้องดูคนที่ป่วยหนัก ถ้าจำนวนไม่เพิ่ม และคนที่เสียชีวิตอยู่ในข่าย 608 เท่ากับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เดินหน้าต่อไปได้ มาถึงขนาดนี้ให้ฉีดวัคซีนให้เยอะ เวลานี้ฉีดไปได้ถึง 140 ล้านโดส อย่าไปกลัว ไม่มีอันตรายแน่นอน หากจะใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากที่สุดต้องฉีดวัคซีน คนที่ฉีดเข็ม 3 เกินเวลา 3 เดือนให้ไปฉีดเข็ม 4 คนที่ฉีดเข็ม 4 แล้วให้ไปฉีดเข็ม 5 และต่อไปอาจต้องฉีดกระตุ้นทุกปี จนกว่าจะนิ่ง
‘ชัชชาติ’หวังถอดแมสก์เร็วสุด
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจ.ภูเก็ตประกาศให้สามารถถอดหน้ากากในพื้นที่สาธารณะได้ว่า กทม.อยากเปิดหน้ากากให้เร็วที่สุด แต่จะต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญ ทั้งทางสำนักอนามัย และสำนักการแพทย์ เพื่อดูข้อมูล เนื่องจากสถานการณ์การติดเชื้อดีขึ้นในระดับหนึ่ง นอกจากนี้จะหารือถึงเรื่องการขยายเวลาการเปิดสวนสาธารณะ ร้านเหล้า ผับ บาร์ และคาราโอเกะ โดยเชื่อว่าจะทำให้ความหนาแน่นของผู้ที่มาใช้บริการลดน้อยลง