‘ปั๊ด’สั่งจับให้ได้ แฉปม-ล้างหนี้ ปล่อยกู้ไต้หวัน
ผบ.ตร.สั่งกองปราบฯ ล่าตัวมือฆ่า 4 ศพทิ้งศพหมกท้าย รถเก๋งบีเอ็มฯ ที่ไต้หวัน ตำรวจภาค 5 ปูพรมค้นไชยปราการ พบเบาะแสมีคนเห็นที่บ้านเกิด คาดยังกบดานในพื้นที่คอยมุดข้ามชายแดน แฉปมมือฆ่ายืมเงินไป 8 แสน ทองอีกกว่า 10 บาท แต่จู่ๆ อ้างถูกขโมยไปเกลี้ยง อีกประเด็นหักปล่อยเงินกู้แรงงานไทย ขณะที่พ่อเหยื่อฝ่ายสามีสุดเศร้าลูกชายโทร.บอกจะกลับไทยมารับไปเที่ยวทะเลด้วยกัน แต่สุดท้ายต้องรอรับกระดูกกลับมาประกอบพิธีแทน
จากเหตุสยองเมืองไทเป หนุ่มไทยฆ่า 2 สามีภรรยา รวมลูกแฝดในท้อง 4 ศพ ทิ้งศพหมกท้ายรถเก๋งบีเอ็มฯ ก่อนหนีมาไทย ทางการไต้หวันประสานตำรวจไทยช่วยล่าตัว สาเหตุคาดมาจากการกู้เงินและผลประโยชน์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับจัดหาแรงงาน คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. นายยิ่งยศ แซ่หลี่ อายุ 38 ปี พี่ชายน.ส.พจนีย์ แซ่หลี่ ผู้เสียชีวิต เข้าพบตำรวจที่บช.ภาค 5 จ.เชียงใหม่ ร้องขอความเป็นธรรมกรณีน้องสาวตั้งครรภ์ลูกแฝด 5 เดือน และนายประเสริฐ โนราษ สามีถูกฆ่าตายจากเหตุดังกล่าว พร้อมให้ข้อมูลเป็นเบาะแสตำรวจตามล่าตัว นายสันติ หรือหวัง ศุภอภิรตีไพลิน อายุ 35 ปี ผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีคดีลอบกลับเข้าประเทศไทยหลังก่อเหตุ
นายยิ่งยศเผยว่า นายสันติผู้ต้องสงสัยสนิทสนมกับน้องสาวเพราะโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก และไปทำงานเป็นล่ามกับน้องสาวที่ไต้หวันประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน แต่คาดว่าเป็นเรื่องหนี้สิน โดยก่อนเกิดเหตุ ประมาณเวลา 20.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา น้องสาวโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศกลับมาปรึกษาเรื่องนายสันติหยิบยืมเงินไปจำนวน 800,000 บาท และสร้อยคอทองคำรูปพรรณน้ำหนักกว่า 10 บาท ต่อมาอีกฝ่ายอ้างกับน้องสาวว่าเงินและทองทั้งหมดถูกคนงานขโมยไป แต่น้องสาวไม่เชื่อจึงเตือนให้ระวังนายสันติให้ดีก่อนจะวางสายไป และหลังจากนั้นไม่รู้ว่าเขามีเรื่องทะเลาะอะไรกันอีก ก่อนจะมาทราบข่าวว่าน้องกับครอบครัวถูกฆ่าอย่างโหดร้าย
นายยิ่งยศกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องสงสัยมีภูมิลำเนาอยู่หมู่บ้านเดียวกับน้องสาวใน อ.ไชยปราการ มีชาวบ้านให้เบาะแสว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.เห็นนายสันติกลับมาอยู่บ้าน ไปรับส่งลูกที่โรงเรียน ก่อนหายตัวไป ปกติแล้วผู้ต้องสงสัยเป็นคนพูดจาดี และสนิทสนมกับน้องสาวมากถึงขั้นเวลาที่อยู่ไต้หวันด้วยกันเธอให้คีย์การ์ดเปิดประตูบ้านเข้าออกได้อย่างสบาย ไม่คาดคิดว่าจะฆ่าน้องสาวของเขาที่กำลังตั้งท้องกับสามีได้อย่างโหดเหี้ยม ตอนนี้อยากขอความช่วยเหลือให้ตำรวจช่วยติดตามคดีคืนความเป็นธรรมให้กับน้องสาว
ด้านพล.ต.ต.วีระชน บุญทวี รอง ผบช.ภาค 5 ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.สส.บช.ภาค 5 ประสานตำรวจสภ.ไชยปราการ เข้าตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่พบตัว เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจหลบหนีข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติไปกบดานในฝั่งเพื่อนบ้านแล้ว
รายงานข่าวที่เป็นนักธุรกิจใน จ.เชียงใหม่ และเป็นเพื่อนของผู้ตาย เผยว่า ตัวผู้ตายและผู้ต้องสงสัยสนิทสนมเป็นอย่างดี โดยผู้ต้องสงสัยเคยประกอบอาชีพทำทัวร์มาก่อน ต่อมาร่วมลงขันกับผู้ตายปล่อยเงินกู้ให้กับชาวไทยในไต้หวัน ช่วงแรกธุรกิจดำเนินไปด้วยดี แต่สุดท้ายเกิดปัญหาขึ้นมา คาดกลายเป็นความขัดแย้งจนก่อเหตุสังหารโหดครั้งนี้

เหยื่อฆ่า4ศพ – ภาพถ่ายนายประสิทธิ์ โนราษ และน.ส.พจนีย์ แซ่หลี่ แฟนสาว ก่อนถูกนายสันติ ศุภอภิรดีไพลิน (รูปเล็ก) เพื่อนคนไทยฆ่ายัดเก๋งทั้งคู่พร้อมลูกแฝดในท้องที่ไต้หวันแล้วหนีกลับไทย ล่าสุดพบว่าเผ่นไปเมียนมาแล้ว
วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 153 บ้านท่าลาด ม.1 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นายธีรศักดิ์ โนราษ อายุ 58 ปี บิดาของนายประเสริฐ หรือมาส โนราษ อายุ 32 ปี ผู้เสียชีวิต เผยว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ยังโทรศัพท์คุยกับลูกชายอยู่ โดยลูกบอกว่ากำลังจะพาภรรยากลับมาไทยเพื่อพักผ่อน โดยจะพาครอบครัวไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เมื่อค่ำวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยพี่สาวของน.ส.พจนีย์ลูกสะใภ้โทรศัพท์มาแจ้งเหตุเรื่องการเสียชีวิตของลูกชาย ลูกสะใภ้และหลานๆ ปกติลูกชายเป็นคนพูดเพราะได้ไปทำงานที่ไต้หวันหลายปีจนได้ภรรยาเป็นสาวไทย สัญชาติไต้หวัน และจดทะเบียนอยู่กินด้วยกัน ต่อมาทั้งคู่เปลี่ยนมาทำธุรกิจข้าวกล่องส่งให้แรงงานไทยตามโรงงาน และสั่งผลไม้ กับลอตเตอรี่จากประเทศไทยไปขายให้กับแรงงานไทยจนพอมีฐานะส่งเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวและพี่น้อง
สำหรับการจัดการศพ ขอให้พี่สาวของลูกสะใภ้ช่วยจัดการฌาปนกิจที่ไต้หวันแล้วส่งกระดูกกลับมาให้บำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด เพราะไม่สามารถเดินทางไปรับศพ เนื่องจากติดปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทางการไต้หวันจะกักตัวถ้าเดินทางไปรับศพ จึงได้แต่ส่งเอกสารให้ญาติฝ่ายลูกสะใภ้ช่วยดำเนินการแทน อยากให้ทางการไทยเร่งติดตามจับตัวเพื่อนคนไทยที่ก่อเหตุ และหนีกลับมาประเทศไทย เพราะมีพฤติกรรมเหี้ยมโหดมากที่ทำเช่นนี้
สำหรับคดีดังกล่าว สำนักงานตำรวจไต้หวัน ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เพื่อขอความช่วยเหลือผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยในทันที ขณะนี้ตำรวจไต้หวันและไทยต่างร่วมมือในการสอบสวนคดีแล้ว
ไทเปไทมส์รายงานด้วยว่า ตำรวจเมืองเถาหยวนของไต้หวันเปิดเผยว่า นายหวัง ผู้ต้องสงสัย อายุ 35 ปี ทราบเบื้องต้นเป็นชายไทยเชื้อสายจีน มีปัญหาทางธุรกิจกับสองสามีภรรยาที่ถูกสังหาร และมีหลักฐานว่าเรียกรถแท็กซี่ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติไต้หวันเถาหยวน ก่อนขึ้นเครื่องบินสายการบินสตาร์ลักซ์ แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ เจเอ็กซ์ 741 มายังกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ด้านเจ้าหน้าที่เฉิน จี้เผิง หัวหน้าฝ่ายสอบสวนเขตจงลี่ ประจำสถานีตำรวจเมืองเถาหยวน ระบุว่า สอบปากคำบุคคลที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวและกำลังเร่งสอบสวนโดยประสานงานกับสำนักงานอัยการเมืองเถาหยวน พนักงานสอบสวนในท้องที่ สำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรม (ซีไอบี) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไต้หวัน ขณะเดียวกันหน่วยสอบสวนคดีระหว่างประเทศของซีไอบีติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ไทย โดยให้ข้อมูลของผู้ต้องสงสัยและรายละเอียดของคดีเพื่อดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งอาจถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีในประเทศไทย แม้ว่าไต้หวันสามารถยื่นคำร้องขอให้ทางการไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อดำเนินคดีในไต้หวัน แต่เจ้าหน้าที่จะรอดูว่าคดีเป็นไปในทิศทางใด รวมถึงข้อเสนอของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในไทยว่าจะให้ความร่วมมืออย่างไรบ้างก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยที่ใด
รายงานยังระบุด้วยว่า นายหวังพบสองสามีภรรยาที่ถูกฆาตกรรมที่หอพักคนงานไทยในเขตตู่เฉิง นครซินเป่ย์ หรือนครไทเปใหม่ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เพื่อตกลงปัญหาด้านการเงินภายหลังนายหวังเรียกร้องขอผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทที่ทำด้วยกันมีกำไร แต่คาดว่าไม่สามารถตกลงได้และนำไปสู่การสังหาร จากการสอบสวนพบว่านายหวังใช้วัตถุที่เป็นโลหะตีที่ศีรษะของสองสามีภรรยา ก่อนนำร่างใส่ท้ายรถและขับไปทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟความเร็วสูงตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้
วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เปิดเผย ถึงกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และตำรวจไต้หวัน ให้ข้อมูลและประชุมร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อขอความร่วมมือตำรวจไทยในการติดตามจับกุมนายสันติ ศุภอภิรดีไพลิน อายุ 35 ปี ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม 2 สามีภรรยา รวมลูกแฝดในท้อง 4 ศพ ทิ้งท้ายรถเอสยูวี บีเอ็มฯ เอ็กซ์ 4 บริเวณลานจอดรถสถานีรถไฟความเร็วสูงเถาหยวนในไต้หวัน ว่า มอบหมายให้กองปราบปราม โดยมีการสอบปากคำและตรวจสอบพยานหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ไต้หวันไว้แล้ว ส่วนการที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตไปร้องกับตำรวจภูธรภาค 5 สามารถนำมารวมคดีให้กองปราบปรามดำเนินการเป็นเจ้าของคดีได้ โดยจะมีการนำหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ไต้หวันไปขอศาลอนุมัติหมายจับ ยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุแน่ชัด
พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาถือสัญชาติไทย-ไต้หวันนั้น ตำรวจสันติบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปตรวจสอบ แต่เบื้องต้นหากมีสัญชาติไทยสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายไทยในข้อฆาตกรรม แต่จะต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง รวมถึงอาจพิจารณาดำเนินคดีกรณีใช้มากกว่า 1 สัญชาติด้วย ได้สั่งการในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว รวมถึงการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า นายสันตินั้นพื้นเพเป็นชาว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ตรวจสอบแล้วพบว่า พ่อของผู้ต้องสงสัยเคยเป็นทหารของพรรคก๊กมินตั๋งหลังจากแตกทัพหลบหนีเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสงครามลัทธิในประเทศจีน จนกระทั่งต่อมาในรุ่นลูก ทำให้ผู้ต้องสงสัยได้รับสิทธิ์เป็นพลเมืองของไต้หวัน เพราะถือว่าพ่อเคยเป็นทหารของผู้ก่อตั้งไต้หวันมาก่อน
ส่วนแนวทางการสืบสวนติดตามตัวนั้น ทีมสืบสวนของกองปราบฯ ยังเชื่อว่า อาจยังคงหลบอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ที่ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศไทยแค่สิบกว่ากิโลเมตร ทำให้ง่ายต่อการหลบหนีออกนอกประเทศได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังมีรายงานพบรถยนต์ต้องสงสัย ทราบต่อมาว่าเป็นรถของบุคคลใกล้ชิดกับ ผู้ต้องสงสัยรายนี้ เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.พิษณุโลก อีกด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าจะมีการนำตัวผู้ต้องสงสัยหลบหนีออกมาจากพื้นที่ด้วยหรือไม่