แต่ศาลให้เฉพาะสุนทรส่วนครูโอ๊ะเชื่อไม่หนีฝ่ายค้านเคาะ10รมต.ลุย‘เด็ดหัวสอยนั่งร้าน’
ศาลคดีทุจริต ออกหมายจับ ‘สุนทร วิลาวัลย์’ พ่อรมช.ศธ. พร้อมพวกรวม 4 ราย คดีรุกป่าเขาใหญ่ ส่วนรมช.กนกวรรณไม่โดน เหตุไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหลังป.ป.ช.ส่งคดีต่อศาล อีกคดีป.ป.ช.ฟ้องเอง ฟันอาญารมช.มท. ‘นิพนธ์’ สมัยเป็นนายกอบจ.สงขลา ไม่เซ็นจ่ายค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 50 ล้านบาท ฝ่ายค้านเปิดยุทธการ ‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’ ซักฟอก 10 รมต.พรรคแกนนำ ไม่เว้น ‘3 ป.’ โวมีใบเสร็จล้มรัฐบาล ประธานวิปรัฐบาลยันเสียงโหวตแน่นปึ้ก ถกร่างพ.ร.บ.ตำรวจเดือด ประธาน‘พรเพชร’ ไล่ส.ว.เสรี พ้นห้องประชุม
ป.ป.ช.แถลง‘รมช.ศธ.-พวก’รุกป่า
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าว กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนาง กนกวรรณ วิลาวัลย์ หรือครูโอ๊ะ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสุนทร วิลาวัลย์ บิดา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้อง กรณีถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐออกโฉนดที่ดินบุกรุกป่าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี
คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล นางกนกวรรณ กรณีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 41158 เป็นการออกให้แก่นางกนกวรรณ ศรีจันทร์งาม (สกุลขณะนั้น) ,โฉนดที่ดินเลขที่ 41159 เป็นการออกให้แก่นายสุนทร วิลาวัลย์ และ โฉนดที่ดินเลขที่ 41160 เป็นการออกให้แก่น.ส.น้อย ตุ้มพันธ์ โฉนดทั้งหมดอยู่ในต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตป่าไม้ถาวร โดยมิชอบ และออกโดยฝ่าฝืนข้อ 9 ของระเบียบกรมที่ดิน
โดยมีผู้ถูกกล่าวหา คือ 1.นายจีรศักดิ์ ผลสุข เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-นครนายก-ปราจีนบุรี-สระแก้ว 2.นางสุรางค์ คัณฑารมย์ เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่ผู้กำกับการเดินสำรวจ 3.นายสมศักดิ์ หีบเงิน เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่ผู้กำกับการรังวัด 4.นางพรรณเพ็ญ ภาคาญาติเมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิหรือจำรูญหิน 5.นายประทาน บานชื่น เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัด
6.นายทวี หมื่นศรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 ต.เนินหอม 7.นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ (ศรีจันทร์งาม) ผู้นำเดินสำรวจ (ปัจจุบันเป็น รมช.ศึกษาธิการ) 8.นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้นำเดินสำรวจเมื่อครั้งเป็น ส.ส.ปราจีนบุรี (ปัจจุบันเป็นนายกอบจ.ปราจีนบุรี) 9.น.ส.น้อย ตุ้มพันธ์ ผู้นำเดินสำรวจ 10.นายคณิต เพชรประดับ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งช่างรังวัด 6 กรมป่าไม้
ฟ้องอาญาศาลคดีทุจริต
นายนิวัติไชยกล่าวว่า ปัจจุบันอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-5 และที่ 10 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 และมีคำสั่งดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่ 6-9 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2565 และให้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหา ทั้ง 10 ราย ไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ในวันที่ 9 มิ.ย.2565 เวลา 09.30 น. เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป
จนถึงขณะนี้ (เวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 9 มิ.ย.2565) มีผู้ถูกกล่าวหา 6 ราย ยังไม่ไปรายงานตัวกับอัยการ ได้แก่ นางสุรางค์ นายสมศักดิ์ นางกนกวรรณ นายสุนทร น.ส.น้อย และนายคณิต หากไม่ไปภายใน วันเดียวกันนี้ จะต้องมีการออกหมายจับเพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาออกหมายจับอยู่ อย่างไรก็ตามการชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ฟันจริยธรรมร้ายแรง‘กนกวรรณ’
นายนิวัติไชยกล่าวว่า ปัจจุบันยังมีการครอบครองเอกสารสิทธิและโฉนดที่ดินที่ไม่ถูกกฎหมาย จึงเห็นว่าการที่นางกนกวรรณยังมีการครอบครองเอกสารสิทธิที่ดินดังกล่าว ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการ ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ข้อ 8
หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ 11 ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และข้อ 17 ไม่กระทำการใด ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ประกอบข้อ 27 ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง โดยจะส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาเพื่อให้เพิกถอนจากตำแหน่ง หากศาลประทับรับฟ้องแล้วต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าลักษณะความผิดเหมือนกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่รุกป่าจ.ราชบุรี หรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า ลักษณะที่มีการครอบครองที่ดินและยัง ไม่สละการครอบครอง คล้ายกัน แต่กรณีนี้เป็นการครอบครองที่ไม่ชอบและไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก และมีการร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กรณีน.ส.ปารีณา เป็นการบุกรุก ซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมด้วย ฐานความผิดจึงคนละแบบกัน กรณีนี้มีการร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการชี้แนวเขตให้ จึงถือเป็นการสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด
ออกหมายจับสุนทร-ครูโอ๊ะไม่โดน
ผู้สื่อข่าวรายงาน เวลา 13.30 น. นางกนกวรรณ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ รัฐสภา ยังคงเข้าประชุมกมธ.ตามปกติ เมื่อสอบถามไปยัง กมธ.คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมประชุมด้วย บอกตรงกันว่านางกนกวรรณ มีท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการเครียดอะไร และไม่ได้พูดอะไรต่อที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องคดี รวมถึงหมายจับ กระทั่งเวลา 16.30 น. มีการปิดประชุม และนัดประชุมอีกสัปดาห์หน้า
นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 นัดส่งตัว 10 ผู้ต้องหาคดีที่คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนางกนกวรรณ นายสุนทร และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบภาค 2 โดยในวันนี้มีผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการเเละนำตัวยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมด 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายจีรศักดิ์ ผลสุข 2.นางพรรณเพ็ญ ภาคาญาติ 3.นายประทาน บานชื่น 4.นายทวี หมื่นศรี
ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ 6 คนไม่มาตามนัด รวมทั้ง นางกนกวรรณ และนายสุนทร ทางสำนักงานอัยการปราบปราบการทุจริตภาค 2 จึงมีหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ติดตามตัวมาเพื่อฟ้องต่อศาล ถ้าไม่สามารถติดตามมาได้ ขอให้ศาลออกหมายจับ
เวลา 16.00 น. สำนักงานป.ป.ช. ได้ประสานงานกับทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อขอออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ที่ยังไม่ได้ไปรายงานตัว ซึ่งมีชื่อ นายสุนทร และนางกนกวรรณ ด้วย ปรากฏว่าศาลได้อนุมัติออกหมายจับ 4 คน ได้แก่ นายสุนทร, นางสุรางค์ คัณฑารมย์, นายสมศักดิ์ หีบเงิน และนายคณิต เพชระประดับ ส่วนอีก 2 คนไม่ถูกออกหมายจับคือ นางกนกวรรณ และน.ส.น้อย ตุ้มพันธ์ เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
‘บิ๊กตู่’รูดซิป-‘เอ๋’จี้ฟันบิ๊กพท.
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ได้รับรายงานคดีดังกล่าวแล้ว หรือไม่ว่า “ยังจ้ะ ยังๆ ยังเลย”
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยกับนางกนกวรรณ และยังไม่ได้หารือถึงทิศทางการทำงานในอนาคต ขอให้ทุกอย่างดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ที่ผ่านมา นางกนกวรรณทำงานตามที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนรับมืออย่างไร ถ้ามีอุบัติเหตุทางการเมือง น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า อยู่กับปัจจุบันก่อนดีกว่า ขอให้ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ตนยังไม่อยากพูดถึงจุดนั้น
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กว่า เห็นข่าวนี้รู้สึกดีใจว่า วันนี้ ป.ป.ช.พยายามปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้กระทำความผิดอย่างเท่าเทียมกัน และฝากประชาชนรับชมการทำงานของ ป.ป.ช.ต่อไป เนื่องจากวันนี้มีเพียงนักการเมืองฝั่งฟากรัฐบาลที่ถูกดำเนินคดี ส่วนบิ๊กเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยังคงลอยนวลแบบสบายๆ อยู่
ฝ่ายค้านลุย‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’
ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) และพรรคพลังปวงชนไทย (พลท.) นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติร่วมกันว่าจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วันที่ 15 มิ.ย.
โดยกำหนดการอภิปรายครั้งนี้ว่าเป็นยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน” ดังนั้น จะเป็นการอภิปรายเด็ดหัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และครม.เป็นรายบุคคล ในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดพลาดล้มเหลวการบริหารราชการแผ่นดิน จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและมาตรฐานจริยธรรม ส่อทุจริตเอื้อประโยชน์ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือเรื่องที่ฝ่ายค้านเคยอภิปรายทักท้วงไว้ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ในกรอบ 6 เรื่องนี้ เรามั่นใจในข้อมูลจาก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน บวกกับพรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) ที่จะมาร่วมอภิปรายด้วย
คุยมีใบเสร็จรมต.ทุจริต
ผู้สื่อข่าวถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะส่งผลให้ล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า พิจารณาจากข้อกล่าวหาในประเด็นทุจริตทำผิดกฎหมาย เรามั่นใจเพราะเป็นข้อกล่าวหาที่ชี้ชัดลงไป เรามีใบเสร็จทางการเมืองที่จะชี้ให้เห็นจึงมีความมั่นใจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ทำผิดต่อกฎหมาย ส่วนนายกฯ จะเป็นผลพวงจากหน้าที่ที่กำกับดูแล ยืนยันเสียงของฝ่ายค้านเหนียวแน่น แม้อาจแปรปรวนไปบ้างจากการลงมติที่ผ่านมา แต่เราไม่เคยนับคนกลุ่มนั้นว่าอยู่ในกลุ่มฝ่ายค้านอยู่แล้ว ต่อข้อถามว่าการจะล้มรัฐบาลได้ต้องมีพลังที่ไม่ใช่พรรคฝ่ายค้านอย่างเดียว นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องมีสมาชิกและพรรคที่เห็นพ้องกับเราว่าข้อกล่าวหาที่เราตั้งเป็นสิ่งที่เขายอมรับและไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ที่เขาจะตัดสินใจ
ถามว่าวุฒิสภาจะยื่นเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติจะเป็นการฟอกขาวรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องดูเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ส.ว.เข้าชื่อยื่นได้ แต่เป็นการให้ ครม.มาแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญในการบริหาร ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้านอกเหนือจากนี้อาจเข้าข่ายฟอกขาวได้ ต้องเฝ้าดูเนื้อหาสาระในญัตติของส.ว. ถ้ามาแถลงผลงานหรือมาตอบผลสัมฤทธิ์ก็เข้าข่ายว่าน่าจะไม่ชอบตามบทบัญญัติรัฐ ธรรมนูญ แต่ใช้วุฒิสภาฟอกขาว ประชาชนจะจับตาดู

เปิดยุทธการ – 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านแถลงเปิดยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในวันที่ 15 มิ.ย. โดยมั่นใจมีทีเด็ด และใบเสร็จทางการเมืองล้มรัฐบาลได้แน่ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.
ซักฟอก 10 รมต.-‘3 ป.’โดนหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นการอภิปรายครม.ทั้งหมดกี่คน นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า 1 หัวมี 1 คน ส่วนนั่งร้านมาจาก 3 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคพลังประชารัฐ รวมนั่งร้าน 9 คน รวมกับหัวด้วยก็เป็น 10 คน ซึ่ง 3 ป. โดนครบทุกคน เพราะเป็นเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ ขณะที่กรอบระยะเวลาการอภิปราย คาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 4 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐมนตรีที่จะถูกยื่นอภิปรายทั้ง 10 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 6 คน ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พรรคภูมิใจไทย 2 คน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม
ส่วนใครจะถูกอภิปรายเรื่องใดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพราะเป็นการเสนอชื่อมาจากแต่ละพรรค ซึ่งแต่ละพรรคยังอุบไต๋ไม่บอกข้อกล่าวหาของแต่ละคน ส่วนสาเหตุที่อภิปรายรัฐมนตรีมากถึง 10 คน เพราะครั้งนี้ถือเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย และที่ใช้ชื่อยุทธการว่า “เด็ดหัว นั่งร้าน” เพราะมุ่งอภิปรายไปที่หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ของพรรคที่เป็นแกนนำในซีกรัฐบาลเป็นหลัก
หวังวุฒิสภาไม่ฟอกขาวให้รบ.
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ระบุวุฒิสภาอาจเปิดอภิปรายทั่วไปครม.โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 ว่า เท่าที่จับใจความได้ คล้ายๆ เป็นการเสนอแนะเพราะไม่มีการลงมติใดๆ อยู่แล้ว และคงเป็นการพูดสิ่งที่ ส.ว.ได้ทำมาให้กับสังคม และอธิบายสังคมให้เข้าใจเท่านั้น คิดว่าไม่มีผลกระทบกับการทำงานของรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลได้แสดงผลงานก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น คงเป็นการใช้อำนาจของ ส.ว.อย่างชอบธรรม หวังว่าไม่ใช่การฟอกขาวให้รัฐบาล ในส่วนของเราก็จะทำหน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เต็มที่ เราโฟกัสที่ตัว”
โฆษกรัฐเย้ยระวังถูกเด็ดหัวเอง
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายค้านโหมโรงอยู่พักใหญ่ แต่หาข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ได้ตามที่อ้าง เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด จึงใช้การอภิปรายแบบหว่านแห หวังว่าการอภิปรายจะเข้าตาประชาชน แต่สุดท้ายคือเน้นจำนวนวันให้มาก โดยขอเวลาอภิปราย 4-5 วัน แสดงให้เห็นแล้วว่าประชาชนหวังพึ่งฝ่ายค้านยุคนี้ไม่ได้ และเสียเวลาสภาที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชน โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากฟังวาทกรรมเสียดสี บิดเบือนข้อเท็จจริง ส่วนรัฐบาลต้องมาคอยชี้แจงข้อบิดเบือนเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน แทนที่จะเอาเวลาไปเร่งแก้ปัญหา จึงไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อรักษาประโยชน์ประชาชน หรือรักษาหน้าของตัวเอง
ส่วนที่ระบุว่าจะอภิปรายเพื่อเด็ดหัวนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยอ้างว่ามีใบเสร็จทางการเมืองที่จะชี้ให้เห็น สุดท้ายเป็นฝ่ายค้านเองที่ถูกนายกฯ และรัฐมนตรี ที่ถูกซักฟอกฉีกหน้ากลางสภาว่าข้อมูลมั่ว ทำการบ้านแบบลวกๆ เหมือนกลัวว่าจะไม่ได้อภิปราย หากฝ่ายค้านมีใบเสร็จทางการเมืองที่ชัดเจนจริง คงเอาไปฟ้องหน่วยงานต่างๆ นานแล้ว ไม่รอถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงมั่นใจว่านายกฯ และรัฐมนตรี ที่ถูกอภิปราย สามารถชี้แจงทำความเข้าใจจนประชาชน หายสงสัยได้อย่างแน่นอน
ปชป.ลั่นไม่ใช่นั่งร้านใคร
ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความกังวลใจ เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีของพรรคว่าไม่มีการทุจริต หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีก็พร้อมชี้แจง และถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ชี้แจงให้เห็นถึงผลการทำงานในส่วนของรัฐมนตรี ที่ได้มุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้กับประชาชนและประเทศ ด้วยความทุ่มเทตลอดมาและมีผลงานที่ปรากฏชัดเกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศมากมาย
“การที่ฝ่ายค้านตั้งชื่อยุทธการ เด็ดหัว สอยนั่งร้าน และกล่าวหาว่ารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นนั่งร้านนั้น ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปร่วมรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่แทนประชาชน มุ่งมั่นทำงานให้กับประชาชนและประเทศ ไม่ใช่เป็นนั่งร้านให้กับใคร แต่เป็นการทำงานนั่งร้านให้กับประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองบางพรรคที่นั่งร้านค้ำจุนให้คนโกงบ้านโกงแผ่นดิน เจ้าของบ้านหนีหายก็ยังมีนักการเมืองนั่งเฝ้านั่งร้านให้กับเจ้าของบ้านอย่างซื่อสัตย์ภักดี ซึ่งประชาชนรู้ความจริงดี” นายราเมศกล่าว
รัฐบาลมั่นใจเสียงแน่นปึ้ก
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ฝนยังไม่ตกอย่ารีบกางร่ม ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.อ. อนุพงษ์ รู้ตัวว่าทำงานอะไรและระวังเรื่องการทุจริตเสมอ ฝ่ายค้านชอบดาวน์เกรดคนอื่น โดยไม่ดูพรรคตัวเองว่าสมัยเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีทุจริตเท่าไร ติดคุกเท่าไร
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะสามารถคุมเสียงเพื่อรักษาเก้าอี้ของพรรคร่วมรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะฝ่ายค้านมีความมั่นใจว่ามี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล จะล้มเก้าอี้รัฐมนตรีบางตำแหน่ง นายนิโรธกล่าวว่า เมื่อดูจากการโหวตร่างพ.ร.บ. งบประมาณจ่ายประจำปี 2566 ก็รู้แล้ว รัฐบาลไม่ต้องตีปี๊บ ประสานเสียง โชว์ฟอร์มอะไร เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง จับมือกันเหนียวแน่นอยู่ จึงไม่น่ากังวลเสียงของรัฐบาล ที่มีอยู่ก็เหมือนเดิม และอาจจะเซอร์ไพรส์มากกว่า ต้องรอดู แต่ควรจะให้เกียรติหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะเป็นหลักในสภา ไม่ว่าพรรคเล็กพรรคใหญ่ คนที่ไปว่าหัวหน้าพรรคคนอื่นจึงเป็นสิ่งไม่ดี แบบนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
‘บิ๊กป้อม’สั่งยกเครื่องพีอาร์พปชร.
นายนิโรธกล่าวถึงการปรับโครงสร้างการประชาสัมพันธ์ของพรรคพลังประชารัฐว่า พล.อ.ประวิตรในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าพรรคควรทบทวนการทำงานภายในพรรคเป็นอย่างไร และเห็นว่าสื่อมวลชนได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคจากข้างนอก พล.อ.ประวิตรจึงอยากเชิญสื่อมวลชนเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรค เพื่อบอกว่าพรรคมีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง เพื่อให้ส.ส. รัฐมนตรีและผู้บริหารของพรรคได้รับฟัง ซึ่งจะเปิดให้วิพากษ์อย่างเสรี และจะนำไปรับปรุงการทำงานภายในพรรคต่อไป โดย พล.อ.ประวิตรมอบหมายให้ตนไปติดต่อสื่อมวลชนที่มีระดับ ทำงานมานาน และมีความอาวุโส คาดว่าจะสามารถสรุปรายชื่อสื่อที่จะร่วมพูดคุยได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้เป็น อินไซด์เอาต์ และเอาต์ไซด์อิน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการยกเครื่องการประชาสัมพันธ์ เพื่อเรียกเรตติ้งก่อนการเลือกตั้งใหญ่ใช่หรือไม่ นายนิโรธ กล่าวว่า แน่นอน เพราะพื้นที่ กทม.แตกต่างจากต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละภาคอาจจะไม่คล้ายกันเท่าไร แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำให้ประชาชน โดยทางพรรคจะทำงาน เชิงรุกมากขึ้น พล.อ.ประวิตรทำแหล่งน้ำ ทั่วประเทศหลายหมื่นโครงการ และใช้คอนเซ็ปต์ว่า “มีเรา ไม่มีแล้ง”
เมื่อถามถึงขอบเขตการทำงานในฐานะโฆษกประจำ พล.อ.ประวิตร นายนิโรธ กล่าวว่า ตำแหน่งนี้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เป็นการคุยเล่นของตน จึงอาจหลุดเป็นข่าวไป ซึ่งความจริงตนไม่สมควรที่จะพูด เพราะมีสร้อยต่อมาก่อน เนื่องจากพล.อ. ประวิตรหมายความว่าเมื่อพล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์สื่อ ซึ่งตอบไม่ได้มาก จึงบอกตนว่าหากประเด็นไหนตกหล่น พล.อ.ประวิตรจะบอกตนให้เป็นบุคคลที่สาม พูดกับสื่อให้ทราบรายละเอียด เนื้อหาสาระที่ตนจะพูดต้องได้รับการมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร และได้เริ่มมอบหมายให้ตนทำงานนี้แล้ว
42 พรรคเล็กดิ้นสู้สูตรหาร 500
ที่รัฐสภา พรรคการเมืองขนาดเล็กทั้งในและนอกสภา ประมาณ 42 พรรค อาทิ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคเพื่อชาติไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลเมืองไทย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคไทรักธรรม พรรคราชสีห์ไทยดี พรรคกรีน พรรคแผ่นดินธรรม พรรคพลังสังคม พรรคภาคีเครือข่ายไทย พรรคไทยรวมไทย ร่วมจัดเสวนาหัวข้อ “หาร 500 หรือหาร 100 อะไรดีกว่า?”
นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้เรื่องการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ตนถือว่าสงครามยังไม่จบและจะยังไม่ให้นับศพทหาร แม้พรรคเล็กจะต่อสู้แพ้ในชั้นกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ… เรื่องการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หาร 500 แต่เราจะสู้ในวาระ 2-3 อย่างเต็มที่ ด้วยการโหวตคว่ำร่างกฎหมายทั้งฉบับ เพื่อเริ่มต้นใหม่ของกลุ่มพรรคเล็ก หากเราชนะจะไปเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ หากเราแพ้วาระ 3 บอกได้เลยว่าถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
จากนั้นพรรคการเมืองขนาดเล็กทั้งในและนอกสภา ร่วมกันแถลงข่าว โดยทุกพรรคเห็นด้วยกับการใช้ 500 หาร เพื่อคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะการหารด้วย 100 จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ไม่สะท้อนปัญหาของประชาชนผ่านตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง หลังจากนี้เตรียมจะยื่นหนังสือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา และหัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาล และจะนัดประชุม 42 พรรคเล็ก อีกครั้งในวันที่ 16 มิ.ย.
ฝ่ายค้านแพ้ขอเลื่อนกม.เลือกตั้ง
เมื่อเวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ…. ที่กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว แต่ก่อนเข้าสู่วาระ นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค เพื่อไทย เสนอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ให้เลื่อนร่างพ.ร.ป. หรือกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง 2 ฉบับ ที่กมธ.พิจารณาเสร็จแล้วขึ้นมาพิจารณาก่อน เพราะเป็นห่วงสภาวะของสังคมและสภาว่าหากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองใดๆ กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับยังไม่เรียบร้อยอาจทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้นได้ จึงจำเป็นขอเสนอเลื่อนวาระเพื่อให้พิจารณาในวันนี้เลย
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายแย้งว่า ประธานได้บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ต่อด้วยร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ จึงควรเดินไปตามระเบียบวาระ เพราะร่างพ.ร.บ.ตำรวจ รับหลักการเมื่อ 24 ก.พ.2564 พิจารณามาแล้ว 48 ครั้ง ใช้เวลามากว่า 1 ปีเศษ เป็นร่างปฏิรูปที่ทั้งประชาชนและตำรวจต้องการ ส่วนร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ทำมาด้วยความรวดเร็ว แต่ใช้ระยะเวลาแค่ 2-3 เดือน ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนด 180 วัน ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบแซงร่างพ.ร.บ.ตำรวจ ที่เป็นร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูป
ในที่สุดที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วยให้เลื่อนร่างพ.ร.ป. 2 ฉบับขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 392 เสียง เห็นด้วย 125 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง การประชุมจึงดำเนินไปตามระเบียบวาระ
ถกร่างพ.ร.บ.ตำรวจเดือด
จากนั้น เข้าสู่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ…. วาระ 2 เรียงตามมาตรา โดยพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ส.ว. ในฐานะรองประธานกมธ. รายงานผลการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวว่า ผลการพิจารณาของกมธ.ฉบับที่รับหลักการ มี 172 มาตรา แก้ไขเพิ่มเติม 69 มาตรา เพิ่มขึ้นใหม่ 10 มาตรา และคงไว้ตามร่างเดิม 103 มาตรา และมีข้อสังเกตที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรทราบและปฏิบัติจึงบันทึกไว้ให้พิจารณา
สำหรับภาพรวมการอภิปรายเป็นไปด้วยความล่าช้า ผ่านไป 4 ชั่วโมง เพิ่งพิจารณาได้เพียง 6 มาตรา โดยในมาตรา 6 ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งกมธ.ได้มีการแก้ไข (2) ที่กำหนดให้ตร.ดูแล ควบคุม และกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น แต่ในร่างเดิม ได้กำหนดให้ครอบคลุมไปยังกฎหมาย อื่นๆ ด้วย
ที่ประชุมใช้เวลาค่อนข้างนานกับการอภิปรายมาตราดังกล่าว กระทั่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ขอให้สมาชิกช่วยกระชับเวลา สร้างความไม่พอใจให้นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ที่กำลังอภิปรายอยู่ จึงกล่าวว่า ตนยังไม่เข้าเนื้อหาเลย อย่างนี้จะรู้เรื่องกันอย่างไร ไม่เข้าใจว่าประธานจะตัดบททำไม ทำให้นายพรเพชร สวนขึ้นมาว่า เป็นเพราะนายเสรี ไม่ได้ลงชื่อไว้ นายเสรี แย้งว่า มี ข้อบังคับข้อไหนที่ต้องให้ลงชื่อ นายพรเพชร จึงชี้แจงว่ามี ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่สภานี้ทำตลอดมา นายเสรี จึงสวนว่าอะไรคือวิธีปฏิบัติ เพราะตนมีสิทธิอภิปรายได้
ปธ.ไล่ส.ว.เสรีพ้นห้องประชุม
ทั้งนายพรเพชร และนายเสรี ยังคงตอบโต้กันไปมา จนนายพรเพชร ต้องกดปิดไมค์ไม่ให้นายเสรีพูด แต่นายเสรี ก็ประท้วงอีก กระทั่งนายพรเพชร อนุญาตให้พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม ส.ว. อภิปราย ระหว่างนั้น นายเสรีได้ลุกขึ้นประท้วงประธาน ว่า ถ้าไม่ให้พูดก็จะประท้วงแบบนี้ ท่านจะไม่ได้ประชุมแน่ และทั้งคู่ได้โต้เถียงกันไปมา จนนายเสรี บอกว่า ถ้าหากท่านต้องการให้ที่ประชุมสงบ ท่านลองเปลี่ยนประธานที่ประชุม ให้ประธานรัฐสภาที่นั่งอยู่ข้างๆ มาคุมแทน และให้สมาชิกยกมือดูว่า จะให้เปลี่ยนประธานหรือไม่
นายพรเพชร จึงให้นายเสรีนั่งลงเพราะพูดเกินเลยไปแล้ว ขอให้ใจเย็นๆ แต่นายเสรีย้อนกลับว่า ไม่นั่ง เพราะยังทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน ถ้านั่งก็แสดงว่าไม่รับผิดชอบ ท่านกรุณาไล่ตนออกจากห้องด้วย นายพรเพชรจึงบอกว่า ตนไม่ไล่ แต่ขอให้นั่งลงและไม่ให้อภิปราย แต่นายเสรีไม่ยอม และจะขอประท้วงอยู่อย่างนี้ นายพรเพชร จึงกล่าวว่า ถ้ายังประท้วง ขอเชิญออกจากห้องประชุม
จากนั้นที่ประชุมได้ดำเนินการต่อไป และได้ลงมติ ผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการขอแก้ไขด้วยคะแนน 430 ต่อ 42 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ดังนั้นมาตรา 6 ให้กลับไปใช้ตามร่างเดิม
ต่อมา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่ได้สลับทำหน้าที่ประธาน ได้กล่าวขึ้นว่า การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ต้องสลับกันระหว่างตนและนายพรเพชร ขอให้สมาชิกให้เกียรติรองประธานรัฐสภาด้วย
กมธ.เชิญ 6หน่วยงานแจงผ่าจีที 200
ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกมธ. โดยมีวาระพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบในโครงการจ้างตรวจสอบเครื่องตรวจจับสารเสพติด อาวุธ และวัตถุระเบิด (GT200) ของกองทัพบก (ทบ.) โดยเชิญตัวแทนจากทบ., สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.), ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน, สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.), สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง มาชี้แจง
นายไชยา แถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมได้ตรวจสอบการใช้เงินในโครงการจ้างตรวจสอบ GT200 โดยสอบถามเหตุผลถึงความจำเป็นเรื่องการตรวจคุณภาพเครื่อง GT200 ของทบ. โดยเฉพาะการจัดงบใน 2 ปีคือ 2564-2565 จำนวน 7.5 ล้านบาท โดยทบ.ให้เหตุผลว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งให้ตรวจสอบเพื่อหาข้อมูลประกอบในการดำเนินคดี โดยให้กองทัพบกส่งเครื่อง 757 เครื่องไปให้สวทช.ตรวจสอบประสิทธิภาพทั้งหมดว่าสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ และเพื่อต้องการให้ศาลเห็นว่าเครื่องดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้จริง
เกาะติดเอกชนใช้ค่าเสียหาย
นายไชยากล่าวว่า สิ่งที่กมธ.ให้ความสนใจคือผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินการนั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่ในวันที่ 7 มี.ค.2565 ศาลปกครองมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเอวิเอ แซทคอม จำกัด ถอนคำอุทธรณ์ออกไปก่อนที่จะมีคำพิพากษา จึงทำให้ผลของการอุทธรณ์มีผลทำให้คดีสิ้นสุด ซึ่งกมธ.ได้สอบถามว่าทบ.มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะตรวจสอบเครื่อง GT200 ในส่วนที่เหลืออีก 437 เครื่อง แต่ทาง อสส.ยืนยันว่าต้องตรวจ เนื่องจากบริษัทเอวิเอ แซทคอม จำกัด ได้ถอนคำอุทธรณ์ แต่ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องคือความรับผิดชอบ การค้ำประกัน ยังอยู่ในขั้นการพิจารณาของศาลสูงสุด
กมธ.จึงสอบถามสวทช.ว่าในปี 2564 ผลของการตรวจสอบเครื่อง GT200 มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งได้รับ คำตอบว่าสวทช.ได้ส่งผลการตรวจไปยังทบ. ทราบว่าทั้ง 320 เครื่องนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ทบ.ยืนยันว่า ในส่วนที่เหลือ 437 เครื่องนั้นได้สั่งระงับงบการจัดซื้อจัดจ้าง กับสวทช.แล้ว ทางกมธ.จึงได้ให้ทบ.ส่งเอกสารยืนยันมา ซึ่งทบ.ยืนยันว่ากำลังทำหนังสือไปยังอสส. เพื่อขอคำตอบอย่างชัดเจนว่าคดีนั้นสิ้นสุดตามคำพิพากษาแล้ว
ดังนั้น กมธ.จะมีการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป เนื่องจากได้ข้อมูลในเชิงลึกจากหลายส่วนที่จะมาให้ข้อมูลว่า ถึงแม้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลทางคดีจะเป็นความเสียหายทางแพ่งที่จะต้องมีการชดใช้ แต่สิ่งที่มีความกังวลคือบริษัทเอวิเอ แซทคอม จำกัด มีขีดความสามารถหรือประสิทธิภาพที่จะชดใช้ความ เสียหายให้กับรัฐได้มากน้อยได้แค่ไหน
สมัครซ่อมส.ส.ลำปางวันแรก
เมื่อเวลา 08.30 น. ที่อาคารหอประชุมที่ว่าการอำเภอเถิน จ.ลำปาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ลำปาง เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยกำหนดรับสมัครวันที่ 9-13 มิ.ย.
การรับเลือกตั้งวันแรก มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายเดชทวี ศรีวิชัย พรรคเสรีรวมไทย และนายพลพงศ์ พงษ์สุพัฒน์ พรรคพลังสังคมใหม่ จากการจับสลากหมายเลขประจำตัว ผู้สมัครผลปรากฏว่า หมายเลข 1 นายเดชทวี และ หมายเลข 2 นายพลพงศ์
สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 4 จ.ลำปาง ประกอบด้วยพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เถินเสริมงาม เกาะคา สบปราบ และ อ.แม่พริก รวม 386 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 162,312 ราย
นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ร่วมลงพื้นที่สังเกตการรับสมัคร เลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ว่าขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 ทั้ง 5 อำเภอของ จ.ลำปาง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค.นี้ โดยพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เพื่อเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่ในสภา และขอให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.พร้อมจัดการดูแลให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม
ป.ป.ช.ฟ้องเอง-ฟันอาญา‘นิพนธ์’
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามศาลปกครองสงขลา ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา(อบจ.สงขลา) ชำระเงินจำนวน 52,062,041 บาท ให้แก่ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 50,850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 50,850,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ
คดีนี้สืบเนื่องจากปี 2556 นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกอบจ.สงขลา ขณะนั้นละเว้นไม่เซ็นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ชนิด 10 ล้อ 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท ให้แก่ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด คู่สัญญาทั้งที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับรถทั้งสองแล้วและเห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน ทำให้ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหายและยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลาขอให้มีคำสั่งให้อบจ.สงขลา ชำระเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าวและชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 73,504,023 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 50,850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง
กรณีดังกล่าวเป็นผลให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายนิพนธ์ และคดีอยู่ระหว่างอัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะเดียวกันรมว.มหาดไทย มีคำสั่งปลดนายนิพนธ์ พ้นจากนายกอบจ. ส่งผลให้ขณะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์สิ้นสุดลงหรือไม่ ซึ่งปัจจุบัน นายนิพนธ์ ดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย
นายนิพนธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ เป็นเรื่องเดิมที่มีมาก่อนที่ผู้ว่าฯสงขลา สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการตรวจสอบ สรุปความเห็นว่าบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ทำผิดพ.ร.บ.ฮั้วประมูลจริง ซึ่งเป็นการพิจารณาในทางแพ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจาณาในคดีอาญา
ขณะเดียวกัน กองปราบปรามได้สรุปสำนวนแล้วว่า บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล และส่งสำนวนไปให้ป.ป.ช.ได้พิจารณาเพิ่มเติม ประกอบกับในสำนวนที่ป.ป.ช. ทำไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องนั้น ขณะนี้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง และได้ส่งสำนวนกลับไปยังป.ป.ช.แล้ว อีกทั้งได้ร้องขอความเป็นธรรมไปยังป.ป.ช.ให้พิจารณาเพิ่มเติมว่า นอกจากมีการฮั้วกันแล้ว การตรวจรับรถอเนกประสงค์ทั้ง 2 คัน ผู้ตรวจรับไม่มีอำนาจในการตรวจรับ จึงถือเป็นการตรวจรับโดยมิชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงาน ล่าสุดป.ป.ช.ได้รับหนังสือตอบกลับจากอัยการสูงสุดแล้วว่ามีคำสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว เพราะเห็นว่าสำนวนคดีป.ป.ช.ยังมีความไม่สมบูรณ์ ซึ่งป.ป.ช.ได้นำเรื่องมาหารือกันแล้ว และมีมติให้ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลเอง เพราะมั่นใจว่ามีหลักฐานแน่นหนาพอในการเอาผิดนายนิพนธ์ได้ ขณะนี้มอบหมายให้สำนักคดีเร่งยกร่างคำฟ้อง เพื่อส่งมาให้ที่ประชุมป.ป.ช.ตรวจสอบและลงนามในคำฟ้องเอง คาดว่าจะยื่นฟ้องเองได้ภายใน 2 สัปดาห์