ขยับทุกชนิดอีก60สตางค์ กองทุนเจ๊งแล้วกว่า9หมื่นล. เร่งถกโรงกลั่น-ขอลดราคา รถเมล์โดยสารร้องช่วยอุ้ม

กระอัก! ขึ้นทั้งดีเซล-เบนซิน ดีเซลพุ่งแตะลิตร 35 บาทแล้ว บอร์ดกองทุนน้ำมันอนุมัติให้ขยับราคาอีก 1 บาท จาก 33.94 เป็น 34.94 บาท มีผล 14 มิ.ย. กองทุนอุดหนุนอยู่ที่ 9.96 บาท/ลิตร จากราคาจริงทะยานไป 45 บาทแล้ว ส่งผลให้กองทุนติดลบแล้วกว่า 9.1 หมื่นล้าน เล็งขยายเพดานตรึงดีเซลจาก 35 เป็น 38 บาท ส่วนเบนซินขยับขึ้นอีก 60 สตางค์ พุ่งไป 52.56 บาท, โซฮอล์ 95 อยู่ที่ 45.15 บาท, อี20 อยู่ที่ 44.04 บาท, โซฮอล์ 91 อยู่ที่ 44.88 บาท ส่วนอี85 ปรับขึ้น 40 สตางค์ อยู่ที่ 37.54 บาท ‘บิ๊กตู่’สั่งพลังงานเร่งเจรจาโรงกลั่นขอลดราคาน้ำมัน โอดรัฐบาลช่วยเหลือทุกวิถีทางแล้ว คลังดันคลอดมาตรการช่วยเหลือเดือนนี้ แต่ไม่มีแผนปัดฝุ่นคนละครึ่งเฟส 5 ยันสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เปิดประเทศแล้ว จ่อรีดภาษีแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ สมาคมรถเมล์บุกจี้คมนาคมช่วยเหลือ

ถกโรงกลั่นลดน้ำมัน
เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจราคาสินค้าอาหารสดในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 13 มิ.ย.2565 พบว่า พริกขี้หนูจินดาได้ปรับขึ้นราคาขายปลีก 10 บาท/ก.ก. จากช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ไปอยู่ที่ก.ก.ละ 120-140 บาท เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีพรรคกล้า เสนอให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นน้ำมันว่า กำลังหาทางอยู่ในเรื่องของการกลั่น โดยสั่งให้ตรวจสอบไปแล้ว ต้องเป็นการขอความร่วมมือ เพราะกฎหมายมีอยู่ เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ทำให้ได้มากที่สุด ต้องไปติดตามด้วยว่าน้ำมันราคาเท่าไหร่ เพราะขึ้นเกือบทุกวัน ซึ่งรัฐบาลก็ลดภาษีไปเยอะพอสมควร ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินหรือ ซับซิไดซ์ เหลือแต่โรงกลั่นที่มีกฎหมายคุ้มครองเขาอยู่ ซึ่งขอความร่วมมือเขาไปแล้ว ตรงนี้รับทราบจาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน รัฐบาลทำทุกอย่างเต็มที่ ในกรอบที่ดำเนินการได้

เมื่อถามว่า ตอนนี้กองทุนน้ำมันใกล้ติดลบเกือบแสนล้านบาทแล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แล้วจะทำอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำให้เศรษฐกิจชะลอจำเป็นต้องดูระยะยาวหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ลองไปดูที่อื่นด้วย ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือเปล่า ก็เป็นกันทุกที่ละมั้ง มันอยู่ที่รัฐบาลดูแลประชาชนไปมากน้อยแค่ไหน เราก็พยายามดูแลหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าอะไรต่างๆ ซึ่งก็ต้องใช้เงินจำนวนมากๆ ลงไปก็ต้องไปดูตรงนั้น

“วันนี้เราก็ดูให้ครอบคลุมทุกมิติ ถ้าเราดูแลประชาชน แน่นอนค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องมีทางออก วิธีการของรัฐบาลก็มีไม่กี่วิธีคือ ต้องหาเงินมาเสริมตรงนี้ให้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี รัฐบาลก็ต้องพยายามทำให้ได้ มากน้อยก็ต้องทำไป ก็ไปเปรียบเทียบดูเอาก็แล้วกันกับประเทศอื่นว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง ราคาน้ำมันก็เห็นอยู่แล้วว่าต่างแค่ไหน อย่างไร ต้องมองบริบททั้งหมดที่เกี่ยวข้องด้วยทั้งภายในและภายนอก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เดือนนี้สรุปมาตรการเยียวยา
ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน โดยสั่งการให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการชุดใหม่ เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และจากปัญหาราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงในขณะนี้ โดยให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน มิ.ย.นี้

สำหรับมาตรการชุดใหม่ จะเป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ไม่ใช่มาตรการแบบเหวี่ยงแห และปฏิเสธว่าจะต่ออายุมาตรการคนละครึ่งเฟส 5 หรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว โควิดคลี่คลายลงไปมากแล้ว มีการเปิดประเทศ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น รายได้ของประชาชนเริ่มกลับคืนมา ขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะนำมาใช้

นายอาคมกล่าวว่า มาตรการชุดใหม่ จะเน้นความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 2 เรื่อง คือ ต้องได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบกับกำลังซื้อ ไม่ใช่มาตรการแบบเหวี่ยงแห เป็นมาตรการเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่นให้โจทย์มาว่า กลุ่ม ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างจะช่วยต่อได้หรือไม่เพื่อลดค่าใข้จ่าย ต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบเท่านั้น

“การใช้มาตรการแบบเหวี่ยงแหในขณะที่สถานการณ์รุนแรงนั้น มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทมาใช้เพื่อเยียวยาผลกระทบให้ประชาชน ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อ ในช่วงโควิดทุกคนไม่ปฏิเสธ แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น กำลังซื้อเริ่มกลับเข้ามา ความจำเป็นตรงนี้ก็ต้องน้อยลงไป เมื่อเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้ปกติ เราก็ควรจะถอนเรื่องพวกนี้ ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ ก็จะกลับมาดูเรื่องของรายได้” นายอาคมกล่าว

นายสุพัฒนพงษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาใช้มาตรการทางด้านพลังงานเข้าไปเก็บกำไรส่วนเกินจากหน้าโรงกลั่นน้ำมันก่อนนำไปใส่ในกองทุน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุดได้คำตอบมาแล้วว่า อาจต้องนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพราะเกี่ยวข้องกับสัญญาโรงกลั่น

“เราก็กำลังดูให้รอบคอบ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลคิดทำก่อนพรรคกล้าที่ออกมานำเสนอข้อมูล ถือว่าเป็นแนวทางที่ไม่ได้แตกต่างกัน ส่วนกรณีที่ระบุว่าค่าการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นมา 10 เท่านั้น อยากให้ดูตัวเลขย้อนหลังเฉลี่ย 5 ปีจะเห็นว่าเฉลี่ยค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2-3 บาทกว่าต่อลิตรเท่านั้น แต่การที่เอาอัตราสูงสุดและต่ำสุดมาเทียบก็ทำให้ค่าการกลั่นสูงถึง 8 บาทตามที่พรรคกล้าออกมาให้ข้อมูล จึงไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด และยืนยันว่าไม่ได้วางใจเรื่องของภาษีลาภลอย โดยมีการหารือกับทุกหน่วยงาน ซึ่งกระทรวงพลังงานก็มีอำนาจทำได้ในบางเรื่อง เช่น การดึงเงินกำไรส่วนเกินเอาไปเข้ากองทุน แต่เพื่อให้เกิดความแน่ใจและถูกต้องตามข้อกฎหมาย” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

รีดภาษีแพลตฟอร์มออนไลน์
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม ด้วยวิธีการออก พ.ร.ก.กู้เงินอีกหรือไม่ นายอาคมกล่าวว่า ทำไมต้องกู้ แต่ก็ยอมรับว่าเงินกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ ที่เหลืออยู่ราว 4 หมื่นล้านบาท อาจไม่เพียงพอ ซึ่งปกติการทำมาตรการที่ผ่านมา จะใช้เงินกู้ในส่วนนี้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่มาตรการรอบใหม่ ไม่ได้ระบุว่าจะกู้ รวมทั้งใช้งบกลางด้วย

นายอาคมกล่าวอีกว่า หลังจากนี้ มีความจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายการคลังเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องมาพิจารณาว่าหนี้จากการเยียวยา โควิด-19 เราจะมีปัญญาหารายได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ ถ้าจะให้กู้เพิ่ม คนก็ต้องยอมเข้าระบบภาษีมากขึ้น เป็นความยั่งยืนทางการคลัง ที่ทุกประเทศต้องเร่งแก้ปัญหา กู้มาเท่าไหร่ ก็ต้องหารายได้มากไปด้วย ที่ผ่านมา คลังก็มีช่องทางรายได้ใหม่ เช่น ภาษีจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติที่ให้บริการในประเทศ หรือการเชิญนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทย การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ก็เป็นกำลังซื้อรุ่นใหม่ ถ้าผู้ประกอบการมีกำไร ก็เป็นรายได้เข้าประเทศ

“สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อสูงเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ซึ่งบางประเทศไม่ได้ให้ความ ช่วยเหลือประชาชน แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก เพราะเมื่อราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว วันหนึ่งเมื่อความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นและการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงเอง ซึ่งประเทศไทยเมื่อราคาสินค้าปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ขายสินค้าได้มากขึ้นด้วย ทำให้เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ แต่ภาวะเงินฝืดหมายความว่าสินค้าขึ้น เศรษฐกิจหดตัว คนว่างงาน แต่ของไทยเศรษฐกิจกำลังค่อยๆ ฟื้น ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้วหัวทิ่มลงมาอีก” นายอาคมกล่าว

ดีเซลขึ้น 1 บาท-จ่อลิตร 35
วันเดียวกัน นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผอ.คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลประจำสัปดาห์ มีมติให้ปรับราคาดีเซลขึ้นอีก 1 บาท/ลิตร อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร จาก 33.94 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่ 14 มิ.ย.2565 เป็นต้นไป โดยปัจจุบันประมาณฐานะกองทุน ณ วันที่ 12 มิ.ย. ติดลบ 91,089 ล้านบาท เป็นบัญชีน้ำมัน 54,574 ล้านบาท บัญชีแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 36,515 ล้านบาท ขณะที่มีกระแสเงินฝากธนาคาร 11,152 ล้านบาท

ราคาจริงพุ่งไป 45 บาทแล้ว
“จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเป็น 34.94/ลิตรนั้น กองทุนอุดหนุนอยู่ที่ 9.96 บาท/ลิตร จากราคาจริงอยู่ที่ประมาณ 45 บาท/ลิตร เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันตลาดโลกค่อนข้างผันผวนมาก” นายวิศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ เห็นได้จากราคาดีเซล ประเทศสิงคโปร์วันที่ 2 มิ.ย.อยู่ที่ 158.29 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 170.61 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. และขึ้น/ลงผันผวนระหว่างสัปดาห์ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 172.77 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์นั้น กบน.ได้ปรับลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนลงไปก่อนหน้านี้ 0.93 บาท/ลิตร จากเดิม จัดเก็บ 1.02 บาท เหลือส่งเงินเข้ากองทุน 0.09 บาท/ลิตร อี20 ปรับลดการจัดเก็บลงอีก 0.94 บาท/ลิตร จากเดิมจัดเก็บ 0.12 บาท ส่งผลให้กองทุนต้องชดเชยเงินให้กับ อี20 ที่ 0.82 บาท/ลิตร เพื่อทำให้ราคาขายปลีกเบนซินลดลง ซึ่งจะดำเนินการอย่างไรในระยะต่อไป ต้องหารือกันอีกครั้ง

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กบน. กล่าวยอมรับว่า เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่ กบน. อาจต้องปรับเพดานการตรึงราคาใหม่เป็น 38 บาท/ลิตร จากปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 35 บาท/ลิตร ซึ่งอาจยืนไว้ถึงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณาเป็นรายสัปดาห์ รวมถึงสภาพคล่องของกองทุนและความ คืบหน้าเรื่องเงินกู้จากสถาบันการเงินว่าจะมีเงินเข้าเติมในระบบได้เร็วแค่ไหน

เบนซินพุ่งอีก 60 สตางค์
ด้านสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น และบางจาก ได้แจ้งปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดขึ้น โดยกลุ่มดีเซลขึ้น 1 บาท/ลิตร และกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขึ้น 60 สตางค์/ลิตร มีผลวันที่ 14 มิ.ย.2565 เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงต่อลิตรดังนี้

น้ำมันดีเซล บี7, บี10 และบี20 จาก 33.94 บาท ไปอยู่ที่ 34.94 บาท ส่วนดีเซลพรีเมียม บี7 อยู่ที่ 46.36 บาท

ขณะกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 60 สตางค์/ลิตร ทำให้เบนซินอยู่ที่ 52.56 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 45.15 บาท, อี20 อยู่ที่ 44.04 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 44.88 บาท และพรีเมียมแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 50.64 บาท/ลิตร ยกเว้น อี85 ปรับขึ้น 40 สตางค์ อยู่ที่ 37.54 บาท

สมาคมรถเมล์ยื่นรัฐช่วยอุ้ม
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า จากกรณีที่สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ได้ไปยื่นหนังสือที่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับการขอปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร จากที่คิดอัตราเริ่มต้นที่ 40 ก.ม.แรก ในอัตรา 53 สตางค์ เป็น 58 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และปัจจุบันเตรียมปรับเที่ยววิ่งรถลง และทยอยหยุดเดินรถได้บางเส้นทางนั้น ทาง ขบ.อยู่ระหว่างการประชุมพิจารณาหาทางออกเรื่องนี้อยู่ คงต้องให้ทาง ขบ. เป็นผู้สรุปแนวทางการช่วยเหลือต่อไป

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ในวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 10.00 น. จะมีการหารือร่วมกันระหว่าง ผู้ประกอบการรถร่วม และ ผู้ประกอบการรถโดยสาร เพื่อหาทางออกในเรื่องของจำนวนรถโดยสารที่ลดลง เนื่องจากแบกภาระต้นทุนทางน้ำมันและพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว

นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา จากค่าโดยสารเมื่อปี 2562 ที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละประมาณ 27 บาท จนถึง ณ เวลานี้ ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 34 บาท ปรับเพิ่มขึ้นถึงลิตรละประมาณ 7 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเที่ยวละประมาณ 1,400 บาท โดยเฉลี่ยหากวิ่งวันละ 50 เที่ยว ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้นกว่าวันละประมาณ 70,000 บาท ประกอบกับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่ทยอยปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางต้องทนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อให้เป็นช่องทางการเดินทางที่ประหยัด และสะดวกที่สุดแก่ประชาชน พร้อมทั้งพยายามขอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการช่วยเหลืออย่างเป็น รูปธรรม แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลไม่มีทีท่าจะให้การเหลียวแลแต่อย่างใด ขณะที่การขนส่งทางอากาศ และทางน้ำได้ปรับค่าโดยสารกันไปแล้วก่อนหน้านี้

ลดเที่ยว-งดวิ่งบางเส้นทาง
นายพิเชษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการที่กรมการขนส่งทางบก ให้ความช่วยเหลือผ่านบริษัท ขนส่ง จำกัด นั้น ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ใดๆ ในนามนายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทยจึงขอเป็นตัวแทนในการกล่าวขอโทษประชาชนผู้โดยสารที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการรถโดยสารในชีวิตประจำวัน ว่าผู้ประกอบการรถโดยสารจะพยายามยืนหยัดเพื่อเคียงข้างการให้บริการให้ดีที่สุดเท่าที่ดำเนินการได้ โดยระหว่างที่ยังไม่มีทางออกในการแบกรับต้นทุนนี้ อาจต้องส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบในความไม่สะดวกในการใช้บริการ เนื่องจากบรรดา ผู้ประกอบการต้องลดเที่ยววิ่งลงและทยอยหยุดการให้บริการในบางเส้นทาง ซึ่งเป็นทางเลือกทางสุดท้ายก่อนที่อาจต้องปิดกิจการถาวรในที่สุด

ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 3 จ.ขอนแก่น ภายหลังจากที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส เตรียมกลับมาเปิดให้บริการเดินรถโดยสารเส้นทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางไทย-สปป.ลาว อีกครั้ง โดยได้ร่วมกันกำหนดวันที่จะเปิดเส้นทางเดินรถหลัง ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. แต่ล่าสุดยังไม่สามารถเดินรถได้ตามวันและเวลาที่กำหนด

นางศิริพร สุภะโส เจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถโดยสาร จ.ขอนแก่น กล่าวว่า การเดินรถระหว่างประเทศ ที่สถานีขนส่งขอนแก่น ยังต้องชะลอการให้บริการออกไปก่อน เนื่องจากทราบข้อมูลมาว่า ทางบริษัทคู่สัญญา สปป.ลาว ยังไม่พร้อมที่จะเปิดเดินรถโดยสาร ทั้งเรื่องราคาค่าเงินที่อ่อนลง จากเดิม 1 บาท ต่อ 250 กีบ เป็น 1 บาท ต่อ 450 กีบ ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และทางบริษัทคู่สัญญาของลาวขอปรับขึ้นราคาค่าโดยสารอีก 20 บาท อีกทั้งยังคงอยู่ในช่วงฤดูฝน จึงมี นักท่องเที่ยวมาใช้บริการน้อย เส้นทางชำรุดในช่วงฤดูฝน และเส้นทางอุดรธานี-วังเวียง ขอให้ทั้งสองฝ่ายสำรวจเส้นทางใหม่ ซึ่งในเส้นทางเดิมใช้เวลาเดินรถ 7 ช.ม. เส้นทางใหม่ใกล้กว่าเดิมใช้เวลาเดินรถเหลือ 4 ช.ม. โดยทั้งสองประเทศได้พูดคุยกันแล้ว และเมื่อได้ข้อสรุปจึงจะเดินรถได้

ด้านบริเวณด่านบ้านนากระเซ็ง ต.อาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย บรรยากาศการค้าแนวชายแดน ยังไม่คักคักมากเท่าไร การเดินทางมาซื้อขายของระหว่างกันยังมีปริมาณน้อย แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามไปยังทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างด่านนั้นรถสามล้อมีการปรับราคา เนื่องจากราคาน้ำมันแพง จาก 20 บาทเป็น 30 บาท ซึ่งผู้ใช้บริการก็เข้าใจกับสถานการณ์น้ำมันแพง รอน้ำมันลง คาดจะมีคนมามากขึ้น และคึกคักมากกว่านี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน