รับหลักฐานไม่ชัดเจนหวั่นตกเป็นจำเลยเอง ‘เต้’กล่อมนัดคุย13มิย. อัจฉริยะไม่สน-ลุยต่อ

เปลี่ยนใจอีก แม่แตงโมเผยไม่ฟ้องคดีฆาตกรรมแล้ว หลังพบหลักฐานไม่ชัดเจน เกรงหากยกฟ้องจะถูกดำเนินคดีแทน ด้านส.ส.เต้-มงคลกิตติ์ ยอมรับแม่เป็นห่วง เตรียมนัดประชุมทีมกฎหมาย 13 มิ.ย.นี้ หาช่องทางฟ้องร้องต่อไป แต่เชื่อคดีต้อง เดินต่อ ขณะที่อัจฉริยะไม่สนแม่ ยันฟ้องเอง 18 มิ.ย.นี้ ส่วนทนายเดชาชี้เป็นดุลพินิจของแม่ แต่เตือนแล้วหากไม่มีหลักฐานอาจเป็นผลลบได้ เผยดูสำนวนแล้วมากสุดเป็นได้แค่ประมาท พร้อมว่าความให้แม่อีก หากต้องการ

วันที่ 11 มิ.ย. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ที่นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน คุณแม่แตงโม ภัทรธิดา (นิดา) พัชรวีระพงศ์ ออกมาเปิดเผยว่าเครียดกับเรื่องคดีและอาจเปลี่ยนใจไม่ดำเนินคดียื่นฟ้องในคดีฆาตกรรม เนื่องจาก หลักฐานไม่ชัดเจน และเกรงว่าหากศาลยกฟ้อง แพ้คดีจะถูกดำเนินคดีกลับว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ วันนี้จะไปคุยกับคุณแม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร และเป็นเรื่องจริงตามกระแสข่าวหรือไม่

ต่อมานายมงคลกิตติ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ได้โทรศัพท์คุยกับนางภนิดาแล้ว แม่แตงโมเป็นห่วงว่าหากฟ้องร้องข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.วิอาญา ม.289 ไปแล้ว เกรงว่าจะถูกฟ้องกลับ ทีมกฎหมายของพรรคไทยศิวิไลย์ ชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม และทนายชนบท ศุภศรี กำลังไปศึกษาคำพิพากษาเก่าของศาลฎีกา เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิอาญา ม.290 ได้หรือไม่ โดยจะมีการประชุมภายในระหว่างทีมงานกันอีกครั้งวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ยืนยันว่าต้องฟ้องร้องดำเนินคดีแน่นอน

ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ที่ปรึกษา คดีและเป็นคนหาหลักฐานสำคัญ กล่าวว่า หากแม่เปลี่ยนใจไปมา คนที่เสียหายจะ เป็นแม่ แต่ในส่วนของตน จะเดินหน้าฟ้อง ต่อไป เพราะมีหลักฐานชัดเจน และจะ ยื่นฟ้อง 18 มิ.ย.นี้

ส่วนนายเดชา กิตติวิทยานันท์ อดีตทนายความ ระบุถึงกรณีที่นางภนิดา เปลี่ยนใจจะไม่ยื่นฟ้องคดีฆาตกรรม เพราะไม่มั่นใจในพยานหลักฐาน ว่า เรื่องนี้ตนเคารพการตัดสินใจของคุณแม่ ซึ่งเท่าที่ทราบคุณแม่น่าจะสอบถามความเห็นกับนักกฎหมายที่เป็นกลางมา ไม่ใช่นักกฎหมายชุดปัจจุบัน แล้วทราบว่าการจะฟ้องต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็มีผลกระทบทางกฎหมายที่ต้องรับ คุณแม่เป็นคนฉลาด เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงต่อกฎหมายจึงเปลี่ยนใจ แม้นายอัจฉริยะจะบอกว่าเป็นการมอบอำนาจ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผู้ที่จะถูกเอาผิดคือผู้ที่เซ็นมอบอำนาจ คนที่รับมอบอำนาจจะไม่ได้โดนไปด้วย

นายเดชากล่าวว่า แม่ยังไม่ได้ติดต่อกลับมาหาตน แต่หากวันหนึ่งคุณแม่คิดถึง ก็สามารถติดต่อมาได้ ส่วนตัวไม่ได้มีความขัดแย้งกับคุณแม่ ถึงแม้ว่าคุณแม่จะให้สัมภาษณ์แซะตนบ่อยครั้ง ตนก็ไม่โกรธ เพราะเข้าใจว่าแม่ต้องการหาสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาว ก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยให้คำแนะนำกับคุณแม่ว่า หากไม่มีหลักฐานยืนยันว่าใครเป็นคนฆ่า ก็อย่าฟ้อง เพราะหากนำสืบไม่ได้ก็จะแพ้คดี และอาจจะถูกฟ้องกลับได้ ส่วนตนจะกลับไปเป็นทนายความให้คุณแม่อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ก็คงจะไม่ไปเสนอตัว แต่ถ้าคุณแม่เห็นว่าตนยังมีประโยชน์ก็ติดต่อกลับมาได้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคุณแม่ยังจะเดินหน้าฟ้อง ก็แล้วแต่คุณแม่ ตนเคารพการตัดสินใจ อยากฟ้องก็ฟ้องไป

ส่วนตัวยังยืนยันว่าคดีนี้เต็มที่ยังไงก็ยังคงเป็นได้แค่คดีประมาท ซึ่งตนเองก็อยากจะให้คุณแม่ไปพบอัยการเจ้าของสำนวนเพื่อดูรายละเอียด จะได้ทราบเหตุและผล ถ้าไม่มีใครพาไปก็โทร.มาหาตนได้ ตนจะเป็นคนพาไปเอง คุณแม่จะได้เข้าใจการ สั่งฟ้องของอัยการ หากไม่เชื่อมั่นตำรวจ

นายเดชากล่าวว่า กรณีที่นายอัจฉริยะบอกว่ามีภาพคราบเลือดบนเรือ ตนยืนยันว่าจากที่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ พยานหลักฐานนี้ไม่มีอยู่จริง แต่พูดไปคนก็คงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามถ้าคุณแม่ตัดสินใจไม่ฟ้องเอง คนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแตงโมโดยตรง ก็ไม่ควรจะฟ้องเอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

“หากนายอัจฉริยะบอกว่ามั่นใจในพยานหลักฐาน แต่คุณแม่ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์เอง บอกว่าหลักฐานไม่ชัดเจน จึงไม่ทราบว่านายอัจฉริยะเอาหลักฐานชุดไหนให้คุณแม่ดู ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัย และหากจะอ้างว่าข่าวที่ออกมาเป็นการที่ ผู้สื่อข่าวไปปั่นข่าว ผมได้พูดคุยกับนักข่าวช่องดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่ามีการพูดคุยกับคุณแม่นานกว่า 10 นาที และทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน” นายเดชากล่าว และว่า เรื่องที่เกิดขึ้น สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง ไม่เคยผิด อีกฝ่ายก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไปแนะนำคุณแม่ให้ฟ้องคดีฆาตกรรม ที่ตนเคยพูดไว้ว่าการที่คุณแม่ไปเข้าร่วมกับนายมงคลกิตติ์และนายอัจฉริยะ อีกไม่นานแพก็จะแตก ซึ่งจริงๆ แพแตกมาตั้งนานแล้ว เพราะไม่ได้มีใครเห็นไปในทางเดียวกัน แม้แต่นายมงคลกิตติ์กับนายอัจฉริยะเองก็ยังเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งวันนี้ไม่ใช่แค่แพจม แต่หลังจากนี้อาจจะมีคดีความตามมาด้วย

นายเดชาเปิดเผยด้วยว่า กรณีที่ตนไปยื่นเรื่องกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบนาย มงคลกิตติ์ ว่าพฤติกรรมเข้าข่ายการผิดจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ล่าสุดตนได้รับหนังสือให้เข้าไปให้ถ้อยคำในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ ซึ่งหลังจากให้ถ้อยคำแล้ว เรื่องก็จะถูกส่งไปยังคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทันที คาดว่าประมาณ 1-2 เดือน ก็จะสามารถ ชี้มูลความผิดได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน