ยายวอนสาวกู้ชีพมอบตัว ใกล้จับ‘ผัวเมีย-คนพาหนี’
ยายถึงช็อก! รู้ข่าวกู้ภัยสาวร่วมผัวขนยาบ้า 2.5 ล.เม็ด ไม่คิดจะกล้าทำผิดขนาดนี้ ตร. เร่งหมายจับ 2 ผัวเมีย-คนพาหนี ส่วน 2 ผู้ต้องหาขับรถ สเกาต์นำรถตู้พยาบาลขนยารีบชิงสารภาพตัดตอนจากจอมบงการ รับผิดเองทั้งหมดเป็นคนจ้าง-สั่งการ ผบช.ภ.1 ประชุมถกร่วมสธ.-สพฉ.-มูลนิธิฯ ขีดเส้น 30 วัน เช็กยอดรถกู้ภัย-ฉุกเฉิน ทั้งภาครัฐและเอกชน สั่งตรวจเข้มทุกคันที่ไม่ติดตราระบุสังกัดให้ชัดเจน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) พล.ต.ท. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.ภ.จว.สระบุรี แถลงข่าวจับกุมเครือข่ายลําเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำมาจําหน่ายและแพร่กระจายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมยาบ้า 2,250,000 เม็ด โดยคนร้ายใช้รถพยาบาลขนยาบ้า ตำรวจจับกุมนายสมพงษ์ สุรินทร์คำ อายุ 23 ปี และนายพิทวัส ไชยสลี อายุ 23 ปี ที่ทำหน้าที่ขับรถกระบะตู้ทึบนำทางระหว่างขนยาบ้า และรถพยาบาลฉุกเฉิน ที่ใช้ขนยาบ้าที่ซอยหทัยราษฎร์ 39 ย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ
ส่วนนายจิรายุทธ หรือโด้ คงดี น.ส. ทิพวรรณ หรือทิพย์ ชัยเสนา ภรรยา เจ้าของรถพยาบาล และนายชาญณรงค์ หรือไอซ์ พุฒเจริญ คนขับกระบะกู้ภัย พาสองสามีภรรยา หลบหนีอยู่ระหว่างติดตามตัวจับกุม และรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ล่าสุดตำรวจตรวจยึดรถกระบะกู้ภัยที่ใช้ พาหลบหนีได้แล้ว ในพื้นที่ สน.จรเข้น้อย กรุงเทพฯ
พล.ต.ท.จิรพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นทราบตัวคนร้าย 2 คน ที่หลบหนีแล้วอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว ขบวนการนี้มีผู้ต้องหารวม 5 คน ตำรวจดำเนินข้อหา กระทำผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ครอบครองโดย ผิดกฎหมายอันก่อให้เกิดการแพร่กระจาย ในหมู่ประชาชน 4 ราย ส่วนอีก 1 รายที่พา 2 สามีภรรยาหลบหนี อยู่ระหว่างพิจารณาข้อหาให้ที่พักพิง สนับสนุนช่วยเหลือ ผู้ก่อเหตุรุนแรง
ส่วนพฤติการณ์ของคนร้าย สืบทราบว่า ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้งทำหน้าที่เป็นชุดรับจ้างลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนภาคอีสาน เข้ามาส่งและจำหน่ายในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ค่าจ้างครั้งละ 1.5-3 แสนบาท ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. นายจิรายุทธและน.ส.ทิพวรรณ สองผัวเมีย ขับรถพยาบาลฉุกเฉินข้ามเขตจากกรุงเทพฯ ไปรับยาบ้าที่ จ.เลย และมีรถกระบะตู้ทึบนำทางกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง หลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังนายทุน หรือผู้บงการที่สั่งการสองผัวเมีย และตรวจสอบเส้นทาง การเงิน หากพบใครมีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด
“วันนี้ตำรวจยังได้เชิญหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ผู้บังคับการ 9 จังหวัด ในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และมูลนิธิกู้ภัย 9 จังหวัด มาวางแนวทางจัดระเบียบรถพยาบาลฉุกเฉิน และรถกู้ภัย เนื่องจากมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง สพฉ. ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดจะให้แต่ละหน่วยงานเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมีตำรวจเป็นตัวกลาง ให้ทุกฝ่ายทำงานประสานสอดคล้อง เป็นแนวทางเดียวกัน” ผบช.ภ.1 กล่าว
พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี เผยว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาสองคนที่ถูกจับกุมสารภาพว่า เป็นผู้สั่งการและว่าจ้างให้สอง สามีภรรยา ขับรถพยาบาลไปรับยาบ้าที่จ.เลย มาซุกซ่อนไว้ที่กรุงเทพฯ จากนั้นจะมีคนมารับอีกทอดหนึ่ง ส่วนนายชาญณรงค์ที่ทำหน้าที่มารับพาสองสามีภรรยาหลบหนี อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ แต่ตำรวจจะต้องออกหมายจับในฐานะให้การสนับสนุน พร้อมยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวมีทั้งหมด 5 คน ตำรวจมีหลักชัดเจนเชื่อว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็วๆ นี้ ส่วนตัวนายทุน หรือตัวการใหญ่นั้น ตำรวจมีข้อมูลบางส่วนแล้วอยู่ระหว่างรวบพยานหลักฐาน

คุมรถฉุกเฉิน – พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 แถลงคดีรถกู้ชีพขนยาบ้า 2 ล้านกว่าเม็ด ที่บช.ภ.1 พร้อม มาตรการคุมรถฉุกเฉิน ขณะที่ญาติวอนน.ส.ทิพวรรณ หรือทิพย์ ชัยเสนา (ภาพเล็ก) เมียคนขับรถกู้ชีพมอบตัว
ต่อมา พล.ต.ท.จิรพัฒน์เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ผู้บังคับการ 9 จังหวัดในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และมูลนิธิกู้ภัย 9 จังหวัด ว่า หลังจากนี้จะรวบรวมข้อมูลการขอใบอนุญาตที่ถูกต้องของรถลำเลียงผู้ป่วย รถ สพฉ. รวมถึงรถที่อยู่ในความดูแลของ อบต. และ อบจ. ขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด หากมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจะรวบรวมไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูล โดยเบื้องต้นได้สั่งการภูธรจังหวัด ทั้ง 9 จังหวัด รวบรวมข้อมูลให้แล้วเสร็จภาย ใน 30 วัน พร้อมกำชับให้กวดขันรถที่มีลักษณะคล้ายรถพยาบาล แต่ไม่ติดสังกัด ให้ชัดเจน
ด้านนางพรอุมา อุบลรัตน์ ตัวแทนมูลนิธิร่วมกตัญญู ยอมรับว่าทางมูลนิธิผิดพลาดในการตรวจสอบข้อมูลเจ้าหน้าที่ก่อนจะตัดสินใจรับเข้ามาปฏิบัติงาน แต่พร้อมจะแก้ไขปัญหา รถกู้ภัย-กู้ชีพที่อยู่ในความรับผิดชอบของมูลนิธิร่วมกตัญญู ใน 9 จังหวัดภูธรภาค 1 ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้วกว่า 100 คัน จากทั้งหมดกว่า 400 คัน ส่วนบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทำบัตรประจำตัวอาสาฯ ทำให้ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้
วันเดียวกันบ้านโพธิ์ทอง ต.บ้านสิงห์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิดของน.ส.ทิพวรรณหนึ่งในผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี ญาติๆ ต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยายของน.ส.ทิพวรรณ วัย 67 ปี บอกว่า ที่ผ่านมาเวลาหลานเอาศพไปส่งตามเขตภาคอีสานมักจะมาแวะที่บ้านซื้อกับข้าวมารับประทานกัน ถามว่าทำงานอะไรหลานตอบว่าทำงานกู้ภัย ไม่เคยคิดสงสัยหลานว่าจะไปทำแบบนี้
ด้านน.ส.อิง (นามสมมติ) อายุ 25 ปี พี่สาว น.ส.ทิพวรรณ เผยว่า น้องสาวไปอยู่กับพ่อแม่ซึ่งย้ายไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่หลังจบชั้น ป.6 ที่ ต.บ้านสิงห์ นานๆ พ่อแม่จะพา กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง หลังทราบข่าวรู้สึกตกใจ เพราะไม่คิดว่าน้องสาวกับแฟนจะกล้าทำถึงขนาดนี้ จากที่ฟังข่าวทราบว่า น้องสาวขนยาได้ค่าจ้างเที่ยวละ 300,000 บาท ทำมาแล้ว 3 ครั้ง มาถูกจับครั้งนี้ เท่ากับทำสำเร็จมาแล้ว 2 ครั้ง ต้องได้เงินไม่น้อยกว่า 600,000 บาท เท่าที่สังเกตน้องสาวกับน้องเขยไม่เคยมีเงิน ยังต้องขอเงินพ่อแม่ใช้เป็นประจำ
“แต่มีสิ่งผิดสังเกต ตอนพ่อแม่ของน้องทิพย์ ที่กรุงเทพฯ เล่าให้ฟังหลายครั้งว่า ตอนที่น้องสาวกับสามีไม่ได้ออกงานจะมีคนมายืมรถเป็นประจำครั้งละ 2-3 วัน โดยไม่รู้ว่าเอาไปไหน มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มเพื่อนน้องสาวกับสามีอาจจะไปยุ่งเกี่ยวกับยา เสพติดมาก่อนหน้านี้ แล้วมีการชักชวน กันไป จนถึงขั้นขนยาคราวละเป็นล้านเม็ด ถึงเวลานี้ก็อยากให้น้องสาวออกมามอบตัว เพราะคิดว่าหนีไม่รอด เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามหาตัวอย่างเข้มข้น” พี่สาว น.ส.ทิพวรรณ กล่าว