หมกท้ายบีเอ็ม พ่อ-แม่ลูกแฝด ตร.พบวงจรปิด หนีกลับประเทศ ผบช.ก.เร่งล่าตัว

ผบช.ก.ส่งกำลังล่าหนุ่ม ไทย ก่อเหตุสยองไต้หวัน ฆ่านายจ้าง 2 สามีภรรยา รวมลูกแฝดในท้อง 4 ศพ ทิ้งท้ายรถ BMW ที่สถานีรถไฟความเร็วสูง เมืองเถาหยวน ก่อนหนีมาไทย ผบก.ตท.เผยได้รับการประสานเบื้องต้นจากตร.ไต้หวันแล้ว พบคนร้ายเป็นคนไทยที่ขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไต้หวันแต่ยังใช้หนังสือเดินทางไทย สาเหตุคาดมาจากการกู้เงินและผลประโยชน์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับจัดหาแรงงาน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) เปิดเผยว่าได้รับการประสานขอความร่วมมือจากตำรวจไต้หวัน ในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ ฆ่า 2 สามีภรรยา รวมลูกแฝดในท้อง 4 ศพ ทิ้งท้ายรถ BMW X4 บริเวณลานจอดรถสถานีรถไฟความเร็วสูงเถาหยวนในไต้หวัน โดยผู้ก่อเหตุเป็นเพื่อนสนิท สันนิษฐานเกิดจากปมความขัดแย้งในเรื่องการกู้เงินและผลประโยชน์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับจัดหาแรงงาน จนเป็นเหตุนําไปสู่คดีฆาตกรรม หลังเกิดเหตุหลบหนีกลับมาที่ประเทศไทย โดยเหตุที่เกิดขึ้นกำลังเป็นข่าวดังและสะเทือนขวัญที่สุดในไต้หวันขณะนี้ เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจไต้หวันตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหนังสืออย่างเป็นทางการคาดว่าจะถึงในวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจไทยและไต้หวันมีความร่วมมือที่ดีต่อกัน หากมีการร้องขอให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุก็จะมีการพิจารณาติดตามจับกุมให้ ในหลักต่างตอบแทน เนื่องจากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

วันเดียวกันที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกตร.) กล่าวถึงคดีดังกล่าวว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุฆ่ากันโดยคนไทย 2 สัญชาติ ไทย-ไต้หวัน ก่อเหตุฆ่าคนไทย 2 สามีภรรยา ซึ่งการข่าวพบว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทย โดยขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันข่าวในเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ที่เป็นทางการของไต้หวัน และจะตรวจสอบว่าทางการไต้หวันได้ประสานงานมายังทางการไทยหรือไม่ โดยเฉพาะตำรวจกับตำรวจ ถ้ามีการประสานงานมาจะต้องพิจารณาว่ามีความร่วมมือกับไต้หวันมากน้อยเพียงใดจะดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะต้องไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจจะต้องพิจารณา ว่า ผู้ก่อเหตุได้สละสัญชาติไทยไปแล้วหรือไม่เนื่องจากได้รับแจ้งข้อมูลว่าปัจจุบันผู้ก่อเหตุได้ถือสัญชาติไต้หวันด้วย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ก่อเหตุยังคงถือหนังสือเดินทางของไทย

ชื่อนายสันติ (สงวนนามสกุล) แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ขอศาลออกหมายจับ เนื่องจากต้องรอผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ จากทางการไต้หวันก่อน เบื้องต้นตำรวจได้ตามประกบตัวไว้แล้ว

ด้านพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เปิดเผยว่า ตนทราบเรื่องและได้สั่งให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รองผบก.ป.จัดกำลังสืบสวนเรื่องนี้ พร้อมประสานไปยังตำรวจไต้หวันเพื่อขอประสานข้อมูลต่างๆ ด้วย

ส่วนพ.ต.อ.พัฒนศักดิ์กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกกก3.บก.ป. และพ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกกก.4.บก.ป. นำกำลังเข้าตรวจสอบ เพื่อหาเบาะแสของคนร้าย ที่ทราบว่าหนีกลับมาประเทศไทยแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นคดีที่เกิดนอกราชอาณาจักร รวมทั้งประเทศไทยก็ไม่มีสนธิสัญญาเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้งทางตำรวจไต้หวันเองก็ยังไม่มีหนังสือประสานเรื่องมาให้กับทางตำรวจไทย ขณะนี้จึงรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้ และเตรียมความพร้อมปฏิบัติการได้ตลอดเวลาด้วย

ขณะที่คดีดังกล่าวสำนักข่าวทีทีวีและเว็บไซต์โฟกัสไต้หวันรายงานความคืบหน้าเหตุฆาตกรรมซุกซ่อนผู้เสียชีวิต2 ราย ไว้ท้ายรถยนต์ที่เมืองเถาหยวน เกาะไต้หวัน ว่าล่าสุดผู้ต้องสงสัยหลบหนีคดีไปที่ประเทศไทยแล้ว โดยสำนักงานตำรวจเขตจงหลี่ของเมืองเถาหยวน ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นเพศชายทราบเพียงนามสกุล (แซ่) หวัง อายุ 35 ปี เป็นบุคคลสุดท้ายที่ถูกพบเห็นอยู่กับผู้เสียชีวิตทั้งคู่ ซึ่งทางตำรวจแจ้งเรื่องต่อสำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรมกลาง (CIB) ของไต้หวันเพื่อประสานขอการสนับสนุนจากทางการไทย

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงไทเป โดยการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งคู่นามสกุล (แซ่) หลี่ เป็นเจ้าของธุรกิจที่ลงทุนตั้งบริษัทจัดหาคนงานเข้ามาทำงานในไต้หวันร่วมกันกับนายหวังที่ร่วมทำธุรกิจ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจการ ทั้งหมดนั้นเดิมทีเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยฝ่ายหญิงเกิดเมื่อปี 2529 และเดินทางมาอาศัยที่ไต้หวันกับมารดาจึงยื่นขอสัญชาติไต้หวัน รู้จักกับผู้ต้องสงสัยเนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเมื่อสมัยอยู่ที่ไทย ต่อมาสมรสกับฝ่ายชายที่เป็นคนไทยเมื่อปี 2561 ฝ่ายชายจึงได้บัตรผู้ย้ายถิ่นฐานใหม่

สำนักงานตำรวจเขตจงหลี่ พบว่า นายหวังเดินทางกลับไทยไปแล้วผ่านทาง ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนด้วยสายการบินสตาร์ลักซ์ แอร์ไลนส์ เที่ยวบินที่ JX741 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายหวังนำรถยนต์ของผู้เสียชีวิตไปจอดทิ้งไว้ในลานจอดรถใกล้สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองเถาหยวน เมื่อ 9 มิ.ย. โดยตำรวจได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าได้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งและพบของเหลวคล้ายน้ำเหลืองไหลออกมาจากท้ายรถบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวคันดังกล่าว

ฝ่ายสืบสวนของเขตจงหลี่ ระบุว่า วันเกิดเหตุวันที่ 8 มิ.ย. ทั้ง 3 คน เดินทางมาพบกันที่หอพักของคนงานในเขตตู้เฉิง กรุงไทเป เพื่อพูดคุยกันคาดว่าเป็นเรื่องเงิน แต่เกิดขัดแย้งกันรุนแรงเรื่องค่าตอบแทน โดยตำรวจสันนิษฐานว่านายหวังอาจไม่พอใจที่มีตำแหน่งเหมือนเป็นเพียงลูกน้องและเงินเดือนน้อยเกินไป ทำให้นายหวังลงมือสังหารคู่สามีภรรยาแซ่หลี่และนำศพไปซุกซ่อนไว้ในท้ายรถ ก่อนจะขับรถคันดังกล่าวไปจอดทิ้งแล้วหลบหนีโดยเรียกแท็กซี่ตรงไปยังสนามบินทันทีในช่วงเช้ามืด

สำหรับผู้เสียชีวิตนั้นตำรวจพบอยู่ ท้ายรถ 2 ราย โดยทางตำรวจได้รับแจ้งจากญาติว่าทั้งคู่หายตัวไปเมื่อ 9 มิ.ย. และตำรวจออกติดตามหาเบาะแสกระทั่งพบศพในรถคันข้างต้นเมื่อ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนสภาพศพนั้นศีรษะมีบาดแผลฉกรรจ์และถูกคลุมด้วยถุงพลาสติก นอกจากนี้ ฝ่ายหญิงที่เสียชีวิตยังตั้งครรภ์เป็นฝาแฝดอายุ 5 เดือน ส่วนการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน